ดีป้า โชว์สุดยอด 5 ผลงาน จากผู้เชี่ยวชาญด้านวีอาร์ของเมืองไทย

จัดแสดงผลงานผู้สร้างฝีมือคนไทย
ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

เทคโนโลยี Virtual Reality  ที่กำลังน่าจับตามองในปัจจุบันสำหรับใครหลายคนคงไม่พ้นเทคโนโลยี Virtual Reality หรือ VR เทคโนโลยีวีอาร์จากผู้สร้างฝีมือคนไทย  เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล  ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ดีป้า  เดินหน้าต่อเนื่อง  สร้างคนพันธุ์ดิจิทัลภายใน 5 ปี  เทคโนโลยีวีอาร์ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่ออุตสาหกรรมหลายแขนง ทั้งในประเทศและระดับสากล เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน  วงการดิจิทัลไทย ให้ก้าวหน้าเติมเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ การแพทย์ การซื้อขาย การท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ หรือการผลักดันจินตนาการณ์ต่างๆ ให้กว้างออกไปมากที่สุดจากขีดจำกัดเดิมๆ เป็นโอกาสอันดีสำหรับคนรุ่นใหม่ ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก และมีการสนับสนุนที่หลากหลาย เราอยากจะให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการดีๆ แบบโครงการ VR Inventors

VR คือคำตอบที่ตอบโจทย์ในทุกๆสิ่ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีวีอาร์ที่ทวีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่ออุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ทั้งในประเทศและระดับสากล ให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการดิจิทัลไทยให้ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จัดแสดงผลงานวีอาร์ของนักพัฒนาคนรุ่นใหม่จาก โครงการ VR Inventors เพื่อผลิตนักพัฒนาโปรแกรมและเนื้อหาโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) หลังผ่านการบ่มเพาะมายาวนานกว่า 2 เดือน พร้อมโปรแกรมศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ อีก 1 เดือนเต็ม ภายใต้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนคัดเลือกเหลือสุดยอด 5 ผลงาน ได้แก่ M72LAW Simulator วีอาร์จำลองการใช้งานเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง , Falling Down เกมการศึกษา  ชั้นเปลือกโลกและธรณีวิทยา ผ่านการนั่งยานแสนสนุกลงใต้พิภพ , What the Tower? วีอาร์เกมแข่งต่อกล่องขึ้นไปให้สูงที่สุดภายใต้เวลาอันจำกัด , Music Band VR พัฒนาศักยภาพด้านสมองด้วยการฟังเสียงดนตรี เสริมสร้างทักษะการฟังเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด , Land of Smiles  วีอาร์   โดยนำเสนอสถาปัตยกรรมไทย ความน่ากลัวของผีไทย และ ไสยศาสตร์ไทย โดยทั้งหมดจัดแสดง ณ บูท VR Inventors รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การ
ค้าสยามพารากอน วันก่อน

นายนรสิทธิ์ ยอขันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล กล่าวว่า
“อรรถประโยชน์ของวีอาร์มีมากมาย เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ สถานการณ์หรือสถานที่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราก็สร้างวีอาร์ขึ้นมาจำลองสถานการณ์ขึ้นมา รวมไปถึงใช้วีอาร์เพื่อการฝึกฝนและสร้างความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์หรือทฤษฎีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนให้เข้าใจได้
ง่ายยิ่งขึ้น

ดีป้าเล็งเห็นว่า วีอาร์เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โครงการนี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการสนับสนุนจากรัฐและเอกชนด้าน VR อย่างเต็มที่ แม้แต่คนที่ไม่ได้สนใจโครงการก็อยากให้ลองศึกษาดูเพราะเป็นเทคโนโลยีใกล้ตัวและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจดิจิทัล จึงเห็นว่าควรเพิ่มจำนวนนักพัฒนาวีอาร์ และผลักดันให้นักพัฒนาวีอาร์ในประเทศไทยของเราสามารถก้าวขึ้นเทียบเท่านักพัฒนาวีอาร์ระดับโลกต่อไปได้ ทั้งนี้ ดีป้ามั่นใจว่า การพัฒนาบุคลากรและสร้างคนด้านดิจิทัล ในระยะสั้นต้องเร่งผลักดันให้เห็นผลภายใน 5 ปี เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

นายจัตุพร รักไทยเจริญชีพ กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ VR M72LAW Simulator กล่าวว่า “M72LAW Simulator ที่ทีมเราพัฒนานี้เป็นวีอาร์จำลองการใช้งานเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังไปยังเป้าหมายเพื่อประหยัดงบประมาณในการฝึก และให้ผู้ฝึกได้รับประสบการณ์แบบไร้ขีดจำกัด โดยจำลองโลกเสมือนจริงในทุกๆ การกระทำและทุกๆ สภาวะ ไม่จำกัดกระสุน อุปกรณ์ในรูปแบบต่างๆ เราได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารโดยตรง  มาช่วยแนะนำรูปแบบการผลิต ให้สอดคล้องกับการนำไปใช้งานได้จริงในองค์กรทางทหาร หลังจากเสร็จสิ้นโครงการนี้วางแผนพัฒนาต่อยอดให้การฝึก
ทางยุทธวิถีเต็มรูปแบบมากขึ้น”

นายจิระพัฒน์   เต็มเปี่ยม  โปรแกรมเมอร์  VR Land of Smiles  กล่าวว่า
“ตั้งใจนำเสนอสถาปัตยกรรมไทย ความน่ากลัวของผีไทย และไสยศาสตร์ไทย แต่ยังคงความสนุกของเกมยิงแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่ง โดยมีจุดเด่นคือ การใช้อาวุธไสยศาสตร์และมี Mission ที่เพิ่มความสามารถของผู้เล่นได้ ข้อดีที่ได้รับจากโครงการนี้คือ การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอธิบายให้เข้าใจ ออกแบบเกมได้เป็นระบบและเข้าที่มากขึ้น การจูนให้พอดีและสนุก ซึ่งมันมีหลายส่วนมาก ถ้าอะไรมากเกินไปนิดนึงเสียสมดุลไปก็จะไม่สนุกครับ”

นางสาวประยุดา อนาพร กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ VR Music Band VR กล่าวถึงแนวคิดที่พัฒนาวีอาร์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านสมองด้วยการฟังเสียงดนตรี เสริมสร้างทักษะการฟังเสียงของเครื่องดนตรีนี้ว่า “วีอาร์นี้เปรียบเสมือนเพลย์กราวด์ของผู้เรียน เป็นเหมือนเครื่องมือให้ได้ทดลองผสมเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะการฟังเสียงดนตรีแต่ละชนิด นอกเหนือจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ และแยกแยะเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดได้ และยังสามารถทำแบบทดสอบเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้านดนตรีได้อีกด้วย”

นายศรัณย์ รัตนกุลวรานนท์ โปรแกรมเมอร์ VR Falling Down กล่าวว่า “Falling Down คือเกมการศึกษาเกี่ยวกับชั้นเปลือกโลก และธรณีวิทยาสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี ผ่านประสบการณ์นั่งยานแสนสนุกลงใต้พิภพ ในรูปแบบเสมือนจริง พร้อมตื่นตาไปกับสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมแสนสวยงาม อีกทั้งภายในเกม ผู้เล่นยังสามารถสนุกสนานไปกับการตามล่าสิ่งของพิเศษที่รอให้สะสมอีกด้วย ภายในเกมผู้เล่นจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชั้นเปลือกโลกภาคพื้นทวีป ชั้นเมนทัลและแก่นโลก นอกจากนี้ผู้เล่นยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต หินแร่ และฟอสซิลที่มีอยู่ในชั้นต่างๆ เช่น ปลาปักเป้า ปลาจาละเม็ด สาหร่าย ปะการัง หินอัคนี ฟอสซิลทีเร็กซ์ และอื่นๆ อีกมากมาย”

นายสุภชัย ชูสิทธิ์ โปรแกรมเมอร์ VR What ‘s the! ? Tower กล่าวว่า
“What ‘s the! ? Tower เป็นวีอาร์ที่มีแนวคิดต้นกำเนิดมาจากเกมกระดาน โดยต่อกล่องขึ้นไปให้สูงที่สุด โดยการจำกัดเวลา และใช้ความสูงที่ผู้เล่นทำได้มาเป็นเกณฑ์การให้คะแนน ผู้เล่นจะพบความท้าทายและประหลาดใจ ที่จะช่วยส่งเสริมอารณ์ในขณะเล่นเกม หลังจากนี้วางแผนจะต่อยอดโครงการโดยนำไปพัฒนาต่อให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และเตรียมนำวีอาร์ขึ้นแอพสโตร์ให้ผู้สนใจทุกคนดาวน์โหลดมาเล่นได้จริง”

สถานที่ บูท VR Inventors รอยัล พารากอน ฮอลล์
ศูนย์การค้าสยามพารากอน
รายละเอียดโครงการ  www.VRInventors.depa.or.th

เปิดตัวแอป ทรู เถ้าแก่ 4.0 – True Merchant 4.0 สำหรับร้านค้า

สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

กลุ่มทรู ผนึก ทรูยู ทรูไอดี ทรูมันนี่ สานต่อนโยบายรัฐก้าวสู่สังคมไร้ เงินสด เปิดตัวแคมเปญ “True Point & Pay ยิ่งขาย ยิ่งจ่าย ยิ่งได้ทรูพอยท์” ผ่าน “ทรูเถ้าแก่ 4.0-True Merchant 4.0” แอปพลิเคชันใหม่คู่ใจร้านค้า ช่วยเพิ่มยอดขาย และกำไร

นำ “โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ” เชื่อมต่อกระแส ออเจ้า เจาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ายุคใหม่ เจ้าของร้านค้ามาเป็นพันธมิตร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่มและยังโปรโมทร้านฟรีผ่านสื่อแบบครบวงจรอีกด้วย โดยแอปฯ “ทรูเถ้าแก่ 4.0-True Merchant 4.0” ซื้อ-ขายง่าย ผ่าน QR Code เพียงสแกน QR Code ของร้านก็ชำระเงินผ่าน ทรูมันนี่ วอลเล็ทได้ทันที ปลอดภัย ไม่ต้องใช้เงินสด

นายฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และบริหารความสุขลูกค้าบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า …
เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคดิจิทัล สนับสนุนการสร้างสังคมไร้เงินสดตามนโยบายของรัฐบาล จึงเปิดแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี True Point & Pay ชูแนวคิด ยิ่งขาย ยิ่งจ่าย ยิ่งได้พอยท์ โดยสำหรับลูกค้ายิ่งใช้จ่าย ยิ่งได้พอยท์เพิ่ม

ส่วนร้านค้ายิ่งขาย ยิ่งได้ ยิ่งรวย ดึงพระเอกแห่งยุคโป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มาชวนร้านค้าให้มาร่วมเป็นพันธมิตรกับทรู เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ “ทรูเถ้าแก่ 4.0- True Merchant 4.0”

นายธีรวัฒน์ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในฐานะที่ทรูมันนี่เป็นผู้ให้ บริการด้านการชำระเงินอิเล็ กทรอนิกส์ และบริการทางการเงินสำหรับผู้ บริโภคในยุคดิจิทัล รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่ วมแคมเปญนี้ ลูกค้าและร้านค้าจึงสามารถมั่ นใจและวางใจได้ว่านอกจากได้รั บความสะดวกสบายในการใช้จ่ายแล้ว ยังจะได้รับการปกป้องรั กษาความปลอดภัยบัญชีผู้ใช้ด้วยมาตรฐานระดับโลก”

นางสาวญาดาผนิต โพธิ์เนียร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิ ชย์ บริษัท ทรู ดิจิตอล แอนด์ มีเดีย แพลตฟอร์ม จำกัด กล่าวว่า “ทรูไอดี แอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ ความความต้องการที่ หลากหลายของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ รู้สึกยินดีที่ได้มอบสิทธิพิเศษต่างๆ จากทรูยู โดยทุกการใช้จ่าย 25 บาทจะได้รับ 1 ทรูพอยท์เพื่อนำไปแลกรับเป็นส่วนลดในร้านค้าต่างๆ อีกมากมาย”

ซื้อ-ขายง่าย ผ่าน QR Code เพียงสแกน QR Code ของร้าน ก็ชำระเงินผ่าน ทรูมันนี่ วอลเล็ท ได้ทันที ปลอดภัย ไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องทอนเงินทุกรายรับ 25 บาท ร้านค้าจะได้รับทรูพอยท์ 1 คะแนน ทุกการชำระเงิน 25 บาท ลูกค้าจะได้รับทรูพอยท์ 1 คะแนน สะสมได้ผ่านแอปฯ นำไปเป็นส่วนลด และแลกซื้อสินค้าได้มากมาย



ลูกค้าทรูมูฟ เอช ที่ชำระเงินผ่านทรูมันนี่ วอลเล็ท ในแอปทรูไอดี ณ ร้านค้า
ที่ร่วมรายการ ก็จะได้ รับทรูพอยท์เพิ่มเป็น 10 เท่าในทุกวันที่ 10 ของเดือน (สูงสุดไม่เกิน 300 ทรูพอยท์ต่อเดือน) ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม ถึง 10 ธันวาคม 2561 โดยร้านค้าที่มาร่วมกับเรา ยังสามารถเพิ่มยอดขายและกำไรแบบสมาร์ตพร้อมโปรโมทร้านฟรีผ่านสื่อครบวงจร
นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ จับรางวัลทุกวัน 5 รางวัลสำหรับลูกค้า 5 รางวัลสำหรับร้านค้า ตั้งแต่วันที่ 15พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2561 รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทองคำ นายฐานพล มานะวุฒิเวช กล่าวสรุป

ทั้งนี้ร้านค้าที่ สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปฯ “ทรู เถ้าแก่ 4.0-True Merchant 4.0” เพื่อใช้เป็นแอปฯ รับชำระเงินลูกค้า ได้ทั้งระบบ iOS และ แอนดรอยด์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.trueyou.co.th/truemerchant4.0

แอนเนสซ่า ครีมกันแดดแบบไม่อุดตันผิว ยอดขายอันดับ 1

ANESSA ที่สุดแห่งนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์กันแดดแห่งปี สูตรใหม่ล่าสุด

ANESSA PERFECT UV SUNSCREEN SKINCARE เป็นมากกว่ากันแดด ทั้งปกป้อง ทั้งบำรุงปกป้องผิวจากแสงแดดเต็มที่ในทุกวันพร้อมผสานส่วนผสมของสารบำรุงมากถึง 50% ในผลิตภัณฑ์กันแดด ANESSA PERFECT UV SUNSCREEN SKINCARE

มีครีมกันแดด Anessa แบบไม่อุดตันผิวมาแนะนำ มีความเบาบางเป็นธรรมชาติ

แสงแดดตัวร้าย ทำลายผิว แสงแดดเป็นปัจจัยตัวร้ายที่ทำลายผิวสวย นับวันยิ่งแรงขึ้น และร้อนยาวนานตลอดวันมากขึ้น หากผิวเราโดนแดดนานๆ คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังจะถูกทำลาย  ผิวขาดความยืดหยุ่น  อันเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ กวนใจคุณ หรืออาจทำให้ผิวแสบร้อน ไหม้เกรียมและแห้งกร้าน หมองคล้ำได้ง่าย Anessa พัฒนาสูตรโลชั่นกันแดด Aqua Booster ขึ้นมาเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็น Super Water-proof หรือ Water Resistance สำหรับกันน้ำและเหงื่อได้ดียิ่งขึ้น แถมยังรับมือกับภัยจากแสงแดดที่รุนแรง

 


ซึ่งการหลีกเลี่ยงแสงแดดนั่นถือเป็นเรื่องยาก ในเมื่อเราไม่อาจหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับสภาพผิว และพร้อมทุกกิจกรรมที่คุณจะต้องเผชิญ สามารถช่วยคงความกระจ่างใสให้ผิวของคุณได้ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตคนเมือง ปกป้องผิวจากแสงแดดได้เต็มที่ตลอดวัน

ANESSA (แอนเนสซ่า) แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นถึง 17 ปีซ้อน* ขอแนะนำ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของ ANESSA ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องผิวให้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับเหงื่อ หรือน้ำ พร้อมคุณสมบัติ friction resistant ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานมากขึ้น จึงปกป้องผิวได้ยาวนานตลอดวัน สูตรใหม่ผสานสารบำรุงผิวมากถึง 50% (Beauty Skincare Ingredients) เป็นมากกว่ากันแดด ทั้งปกป้อง ทั้งบำรุงผิว ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็น “ANESSA Perfect UV Sunscreen Skincare Milk SPF50+ PA++++” ผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อน้ำนม สำหรับผิวหน้าและผิวกาย

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX + “friction resistance” function. ผสาน friction-resistant powder ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานบนผิวมากขึ้น จึงช่วยปกป้องผิวสูงสุดในทุกสภาวะยาวนานตลอดวัน โดยไม่หลุดง่ายระหว่างวัน มอบสัมผัสผิวให้แลดูเรียบเนียน เนื้อ powder ผสานเป็นเนื้อเดียวและกลมกลืนไปกับผิว

ด้วยคุณสมบัติ
• Aqua Booster EX เพิ่มเกราะปกป้องผิวเมื่อเจอเหงื่อ หรือน้ำ พร้อมผสาน friction resistant ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานบนผิวยิ่งขึ้นจึงปกป้องสูงสุดในทุกสภาวะยาวนานตลอดวัน

• สารบำรุงผิว 50% เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น และดูแลผิวที่โดนแสงแดดทำร้าย เช่น ความแห้งกร้าน

• Very Water Resistant หลังจากขึ้นจากสระว่ายน้ำแล้ว 80 นาที ยังคงปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อยู่

• Sand Resistant ป้องกันทรายไม่ให้ติดผิว

• 360° Protect Technology นุ่มลื่นทาง่าย กระจายทั่วผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ทุกมุม

แอนเนสซ่า แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นถึง 17 ปีซ้อน* ขอแนะนำ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของ ANESSA ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องผิวให้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับเหงื่อ หรือน้ำ พร้อมคุณสมบัติ friction resistant ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานมากขึ้น จึงปกป้องผิวได้ยาวนานตลอดวัน สูตรใหม่ผสานสารบำรุงผิวมากถึง 50% (Beauty Skincare Ingredients) เป็นมากกว่ากันแดด ทั้งปกป้อง ทั้งบำรุงผิว ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็น “ANESSA Perfect UV Sunscreen Skincare Milk SPF50+ PA++++” ผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อน้ำนม สำหรับผิวหน้าและผิวกายด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX + “friction resistance” function.

ผสาน friction-resistant powder ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานบนผิวมากขึ้น จึงช่วยปกป้องผิวสูงสุดในทุกสภาวะยาวนานตลอดวัน  โดยไม่หลุดง่ายระหว่างวัน มอบสัมผัสผิวให้แลดูเรียบเนียน เนื้อ powder ผสานเป็นเนื้อเดียวและกลมกลืนไปกับผิวผสานสารบำรุงผิวมากถึง 50% ฟื้นบำรุงพร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิว ปกป้องผิวจากแสงแดด มอบความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นบำรุงผิวกร้านแดด

คอลลาเจน:  ฟื้นบำรุงผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายซุปเปอร์ ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Super Hyaluronic Acid)  มอบความชุ่มชื่นให้ผิว, กลีเซอริน (Glycerin)สารสกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ : ดอกกุหลาบ และอโลเวร่า

10 Day Protect สร้างปราการปกป้องผิวจากแสงแดดตลอดวัน ANESSA พร้อมพบกับ  Brand Ambassador ANESSA  คนแรกของประเทศไทย
“คุณปู ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก”
ในวันเสาร์ที่ 21 เมษายนนี้ ณ Central Court ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์

ANESSA กันแดดยอดขายอันดับ 1 จากญี่ปุ่น 17 ปีซ้อน
วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Watsons, Boots, EVE&BOY, Tsuruha, Matsumoto Kiyoshi, Home Fresh Mart และร้านค้าชั้นนำทั่วไป

สะดุดตา ต้องใจ จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ ความหรูหราสไตล์ล้านนา

Chantra Khiri Chalet Chiang Mai

ชมวิวจิบชา ท่ามกลางธรรมชาติ  โอบล้อมด้วยขุนเขาที่จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ ห้องอาหาร และ  รีสอร์ตสไตล์ไทยล้านนาประยุกต์ หรูหรา คลาสสิก

การพักผ่อน กับเส้นทางในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน แม้จุดหมายปลายทางอาจจะเป็น สถานที่ หรือจังหวัดเดียวกันก็ตาม แต่ระหว่างทางนั้นเราต่างเจอสภาพแวดล้อม ปัญหาและอุปสรรค ซึ่งเป็นแบบทดสอบชีวิตที่ไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้จะหลอหลอมสร้างให้คุณเป็นคนแบบคุณ
แก้ปัญหาแบบคุณและเก่งในแบบของคุณอากาศร้อนแบบนี้ถ้าได้หลับตานึกถึงสถานที่คลายร้อน เชื่อเลยค่ะ จังหวัด เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในคำตอบ
ของคนส่วนใหญ่  แน่นอนค่ะที่  จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ ความหรูหราสไตล์ล้านนา  ดูเข้าตาสุดในจุดนี้  มีจุดหมายแล้ว ถ้าไม่พูดถึงที่พักคงไม่ได้ จันตราคีรี ชาเลต์  ที่พักชื่อเก๋สุด ฮิป ผสมผสานกันระหว่าง วิศวกรรมและงานศิลปะอย่างลงตัว

จันตรา มาจากอักษร จ หมายถึง วาสนา และอักษร ต หมายถึง ทรัพย์ เมื่อรวมกันเป็นจันตราหมายถึง ทรัพย์งาม คีรี หมายถึงภูเขา จันตราคีรี จึงมีความหมายถึงทรัพย์งามบนขุนเขา โดยก่อตั้งขึ้นอันเนื่องจากโดยคุณเกรียงศักดิ์ กัลยาวัฒนเจริญ ผู้ก่อตั้งมาเที่ยวแล้วชอบที่ดินผืนนี้ เมื่อซื้อไว้แล้วก็เลยเปิดเป็นห้องอาหาร เนื่องจากชอบทำอาหารเป็นทุนเดิม

อีกหนึ่งอัตลักษณ์ของโลโก้คือประกอบไปด้วย 3 ภาษา คือ อักษรธรรมล้านนาหรือตัวเมือง ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยคุณเกรียงศักดิ์เล่าว่า “ที่ใช้ตัวเมืองหรืออักษรธรรมล้านนาประกอบเข้ามาด้วย สะท้อนถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเชียงใหม่อันเป็นสิ่งที่น่าหวงแหน”

ห้องพักของแต่ละหลังมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป บ้านพักส่วนตัวหรู 5 หลัง จันศรี, จันแก้ว, ยวงจัน, ร้อยจัน และจันเป็ง สร้างขึ้นด้วยไม้สักและไม้เนื้อแข็งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “หลองข้าวของชาวล้านนา” หลองข้าวเป็นของคู่กับบ้านเรือนของคนล้านนา ใช้สำหรับเก็บข้าวเปลือกไว้กินได้ตลอดปีที่เหลือจึงแบ่งขาย “หลองข้าว” สะท้อนถึงความมั่นคงของครัวเรือน ความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน หากชุมชนหรือครัวเรือนใด ประกอบด้วยหลองข้าวขนาดใหญ่แสดงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ การถือครองที่ดินเพื่อการเพาะปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเพื่อการเกษตรและทักษะในการผลิตของเกษตรกร หลองข้าวมีลักษณะเฉพาะเป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง เราจึงเอาหลองข้าวมาเป็นแบบของบ้านพักหรูสุดคลาสสิก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์กลิ่นอายอารยธรรมล้านนา กระเบื้องเคลือบและโถเซรามิกจากแหล่งเลื่องชื่อของประเทศไทย รวมไปถึงภาพวาดสีน้ำจิตรกรรมไทยล้านนา โคมไฟระย้า โดยในแต่ละหลังจะมีช้างไม้แกะสลักบอกหมายเลขของหลองข้าวซึ่งชาวล้านนามีความเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์มงคลอีกด้วย บรรยากาศในจันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ ยังรายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานา เช่น ต้นลิ้นจี่ซึ่งเป็นผลไม้เลื่องชื่อของเมืองเหนือ ดอกไม้เมืองเหนือ เช่น อโศกแดงและเหลือง ดอกข่า กล้วยไม้ ดอกพุด จำปี มะลิและอัญชัน น้ำตกและปลาคาร์ป รีสอร์ตตั้ง อยู่บนพื้นที่ 6 ไร่พร้อมวิวภูเขาสวยอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

จันศรี Chan Sri Villa
บ้านพักสไตล์หลองข้าว 2 ชั้นจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาในอดีต ขนาด 100 ตารางเมตร ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่นดูโอ่โถง ห้องน้ำและบาร์ ชั้นบนเป็นห้องนอนแบบเตียงเดี่ยว สไตล์มุ้ง 4 เสาเพดานสูงประยุกต์ให้เข้ากับองค์ประกอบโดยรวมของหลองข้าว มีห้องน้ำและระเบียงชมวิวแมกไม้ เขียวขจี ราคา 5,900 บาท/คืน (รวมอาหารเช้า)

จันแก้ว Chan Kaew Villa
บ้านพักสไตล์หลองข้าว 2 ชั้นจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาในอดีต ขนาด 98 ตารางเมตร ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและบาร์ ชั้นบนเป็นห้องนอนแบบเตียงคู่ สไตล์มุ้ง 4 เสาเพดานสูงประยุกต์ให้เข้ากับองค์ประกอบโดยรวมของหลองข้าว มีห้องน้ำและระเบียงชมวิวแมกไม้ เขียวขจี ราคา 5,900 บาท/คืน (รวมอาหารเช้า)

ยวงจัน Yuang Chan Villa
บ้านพักสไตล์หลองข้าว 2 ชั้นจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาในอดีต ขนาด 180 ตารางเมตร ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและบาร์ ชั้นบนเป็นห้องนอนแบบเตียงเดี่ยว 2 ห้องนอน สไตล์มุ้ง 4 เสาเพดานสูงประยุกต์ให้เข้ากับองค์ประกอบโดยรวมของหลองข้าว มีห้องน้ำและระเบียงชมวิวพานอรามาแห่งขุนเขาและแมกไม้ เหมาะสำหรับการเข้าพักเป็นหมู่คณะเพื่อนหรือครอบครัวเป็นต้น ราคา 10,100 บาท/คืน (รวมอาหารเช้า)

ร้อยจัน Roi Chan Villa
บ้านพักสไตล์หลองข้าว 2 ชั้นจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาในอดีต ขนาด 180 ตารางเมตร ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและบาร์ ชั้นบนเป็นห้องนอนแบบเตียงเดี่ยว 1 ห้องนอนและแบบเตียงคู่ 1 ห้องนอน สไตล์มุ้ง 4 เสา เพดานสูงประยุกต์ให้เข้ากับองค์ประกอบโดยรวมของหลองข้าว มีห้องน้ำและระเบียงชมวิวพานอรามาแห่งขุนเขาและแมกไม้ เหมาะสำหรับการเข้าพักเป็นหมู่คณะ เพื่อนหรือครอบครัวเป็นต้น พร้อมลานพื้นที่ส่วนกลางด้านนอก เตาผิงไว้บริการในฤดูหนาว เหมาะสำหรับสังสรรค์ยามค่ำคืนหรือโอกาสพิเศษสำหรับเพื่อนหรือครอบครัวเป็นต้น ราคา 10,100 บาท/คืน (รวมอาหารเช้า)

จันเป็ง Chan Peng Villa
บ้านพักสไตล์หลองข้าว 2 ชั้นจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาในอดีต ขนาด 274 ตารางเมตร ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและบาร์ ชั้นบนเป็นห้องนอนแบบเตียงเดี่ยว 1 ห้องนอนและแบบเตียงคู่ 1 ห้องนอน สไตล์มุ้ง 4 เสา เพดานสูงประยุกต์ให้เข้ากับองค์ประกอบโดยรวมของหลองข้าว มีห้องน้ำและระเบียงชมวิวพานอรามาแห่งขุนเขาและแมกไม้ พร้อมลานพื้นที่ส่วนกลางด้านนอก พร้อมเตาผิงไว้บริการในฤดูหนาว เหมาะสำหรับสังสรรค์ยามค่ำคืนหรือโอกาสพิเศษสำหรับหมู่คณะเพื่อนหรือครอบครัวเป็นต้น ราคา 14,850 บาท/คืน (รวมอาหารเช้า)

คุณเกรียงศักดิ์ กัลยาวัฒนเจริญ ตั้งใจออกแบบโลโก้ของรีสอร์ต

คุณเกรียงศักดิ์ กัลยาวัฒนเจริญ นักเดินทางและนักธุรกิจ ผู้รักการปลูกต้นไม้และเลี้ยงสัตว์ เกิดที่จังหวัดสระบุรี จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระดับปริญญาตรีจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  และระดับปริญญาโท  สาขาการจัดการจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาจากความสุขหลายรูปแบบในชีวิตและมีความฝันว่าหากสักวันหนึ่งความสุขในรูปแบบที่ชอบจะส่งผ่าน ทำให้คนอื่นรอบกายมีความสุขด้วยบ้างคุณเกรียงศักดิ์ก็จะทำ ความสุขในการเดินทางท่องเที่ยวและปรารถนาความสุขแบบเรียบง่ายตามทางผ่านที่ไป ครั้งหนึ่งเคยเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของที่ดินสวนลิ้นจี่แห่งนี้ เลยคิดอยากลงหลักปักฐานที่นี่ อาจมีร้านอาหารเล็ก ๆ เพราะเป็นคนชอบทำอาหาร หลัง ๆ พอเปิดห้องอาหารเสร็จเพื่อน ๆ ยุให้เปิดเป็นบ้านพักสไตล์ล้านนาบ้าง ทนแรงยุไม่ไหวจึงเปิดจันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ ตามสไตล์ที่ชื่นชอบเป็นส่วนตัว และอยากท้าทายความสามารถของตัวเองเช่นกัน

จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่  เกิดจาก คุณเกรียงศักดิ์ กัลยาวัฒนเจริญ ตั้งใจออกแบบโลโก้ของรีสอร์ตเองในวันหนึ่งขณะนั่งคุมงานก่อสร้างโดยวาดขึ้นจากวิวภูเขาตรงหน้าหากยืนบริเวณสระว่ายน้ำในปัจจุบันแล้วหันหน้าออกไปทางภูเขา ซึ่งวิวภูเขาดังกล่าวเป็นวิวภูเขาสวยทางด้านหลังของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยนั่นเอง ซึ่งถือว่าถ้าหากมาที่จันตราคีรีแล้วจุดนี้ถือเป็นหนึ่งไฮไลท์ที่คุณลูกค้าไม่ควรพลาดการชมวิวมุมสวยๆ พักผ่อนกับบรรยากาศที่สวยและสุดโรแมนติก

จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ รีสอร์ตหรูโอบล้อมด้วยทิวเขาที่งดงามของดอยสุเทพ-ปุย ประกอบด้วยบ้านพัก/ห้องพัก 2 โซน ได้แก่ บ้านพักสไตล์หลองข้าวล้านนา 5 หลังซึ่งจำลองมาจากหลองข้าวหรือยุ้งข้าวของชาวเหนือประยุกต์ให้มีความทันสมัยแฝงไปด้วยกลิ่นอายและเอกลักษณ์ภูมิปัญญาการปลูกเรือนอยู่อาศัยของชาวล้านนา และในส่วนของห้องพักแบบตะวันตก จำนวน 14 ห้องภายในอาคารร่วมสมัย 3 ชั้น ตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ 5 ดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบนีโอ โคโลเนียลผสมผสานจุดเด่นของความเป็นเชียงใหม่

ห้องอาหารจันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่
ห้องอาหารไทยรสจัดจ้านมีเมนูหลากหลายทั้งอาหารไทยภาคกลางและอาหารเหนือสูตรเฉพาะของจันตราคีรี ใช้วัตถุดิบคุณภาพจากท้องถิ่นและสวนผักออร์แกนิคของรีสอร์ต ให้บริการทั้งโซนด้านในและด้านนอกขนาดกว่า 50 ที่นั่ง ตกแต่งแบบล้านนาประยุกต์  ผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัวระหว่างเรือนไม้สักเพดานสูงให้ความรู้สึกโปร่งสบาย โคมไฟระย้าสวยหรู ประตูไม้สักอายุหลายร้อยปีสไตล์โปรตุเกส กระเป๋าเดินทางเก๋สไตล์โคโลเนียล กวางไม้แกะสลักสีแดงที่บาร์ รวมไปถึงโซฟาและเก้าอี้บุผ้าลายสีสดและกระจกบานใหญ่ที่ทำให้ลูกค้าทุกท่านได้ชมวิวทิวทัศน์ภายนอกได้แบบพาโนรามาผ่านทางสระว่ายน้ำไร้ขอบวิวภูเขาหลักล้านด้านหน้า

มาต่อกันที่เมนู  ออร์เดิร์ฟเมือง หมี่ผัดผักกระเฉด น้ำพริกกะปิ มัสมั่นเนื้อ แกงส้มชะอมกุ้ง ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน น้ำพริกกะปิปลาทู ออสเตรเลียริบอายจิ้มแจ่ว ซี่โครงหมูย่างบาร์บีคิว เป็นต้น ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีให้เลือกนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นไวน์ แชมเปญ ค็อกเทล หรือชา กาแฟหอมกรุ่น อร่อยถูกใจมาก

พิกัดอยู่ไม่ไกล ห้องอาหารจันตราคีรี
เปิดให้บริการทุกวัน  ตั้งแต่เวลา  7.00 น. – 22.00  น.

หน้าหลัก

 

โปรแกรมรักษาอาการหมดไฟในการทำงานTake a Break (เทคอะเบรค)

ททท. เปิดตัวแคมเปญ “Take a Break”
(เทค อะ เบรค)

หยุดพักจากงานแล้วไปเที่ยวกันแคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนทำงาน ออกเดินทางไปท่องเที่ยว ใน 20 เมืองนี้ ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องราวของเมืองในมุมมองของคนทำงานรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้กลุ่มเมืองรอง ชวนมนุษย์ทำงานให้ Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากการทำงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยว ช่วยบำบัดความเครียด และจุดไฟสร้างสรรค์ให้คนทำงาน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การบินไทย รอยัลออร์คิดพลัส, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์, บัดเจ็ท คาร์, ทราเวลไอโกดอทคอม, เลิฟอันดามัน, ทรูยู ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยวเพื่อมนุษย์ทำงาน
Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากงานแล้วไปเที่ยวกัน

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ทุกวันนี้คนทำงานหนักกันมาก พักผ่อนหน่อย เครียดมาก จนหมดพลัง หมดไฟในการทำงานไปเลย แคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) เกิดขึ้นเพื่ออยากจะเชิญชวนมนุษย์ทำงานทุกคนให้เห็นความสำคัญของการหยุดพักเบรคจากการทำงานแล้วออกเดินทางท่องเที่ยว งานวิจัยต่างๆ ก็ยืนยันมาแล้วว่า ข้อดีของการท่องเที่ยวช่วยบำบัดความเครียด ช่วยชาร์จพลัง จุดไฟสร้างสรรค์ให้กลับมาทำงานได้ดีมากขึ้น”

ททท. จัดสำรวจออนไลน์ให้มนุษย์ทำงานโหวตเลือกเมืองที่อยากไป Take a Break (เทค อะ เบรค) มากที่สุด จากผลสำรวจ 20 เมืองที่ได้รับการโหวตมากที่สุด ได้แก่

อันดับ 1 เชียงราย  อันดับ 2 แม่ฮ่องสอน  อันดับ 3 น่าน  อันดับ 4  ระนอง
อันดับ 5 ชุมพร อันดับ 6 ตรัง อันดับ 7 เพชรบูรณ์ อันดับ 8 สตูล อันดับ 9 ตราด อันดับ 10 จันทบุรี อันดับ 11 ราชบุรี อันดับ 12 นครศรีธรรมราช อันดับ 13 อุบลราชธานี อันดับ 14 อุดรธานี อันดับ 15 นครนายก อันดับ 16 ปราจีนบุรี อันดับ 17 สมุทรสงคราม อันดับ 18 อุทัยธานี อันดับ 19 สุโขทัย อันดับ 20 พิษณุโลก

ททท. ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ การบินไทย, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์,ทรูยู, บัดเจ็ท คาร์, ทราเวลไอโกดอทคอม, เลิฟ อันดามัน จัดโปรแกรม “Take a Break Pills (เทค อะ เบรค พิล)” มอบโปรแกรมดีลส่วนลดพิเศษ ให้มนุษย์ทำงาน Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากการทำงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปใน 20 Cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ดังนี้

1. ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ จากการบินไทย ไทยสมายล์ และนกแอร์

2. ดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 200 โรงแรม จากทราเวลไอโก ดอทคอม จัดดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 200 โรงแรม จาก 20 cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ให้มนุษย์ทำงานไปเปลี่ยนที่นอน ชาร์จพลังให้สมอง

3. ดีลรถเช่าราคาสุดพิเศษ จาก บัดเจ็ท คาร์ ให้มนุษย์ทำงานได้ขับรถท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ใน 20 cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ใครที่กำลังเบื่องาน ลองไปขับรถเที่ยวเดือนละครั้ง รับรองว่าหายเหงา หายเบื่อแน่นอน

4. Love Andaman (เลิฟ อันดามัน) จัดแพ็คเก็จเที่ยวเกาะราคาสุดพิเศษ พามนุษย์ทำงานสุดเครียด หนีกรุงเทพ ไปเที่ยวเกาะช้างเผือก ระนอง มหานครแห่งปะการัง ซึ่งสมบูรณ์ที่สุด และในเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคมนี้ ขอเชิญมนุษย์ทำงาน Break (เบรค) จากงาน แล้ว Take (เทค) ตัวเองไปเกาะช้างเผือก ไปโพสต์ท่าถ่ายรูป Jumping on the beach (จัมพ์ปิ้ง ออน เดอะ บีช) ส่งมาประกวด ชิงรางวัล 5 หมื่นบาท กับ Love Andaman (เลิฟ อันดามัน)

5. ทรูยู มอบส่วนลดพิเศษ ให้มนุษย์ทำงานไป Check in (เช็ค อิน) นั่งจิบกาแฟ ชมวิวสวยๆ ในร้านกาแฟสุดฮิป สุดเก๋ 45 ร้าน จาก 20 เมือง คนทำ
งานในเมืองได้ออกนอกเมือง เปลี่ยนบรรยากาศ ไปนั่งจิบกาแฟ ชมวิวสวยๆ
คลายเครียด

รองผู้ว่าฯ นพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ททท. และพันธมิตร ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ You need to take a break (ยู นีด ทู เทค อะ เบรค) เปิดโอกาสให้มนุษย์ทำงาน 20 ทีม 20 อาชีพ ประกอบไปด้วย 1. ทีมหมอ 2. ทีมพยาบาล 3. ทีมครู 4. ทีมตำรวจ 5. ทีมทหาร 6. ทีมแอร์โฮสเตส 7. ทีมนักบัญชี/นักการเงิน 8. ทีมพีอาร์ 9. ทีมอีเว้นท์ ออแกไนเซอร์ 10. ทีมเอเจนซี่ โฆษณา 11. ทีมนักข่าว 12. ทีมนักกฎหมาย 13. ทีมไอที 14. ทีมพนักงานต้อนรับโรงแรม 15. ทีมกราฟิก ดีไซน์เนอร์ 16. ทีมนักเขียน 17. ทีมนักตัดต่อวีดีโอ 18. ทีมโปรดิวเซอร์ 19. ทีมสถาปนิก 20. ทีมวิศวกร โดยทั้ง 20 ทีมนี้จะร่วมทำกิจกรรมโปรโมท 20 เมือง 20 Cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ทุกทีมได้พักเบรคจากบทบาทเดิมๆ จากงานในสายอาชีพของตัวเองแล้วมารับบทบาทใหม่เป็นนักรีวิว นักเดินทาง สำรวจที่กิน ที่เที่ยว ที่ดื่มกาแฟ ที่ check in (เช็ค อิน) เก๋ๆ ใน 20 เมือง สุดฮิป มนุษย์ทำงานอาชีพไหน รีวิวเก่ง ถ่ายรูปและทำคลิปสวย ททท. มีรางวัลให้กว่า 3 แสนบาท”

โปรแกรมรักษาอาการหมดไฟในการทำงาน มอบให้มนุษย์ทำงานสุดเครียด
จองซื้อดีลได้ที่ www.TakeabreakThailand.com
ตั้งแต่วันนี้ถึง เดือนกันยายน ศกนี้
(เวิลด์ไวด์เว็บดอทเทคอะเบรคไทยแลนด์ดอทคอม)

UBM เตรียมเปิดตลาดงาน “ASEANbeauty 2018”

ธุรกิจความงามไทยโต ต่อยอดสู่ตลาดโลก

ASEANbeauty  2018 เป็นเวทีการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ผู้ประกอบการไทย สามารถยกระดับความรู้ ทั้งด้านวิชาการ และ การตลาด เช่น
การสร้างแบรนด์สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพไปยังอาเซียน รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ การค้าปลีกสำหรับอุตสาหกรรมความงามผ่านเวทีสัมมนาภายในงาน ทั้งนี้ ในส่วนของเวทีการแสดงสาธิตสินค้านำเสนอนวัตกรรม
และสินค้าใหม่ล่าสุด  จากแบรนด์ชั้นนำ และ กิจกรรมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับความสวยความงาม เรียกได้ว่ามางานเดียวครบครันทุกเรื่องความงามและสุขภาพ

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมจัดงานจัดแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค “ASEANbeauty 2018” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2561 ณ ไบเทค บางนา งานนี้จะเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการไทยในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงศักยภาพให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้านความงามและสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจความงามและเครื่องสำอางในยุค 4.0 แย่งชิงตลาดความงามอาเซียนที่มูลค่า 5 แสนล้านบาท โดยประเทศไทยยังครองแชมป์ส่งออกอันดับ 1 ที่มูลค่า 3 แสนล้านบาท

งานจัดแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ASEANbeauty 2018
Mr M. Gandhi, group managing director (ASEAN Business), UBM Asia (Thailand) Co, Ltd

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จํากัด และ รองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้นำตลาดในด้านการจัดงานจัดแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้จัดงาน “ASEANbeauty 2018” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2561 ณ ไบเทค บางนา ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดธุรกิจกับผู้ประกอบการความงามและสุขภาพของไทย ด้วยผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก

คุณเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย, ประธานกลุ่มเครื่องสำอางในสภาอุตสาหกรรม และรองนายกสมาคมเครื่องสำอางแห่งอาเซียน

ร่วมอัพเดทเทรนด์การตลาดจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านความงามและสุขภาพ และยังพบโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ รวมไปถึงร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมพบกับบูธผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพชั้นนำจากหลายประเทศ และนอกจากนี้เรายังมีโครงการจับคู่เจรจาธุรกิจการค้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ให้เติบโตและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมร่วมทำกิจกรรมเวิร์คช็อป และเข้าฟังสัมมนาเพื่อรับความรู้ตลอดงาน

ในส่วนของภาพรวมตลาดความงามของอาเซียน ประเทศไทยถือได้ว่ามีศักยภาพ และเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง โดยในปีที่ผ่านมา 2560 ตลาดรวมเครื่องสำอางส่งออกมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท และตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 4.5% ในมูลค่าตลาดความงามของอาเซียนอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดส่งออกคู่แข่งหลักคือ ญี่ปุ่น 21% และอินโดนีเซีย 9% ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย 8% เท่ากัน ออสเตรเลีย 6% กัมพูชา 5% จีน อังกฤษและเมียนมาร์ 4% เท่ากัน และประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป สัดส่วนรวมกันที่ 26% ซึ่งประเมินว่า
ในงาน ASEANbeauty 2018 นี้ มีเงินเดินสะพัดมากกว่า 1,000 ล้านบาท

จากตัวเลขการส่งออกจากประเทศไทย (สถิติ ณ วันที่ 28 ก.พ. 2018 โดย DITP และTCMA) ประมาณ 2,466 ล้านเหรียญสหรัฐ / 88,684 ล้านบาท (35.0949) และสัดส่วนการส่งออกเครื่องสำอาง คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม 30.49%, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 15.78%, และอื่นๆ 53.73% โดยมีการซื้อขายกันในประเทศประมาณ 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (2017) / 168,000 ล้านบาท และมูลค่าตลาดรวม (สถิติปี 2560) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโต 8 % ในปี 2560 โดยแบ่งเป็นส่งออก 1.21 แสนล้าน และในประเทศ 1.81 แสนล้านบาท

ทางด้าน นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมทางด้านการจัดงานว่า งาน “ASEANbeauty 2018”

นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

เนื่องจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และในปีนี้มีผู้ประกอบการชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมงานออกงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้เราได้มีการขยายพื้นที่การจัดงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการ ทุกท่านที่เข้าร่วมงานจะได้พบกับผู้แสดงสินค้าความงามและสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 350 บูธ และผู้ซื้อที่มีคุณภาพจาก 50 ประเทศ โดยแบ่งเป็น 50 % ผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ เบลเยี่ยม และ ฮังการี ซึ่งในครั้งนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ต้องการตอกย้ำจุดยืนสำคัญของงาน ASEANbeauty 2018 ตั้งเป้าที่จะให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจความงามและสุขภาพในระดับอาเซียน ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบเจอคู่ค้าจากประเทศต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศได้และยกระดับผู้ประกอบการไทย  โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs  ให้เติบโตสู่ระดับโลก

งาน “ASEANbeauty 2018” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2561
ณ.ไบเทค บางนา ผู้สนใจสอบถามข้อมูล
เพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
www.aseanbeautyshow.com หรือ โทร. 02 036 0500