ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี แอ่งเล็ก เช็คอิน

ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี แอ่งเล็กเช็คอิน การจำลองบรรยากาศสถานที่ท่องเที่ยวจริง เสมือนได้เยือนอุตรดิตถ์

โครงการ  “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี”   ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ พช. ในการปลุกการท่องเที่ยวระดับชุมชน ที่เรียกว่า “แอ่งเล็ก” ให้เกิดการรวมตัวขึ้นมาสร้างอาชีพที่ยั่งยืน และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง โดยใช้นวัตกรรมบวกกับวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ผสมผสานเข้ากับประเพณี วัฒนธรรม อาหารการกิน สร้างความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้าน เพื่อการท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมเยือน

นายทรงพล วิชัยขัทคะ พัฒนาการจังหวัดอุตรดิตถ์

“พช.อุตรดิตถ์ ยกทั้งจังหวัด งัดของเด็ดมัดใจคนกรุง
แล้วคุณจะรักอุตรดิตถ์ที่สุด”

นายทรงพล วิชัยขัทคะ พัฒนาการจังหวัดอุตรดิตถ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงผลักดันเป็นงาน  OTOP  นวัตวิถี  ดินแดน 3 วัฒนธรรม รักที่สุดอุตรดิตถ์ขึ้น “จังหวัดอุตรดิตถ์ นับเป็นจังหวัดที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมมากมาย เพราะเป็นเมืองที่อยู่ในเขตรอยต่อของ
3 วัฒนธรรม ล้านนา ล้านช้าง และไทยกลาง เป็นผลให้มีลักษณะและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีอัตลักษณ์ ในแบบฉบับของตนเอง”

จังหวัด อุตรดิตถ์  มีสินค้าที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ ทุเรียนหลง – หลิน ลับแล ลองกอง – ลางสาดหวาน สินค้าผ้าพื้นเมือง ผ้าซิ่นตีนจก ผ้าทอลายพื้นเมืองยกดอก และผลิตภัณฑ์จาก ผ้าพื้นเมือง ลูกตาวเชื่อม  ขนมเทียนเสวย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ดาบเหล็กน้ำพี้ ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปผักตบชวา และไม้กวาดตองกง ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าในเมืองและทุกอำเภอของจังหวัดอุตรดิตถ์

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว“แอ่งเล็ก เช็คอิน” ที่น่าสนใจ ของอุตรดิตถ์นั้นก็มีอยู่หลายที่ อาทิ ชาวบ้าน นากวาง อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ภายใต้โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันสร้างสะพานประสานใจของชาวบ้าน สะพานไม้ไผ่กว่า 200 เมตร ที่ทอดยาวสู่ทุ่งข้าวเขียวขจีเกือบสุดสายตา นับเป็นจุดไฮไลท์ที่ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายภาพเก็บเป็นความทรงจำดีๆกลับไป
นายทรงพล วิชัยขัทคะ กล่าว

ด้วยวัฒนธรรมอันหลากหลาย ผสานกับเสน่ห์ที่ยากจะหาจังหวัดใดเหมือน ทำให้นักท่องเที่ยว และผู้ที่มีโอกาสได้มาสัมผัสบรรยากาศ ต่างหลงรักจังหวัดแห่งนี้ ขอเชิญคุณมาร่วมพิสูจน์ “เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวชุมชน 3 วัฒนธรรม ดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งภูมิปัญญา

OTOP นวัตวิถี ที่เน้นให้ทุกท่านได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวอุตรดิตถ์ ที่ผสมผสานกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม เสมือนได้มาสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน “แอ่งเล็ก เช็คอิน” และได้ชื่นชมความสำเร็จในหมู่บ้านหรือชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้อย่างแท้จริง

ภายในงานพบกับ 28 ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี แอ่งเล็กเช็คอิน การจำลองบรรยากาศสถานที่ท่องเที่ยวจริง เสมือนได้เยือนอุตรดิตถ์จริง ช้อปเพลินกับที่สุด ผลิตภัณฑ์ OTOP กว่า 300 รายการซึมซับวัฒนธรรมผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 3 วัฒนธรรมที่หาชมได้ยาก นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไม้เมือง , น้องแนท The voice และ จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญ  คาดผลจากการจัดงานในครั้งนี้ จะทำให้มีผู้รู้จักจังหวัดอุตรดิตถ์มากยิ่งขึ้น และชาวบ้านจะได้มีรายได้จากการท่องเที่ยวและการผลิตสินค้าจำหน่าย เกิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจจังหวัดต่อไป

พบกันวันที่ 28 – 30 กันยายนนี้
ณ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ

ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี  จังหวัดระนอง

จังหวัดระนอง จังหวัดที่เหมาะสมต่อการต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวแต่ละท้องถิ่น เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน เสริมสร้างชุมชนให้มีความเข็มแข็ง เพิ่มรายได้ชุมชน เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

จัดขึ้นระหว่าง  วันที่ 20-21 กันยายน 2561 เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสารการดำเนินงาน ชุมชนท่องเที่ยว OTOP  นวัตวิถี ของจังหวัดระนอง

โดยสื่อมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย สื่อส่วนกลางและสื่อท้องถิ่น เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเปิดหมู่บ้านOTOP นวัตวิถี “บ้านเหนือ หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ “  พื้นที่ป่าชายเลนของจังหวัดระนอง เป็นมรดกโลก ให้แล้วเสร็จภายในปี 2563

จัดขึ้นระหว่าง  วันที่ 20-21 กันยายน 2561 เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสารการดำเนินงาน ชุมชนท่องเที่ยว OTOP  นวัตวิถี ของจังหวัดระนอง

หมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี “บ้านเหนือ หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ “

โดยสื่อมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย สื่อส่วนกลางและสื่อท้องถิ่น เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเปิด  หมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี  บ้านเหนือ
หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ “  พื้นที่ป่าชายเลนของจังหวัดระนอง เป็นมรดกโลก ให้แล้วเสร็จภายในปี 2563  เน้นสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและสร้างเศรษฐกิจชุมชน สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจโดยได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและนอกพื้นที่ ร่วมกิจกรรมสัมผัสวิถีชุมชนตลอดกิจกรรมเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ในการดำเนินโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของจังหวัดระนอง

ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำ ประชาพิจารณ์ ชมบรรยากาศและศึกษาชีวิตชายฝั่ง ป่าชายเลนมรดก เชคอินสะพานแขวนบ้านเหนือ ที่สวยงามกลางลำน้ำ รับประทานอาหารทะเลสดๆ   เช่นหอยลักไก่ ปูม้า เยี่ยมชมจุดชมวิว เขาฝาชี ในพื้นที่บ้าน อำเภอละอุ่น ชมศิลปวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้าน “ลิเกป่า”  และเยี่ยมชมหมู่บ้าน”บ้านพรรั้ง” อำเภอเมืองระนองที่สืบทอดเชื้อสายชาวฮินดู และบ่อน้ำแร่พุหลุมพี ของชาวชุมชน เพื่อการเผยแพร่ประชา สัมพันธ์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี จังหวัดระนอง
ให้นักท่องเที่ยวได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

OTOP นวัตวิถี ระนอง เน้นให้ทุกท่านได้สัมผัสรายละเอียดของแต่ละภาพจะสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตพื้นบ้านที่เรียบง่ายของชาวจังหวัดระนอง

โครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรวมตัวของการท่องเที่ยวระดับชุมชน ‘แอ่งเล็ก’ สร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืน โดยใช้นวัตกรรมบวกกับวิถีชีวิตของชุมชน ยกเสนห์ความงดงามของท้องถิ่น ด้านทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี และอาหาร พัฒนาเป็น    อัตลักษณ์ของชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวซื้อสินค้าในชุมชน ทำให้รายได้กระจายอยู่ในชุมชน

 



ทั้งนี้จังหวัดระนอง มีชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จำนวน 5 อำเภอ 28 หมู่บ้าน เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่น สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมและใช้จ่ายได้ทั้งสถาน
ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และอาหาร
ที่สามารถสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสเสนห์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และช่วยเสริมสร้างรายได้ ให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ต่อยอด E-Commerce พร้อมเพิ่มธุรกิจทางเลือกแก่ชุมชน

“เอซเก้”ผุดโปรเจ็คยักษ์ ลงนามตั้ง
Drop Point Plus ศูนย์บริการครบวงจร

Drop Point Plus หรือ DPP เป็นศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกของไทย โดย บริษัท เอซเก้ จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยแนวคิดการยกระดับ E-Commerce ในไทย ซึ่งศูนย์บริการ DPP จะให้บริการภายใต้โมเดล LPDE (Logistic Pay station Drop point E-Commerce) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น L-Logistic ที่สามารถเลือกเซอร์วิส เลือกบริการขนส่งที่หลากหลาย ทั้งภายในและนอกประเทศ

บริษัท เอซเก้ จำกัด ร่วมกับบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำของไทย ทั้ง ไปรษณีย์ไทย, DHL, TNT, CJ Logistics ผนึกกับองค์กรธุรกิจแถวหน้า ร่วมลงนามในพิธีลงนามความร่วมมือการเปิดศูนย์บริการ Drop Point Plus (DPP) ศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกของไทย ผลักดันธุรกิจ E-Commerce ผ่านโมเดลธุรกิจ LPDE (Logistic Pay station Drop point E-Commerce) รวมทุกค่ายมาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการเลือกใช้งาน พร้อมขยายศูนย์ DPP สร้างธุรกิจทางเลือกแก่ชุมชน มุ่งเป้าขยาย 600 สาขาทั่วประเทศในปี 2562

นายเทิดไท แก้วพิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซเก้ จำกัด เปิดเผยว่า เอซเก้ ได้ลงนามความร่วมมือการเปิดศูนย์บริการ Drop Point Plus (DPP) ร่วมกับ บริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำอย่าง ไปรษณีย์ไทย, DHL, TNT, CJ Logistics รวมถึงยังได้ผนึกกับองค์กรธุรกิจแถวหน้าของประเทศอย่าง บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์, แอดวานซ์ เอ็มเปย์, บมจ. ไทยเศรษฐกิจประกันภัย และแอดไวซ์ ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับธุรกิจ E-Commerce ไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยศูนย์บริการครบวงจรที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้บริโภคครบทุกขั้นตอน ด้วยโมเดล LPDE (Logistic Pay station Drop point E-Commerce) ตั้งแต่บริการขนส่งสินค้าทั้งภายในและนอกประเทศ จุดบริการชำระเงินที่สะดวกครอบคลุม จุดรับสินค้าออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย อีกทั้งยังเป็น จุดบริการ Micro Insurance ประกันความปลอดภัย Non Life สร้างความอุ่นใจ ปลอดภัยทุกการขนส่ง

“การโลดแล่นอยู่ในแวดวงธุรกิจไอทีมาร่วม 16 ปี ทำให้เรามองเห็นการเติบโตของตลาดออนไลน์อย่างใกล้ชิด รวมไปถึงโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคได้เลือกช่องทางการขนส่งที่หลากหลายมากขึ้น อยู่ใกล้กับชุมชน ให้การบริการที่ครอบคลุม ซึ่งสิ่งที่สามารถตอบโจทย์แนวทางของเราได้คือแพลตฟอร์ม Drop Point Plus (DPP) นายเทิดไท กล่าว

Drop Point Plus หรือ DPP เป็นศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกของไทย
โดยทำการขนส่งร่วมกับบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำอย่าง ไปรษณีย์ไทย, DHL, TNT และ CJ Logistics ภายใต้ค่าบริการตามจริง ไม่มีการบวกราคาเพิ่ม สะดวก รวดเร็ว และประหยัดทั้งเงินและเวลา, P-Pay station จุดชำระเงินครบวงจร

ทั้งบริการจ่ายบิล ชำระค่าสินค้า เติมเงินโทรศัพท์ ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ จากผู้ให้บริการแถวหน้าของประเทศอย่าง mPAY, D-Drop point กับบริการ Click and Collect สั่งสินค้าออนไลน์ แล้วสามารถไปรับสินค้าตามจุดต่างๆ ของศูนย์บริการ DPP และสุดท้ายกับบริการ E-Commerce ด้วยการประกันภัยออนไลน์รูปแบบ Micro Insuranc อาทิ ประกันอัคคีภัย ประกันการเดินทาง และประกันการขนส่งล

“DPP นอกจากจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์แล้ว เรายังมุ่งมั่นพัฒนาให้ศูนย์บริการนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของธุรกิจชุมชนด้วยงบลงทุนขั้นต่ำเพียง 29,900 บาท ทำให้ DPP เหมือนเป็น Social Enterprise แบบกลายๆ ที่ให้คนในชุมชนชนมีรายได้เพิ่มขึ้น นายเทิดไท กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันนี้ศูนย์บริการ DPP มีทั้งสิ้น 170 สาขา โดยมีศูนย์บริการระดับภาค 15 แห่ง และภายในสิ้นปี 2561 นี้ เราวางเป้าขยาย DPP เพิ่มเป็น 200 สาขา และมุ่งให้ครบ 600 สาขา ภายในปี 2562 พร้อมมุ่งเป้าขยายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ 1,000 จุด ภายในระยะเวลา 5 ปี และจะมีการเพิ่มเติมบริการต่างๆ ที่สามารถทำได้ผ่านการพัฒนา Application ร่วมกับผู้ให้บริการทุกประเภท ให้สาขาสามารถเป็น “จุดสารพัดบริการในที่สุด”

DPP นอกจากจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์แล้ว เรายังมุ่งมั่นพัฒนาให้ศูนย์บริการนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของธุรกิจชุมชน

นอกเหนือจากบริการโมเดล LPDE แล้ว DPP ยังวางแผนที่จะเปิดบริการเพิ่มเติมรวมถึงร่วมงานกับพาร์ทเนอร์อีกร่วม 20 รายในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกและตรงตามแนวคิดสารพัดบริการให้มากที่สุด อาทิ การร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ DeeMoney ผู้ให้บริการโอนเงินสู่ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการสามารถขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังเป็นการผลักดันให้สินค้าสัญชาติไทยเป็นที่รู้จักในสากล

“ตลาดสินค้าออนไลน์และตลาดโลจิสติกส์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่หมุนให้เศรษฐกิจไทยเดินทางไปข้างหน้า ยุคนี้ได้กลายเป็นยุคของการขนส่งจากผู้ผลิต ส่งตรงถึงผู้ซื้อโดยตรง และต้องมีการบริการแบบครบวงจรในจุดที่ผู้บริโภคสะดวกสบายที่สุด ซึ่ง DPP จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาเสริมในจุดนี้  นายเทิดไท กล่าวทิ้งท้าย

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ครองตำแหน่งแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ชั้นนำในประเทศไทย

จากเวที เวิลด์ ทราเวล อวอร์ด
เป็นปีที่ห้าติดต่อกัน

เมื่อเร็วๆนี้ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ คว้ารางวัลชนะเลิศสาขา ”แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ชั้นนำในประเทศไทย” ประจำปี 2561 จากเวที เวิลด์ ทราเวล อวอร์ด ซึ่งนับเป็นปีที่ห้าติดต่อกันที่ทางแบรนด์ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าว

ในแต่ละปี ทางเวิลด์ ทราเวล อวอร์ด จะมีการพิจารณามอบรางวัลให้แก่องค์กรด้านการท่องเที่ยวในสาขาต่างๆทั่วโลก โดยผ่านขั้นตอนการคัดเลือกอย่างถี่ถ้วนโดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบกับผลโหวตจากนักเดินทางท่องเที่ยวจากทั่วโลก

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ คือแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ระดับพรีเมี่ยมในเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลกอย่างแมริออท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักธุรกิจและนักเดินทางที่มองหาที่พักทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในทำเลที่สะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ภายในห้องพักมีการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัว

พร็อพเพอร์ตี้ภายใต้แบรนด์แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ทั้ง 4 แห่งในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะมอบประสบการณ์การพักอาศัยที่ดีเยี่ยมให้แก่แขกผู้เข้าพักอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่ได้รับในช่วงปี 2561 ประกอบด้วย ”แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ชั้นนำในประเทศไทย” จากเวิลด์ ทราเวล อวอร์ด, “ลักชัวรี่อพาร์ทเมนท์อวอร์ดในประเทศไทย” จากลักชัวรี่ ทราเวล ไกด์, “ประกาศนียบัตรชนะเลิศการบริการยอดเยี่ยม” จากเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์, “รางวัลชนะเลิศรีวิวยอดเยี่ยมโดยแขกผู้เข้าพัก” จาก  บุ๊คกิ้งดอทคอม และ “เลิฟ บาย เกสต์ อวอร์ด” จากโฮเต็ลดอมคอม เป็นต้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ท่านสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซด์
www.marriott.com/executive-apartments/travel.mi
หรือติดต่อพร็อพเพอร์ตี้ภายใต้แบรนด์
แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ทั้ง 4 แห่งในประเทศไทย

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ เมย์แฟร์ กรุงเทพฯ
โทร: +66 (0) 2672 1234
แฟกซ์: +66 (0) 2672 1235
อีเมล์: mea.bkker.rsvn2@marriott.com
เว็บไซด์: www.marriottmayfairbangkok.com

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า กรุงเทพฯ
โทร: +66 (0) 2343 6789
แฟกซ์: +66 (0) 2343 6790
อีเมล์: measathornvista@marriott.com
เว็บไซด์: www.marriottsathornvista.com

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพฯ
โทร: +66 (0) 2302 5555
แฟกซ์: +66 (0) 2302 5252
อีเมล์: measukhumvitpark@marriott.com
เว็บไซด์: www.marriott.com/bkksp

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สุขุมวิท ทองหล่อ กรุงเทพฯ
โทร: +66 (0) 2797 0555
แฟกซ์: +66 (0) 2797 0001
อีเมล์: mhrs.bkkms.reservation@marriotthotels.com
เว็บไซด์: www.marriott.com/bkkbp

SACICT CRAFT TREND 2019 OPEN HOUSE

เปิดตัวหนังสือและแกลเลอรี่
SACICT Craft Trend 2019
งานคราฟต์ภายใต้แนวคิดใหม่
Retelling the Detailing

จากความมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรม  สู่แนวทางพัฒนางานหัตถกรรมในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ  (องค์การมหาชน) นำโดย คุณอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการ ขึ้นเป็นประธานในพิธีเปิดตัวหนังสือ SACICT Craft Trend 2019 พร้อมจัดแสดงนิทรรศการ โดยจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งได้รวบรวมเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ
4 เทรนด์หลัก ๆ เพื่อเป็นแนวทาง ในการพัฒนา  และต่อยอดแนวคิดการผลิตผลงานหัตถกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

คุณอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์การมหาชน)

โดยมีผู้คร่ำหวอดในวงการงานหัตถกรรมและการออกแบบ คุณแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) และ คุณดำรง ลี้ไวโรจน์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร room มาร่วมบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ถ่ายทอดความเคลื่อนไหวของงาน Craft Trend ในอนาคต พร้อมทิศทางงานออกแบบจากทั่วทุกมุมโลก

เพื่อนำแนวคิดไปใช้ต่อยอดด้านการออกแบบได้อย่างตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นซึ่งได้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือและแกลเลอรี่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันอังคารที่18 กันยายน 2561 ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

คุณอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “งานศิลปหัตถกรรมมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นสาขาที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกซึ่งงานศิลปหัตถกรรม
ได้เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเทรนด์จึงเป็นแนวโน้ม การพัฒนาของโลกและสะท้อนถึงงานศิลปหัตถกรรม กระบวนการผลิต,วัตถุดิบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือการนำมาใช้งานผลิตภัณฑ์
จึงเป็นที่มาของเทรนด์โดยทาง SACICT ดำเนินการมาปีนี้เป็นปีที่ 5

โดยจะพยายามให้เทรนด์เหล่านั้น  เข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน
โดยนำมาใช้ประโยชน์เพื่อให้เป็นการพัฒนางานศิลปะหัตถกรรมและต่อยอดสืบไป ซึ่งเทรนด์ต่างๆ นั้นมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นทางเราจึงมีนโยบายการศึกษาวิจัยตลาดมากขึ้นทำ Trend Talk, Guru panel และ ศึกษาแนวโน้มของต่างประเทศอีกด้วย เรามีมุมมองในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ, นักการตลาด, ผู้ใช้งานผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆที่เข้ามามีส่วนร่วมกับ SACICT ในแต่ละปีก็จะมีความหลากหลาย ช่วยสะท้อนถึงแง่มุมต่างๆในการกำหนดเทรนด์ได้มากขึ้น”

SACICT CRAFT TREND 2019 OPEN HOUSE   ที่ตื่นตา ทั้งการเปิดตัวหนังสือ SACICT Craft Trend 2019 ที่ปีนี้  ได้มีการรวบรวมเทรนด์และ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจออกมาเป็น 4 เทรนด์หลัก

เทรนด์แรก  ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงาน คือ Retelling the Detailing การนำเสนอที่มาที่ไปของสินค้าหัตถกรรมด้วยการ “เล่าเรื่อง” ที่เน้นการตอกย้ำถึงคุณค่าผลิตภัณฑ์ นำเสนอเรื่องราวเชิงลึกในรายละเอียดซึ่งมีอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือชุมชน ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมให้มีเรื่องราวเพิ่มขึ้น โดยในนิทรรศการคุณจะได้พบกับผลิตภัณฑ์น่าสนใจจากเทรนด์นี้อาทิ ม้านั่งไม้ ผลงาน Thinkk Studio และกลุ่มแกะสลักบ้านตองกาย จังหวัดเชียงใหม่ จากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไทยนวัต-ศิลป์ SACICT เก้าอี้พลาสติกหุ้มเศษผ้าเก่าของ ภาสุรี วิรัชวิบูลย์กิจ หรือหูฟังตกแต่งลายเบญจรงค์ การนำบริบทของเบญจรงค์ในรูปแบบที่แปลกใหม่ ใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น โดยคุณกฤษณ์ พุฒพิมพ์ และคุณบุญญารัตน์ เบญจรงค์จากโครงการพัฒนาอัตลักษณ์เบญจรงค์ไทย SACICT

ต่อด้วยเทรนด์ที่สอง ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนเมืองใหญ่ที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม กับ Tropical Dream คือ การนำความเป็นธรรมชาติ มาทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันด้วยการจำลองบรรยากาศความเขียวไว้ในบ้าน หรือที่ ทำงานรวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยเติมความสดชื่นให้กับจิตวิญญาณของคนเมือง ผ่านการหยิบชิ้นงานของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ใช้ “ไม้” และเส้นใยธรรมชาติเป็นวัสดุหลัก อาทิเก้าอี้สตูลจากไม้ไผ่ขด เส้นสายจากธรรมชาติที่นำไปสู่รูปทรงและลวดลายที่โดดเด่น โดย Plural Designs และชุมชนงานไม้ไผ่ขด บ้านศรีปันครัว จังหวัดเชียงใหม่ จากโครงการไทยนวัตศิลป์ SACICT ร่วมด้วยการใช้รูปทรงรูปลักษณ์และลวดลายของธรรมชาติมาใช้ได้อย่างลงตัว

เทรนด์ที่สาม Righteous Crafts คือความพิถีพิถันในการพิจารณาว่าสินค้านั้น ๆ มีความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมอย่างไรหรือไม่ เป็นการหันไปมอง “ที่มาที่ไป” ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของสินค้าแต่ละชิ้น การออกแบบที่นึกถึงวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม การไม่ใช้วัสดุแบบทิ้งขว้างจึงขยายวงกว้างในการออกแบบอย่างหยั่งลึก เห็นได้จากผลงานตะกร้าใส่ของ ผลิตภัณฑ์งานจักสานจากเนื้อไผ่และ
ผิวไผ่ ออกแบบ: Plural Designs และกลุ่มจักสานไม้ไผ่ บ้านก๋ายน้อย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จากโครงการไทยนวัตศิลป์ SACICT ที่
นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ เรียกได้ว่า  เป็นการคิดค้นกระบวนการผลิต
ที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม หรือเลือกใช้วัสดุทางเลือกรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมา
ใช้ทดแทน รวมถึงการคืนประโยชน์ให้แก่ชุมชนหรือเจ้าของวัตถุดิบ ไม่
ว่าจะเป็นการคืนรายได้ให้ชุมชน พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับเจ้าของภูมิปัญญาอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

สุดท้ายกับเทรนด์ที่เกี่ยวพันกับธุรกิจการท่องเที่ยว Surreal Hospitality
คือ พูดถึงการออกแบบตกแต่งสถานที่ต่างๆ ในรูปแบบที่จะสามารถสร้างความประทับใจจนเกิดการแชร์และบอกต่อได้ ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมส่วนหนึ่งจากกลุ่มเจเนอเรชั่นY โดยเป็นกลุ่มที่น่าจับตาทั้งในฐานะผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่มีผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวอย่างมหาศาล ดังนั้นการออกแบบในพื้นที่เหล่านั้นจึงเป็นโอกาสให้เกิดงานคราฟต์พื้นถิ่นสุดวิจิตรที่จะได้รับการประยุกต์ให้ร่วมสมัยตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เป็นอย่างดีมากขึ้น อย่างเช่น ผลงานการออกแบบของคุณกฤษณะลักษณ์ ภัครกุทวี หยิบเอาเสื่อกก มาออกแบบให้เป็นชิ้นส่วนประดับตกแต่งผนัง เพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งที่ดูคุ้นตาสะดุดใจ ประกอบกับการใช้  วิธีออกแบบเป็นชิ้นส่วนโมดูลาร์ เพื่อให้ถอดประกอบปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ง่าย  เป็นหนึ่งในผลงาน  จากการประกวด Innovative Craft Award 2018  ซึ่งได้นำมาจัดแสดงนิทรรศการใน
ครั้งนี้อีกด้วย

สนใจสามารถเข้าร่วมงานที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2561 เวลา 10 โมงเป็นต้นไป ณ Innovative Craft Gallery
ชั้น 2 อาคารศาลาพระมิ่งมงคล ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2561 เป็นต้นไป
ณ Innovative Craft Gallery ชั้น 2 อาคารศาลาพระมิ่งมงคล
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)
อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sacict.or.th
ติดตามข่าวสารที่ www.facebook.com/sacict/

มหกรรมงานสัญจรครั้งยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสาน

The 4th Print & Embroidery
in Northeast 2018

พิธีเปิดงานแสดงสินค้า  เทคโนโลยีการพิมพ์ แอลอีดี และ จักรปัก สัญจร
ครั้งที่ 4 หรือ (The 4th Print & Embroidery in Northeast 2018) ซึ่งมี นางสาวมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ในฐานะสมาชิกสมาคมงานแสดงสินค้าไทยและออร์แกนไนซ์หลัก
ที่ KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น

มินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ออร์แกนไนซ์ ผู้จัด งานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4 โดยได้รับกียรติจาก ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

การจัดงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4 จังหวัดขอนแก่น มินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ออร์แกนไนซ์ ผู้จัด งานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4 จังหวัด ขอนแก่น เป็นการนำผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ 4 ด้าน โดยได้รับกียรติจาก ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

เนื่องจากเห็นว่าจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตสูงและเป็นจุดศูนย์สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความพร้อมทั้งทางด้านการขนส่ง การศึกษาและเป็นศูนย์กลางด้านขอบพัฒนาแนวเศรษฐกิจกระจายโอกาสในการ สร้างงานสร้างอาชีพสำหรับคนต่างจังหวัด

อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางติดต่อสื่อสารของภูมิภาคกงสุลใหญ่ของประเทศ เช่น เวียดนาม ลาว เปรู และฝรั่งเศส นับเป็นอีกหนึ่งที่ชี้วัดว่า
จะเป็นจุดเชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับโลกในอนาคต บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด และผู้ประกอบการจากกรุงเทพฯเล็งเห็นความสำคัญจุดนี้ จึงเข้ามาขยายตลาดด้านการค้าการลงทุนในจังหวัดขอนแก่น เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป

อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางติดต่อสื่อสารของภูมิภาคกงสุลใหญ่ของประเทศ เช่น เวียดนาม ลาว เปรู และฝรั่งเศส นับเป็นอีกหนึ่งที่ชี้วัดว่า
จะเป็นจุดเชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับโลกในอนาคต

บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด และผู้ประกอบการจากกรุงเทพฯเล็งเห็นความสำคัญจุดนี้ จึงเข้ามาขยายตลาดด้านการค้าการลงทุนในจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป อย่างไรก็ตามการนำสินค้าเหล่านี้มาจัดแสดงและสาธิตการพิมพ์จากเครื่องจักรทั้งราคาถูกถึงราคาแพง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ทำอยู่แล้วและผู้ประกอบการที่เพิ่มเริ่มทำธุรกิจใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาและต้องการหาเทคโนโลยีใหม่ ด้านเครื่องจักรในการพิมพ์โฆษณาในการพิมพ์

 

ทั้งที่มีไฟจากหลอดไฟแอลอีดี ที่จะมาช่วยเหลือต้นทุนการผลิต และเรื่องของการทำงานให้รวดเร็วและไวขึ้นจากเดิม อีกทั้งยังเป็นงานที่สนับสนุนให้นักธุรกิจได้มาพบปะแลกเปลี่ยนแนวความคิดในการพัฒนาความต้องการของผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล โดยคณะผู้จัดงานทุกคนคาดหวังว่า จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ประกอบการอย่างสูง และมีความุ่งมั่นตั้งใจให้งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีการพิมพ์ แอลอีดี และจักรปัก สัญจรให้มีศักยภาพและมีชื่อเสียงต่อไป

ปริ้นเทคและจักรปัก สัญจร จังหวัดขอนแก่น นำกองทัพจักรปักผ้าคอมพิวเตอร์,จักรอุตสาหกรรมและงานสกรีนบนผ้า วัสดุอุปกรณ์สำหรับงานเสื้อผ้า KICE งานปริ้นท์เทคและจักรปักสัญจร ครั้งที่ 4 พบกับบู๊ทสินค้าจากผู้นำเข้ากว่า 50 บริษัท ที่นำเครื่องมาจัดแสดงในงาน อาทิ เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท,มัลติฟังค์ชั่น และอุปกรณ์ก่อนและหลังการพิมพ์ สำหรับศูนย์ถ่ายเอกสารครบวงจร และสินค้าจักรปัก เครื่องพิมพ์เสื้อ เครื่องสกรีน อุปกรณ์สกรีน และสินค้าอื่นๆอีกมากมายและเข้าร่วมกิจกรรม Workshop “การสร้างสีสันบนไม้ด้วยน้ำยา Crystal Ice Resins” พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมภายในงาน ลุ้นรับโชคทอง 10,000 บาทศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดขอนแก่น

ติดต่อสอบถามได้ที่
คุณมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด
โทร.02-060-0795-96,082-4559642
Website : www.printtechexpo.com
Line : printtechexpo

#โรงงานการ์เม้นท์,#ร้านสกรีนเสื้อ,#ร้านปักเสื้อหมวก,
#ร้านขายผ้าค้าส่ง,#ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า,#ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น,#Fabric

 

ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4

คุณมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ออร์แกนไนซ์ ผู้จัด
งานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4

จังหวัด ขอนแก่น เป็นการนำผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ 4 ด้าน  โดยได้รับเกีรยติจาก ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ขอนแก่น เป็นการนำผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ 4 ด้านมารวมตัวกัน ได้แก่งาน
1. ด้านงานพิมพ์ เช่น เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท, เครื่องพิมพ์ดิจิตอล, เครื่องพิมพ์มัลติฟังค์ชั่น, เครื่องถ่ายเอกสาร และคธุรกิจบริการงานป้ายโฆษณา เป็นต้น

2. ด้านแอลอีดี เช่น ตู้ไฟ, ป้ายกล่องไฟสำาเร็จรูป, เมนูบอร์ด, กรอบป้ายกระจายแสง และวัสดุอุปกรณ์ป้ายไฟ เป็นต้น

3. ด้านจักรปัก พิมพ์สกรีน และสิ่งทอ เช่น จักรปัก, พิมพ์สกรีน, เครื่องพิมพ์สกรีน, เครื่องทรานเฟอร์, สีสกรีนและอุปกรณ์งานปัก งานเย็บ เป็นต้น
4. ด้านงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เช่น งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์, เครื่องพิมพ์บนกล่อง, เครื่องพิมพ์ฉลากสินค้า, เลเบล,
เครื่องพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ และสินค้าพรีเมี่ยม เป็นต้น
ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม Workshop เงินล้าน ในหัวข้อ “สร้างยอดขายให้พุ่งด้วยสีสันบนไม้ ด้วยงานเรซิ่น By CRYSTAL ICE RESINS” และกิจกรรมจับแจก “แผงตัวอย่างไฟ LED และ LED Tube” ของรางวัลอีกมากมาย พร้อมทั้งมีโปรโมชั่นพิเศษสุดจากผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในครั้งนี้

 

โดยทั้งหมดนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่14-16 กันยายน 2561 Kice ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก่น ฮอลล์ 1 ตั้งแต่ 10.00-19.00 น.

จัดงานโดย บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด

Akyra Hotel “อคีรา” แบรนด์โรงแรมบูติกลักซัวรี่สัญชาติไทยแท้

อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป เผยแผนกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
ชูจุดขายโรงแรมปลอดพลาสติก ดัน “อคีรา” แบรนด์โรงแรมบูติกสู่ระดับโลก

AKARYN Hotel Group อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป ผู้นำด้านการบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ตบูติกลักชัวรี่ในประเทศไทยและเอเชีย เจ้าของแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยแท้ “อลีนตา” (Aleenta) และ “อคีรา” (akyra) โดยเป็นเจ้าของรีสอร์ตชื่อดังอย่าง “อลีนตา ภูเก็ต-พังงา” (Aleenta Phuket-PhangNga) และ “อลีนตา หัวหิน-ปราณบุรี” (Aleenta HuaHin-Pranburi) และบริหารงานให้กับแบรนด์โรงแรม “อคีรา” อีก 4 แห่ง ได้แก่ “อคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่” (akyra Manor Chiang Mai) “อคีรา บีช คลับ ภูเก็ต” (akyra Beach Club Phuket) “อคีรา ทองหล่อ กรุงเทพฯ” (akyra Thonglor Bangkok) และ “อครีา ทัส สุขุมวิท กรุงเทพฯ” (akyra TAS Sukumvit Bangkok)

โรงแรมใหม่ล่าสุดในเครือฯ นอกจากนั้น ยังได้ก่อตั้งมูลนิธิเพียวบลู (Pure Blue Foundation) ขึ้นในปี 2010 องค์กรการกุศลที่สนับสนุนโครงการอนุรักษ์ทางทะเลหลายด้าน กระทั่งในปี 2015 นางอัญชลิกา กิจคณากร ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป ได้รับยกย่องให้เป็น “Hero of Philanthropy” โดยนิตยสารฟอร์บเอเชีย จากการอุทิศเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ที่มีคุณค่าของเธอ

อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป (AKARYN Hotel Group) ผู้นำด้านการบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ตสไตล์บูติกระดับลักซัวรี่สัญชาติไทยแท้ เผยแผนการขยายตัวของ “อคีรา” (akyra) แบรนด์โรงแรมสุดฮิปและเต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ภายใต้เครืออัคริณฯ เตรียมเปิดเพิ่มในไทย พร้อมรุกตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน “อคีรา” ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตรวม 4 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ “อคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่” (akyra Manor Chiang Mai) โรงแรมสไตล์บูติกระดับ 5 ดาว ขนาด 30 ห้อง ที่โดดเด่นด้วยสไตล์การตกแต่งหรูหราและมีอ่างอาบน้ำกลางแจ้งทุกห้อง ตั้งอยู่ในย่านนิมมานเหมินท์ชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ “อคีรา บีช คลับ ภูเก็ต” (akyra Beach Club Phuket) รีสอร์ตและบีชคลับริมทะเลที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว ประกอบด้วยห้องสวีทจำนวน 58 ห้อง ตั้งอยู่บนหาดนาใต้ ตำบลโคกกลอย จังหวัดพังงา “อคีรา ทองหล่อ กรุงเทพฯ” (akyra Thonglor Bangkok) ดีไซน์โฮเทลจำนวน 148 ห้อง ตั้งอยู่ในทองหล่อ ย่านธุรกิจและแหล่งแฮงค์เอาท์สุดหรูของกรุงเทพฯ และ “อคีรา ทัส สุขุมวิท กรุงเทพฯ” (akyra TAS Sukhumvit Bangkok) โรงแรมใหม่ล่าสุดในเครือแบรนด์อคีรา ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ทำเลทองของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และความบันเทิง ภายในโรงแรมประกอบด้วยห้องพัก 50 ห้อง มีขนาดกว้างขวางและมีหน้าต่างบานใหญ่สูงจากพื้นถึงเพดานทุกห้อง เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร

ภายในปี 2022 (พ.ศ. 2565) อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป ได้วางแผนการขยายตัวธุรกิจโรงแรม ภายในเครือแบรนด์อคีราเพิ่มขึ้นอีกสามเท่า คือจาก 4 แห่ง เป็น 12 แห่งในทำเลที่แตกต่างกัน และเป็นครั้งแรกที่ขยายตัวไปยังต่างประเทศ โดยโครงการที่กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อม ได้แก่ มาเลเซีย ไฮด์แลนด์ (Malaysian Highlands) ฮานอย ประเทศเวียดนาม และเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ ขณะที่โครงการอื่น ๆ กำลังได้รับการพิจารณาเพื่อขยายตัวไปสู่ตลาดเมืองท่องเที่ยวใน บาหลี โฮจิมินห์ และพนมเปญ ซึ่งจะทำให้แบรนด์อคีราโรงแรมบูติกของไทยกระจายตัวทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

โดยโรงแรมและรีสอร์ตแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตภายใต้แบรนด์ “อคีรา” จะยังคงรักษาปรัชญาหลักของแบรนด์ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) การมีส่วนร่วมกับชุมชน และการตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น โรงแรมอคีรา ทัส สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในเอเชียที่ไม่ใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use Plastic) ภายในห้องพัก ร้านอาหาร และบาร์

สำหรับ “อคีรา” เป็นมากกว่าแบรนด์โรงแรม เป็นทางเลือกใหม่ของผู้ที่มีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง (Lifestyle Choice) และสำหรับผู้ที่มองหาที่พักที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย มีการออกแบบที่โดดเด่น ตั้งอยู่บนทำเลที่ตั้งในพื้นที่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ (Millennial Travellers) และเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของของชุมชนนั้น ๆ นอกจากนั้น

โรงแรมอคีราแห่งใหม่ในอนาคต ยังจะประกอบด้วยบาร์บนชั้นดาดฟ้า (Rootop Bar) ภายใต้ชื่อ ‘RISE’ (ไรซ์) โดยเปิดให้บริการแล้วที่แรก ณ โรงแรมอคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่ และ อคีรา ทัส สุขุมวิท กรุงเทพฯ เป็นลำดับถัดมา นับเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ใหม่ใจกลางเมืองสำหรับผู้เข้าพักและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยให้บริการคราฟเบียร์ ค็อกเทลรังสรรค์แบบแปลกใหม่ และอาหารว่างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้คู่ขนานไปพร้อมกับธุรกิจโรงแรมของแบรนด์อคีรา

นางอัญชลิกา กิจคณากร ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป กล่าวว่า “อคีราเป็นโรงแรมแนวคิดใหม่ที่จะสร้างรายได้ โอกาส และนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่แบรนด์นี้กำลังจะขยายตัวไปยังต่างประเทศ และก้าวเข้าสู่จุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งเรามั่นใจว่า ความมุ่งมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของเรา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากนักเดินทางสมัยใหม่ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะทำให้แบรนด์อคีรา ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาที่พักที่ทันสมัย มีสไตล์ และมีแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน โดยทุกโรงแรมหรือรีสอร์ตแห่งใหม่ภายใต้แบรนด์อคีราจะทำให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับจุดหมายปลายทางเพื่อการท่องเที่ยวและการพักผ่อน พร้อมทั้งทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีความหมายมากยิ่งขึ้น ด้วยการรักษ์สิ่งแวดล้อมบนโลกนี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ อัคริณ โฮเทล กรุ๊ป ได้ตั้งเป้าหมายให้โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเป็นโรงแรมปลอดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง 100% ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 (พ.ศ. 2562) และยังจะใช้คอนเซ็ปต์นี้กับโรงแรมอื่น ๆ ที่จะเปิดตัวในอนาคตอีกด้วย ซึ่งโรงแรม 2 แห่งที่ได้เริ่มใช้นโยบายดังกล่าวแล้ว ได้แก่ อคีรา ทัส สุขุมวิท กรุงเทพฯ และ อคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่ (ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ #akyrareduce และ #aleentareduce) นอกจากนี้ ยังเป็นพันธมิตรระยะยาวกับ “มูลนิธิเพียวบลู” (Pure Blue Foundation) องค์กรการกุศลที่สนับสนุนโครงการทางทะเล อาทิ การฟื้นฟูแนวปะการัง และการอนุรักษ์เต่า

เว็บไซต์ www.akaryngroup.com
Twitter @AKARYN_Group
Instagram @akarynhotelgroup
Facebook and YouTube @akaryn.group

#akyrareduce  #aleentareduce

ต๊อด-ปิติ วิชั่น 3 ปี ปั้นเครือข่ายขนส่งครอบคลุมไทย – ภูมิภาค

โมเดลธุรกิจของ BevChain Logistics ในประเทศไทย ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงลูกค้าร้านปลีก

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลและพัฒนาห่วงโซ่การผลิตหรือ Supply Chain ในเครือบริษัท บุญรอดฯ ทั้งระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการเกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุน อีกทั้งยังยกระดับการขนส่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นไปในทิศทางที่ดี

การร่วมทุนกับ บริษัท ลินฟ้อกซ์ โฮลดิ้งส์ 2018 (ประเทศไทย) เกิดจากทัศนคติและความต้องการสร้างเครือข่ายทางการขนส่ง ที่ทันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาค ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ผสานกับความรู้ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท จึงถือเป็นการจับคู่ธุรกิจที่สมบูรณ์แบบหรือ Perfect Match และการผนึกกำลังกันครั้งนี้ บุญรอดฯ จะใช้จุดแข็งและศักยภาพที่มีตลอด 85 ปีในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเครือข่ายการค้า ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทสามารถส่งสินค้าและบริการเจาะถึงร้านค้าปลีกที่อยู่ตามตรอก ซอก ซอยในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อ เชื่อว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งด้านต้นทุน ช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจการค้า เพิ่มโอกาสในการทำตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางหรือ Last mileได้มากยิ่งขึ้น

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด

“ภายใน 3 ปีนี้ BevChain Logistics วางเป้าหมายการสร้างเจาะตลาดระดับภูมิภาคอาเซียน รองรับการเติบโตของตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV)เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกทั้งยังเป็นตลาดสำคัญของสินค้าและบริการจากประเทศไทย เมื่อแบรนด์ต่างๆเข้าไปขยายตลาด ทำให้ต้องการบริการด้านโลจิสติกส์ตามไปด้วย และบริษัทพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกอุตสาหรรม ทุกขนาด ทั้งบริษัทเล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อเติบโตไปด้วยกัน ปิติ กล่าวเสริม”

ทั้งนี้ จุดแข็งของลินฟ้อกซ์ คือ ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ถือเป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติคส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค มีธุรกิจครอบคลุมตลาดใน 12 ประเทศ มีคลังสินค้ากว่า 200 แห่ง มีพนักงาน 24,000 คน และมีการให้บริการส่งสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในประเทศไทยนั้นลินฟ้อกซ์ให้บริการด้านขนส่งสินค้ามานานถึง 25 ปี มีความเข้าใจถึงความต้องการของตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี

ขณะที่จุดแข็งของบุญรอด คือประสบการณ์ขนส่งสินค้าและบริการมานาน 85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เจาะลึกตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่(โมเดิร์นเทรด) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ระบบเอเย่นต์ตัวแทนจำหน่ายในทุกๆจังหวัด ลงลึกถึงระดับอำเภอมากกว่า 200 ราย ไปจนถึงร้านค้าย่อยทั่วทั้งประเทศ เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติคส์ของ BevChain Logistics เชื่อว่าบริษัทสามารถนำเสนอโซลูชั่นปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า โครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด สร้างการเติบโตของธุรกิจในอนาคตร่วมกับลูกค้า

สำหรับโมเดลธุรกิจของ BevChain Logistics ในประเทศไทย จะเน้นให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกับในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า การให้บริการทางด้านจัดส่งสินค้า เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปสำหรับ BevChain Logistics ในประเทศไทย คือ การเจาะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ขนาดปานกลางถึงขนาดย่อม และลูกค้ากลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มต่างๆ ที่ต้องการป้อนสินค้าและบริการถึงลูกค้าเป้าหมายปลายทางหรือ Last Mile

ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย ธุรกิจโลจิสติกส์รวมปี 2018 (215,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นธุรกิจขนส่งสินค้าทางบกในปี 2018 มีมูลค่า 145,100 – 147,300 ล้านบาท ธุรกิจคลังสินค้า ปี 2561 มูลค่า 75,500 – 76,700 ล้านบาท

ตลาดขนส่งสินค้าทางบกเติบโต +5.3-7% PY(137,700 ล้านบาท) คลังสินค้า + 5.3 – 7% PY (71,700 ล้านบาท) ด้วยปัจจัยจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนของภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของ E-commerce ปัจจัยการปรับรูปแบบจาก Offline platform to Online platform ทำให้มีความต้องการคลังสินค้าพรี่เมี่ยมมากขึ้น

การจับมือครั้งนี้ทำให้เครือบุญรอดเป็นพาร์ตเนอร์รายที่ 2 ของลินฟ้อกซ์ และเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้จุดแข็งของลินฟ้อกซ์คือความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ถือเป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติกส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีธุรกิจครอบคลุมตลาดใน 12 ประเทศ มีคลังสินค้ากว่า 200 แห่ง มีพนักงาน 24,000 คน ให้บริการส่งสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ มูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่จุดแข็งของบุญรอดคือประสบการณ์ขนส่งสินค้าและบริการมานาน 85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เจาะลึกตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ระบบเอเย่นต์ตัวแทนจำหน่ายในทุกๆ จังหวัด ลงลึกถึงระดับอำเภอมากกว่า 200 ราย ไปจนถึงร้านค้าย่อยทั่วทั้งประเทศกว่า 200,000 ร้าน ซึ่งยอดขายของเครือบุญรอด 80% มาจากกลุ่มนี้ มีเพียง 20% เท่านั้นที่มาจากโมเดิร์นเทรด

ต๊อด-ปิติ บอกว่า BevChain Logistics จะเน้นให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกับในออสเตรเลีย ทั้งการให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า การให้บริการทางด้านจัดส่งสินค้า เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเจาะกลุ่มเป้าหมายซึ่งกลุ่มแรกจะมองในกลุ่มเครื่องดื่ม ก่อนที่จะขยับไปยังอาหารและสินค้า FMCG

เบื้องต้น BevChain Logistics จะเน้นซัพพอร์ตในเครือบุญรอด ทั้งเครื่องดื่ม เช่น น้ำเปล่า โซดา เบียร์ และยังมีกลุ่มอาหารอีก 14 บริษัทที่จะเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบุญรอด ในอนาคตจะมีทั้งอาหารแช่แข็ง ร้านอาหาร ดังนั้นการมีซัพพลายเชนจะมารองรับธุรกิจในส่วนนี้ด้วย

สิงห์ คอมเพล็กซ์ คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด และ มร.ปีเตอร์ ฟ้อกซ์ ประธานบริษัท ลินฟ้อกซ์อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป พีทีวาย ลิมิเต็ด ที่ใหญ่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค งานแถลงข่าวเปิดตัว บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด ภายใต้ชื่อ BevChain Logistics โดยมีทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง “บริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด” และ “บริษัท ลินฟ้อกซ์ โฮลดิ้งส์2018 (ประเทศไทย)” ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร พร้อมสื่อมวลชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

ต้นตำหรับพิซซ่าแป้งบาง โดนใจทำไมดีขนาดนี้!

เด็ดไม่แพ้ต้นตำรับ MAD DADDY PIZZA HOUSE ประชาชื่น 12

ใครที่เป็นแฟนอาหารอิตาเลี่ยน คงพอจะคุ้นเคย กับ Pizza เราเคยคิดว่า ถ้ากินพิซซ่าแป้งหนาๆ เดี๋ยวกินไม่หมดถาด ส่วนตัวไม่ชอบแบบแป้งหนา เพราะมีแต่แป้งจริงๆ ทั้งหนา ทั้งเหนียว มีแต่รสแป้ง แบบขนมปัง ไม่รู้สึกถึงความอร่อยของหน้าพิซซ่าเลย  เอาจริงๆ  มันเหมือนขนมปังรสพิซซ่ามากกว่า

มาเจอ  พิซซ่าร้านนี้แม้ด แด๊ดดี้ พิซซ่า เฮ้าส์  เพราะเพื่อนแนะนำพิซซ่าอิตาเลียน  สไตล์โฮมมี่  บรรยากาศร้านจากบ้านพัก ที่ถูกออกแบบตกแต่งสไตล์ฝรั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่าย ได้กลิ่นอายของความสุข เสิร์ฟเมนูแป้งพิซซ่า 16 หน้า เหนียวนุ่ม ขึ้นรูปกันสดๆ เอาเข้าเตาอบ

สำหรับเมนูของร้าน เชฟที่นี่ให้ความสำคัญกับทุกวิธีการทำพิซซ่า ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมแป้งที่หมักยีสต์ การนวดแป้งพิซซ่าด้วยมืออย่างเดียว ทำให้แป้งพิซซ่ามีความเหนียว นุ่ม สดใหม่ เก็บในอุณหภูมิที่เมหาะสม  ขึ้นรูปกันสดๆ หลังจากอบ แผ่นแป้งตรงกลาง  จะบางเหนียว-นุ่ม
ตัวขอบโป่งฟู อบด้วยเตาฟืน เวลาทานคำแรก รู้สึกได้ถึงความชุ่มฉ่ำของน้ำมะเขือเทศจากอิตาลี ที่หอมอบอวนอยู่ในปาก ซึ่งความเปรี้ยว อมหวานของมะเขือเทศ มีความอร่อยที่แตกต่าง ทำให้รสชาติของพิซซ่าอร่อยแบบสูตรดั้งเดิม ได้เนื้อสัมผัสและรสชาติที่แตกต่าง

เพราะพิซซ่า คืออาหารเรียกน้ำย่อย  ดังนั้น วันนี้ เรามาเลือกพิซซ่าในแบบที่เราชอบ หลากหลายถึง 16 แบบ ทุกถาดไม่ธรรมดา สุดยอดความอร่อยแบบชีสเน้นๆ พาครอบครัว คนรัก หรือนัดเพื่อนๆ มาสังสรรค์ นั่งฟังเพลงกันเย็นๆ ชิลล์ๆ กันดีกว่า

Tasteful Pizza

Mad Daddy Pizza House พิชช่าบาง กรอบตรงขอบทำให้กิน Pizza หน้าใดๆ ก็อร่อยยิ่งขึ้น เพลินๆ หมดถาดใหญ่  ง่ายโดยไม่รู้สึกว่าเลี่ยนค่ะ   แป้งบางกรอบ เวลากิน ได้รสชาติของหน้าเต็มๆ กรอบ อร่อยแบบไม่ต้องปรุง
หรือใส่ซอสอะไร

Mad Daddy Pizza House   เป็นพิชซ่า เตาฟืน ร้านอิตาเลียนเล็กๆ  ย่านมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เพราะว่า พิซซ่า ร้าน Mad Daddy Pizza House จุดเด่น คือ สามารถชมเชฟประกอบอาหาร ทำพิซซ่าได้  อย่างใกล้ชิด เชฟ
เชฟเคน ศวิษฐ์ ตยางคานนท์  ทำสดใหม่ร้อนๆ ถาดต่อถาด อบจากเตาฟืน สั่งแล้งนั่งรอ ได้กลิ่นกลิ่นหอมฟุ้งเป็นเอกลักษณ์ แบบฉบับอิตาเลียนแท้ และ รสสัมผัสที่หอมอย่างลงตัว

เราไม่ได้แค่ชอบบรรยากาศของร้าน  ร้านไม่ใหญ่มาก ตกแต่งสวย เดินหิวๆ ควรมาจบที่ร้านนี้ อร่อย ราคาน่ารัก ระหว่างรอพิซซ่าแอบคุยกับเชฟ และที่สำคัญเราสามารถชมการทำพิซซ่าได้อย่างใกล้ชิด กับคอนเซ็ปครัวแบบเปิด ไม่ว่าเพื่อนๆ จะไปนั่งทานคนเดียว หรือไปเฮฮากับกลุ่มเพื่อน หรือครอบครัวที่นี่เป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์การกินพิซซ่าที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่าแน่นอน ต้องมา

นอกจากพิซซ่าแล้วก็ยังมีพาสต้า สเต็ก สลัด และ อาหารทานเล่นอีกหลายอย่าง นอกพิซซ่าที่นี่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพนำเข้าจากต่างประเทศ แถมมือหนักให้หน้าเยอะ รสกลมกล่อม สำหรับท่านที่ชอบแอลกอฮอล์ ที่ร้านมีให้ทานกับเบียร์ หรือไวน์ ขายปลีกราคาถูก อิ่มอร่อยราคาสบายกระเป๋า

เชฟเคน ศวิษฐ์ ตยางคานนท์

ส่วนพิซซ่าเราชอบ   Pizza Prosciutto Crudo & Pizza Saporita
(พิซซ่าพาร์ม่าแฮม & พิซซ่าเบคอนรมควันและมะเขือเทศสด) และ MAD Balloon (ลูกโป่งแป้งพิซซ่าอบเตาฟืน  เสิร์ฟคู่กับซาลซ่ามะเขือเทศสด) ส่วน Caesar Salad  (ซีซ่าร์สลัด) หนึ่งในเมนูพิเศษที่หาทานได้เฉพาะที่
นี่เท่านั้น

มาสัมผัสถึงรสชาติที่ดีที่สุด เป็นเมนูที่เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี รสชาติประทับใจมากที่ถึงขีดสุด

จนในที่สุด ความอร่อยแบบไม่รู้ลิมิตก็เกิดขึ้น  นอกจากนั้นยังมี Creamy Broccoli Soup  เมนูซุปสุดพิเศษ ที่เป็นซุปบรอคโคลี่ หอมอร่อย ที่เชฟตั้งใจทำสุดๆ อร่อยหอม กรอบนุ่ม ต้องมาลอง เตาฟืนแบบที่ MAD  DADDY  ได้เลยค่ะคุณขา

ปิดท้ายด้วย Strawberry Panna Cotta (พานาคอตต้าสตรอเบอรี่) เป็นเมนูที่รสชาติเข้ากันได้อย่างลงตัว

อิ่มที่สุด!  มื้อนี้พลาดหนัก เพราะความหิวมันเรียกร้อง ปลอบใจตัวเองเพราะผู้หญิงอ้วนคือผู้หญิงอบอุ่น  ถ้ามาที่ร้านขอแนะนำว่าต้องนั่งทานด้านในร้านบรรยากาศเตาฟืน ที่เชฟเคน ศวิษฐ์ ตยางคานนท์   นวดแป้งและทำพิซซ่าโชว์กลางร้าน หอมกรุ่นเกินห้ามใจ

ร้าน MAD DADDY PIZZA HOUSE
อร่อย ราคาน่ารัก ไม่พูดเยอะเจ็บคอไปชิมกัน
ร้าน MAD DADDY PIZZA HOUSE
FB : MAD DADDY PIZZA HOUSE
TEL : 096-225-3964