เรื่องราวจากพระราชนิพนธ์สู่ประติมากรรมเทียนหอมหนึ่งเดียวในโลก

ภายใต้คอนเซปต์  “พระมหาชนก”
ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เทศบาลนครอุบลราชธานี,  เทศบาลเมืองแจระแม และบ้านเทียนหอมเดชอุดม ขานรับนโยบาย

ร่วมสร้างสีสันและเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ตอกย้ำการเป็นเซ็นเตอร์อ็อฟไลฟ์ ศูนย์การกลางใช้ชีวิตของจังหวัด สืบสานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จัดงาน Miracle of Candle มหัศจรรย์เทียนพรรษา จากพระราชนิพนธ์สู่ประติมากรรมเทียนหอมหนึ่งเดียวในโลก ภายใต้คอนเซปต์ “พระมหาชนก”

ภายในงานทุกท่านจะได้พบกับประติมากรรมเทียนหอม แกะสลักสุดวิจิตรตระการตา นำเสนอความงดงามของ เรื่องราวจากพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ที่ได้แฝงข้อคิดคำสอนในการดำเนินชีวิตที่สามารถปรับเข้ากับทุกยุคทุกสมัย และเป็นต้นแบบของผู้มีความเพียรอย่างแท้จริงเปรียบเสมือนกับการทำเทียนพรรษาที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความเพียรพยายามอย่างยิ่ง ประกอบด้วยพระมหาชนกขนาดเท่าคนจริง, นางมณีเมขลา ลอยสูงจากพื้นกว่า 5 เมตร, ปูยักษ์และปลายักษ์ในบรรยากาศท้องทะเลงามยามค่ำคืน

 

ผลงานการออกแบบปั้นและแกะสลักจากช่างฝีมือศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจสืบทอดงานศิลป์ภูมิปัญญาของแผ่นดิน คุณชาลิดา พูลทรัพย์ (ครูอ้อย) ศิลปินจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม, คณะนักศึกษาแผนกวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ซึ่งใช้เวลาในการสร้างสรรผลงาน ประมาณ 2 เดือน พร้อมชมนิทรรศการประวัติ ความเป็นมาของประเพณีแห่เทียนพรรษา และขั้นตอนการทำเทียน ประเพณีคู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี

คุณชาลิดา พูลทรัพย์ ศิลปินจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม

นอกจากนี้ทางศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี ยังเปิดให้บริการที่จอดรถสำรองและจัดเตรียมรถรับ-ส่งนักท่องเที่ยวบริเวณลานจอด 2 ประตูทางเข้าเคเอฟซี

เพื่อร่วมชม  ความงดงามของขบวนแห่เทียนอันยิ่งใหญ่ บริเวณทุ่งศรีเมือง ในวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2561 รอบการรับส่งทุกๆ  30 นาที  ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00น.  ฟรี

สำหรับพิธีเปิด  ได้รับเกียรติจาก นายเธียรชัย  พุทธรังษี  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงาน โดยมี คุณชนะศักดิ์ นิยะถิรกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกการตลาดสาขา เขต 3 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน),   คุณธนภร  พูลเพิ่ม   ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี, คุณสมชาติ พงคพนาไกร  ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี และคุณชาลิดา พูลทรัพย์ ศิลปินจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม ร่วมงาน

ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2561 เวลา 15.00 น.
ณ ลานอะควาเรียม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี

“บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” จับมือ “เนสท์เล่”

จัดงาน Coffee Month Campaign ปีที่ 2
พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษสุด ที่บิ๊กซี ที่เดียว!

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์  นำโดย นายวิชัย เบญญาดิลก รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหาร และ นางสาวสุทธิพัฒน์ ชมะนันทน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ แผนกจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีก  ในกลุ่มบีเจซี ร่วมกับ นายธวัชชัย  ตั้งประ สิทธิภาพ ผู้จัดการฝ่ายขาย หน่วยธุรกิจ โกรเซอรี่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จัดกิจกรรม Coffee Month Campaign ปีที่ 2

ภายใต้แคมเปญ บิ๊กซี บิ๊กช๊อปปิ้ง เพลิดเพลิน กับผลิตภัณฑ์กาแฟ ที่บิ๊กซี ได้คัดสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปกว่า 30 แบรนด์จากทั่วประเทศ มาจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ และร่วมเปิดตัว NESCAFE IN-STORE CAFÉ แห่งแรกในประเทศไทย ที่บิ๊กซี สาขาสุขสวัสดิ์ โซนซูเปอร์มาร์เก็ต

พร้อมรับโปรโมชั่น เมื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคชนิดใดก็ได้ ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป รับฟรีคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ มูลค่า 40 บาท   เพื่อนำกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟ, ครีมเทียม ,เครื่องดื่มช็อกโกแลตต์มอลทั้งชนิดผงและ
3 IN 1, นมกระป๋อง ทั้งชนิดจืดและชนิดหวาน, ผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพร, และซีเรียลผลิตภัณฑ์อาหารเช้า เมื่อยอดซื้อขั้นต่ำ 250 บาทขึ้นไป พร้อมรับ
ของพรีเมี่ยมอีกมากมาย

โดยไฮไลท์ภายในงาน มี นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง “เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ” หรือ “เต๋า AF” มาร่วมเป็นแขกพิเศษ ณ บิ๊กซี ซูเปอร์เซนเตอร์ สาขาสุขสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561

โดยจากแคมเปญนี้ บิ๊กซีตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 20% พบกับโปรโมชั่นพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 สิงหาคม 2561 ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทั่วประเทศ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.BigC.co.th 
facebook :BigCBigService หรือโทร.1756

เพราะอยากรู้เลยต้องมาลอง

จัดหนักแค่ไหน!
บุฟเฟต์ที่ทำให้ให้มื้อค่ำนี้ ฟินกว่ามื้อไหนๆ

ชวนกันมาดื่ม พร้อกับอิ่มอร่อยสไตล์ไทยๆในค่ำคืนวันเสาร์ ห้องอาหารบิสโทรเอ็ม แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพฯ

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีเป็นไทยกันก่อน เพราะวันนี้ Toptotravel  พาไปชิมอาหารค่ำมื้อพิเศษ บอกเลยขากินต้องหลงรักร้านนี้เข้าอย่างเต็มเปา

ก้าวแรกที่รู้สึก บรรยากาศโล่งๆ สบายๆๆ ที่ไลน์อาหารสัมผัสกับเมนูและมื้ออาหารสุดหรู ที่ได้เชฟ เชฟธีรเทพ ดิษาภิรมย์ หรือ ’เชฟต่อ’ และห้องอาหารบิสโทรเอ็มขอเชิญทุกท่านมาลิ้มลองโปรโมชั่นSaturday Night Thai Food Feast’ บุฟเฟต์อาหารเย็นสไตล์ไทยๆ ในค่ำคืนวันเสาร์ ที่ทางห้องอาหารได้คัดสรรเมนูเด็ดจากหลากหลาย ภูมิภาคทั่วประเทศมาปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม ทุกเมนูที่ทยอยออกมาก็ทำเอาเซอร์ไพร้ส์อยู่เหมือนกัน บรรยากาศสบายๆ อิ่มอร่อยถูกปากทั้งครอบครัวด้วยราคาที่เป็นมิตรเพียงท่านละ 900 บาท/เน็ท  เท่านั้น

 

เราเลือก  Saturday Night Thai Food Feast ที่นี่  เพราะความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบและมีวิธีการปรุงที่ดีต่อสุขภาพโดยอาหารทั้งหมดผ่านรสมือจาก ’เชฟต่อ’ โดยการนำรสชาติอาหารไทยแบบโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพมารังสรรค์เป็นเมนูยอดฮิตที่ถูกปาก ให้เห็นถึงเสน่ห์ของรสชาติแบบไทยๆ ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทานเล่นแบบไทยๆ อาทิ ทอดมันปลากราย, ปอเปี๊ยะ, ไส้กรอกอีสาน ตลอดจนเมนูยำๆตำๆสุดแซ่บมากมาย พร้อมเมนูซุป ที่เลือกซดคล่องคอ อย่างต้ำยำกุ้งและต้มข่าไก่ ตามมาด้วยเมนูเอาใจคนรักเส้นอย่างผัดไทและก๋วยเตี๋ยวหมูและเนื้อตุ๋นพร้อมน้ำซุปรสกลมกล่อมไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอาหารในโรงแรม แล้วรสชาติจะอ่อน บอกเลยคิดผิด รับประกัน

เริ่มต้นที่ ม็อคเทลตัวนี้ชื่อเกร๋ๆ อย่าง “พวงหยก” Mocktail เพิ่มความสดชื่น มีส่วนผสมของน้ำสับปะรดและน้ำมะนาวเป็นเบส เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนแต่ละเมนูไล่ระดับรสชาติของอาหารได้อย่างลงตัวมากๆ ซึ่งสำหรับการทานอาหาร

ส่วนไฮไลท์จะอยู่ที่สเตชั่นบาร์บีคิว ใครชอบแบบปิ้งย่าง  ก็มีพ่อครัวไว้คอยบริการ เราสามารถเลือกวัตถุดิบไปให้เชฟปิ้งย่างกันได้สดๆ ปิ้งย่าง เนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งสดตัวใหญ่ๆ เนื้อกุ้งแน่นๆ เลือกทานได้ตามใจชอบ ทั้งกุ้งแม่น้ำตัวโต, ปลาหมึก, คอหมูย่าง, ไก่สะเต๊ะ และเนื้อสตริปลอยด์ รวมไปถึงผัดไทย สูตรเด็ด เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วยการปรุงด้วยสูตรตำรับ และน้ำจิ้มสุดฟินเกินห้ามใจ ของห้องอาหารบิสโทรเอ็ม

ตบท้ายด้วยผลไม้นานาชนิดและของหวานสไตล์ไทย อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ลอดช่อง และอื่นๆ พร้อมเครื่องดื่มซอล์ฟดริ้ง หรือหากใครที่เป็นสายดื่มยังสามารถสั่งโปรโมชั่นฟรีโฟลวเพิ่มได้ โดยจ่ายเพิ่มเพียง 450 บาทเน็ท สำหรับฟรีโฟลวเบียร์ และ 650 บาทเน็ท สำหรับฟรีโฟลวเบียร์และไวน์ ดื่มเพลินได้ไม่อั้นตลอด 3.5 ชั่วโมง อันนี้ขอรับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

หิวกันแล้วใช่ไหม? หากมื้อนี้คุณยังไม่ได้วางแพลนหรือมีร้านอาหารในใจ ขอแนะนำให้คุณรีบพุ่งตัวไปด่วนๆ

‘Saturday Night Thai Food Feast’ บุฟเฟต์อาหารเย็นสไตล์ไทย พร้อมให้คุณมาลิ้มลองความอร่อยในค่ำคืนวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18:30 – 22:00น. ณ ห้องอาหารบิสโทรเอ็ม ตั้งอยู่บนชั้นล็อบบี้ของโรงแรมแมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สุขุมวิท พาร์ค ภายในซอยสุขุมวิท 24 การเดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้า  ลงสถานีพร้อมพงษ์ และสำหรับท่านที่ขับรถมาที่นี่สะดวกมากที่จอดรถรองรับสำหรับลูกค้าทุกท่านที่มาใช้บริการ

ช้าอยู่ทำไม รีบไปกัน
สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่ง ติดต่อ +66 (0)2302 5555
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นของทางห้องอาหารและทางโรงแรม
www.facebook.com/marriottsukhumvitpark

ใครกำลังจะไปเที่ยว กรุงโซล เชิญทางนี้

“แพรวา” แชร์ประสบการณ์เที่ยว “กรุงโซล
ประทับใจ…ทุกโมเม้นท์ ในงาน “I Seoul U”


เพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและเชิญชวนคนรุ่นใหม่ ให้สนใจไปเที่ยว “กรุงโซล” โดยมี คุณคิม คุก จิน รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจการท่องเที่ยว รัฐบาลกรุงโซล มาเป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังได้เชิญดารานักแสดงวัยรุ่น แพรวา ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ จาก ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 ให้มาแชร์ประสบการณ์และโมเม้นท์ความประทับใจที่ได้จากการไปท่องเที่ยว
กรุงโซล ให้กับผู้ร่วมชมงานได้รับฟังอย่างสนุกสนาน  I Seoul U ภายใต้
คอนเซ็ปต์  “ไลฟ์ โซล เพลย์กราวด์ อินแบงคอก”

คุณคิม คุก จิน รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจการท่องเที่ยว รัฐบาลกรุงโซล

เพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและเชิญชวนคนรุ่นใหม่ ให้สนใจไปเที่ยว “กรุงโซล” โดยมี คุณคิม คุก จิน รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจการท่องเที่ยว รัฐบาลกรุงโซล มาเป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังได้เชิญดารานักแสดงวัยรุ่น แพรวา ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ จาก ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 ให้มาแชร์ประสบการณ์และโมเม้นท์ความประทับใจที่ได้จากการไปท่องเที่ยว
กรุงโซล ให้กับผู้ร่วมชมงานได้รับฟังอย่างสนุกสนาน  I Seoul U ภายใต้
คอนเซ็ปต์  “ไลฟ์ โซล เพลย์กราวด์ อินแบงคอก”

แพรวา ณิชาภัทร เล่าความประทับใจที่ได้ไปเที่ยว กรุงโซล ให้ฟังว่า ตอนนี้ สถานที่เช็กอินแห่งใหม่ของวัยรุ่นเกาหลี มีชื่อว่า Seoullo 7017 (ซออุลโล 7017) สวนลอยฟ้ากลางเมืองแห่งเดียวของโลก บนทางเดินลอยฟ้า หน้าสถานีรถไฟ Seoul Station ตรงนี้ น่าสนใจมาก เพราะถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ที่คนไปเที่ยวกรุงโซลจะต้องไปเช็กอิน ยิ่งไปตอนอากาศหนาวๆ โรแมนติกมากค่ะ

เส้นทางเดิน Seoullo 7017 ถือได้ว่าน่าเดินและสะดวกมาก เพราะเชื่อมต่อกับสถานี โซลสเตชั่นแล้ว ยังเชื่อมไปถึงตลาดนัมแดมุน ตลาดเมียงดง และทางไปภูเขานัมซาน ได้อีกด้วย แล้วทางเดินลอยฟ้าแห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับอาคารร้านค้าใกล้เคียง ซึ่งจะมี ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ และเอ้าท์เลตขายสินค้าแบรนด์ต่างๆ มีกิจกรรรมให้ช้อป ให้นั่งชิลล์ ชมเมืองเพียบเลยค่ะ

สถานที่อีกแห่งที่ แพรวา ชอบมากๆ คือ ย่านฮงแด (Hongdae) ตรงนี้จะเป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นและฮิปสเตอร์เกาหลี ถ้าไปเดินจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่มีสีสัน ควรไปเดินช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตั้งแต่เวลา 11 โมงเช้า เป็นต้นไป รับรองว่าจะเพลินตา…เพลินใจ กันอย่างแน่นอน เพราะร้านค้าย่านนี้ จะนำสินค้าอัพเดทสไตล์วัยรุ่นเกาหลีมาวางขายแข่งกัน รอบๆ ก็จะมี ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่ตกแต่งแบบเก๋ๆ ให้ แชะภาพ เซลฟี่ อวดเพื่อนๆ ในโซ

แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต…ที่ใครไปเที่ยว กรุงโซล แล้วต้องไปเกือบทุกคน ก็คือ หอคอย N Seoul Tower โดยเฉพาะคนที่มีคนพิเศษไปเที่ยวด้วย ก็จะชื่นชอบที่นี่มาก มีวิวทิวทัศน์สวยงามให้ถ่ายรูป และมีกิจกรรมคล้องกุญแจรัก “โรแมนติกจริงๆ” ก่อนคล้องกุญแจรัก จะเขียนชื่อตัวเองกับคนรัก เมื่อคล้องแม่กุญแจเสร็จ ให้โยนลูกกุญแจทิ้งไป เชื่อว่าจะทำให้ความรักยืนยาวและไม่พรากจากกัน ไปเที่ยวได้ทั้งตอนกลางวัน และ ตอนกลางคืน เพราะสวยสวยไม่แพ้กัน ยิ่งช่วงฤดูหนาว จะยิ่งเพิ่มดีกรีความโรแมนติกให้มากขึ้นไปอีก แพรวาไปแล้วประทับใจมากๆ ค่ะ

สิ่งที่แพรวา เลิฟและเชื่อว่าคนไปเกาหลี ส่วนใหญ่ชอบเหมือนกัน นั่นก็คือ อาหาร มีหลายๆ เมนูที่กินแล้วติดใจ อย่างเช่น เนื้อย่างเกาหลี, ไก่ตุ๋นโสม,
ต็อกป็อกกี นอกจากนี้ ยังมี ตลาดกวางจัง ซึ่งถือว่าเป็นตลาดเก่าแก่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโซล มีของขายเยอะมาก ของกินก็เยอะ มีร้านกินบิบิมบับ หรือ ข้าวยำเกาหลี ใครอยากลองแบบรสชาติแบบเกาหลีแท้ๆ ต้องมากินที่นี่ เดินเที่ยว…เดินช้อป สนุกมากๆ ค่ะ และที่ กรุงโซล ก็ยังมี ศูนย์การค้าและสวนสนุกที่มีชื่อเสียง Lotte World เรียกได้ว่าไปเที่ยว กรุงโซล ได้ครบทุกอารมณ์ ช้อป ชิม ชิลล์ และโรแมนติก ที่สำคัญเดินทางไปสะดวก และ ราคา
ก็ไม่สูงมากด้วยค่ะ

สำหรับ การจัดงาน I Seoul U ได้จำลองบรรยากาศ “กรุงโซล” มาจัดแสดง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไลฟ์ โซล เพลย์กราวด์ อินแบงคอก” (Live Seoul Playground in Bangkok) พร้อมกับมีกิจกรรมเล่นเกมโยนลูกเต๋าท่องเที่ยวกรุงโซล, กิจกรรมล็อกกุญแจคู่รักที่นัมซัน, เดินทะลุมิติไปสู่กรุงโซล พร้อมกับชมจำลองบรรยากาศกรุงโซลในยามค่ำคืน ที่สวยงามและมีสีสัน เพื่อให้
ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสวิถีชีวิตตามแบบฉบับชาวเกาหลี ที่อาศัยอยู่ใน กรุงโซล” และรับข้อมูลการท่องเที่ยวที่อัพเดท

ไฮไลท์ของงาน I Seoul U ก็คือ ผู้เข้าร่วมงานทุกๆ คน จะได้รับ “สิทธิ์ลุ้น” รับบัตรเงินสด T-Money Card ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สำหรับงาน I Seoul U ซึ่งบนบัตรได้สกรีนภาพศิลปิน BTS ขวัญใจวัยรุ่นที่กำลังฮอตฮิต และเป็นที่ต้องการของแฟนคลับอย่างมาก ทั้งนี้ ผู้สนใจข้อมูลท่องเที่ยว “กรุงโซล” สามารถเยี่ยมชม

การท่องเที่ยวเกาหลีใต้ (โซล) ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน
จัดงาน I Seoul U ภายใต้คอนเซ็ปต์  “ไลฟ์ โซล เพลย์กราวด์ อินแบงคอก” (Live Seoul Playground in Bangkok) ขึ้นที่บริเวณ ลาน Work & Play
ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9

www.visitseoul.net
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Email : iseouluthailand@hotmail.com

พาณิชย์หนุนกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน1

ESAN Expo 2018 เสริมภาพลักษณ์อีสานใหม่

ESAN EXPO 2018 แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาสกลุ่มจัหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน1 หรือกลุ่มจังหวัดสบายดี มี 5 จังหวัด คืออุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย และบึงกาฬ ยกของดีแต่ละจังหวัดทั้งในด้านอาหาร ดนตรี วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของอีสานยุคใหม่ ในการเป็นดินแดนแห่งโอกาส จัดงาน ESAN EXPO 2018 แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาส

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน ESAN EXPO 2018 “แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาส” ในวันนี้ (20 ก.ค. 61) กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า งาน ESAN EXPO 2018 จัดขึ้นสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลอย่างยิ่ง เพราะเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เพื่อให้ทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงผู้ประกอบ สามารถแข่งขันทางการค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างการยอมรับในสินค้าและบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมกับขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ
กระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งในการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2561-2564 ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจการค้าเติบโตจากฐานรากสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ภายในปี 2564 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัดทั้งหมด 18 กลุ่มด้วยกัน โดยแบ่งตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ได้แบ่งเป็น กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ,กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2

เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มจังหวัดต่างๆ ได้เกิดการพัฒนาและเจริญเติบโตไปพร้อมกันกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 มี 5 จังหวัด คือหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู มียุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญคือ เป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยังเป็นประตูสู่อาเซียนตะวันออกและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กลุ่มจังหวัดนี้มีศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้าจากต่างประเทศให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น นอกจากนี้ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 ยังมีจุดแข็งในด้านสินค้าเกษตร อาหารพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งการบริการด้านท่องเที่ยว

ในลุ่มน้ำโขง จึงเป็นการสร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางการค้าใน
กลุ่มจังหวัด เพื่อให้ผู้ผลิตและเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย และผู้บริโภคในกลุ่มจังหวัดได้รับความเป็นธรรม และผลประโยชน์จากการค้าที่เกิดขึ้น
อย่างทั่วถึง

กิจกรรมภายในงาน ESAN Expo 2018 รวบรวมร้านค้ามากว่า 200 ร้านค้า ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผ้าทอพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น เครื่องประดับ ของใช้ สมุนไพร สินค้าศิลปหัตกรรม และสินค้านวัตกรรมจากภาคอีสาน พร้อมจำหน่ายบริการด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดสบายดี นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่เกี่ยววิถีชีวิตของคนอีสาน การประกวดทำอาหาร ประกวดร้องเพลง ประกวดภาพถ่าย และการแสดงของเหล่าศิลปินลูกอีสานมากมายทุกวัน อาทิ อี๊ด โปงลาง วงโตโน่แอนด์เดอะดัสต์ โจนัส ด๊อกเตอร์แคน นกน้อย อุไรพร และวงเดอะพาราไดซ์บางกอก

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24 กรกฎาคม 2561
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โครงการ “Eat Local : Locallicious”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดประกวด 20 สุดยอดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารหรือ Food Tourism ภายใต้โครงการ
“Eat Local : Locallicious”

นอกจากจะเปิดตัว  โครงการ “Eat Local : Locallicious” แล้ว  ภายใต้โครงการยัง เน้นโปรโมตเส้นทางอาหารถิ่น เส้นทางเรียนรู้วัตถุดิบพร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมด้านอาหารร่วมกับเชฟชุมชน เส้นทางอาหารอร่อย อาหารห้ามพลาด ร่วมกับพันธมิตรส่งเสริมการขาย โดยทุกการใช้จ่ายสามารถรับสิทธิพิเศษมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวใน 55 เมืองรองทั่วประเทศ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองโดยใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการทำ Destination Marketing ผลักดันสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของแต่ละจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Food Tourism ให้เป็นจุดขายทางการตลาด กระตุ้นการท่องเที่ยวในท้องถิ่นเพื่อกระจายโอกาสเชิงรายได้ลงสู่เมืองรอง ตามเป้าไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท โดยได้รับความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประกวดจากหลายภาคี อาทิ แพลน บี มีเดีย ในการเป็นสื่อประชาสัมพันธ์หลักของโครงการ HQHotelquickly ในการสนับสนุนดีลพิเศษที่พักของผู้เข้าประกวด สายการบินไทยแอร์เอเชียสนับสนุนตั๋วเครื่องบินการเดินทางแก่ผู้เข้าประกวด รวมถึง Take Me Tour Wongnai และ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าประกวดในด้านต่างๆ ซึ่งผลที่ได้รับหลังจากโครงการนั้นจะก่อให้เกิดการแชร์ประสบการณ์กินที่น่าสนใจในหมู่นักท่องเที่ยว เกิดทริปกินเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ได้ยอดขายที่เป็นรูปธรรม ทั้งยังเพิ่มรายได้ให้คนในท้องถิ่น รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวหน้าใหม่

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเชิงอาหารเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปี 2018-2020 ซึ่งอาหารเป็นเครื่องมือบอกเล่าเรื่องราว ของแต่ละชุมชนนั้นๆได้อย่างมากมาย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวีตของคนในท้องถิ่น โดยจากการสำรวจและวิจัยพบว่าเทรนด์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องการเสาะแสวงหาสถานที่ใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใครไป (Off the Beaten Path) มองหาอาหารท้องถิ่นที่มีความแปลกใหม่ชอบเสพเรื่องราวและค้นหาความสามารถของตัวเองผ่านการเรียนรู้ร่วมกับคนในท้องถิ่น และมีหัวใจที่ต้องการสนับสนุนสินค้าชุมชนโดยตรง ซึ่ง ททท. มองว่าแคมเปญของ locallicious จะตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทำให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังเมือรอง สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

การเฟ้นหาสุดยอด 20 ทริปสายกินใน 55 เมืองรองนั้นได้มุ่งเป้าผู้เข้าร่วมประกวดไปที่ กลุ่ม Food Lover กลุ่มเชฟรุ่นใหม่ กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มนักศึกษา Bloggers สายกิน-เที่ยว ​กลุ่มบริษัททัวร์ และ local expert ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสามารถส่งมอบประสบการณ์ด้านอาหาร (Food Experience) รู้แหล่งกิน-เที่ยวแบบเจาะลึก ทั้งมีความชำนาญและใฝ่รู้ทางด้านอาหาร ซึ่งแนวทางของการออกแบบทริปนั้นสามารถเน้นการทำกิจกรรมลงมือทำผสมกับการได้ชิม ลิ้มลอง อาหารและวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาไม่ได้จากที่ไหน บรรยากาศการกินอาหารในสถานที่แปลกใหม่แบบไทยเท่ห์ ซึ่งการออกแบบทริปสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ อาทิ การเจาะลึกตะลุยแหล่งวัตถุดิบแล้วนำมาเรียนรู้กับเชฟท้องถิ่น การลุยตลาดเด็ดที่ขาชิมไม่ควรพลาด การทำอาหารเมนูสูตรชนเผ่ากับเชฟชุมชน และการสร้างประสบการณ์กินสุดว้าวที่หาจากที่อื่นไม่ได้ โดยเกณฑ์การตัดสินนั้นจะมาจากการการคัดเลือกจำนวน 2 รอบ โดยรอบที่ 1 จะตัดสินจากคัดเลือกบวกกับคะแนนจากการ like และ share โพสต์ของผู้เข้าแข่งขัน โดยผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 40 ทีมแรกจะได้ผ่านเข้ารอบที่ 2 ซึ่งคณะกรรมการของโครงการจะเป็นผู้ทำการคัดเลือก 20 ทริปสุดท้ายจาก 40 ทริปที่เข้ารอบ โดย 20 ทีมสุดท้ายจะสามารถนำมาทริปมาทำการขายจริงแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งกรรมการผู้ตัดสินของโครงการนั้น ได้รับความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านทั้งทางด้านอาหาร ด้านการท่องเที่ยว ด้านการตลาด รวมถึงทางด้านการออกแบบสร้างสรรค์ ได้แก่ คุณนพดล ภาคพรต (รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ) คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร (ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสูงสุดการตลาดธนาคารไทยพาณิชย์) คุณกิตติ พรศิวะกิจ (นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย) คุณยอด ชินสุภัคกุล (ผู้บริหารจาก Wongnai Media) คุณ ณพีรา เตชาชาญ (ผู้บริหารจาก Napira Travel Stylist) และ คุณนพพล อนุกูลวิทยา (ผู้บริหารบริษัท Take Me Tour)

โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 20 ทีมแรก จะได้รับรางวัลรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 370,000 บาท ในส่วนการแข่งขันรอบที่ 2 ผู้เข้ารอบ 20 ทีมจะมาแข่งขันขายทริปจริง โดยผู้ที่ได้ยอดขายสูงสุด 5 ทีมแรก จะได้รับรางวัลเท่ายอดขาย ยิ่งขายมาก ยิ่งได้มาก

สำหรับระยะเวลาของโครงการนั้นจะถูกแบ่งเป็น 4 ช่วงได้แก่ช่วงแรกในเดือนมิถุนายน จะเป็นช่วงประชาสัมพันธ์เพื่อรับสมัครผู้เข้าแข่งขัน ช่วงที่ 2 คือเดือนกรกฎาคม จะเป็นช่วงที่ผู้เข้าแข่งขันสร้างสรรค์ทริปท่องเที่ยวสุดครีเอทิฟ และช่วงที่ 3 ในเดือนสิงหาคม ผู้เข้าแข่งขันจะทำการประชาสัมพันธ์ทริปของตนเองผ่านทางช่องทางออนไลน์ และช่วงสุดท้ายคือเดือนกันยายน จะเป็นช่วงแข่งขาย โดยจะขายทริปผ่านช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thelocallicious.com และจะมีการจัดงานขาย 20 สุดยอดฟู้ดทริป “Thailand Food Tourism Mart” ที่ศูนย์การค้าชั้นนำ โดยมีกิจกรรมมากมายภายในงาน อาทิ กิจกรรม workshop กับเชฟชื่อดัง มินิคอนเสริต์จากศิลปินชื่อดัง กิจกรรมสำหรับครอบครัว และอื่นๆอีกมากมาย โดยตลอดระยะเวลาของโครงการจะมีการประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่องทั้งช่องทาง Online และ Offline และมีกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อมากมาย อาทิ แพคเกจ 3 วัน 2 คืนโรงแรม รีสอร์ทห้าดาวในพื้นที่เมืองรองอาทิ สันธิญา เกาะยาวใหญ่ รีสอร์ท แอนด์ สปา, ภูใจใส, katiliya mountain resort & spa จังหวัดเชียงราย, มันนอกไอส์แลนรีสอร์ท (munnork island resort) เป็นต้น ตั๋วเครื่องบินไป-กลับเที่ยวเมืองรองจากแอร์เอเชีย และ voucher ร้านอาหารมากมาย และพบกับดีลห้องพักสุดพิเศษจาก HotelQuickly.com สำหรับสมาชิก Locallicious เท่านั้น

โครงการ Locallicious ได้จัดพิธีเปิดโครงการไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ โดยมี คุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมเป็นประธานเปิดงาน พร้อมผู้สนับสนุนโครงการ อาทิ PlanB Media, HotelQuickly.com, Air Asia, Major Cineplex, Wongnai Media, TakeMeTour โดยมีกิจกรรมไฮไลท์เปิดตัวโครงการได้แก่ โชว์ทำอาหารจากเชฟกะทะหล่อโดยนายสุรกิจ เข็มแก้ว หรือ เชฟปิง ที่จะมาสร้างประสบการณ์อาหารแบบเชฟเทเบิ้ลจากวัตถุดิบท้องถิ่นในงาน

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการหรือสนใจสมัครเข้าประกวดสามารถรับรายละเอียดได้ที่
Facebook: thelocallicious
เว็บไซต์ www.Thelocallicious.com

การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบการผลิตยานพาหนะสมัยใหม่


ก.วิทย์ฯ-สวทช. จับมือ กลุ่มบริษัทโชคนำชัย
พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์-เรือ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย

ณ บริษัท โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด จ.สุพรรณบุรี: กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด และ บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัทโชคนำชัย (CNC Group) ผู้ผลิตแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

จัดแถลงข่าวความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบ การผลิตยานพาหนะสมัยใหม่ ที่สามารถนำมาต่อยอด  ในการสร้างหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ พร้อมทั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้น

นางสุวิภา   วรรณธารพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ  สวทช.  กล่าวว่า สวทช.
ได้มีการดำเนินงานกิจกรรมทางด้านยานยนต์มา กว่า 10 ปี และในอนาคตเทคโนโลยียานยนต์จะมุ่งไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ รวมถึงการนำระบบอัจริยะต่างๆ มาติดตั้งในยานยนต์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดไปสู่การขับเคลื่อนที่ยานพาหนะได้หลายรูปแบบ อาทิ จากการขับเคลื่อนผ่านล้อยางเป็นมอเตอร์ใบพัดในลักษณะของการบินหรือเรือ สวทช. จึงได้ทำวิจัยและพัฒนาประเด็นมุ่งเน้นด้านการขนส่งสมัยใหม่ หรือ Modern Transportation ซึ่งจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง ทั้งการจ้างงาน การลงทุน การลดปัญหามลพิษ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างอุตสาหกรรมและบริการใหม่ๆ อีกหลายประเภทในอนาคต ซึ่งทิศทางของแนวโน้มเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้การผลิตยานยนต์แบบเดิมๆ อาจไม่สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ในอนาคต จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว และใช้โอกาสในช่วงเปลี่ยนแปลงนี้เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตต่อไป

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าต่อว่า ทั้งนี้กลุ่ม  บริษัท โชคนำชัย ได้มีความร่วมมือ กับ สวทช. ทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างเรือ และรถโดยสาร โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เอ็มเทค สวทช. และ DECC โดยใช้กลไกของ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การยื่นขอรับการพิจารณาบัญชีนวัตกรรม และการลดภาษี 300% ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆ นั้น ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ช่วยให้บริษัท โชคนำชัย และ บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่นฯ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตโดยมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา

ทั้งนี้จากความสำเร็จที่ผ่านมาทางบริษัทจึงได้เตรียมทำสัญญาลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกับ สวทช. ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2561 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนายานพาหนะสมัยใหม่ รวมถึง ชิ้นส่วน โครงสร้าง และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแม่พิมพ์ และการออกแบบ และผลิตโครงสร้างน้ำหนักเบา ตลอดจนร่วมพัฒนาบุคลากร และกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานพาหนะสมัยใหม่ ซึ่งจากความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้บริษัทมีความมั่นใจและมีความประสงค์ที่จะมีความร่วมมือกับ สวทช. ในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ และยกระดับศักยภาพในการผลิตยานยนต์

เพื่อคนไทยให้เกิดขึ้นในประเทศต่อไป ​ด้าน นายนำชัย สกุลฎ์โชคนำชัย ประธานกลุ่มบริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัทโชคนำชัย (CNC Group) เป็นหนึ่งในองค์กรที่โลดแล่นอยู่
ในวงการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ผลงานการค้นคว้าวิจัยด้านเทคโนโลยีที่บริษัทได้คิดค้นขึ้น นับเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น จนทัดเทียมกับระดับสากล สามารถต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย จนนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม และเพื่อการต่อยอดนวัตกรรมให้มีคุณภาพมากขึ้น บริษัทโชคนำชัยฯ จึงได้ทำความร่วมมือ กับ สวทช. เพื่อนำองค์ความรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบสารสนเทศ  สำหรับการบริหารทรัพยากรขององค์กร (ERP) เข้ามาประยุกต์ใช้งานภายในและทดแทนระบบสารสนเทศที่ใช้อยู่เดิม ก่อให้เกิดความสะดวก และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตเรืออลูมิเนียมของ บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จํากัด อีกหนึ่งบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัทโชคนำชัย นั่นก็คือ แนวทางในการออกแบบ เรือ SAKUN โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการคำนวณทางพลศาสตร์ของไหล หรือ CFD ช่วยในการจำลองสภาวะการใช้งานและศึกษาความสัมพันธ์ ตลอดจนผลกระทบจากการไหลของน้ำที่มีต่อเรือ ที่สำคัญ สวทช. ยังมีช่วยให้คำปรึกษา และช่วยในการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้างรถโดยสารตัวถังอลูมิเนียม ซึ่ง บริษัท สกุลฎ์ซีฯ ได้นำมาศึกษาและหาแนวทางลดน้ำหนักของโครงสร้างในอนาคต

ซึ่งความรู้ตัวนี้จะช่วยในการลดค่าใช้จ่าย และลดอัตราการกินน้ำมัน สร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมของประเทศได้โดยตรง นายนำชัย กล่าวต่อว่า จากผลงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงทำให้ปีนี้ บริษัทโชคนำชัยได้ร่วมมือกับ สวทช. อีกครั้ง ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้จะสร้างผลประโยชน์ให้กับวงการเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไทยมากยิ่งขึ้น โดย สวทช. ได้มีการทำโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาขยายขีดความสามารถในการผลิตนวัตกรรม และพัฒนากระบวนการผลิตโดยระบบ Automation ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบ ยานยนต์สมัยใหม่ โดยใช้โครงสร้างน้ำหนักเบา และขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ตอบรับยุค Thailand 4.0 อย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม ในความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทสกุลฎ์ซีและ สวทช. ริเริ่มโครงการพัฒนาเรืออัจฉริยะ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้แอพพลิเคชั่นเก็บข้อมูลและวิเคราะห์การขับขี่ของผู้ขับเรือ สร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น การใช้ระบบ GPS และมอเตอร์ขับเคลื่อน

ในการควบคุมตำแหน่งของเรือ ลดการเกิดอุบัติเหตุและการแล่นออกนอกเส้นทาง และใช้ระบบข้อมูล IOT เก็บข้อมูลเรือที่จำหน่ายออกไปเพื่อบริหารจัดการข้อมูลคู่ค้า และนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดให้จุดแข็งการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ  บริษัทโชคนำชัย กับ สวทช. ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกันพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการวิจัย ด้านการพัฒนา และด้านการบริหารองค์ความรู้ รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากรในองค์กร  เพื่อสร้างบุคลากร
ที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีไทยต่อไป

นาฬิกาสุดแนวภายใต้ชื่อ HYT แบรนด์นาฬิกาอินดี้ชั้นสูงสวิส

HYT Thailand Boutique แห่งแรกในประเทศไทย

​แนวคิดของนาฬิกาน้ำหรือ Clepsydra ในโลกโบราณมารังสรรค์เป็นนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาชั่วโมงด้วยของเหลวชนิดพิเศษ HYT ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ในฐานะแบรนด์นาฬิกาอินดี้ค่ายแรกที่นำแนวคิดของนาฬิกาน้ำหรือ Clepsydra ในโลกโบราณมารังสรรค์เป็นนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาชั่วโมงด้วยของเหลวชนิดพิเศษ ซึ่งกว่าแบรนด์จะทำสำเร็จนั้นต่างต้องใช้เวลาในการวิจัยพัฒนายาวนานเพื่อมั่นใจว่าของเหลวที่มีสี 2 ชนิดจะไม่ผสมกันและสามารถทำหน้าที่เป็นเข็มชี้บอกเวลาชั่วโมงได้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา HYT เป็นหนึ่งในแบรนด์อินดี้ที่มีความโดดเด่นทางด้านกลไกบอกเวลา  ด้วยของเหลวและดีไซน์ตัวเรือนล้ำยุคมาก ไม่เพียงเท่านี้ เอกลักษณ์เฉพาะตัวในการแสดงเวลาของแบรนด์  ทำให้ผู้ชื่นชอบและนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก   ต่างให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย  สะท้อนถึงอนาคตอันสดใสของวงการนาฬิกาที่มักใฝ่หานวัตกรรมและนาฬิการูปแบบใหม่อยู่เสมอ

Grand Opening of HYT Thailand Boutique

HYT แบรนด์นาฬิกาอินดี้ชั้นสูงสวิสเปิดตัว HYT Thailand Boutique แห่งแรกในประเทศไทยเพื่อนำเสนอเรือนเวลาซับซ้อนสูงที่ไม่เหมือนใครแก่นักสะสมและผู้หลงใหลนาฬิกาชาวไทยได้ลองสัมผัสสวมใส่กัน โดยบูติกมาพร้อมกับคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดและผลงานอันโดดเด่นหลายเรือนด้วยกันเช่น Ho, H20, H1, H2, H3, H4, และ Skull ทั้งนี้ Mr. Gregory Dourde CEO แห่งแบรนด์และ Mr. David Keel ผู้อำนวยการบริหารจัดการแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้เกียรติเข้าร่วมงานเปิดตัวบูติกครั้งสำคัญ

เพื่อสะท้อนว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่แบรนด์ให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติที่เป็นนักสะสมนาฬิกาชั้นนำของประเทศไทยและสื่อมวลชนเข้าร่วมบันทึกภาพบรรยากาศพร้อมกับทดลองสวมใส่เรือนเวลาอีกด้วย

เปิดแล้ว ร้านนาฬิกาแบรนด์อินดี้ HYT นาฬิกาที่เด่นด้วยเทคโนโลยีการแสดงเวลาด้วยของเหลวผ่านหลอดที่พัฒนามาเป็นพิเศษแบรนด์เดียวในโลกร้านนาฬิกาหรูสุดอินดี้ HYTชั้นสูงจากสวิสแล้วที่ สยามพารากอน
www.hytwatches.com

#HYTWatches

โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 2

ประเดิมเปิดตัวโครงการที่ชุมชน
ตลาดหัวตะเข้ก่อนลงพื้นที่ชุมชน 5 จังหวัด

คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย นำระบบประกันภัย  สู่ประตูบ้านชุมชน คปภ.เดินสายสร้างความเข้าใจ ขับเคลื่อนโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน ปี 2” ประเดิมเปิดตัวโครงการที่ชุมชนตลาดหัวตะเข้ ก่อนลงพื้นที่  ชุมชน 5 จังหวัด  พร้อมรับฟังสภาพปัญหา และเยียวยาข้อร้องเรียน ด้านประกันภัยในรูปแบบ ศูนย์บริการประชาชนด้านการประกันภัยเคลื่อนที่แบบครบวงจร

โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน ปี2 ถือเป็นโครงการเชิงรุก ที่ใช้วิธีขับเคลื่อนองค์กร คปภ.ไปสู่ประชาชน แทนที่จะรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อที่สำนักงาน คปภ.ทั้งนี้เป้าหมายของการดำเนินโครงการ ครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ ของประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยและสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดจนเกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการประกันภัยและสามารถใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในชีวิต และทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล  ได้กำหนดให้ปี 2561 เป็นแห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศในทุกด้านทั้งการดำเนินงานของหน่วยราชการ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานราก โดยได้มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ   แก้ปัญหาระดับฐานราก เน้นจังหวัด อำเภอ ตำบล เป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาประเทศด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” ด้วยการแปลงความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบทั้ง “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ให้เป็น “ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน” ที่มุ่งเน้นให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านชุมชนต่างๆ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญของประเทศนั้น

สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ตลอดจนคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว  ผ่านระบบประกันภัย โดยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันของประกันภัยในเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัยให้กับประชาชนทุกระดับสามารถใช้ระบบการประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง และเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการดูแลประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สังคมไทยมีความเข้มแข็ง มั่นคง ตลอดจนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในปี 2560 สำนักงาน คปภ. ได้ริเริ่ม “โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน” ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยได้นำภาคอุตสาหกรรมประกันภัยร่วมลงพื้นที่รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกในชุมชนที่มีความแปลกใหม่และน่าสนใจ พร้อมกับแนะนำให้ประชาชนรู้จักบทบาทหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. แบบครบวงจร (Mobile Unit) ที่มีทั้งด้านส่งเสริมความรู้ด้านการประกันภัยให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน การส่งเสริมการทำประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) และประกันภัยประเภทต่างๆ การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย และการระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่มีความชำนาญ รวมทั้งได้เยี่ยมชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนในชุมชน ตลอดจนได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชุมชนและการเรียนรู้ด้านประกันภัยออกสู่สาธารณชน โดยจัดทำเป็นรายการ คปภ. เพื่อชุมชนเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้านการประกันภัยในวงกว้าง เกิดประโยชน์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยได้ดี และได้รับเสียงตอบรับที่ดีรวมทั้งข้อเสนอแนะให้มีการปรับรูปแบบโครงการให้ลงพื้นที่ชุมชนในภาคต่างๆ ตลอดจนจัดโครงการนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

จากการประเมินโครงการและข้อเสนอแนะดังกล่าว สำนักงาน คปภ. จึงได้จัด “โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปี 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยแก่ชุมชน

โดยในปีนี้จะมีการลงพื้นที่ชุมชนที่คัดเลือกในภาคต่างๆ เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกให้แก่ประชาชนในชุมชน รวมทั้งสิ้น 5 ชุมชน โดยคัดเลือกจากชุมชนที่มีวัฒนธรรมของตนเองที่เป็นเอกลักษณ์ มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ และข้อมูลสำคัญด้านภูมิประเทศ ภูมิเศรษฐกิจ และภูมิสังคม รวมถึงข้อมูลความต้องการด้านประกันภัยของชุมชน และประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับภายใต้กรอบภารกิจของสำนักงาน คปภ. โดยในปี 2561 นี้ได้เพิ่มรูปแบบการสร้างการรับรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ การถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา (Case Study) ที่เกิดขึ้นจริงและสังคมให้ความสนใจ ซึ่งจะสามารถนำมาถ่ายทอดต่อให้กับคนในชุมชนได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการประกันภัยที่เกิดขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้ช่วยคิด พัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดส่งต่อองค์ความรู้ด้านการประกันภัยให้เกิดขึ้นภายในชุมชน เพื่อร่วมเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการในระดับพื้นที่ (Bottom-Up) และทิศทางในภาพรวมของระดับประเทศ (Top-Down) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศของทุกภาคส่วนต่อไป

เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน ปี 2 ได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ณ ชุมชนตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนประกันชีวิต และกองทุนประกันวินาศภัย ร่วมกันลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย รวมทั้งเยี่ยมชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพของผู้คนในชุมชน โดยจะได้สนับสนุนให้ภาคธุรกิจประกันภัยทั้งบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย ตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ได้มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับรูปแบบของการจัดกิจกรรม คปภ. เพื่อชุมชนในครั้งนี้ เป็นการลงพื้น
ที่สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกให้แก่ประชาชนในชุมชนร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ในรูปแบบ Mobile Insurance Unit หรือศูนย์บริการประชาชนด้านการประกันภัยเคลื่อนที่แบบครบวงจร การเผยแพร่ประชา สัมพันธ์บทบาทหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. และให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชน การให้ความช่วยเหลือและรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ผ่าน “Mobile Complaint Unit” หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียน และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยเคลื่อนที่ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมฐานความรู้ประกันภัยสู่วิถีชุมชน

โดยกำหนดลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับคัดเลือก จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนกู่กาสิงห์จังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่าสะท้อน จังหวัดชุมพร ชุนชนโนนสัง
จังหวัดหนองบัวลำภู ชุมชนบ้านทุ่งเกวียน จังหวัดลำปาง และชุมชนบ้าน
ปางขอน จังหวัดเชียงราย

ร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยจากสมาร์ทโฟนออปโป้ (OPPO)

ออปโป้ ฉลองครบรอบ 10 ปี
ตอกย้ำความสำเร็จ

พร้อมเปิดตัว OPPO Find X และ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด เจาะกลุ่มตลาดไฮเอนด์

ตลอดระยะเวลา 10 ปี OPPO แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำของประเทศไทย ยังคงมีการวิจัย การพัฒนา ออปโป้ ฉลองครบรอบ 10 ปี ตอกย้ำความสำเร็จในการรุกตลาดประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี อัดโปรโมชั่นฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัว OPPO Find X และ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำ พร้อมวางกลยุทธ์เจาะกลุ่มตลาดไฮเอนด์ ขยายฐานลูกค้าอัพเปอร์คลาส

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด กล่าวในงานแถลงข่าว ครบรอบ 10 ปี ของออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ว่า บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ได้เข้ามาทำการตลาดและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออปโป้ (OPPO) ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นแบรนด์แรก อาทิ หน้าจอแสดงผล 2K เป็นเจ้าแรก หรือนวัตกรรมชาร์จไวอย่าง VOOC Flash Charge เป็นต้น ทำให้อัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้สมาร์ทโฟนออปโป้ครองตำแหน่งอันดับ 2 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดในตลาดประเทศไทย และตำแหน่งอันดับ 4 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดทั่วโลก ท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูง (อ้างอิงข้อมูลจาก Canalys และ IDC)

นอกจากความสำเร็จในด้านการเติบโตทางธุรกิจแล้ว ออปโป้ยังเป็นผู้นำในฐานะแบรนด์รุ่นใหม่ที่ทันสมัยและโดดเด่นเรื่องแฟชั่น ด้วยการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนที่สามารถตอบสนอง ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างมีศักยภาพ และใส่ใจในการออกแบบดีไซน์ที่สวยงาม จนสร้างปรากฏการณ์ให้ตลาดสมาร์ทโฟนคึกคักในทุกๆ ซีซั่นของการเปิดตัวออปโป้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ตัวอย่างเช่น OPPO F7 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2561 เป็นรุ่นที่เน้นความโดดเด่นเรื่องเซลฟี่ ด้วยระบบ AI Beauty 2.0 ช่วยประมวลผลและปรับแต่งภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดจำหน่าย OPPO F7 มียอดขายสูงกว่ารุ่นเดิม OPPO F5 ถึง 3 เท่า และยังกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีอันดับ 1 ในทุกช่องทางหลังจากเพิ่งเปิดตัวไปได้เพียงแค่ 7 วันเท่านั้น นับว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ขายดีที่สุดของออปโป้ ส่งผลให้ภาพรวมของ ปี 60 ที่ผ่านมานั้น ออปโป้เติบโตด้วยยอดขายสมาร์ทโฟนเพิ่มจากปี 59 ถึง 95.1%

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ของ ออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย จึงขอแนะนำ OPPO Find X (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดใน Series Find (ซีรี่ส์ ไฟน์) โดย OPPO Find X (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์) โดดเด่นด้วยการออกแบบ Panoramic หน้าจอแสดงผลขอบโค้งมน และขอบริมจอบางเป็นพิเศษ พื้นที่หน้าจอ 93.8% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในตลาดขณะนี้ และมีนวัตกรรม Stealth 3D Cameras ที่ช่วยซ่อนกล้องทำให้บอดี้ของสมาร์ทโฟนสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ ส่วนกล้องหน้า AI มีความละเอียด 25 ล้านพิกเซล มาพร้อมเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ HDR 2.0 ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือแสงจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเทคโนโลยีการตรวจจับใบหน้าแบบ 3D อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถใช้เทคโนโลยี 3D Structured Light Facial Recognition เพื่อปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของผู้ใช้งานอย่างปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการใช้งาน 3D AI Beauty ที่ช่วยให้การปรับแต่งใบหน้าให้ดูดีเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น และยังสามารถใช้งาน 3D Omoji ที่สามารถแสดงอารมณ์ผ่านตัวการ์ตูนโดยจับใบหน้าของผู้ใช้งานแบบ real time เพื่อให้การแชทที่สนุกสนาน แถมยังสามารถสร้างโมเดลตัวผู้ใช้เองเป็นตัวการ์ตูนได้อีกด้วย ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยการดีไซน์ พร้อมการไล่เฉดสีบนฝาหลัง 3D ทำให้ตัวเครื่องดูแวววาวล้ำค่าเหมือนอัญมณี โดยมี 2 สี ได้แก่ สี Bordeaux Red และ Glacier Blue และเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับการเปิดตัว OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์ ออโต้โมบิล ลัมโบร์กีนี อิดิชั่น) ที่เป็นรุ่นพิเศษ ซึ่งออปโป้ร่วมมือกับแบรนด์รถยนต์สัญชาติอิตาลี ลัมโบร์กีนี โดดเด่นด้วยงานดีไซน์สวยงามโดยได้รับแรงบันดาลใจจากแรงขับเคลื่อนอันรวดเร็ว ความหรูหรา และรูปลักษณ์ที่นำสมัยของรถยนต์ ลัมโบร์กีนี พร้อมนวัตกรรม SuperVOOC สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 35 นาทีเท่านั้น

สำหรับกลยุทธ์โดยรวมในปีนี้ ชานนท์ จิรายุกุล กล่าวว่า ออปโป้ ตั้งเป้าที่จะขึ้นเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยยังคงเน้นกลยุทธ์การรักษาภาพลักษณ์ในฐานะแบรนด์รุ่นใหม่และโดดเด่นเรื่องแฟชั่น รวมทั้งการมีผลิตภัณฑ์ที่ดีจากการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง แต่จะเพิ่มการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคไฮเอนด์มากขึ้น จากการศึกษาข้อมูลตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปี 2560 พบว่า ตลาดในภาพรวมยอดจำหน่ายลดลงไปประมาณ 7% แต่สัดส่วนมูลค่าของตลาดกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหันมาซื้อสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ซึ่งออปโป้จะเริ่มรุกตลาดไฮเอนด์โดยประเดิมด้วย OPPO Find X (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์) และ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์ ออโต้โมบิล ลัมโบร์กีนี อิดิชั่น)
ที่คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังเตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมายเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี

· สมาร์ทโฟน OPPO รุ่น A83 2018 (16GB) ราคา 0 บาท เมื่อซื้อแพ็คเกจ โทรไม่อั้น เน็ตไม่อั้น กับ TrueMove H

· สมาร์ทโฟน OPPO รุ่น A83 2018 (32GB) เหลือ 5,990 บาท จากราคาปกติ 6,490 บาท

· สมาร์ทโฟน OPPO รุ่น A83 2018 (64GB) เหลือ 6,990 บาท จากราคาปกติ 7,490 บาท

· สมาร์ทโฟน OPPO F7 เหลือ 9,990 บาท จากราคาปกติ 10,990 บาท

· สมาร์ทโฟน OPPO F7 (128GB) เหลือ 13,990 บาท จากราคาปกติ 14,990 บาท

· สมาร์ทโฟน OPPO R15 Pro เหลือ 17,990 บาท จากราคาปกติ 19,990 บาท และลดเพิ่มอีก 7,000 บาท เมื่อสมัครแพ็คเกจ TrueMove H

ร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยจากสมาร์ทโฟนออปโป้ (OPPO)

ออปโป้แบรนด์ช็อปทุกสาขาทั่วประเทศเร็วๆ นี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ Facebook : https://www.facebook.com/oppothai
Website: www.oppo.com/th หรือ โทร. 02-126-370