Category Archives: Event

เปิดตัวแอป ทรู เถ้าแก่ 4.0 – True Merchant 4.0 สำหรับร้านค้า

สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

กลุ่มทรู ผนึก ทรูยู ทรูไอดี ทรูมันนี่ สานต่อนโยบายรัฐก้าวสู่สังคมไร้ เงินสด เปิดตัวแคมเปญ “True Point & Pay ยิ่งขาย ยิ่งจ่าย ยิ่งได้ทรูพอยท์” ผ่าน “ทรูเถ้าแก่ 4.0-True Merchant 4.0” แอปพลิเคชันใหม่คู่ใจร้านค้า ช่วยเพิ่มยอดขาย และกำไร

นำ “โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ” เชื่อมต่อกระแส ออเจ้า เจาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ายุคใหม่ เจ้าของร้านค้ามาเป็นพันธมิตร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่มและยังโปรโมทร้านฟรีผ่านสื่อแบบครบวงจรอีกด้วย โดยแอปฯ “ทรูเถ้าแก่ 4.0-True Merchant 4.0” ซื้อ-ขายง่าย ผ่าน QR Code เพียงสแกน QR Code ของร้านก็ชำระเงินผ่าน ทรูมันนี่ วอลเล็ทได้ทันที ปลอดภัย ไม่ต้องใช้เงินสด

นายฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และบริหารความสุขลูกค้าบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า …
เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคดิจิทัล สนับสนุนการสร้างสังคมไร้เงินสดตามนโยบายของรัฐบาล จึงเปิดแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี True Point & Pay ชูแนวคิด ยิ่งขาย ยิ่งจ่าย ยิ่งได้พอยท์ โดยสำหรับลูกค้ายิ่งใช้จ่าย ยิ่งได้พอยท์เพิ่ม

ส่วนร้านค้ายิ่งขาย ยิ่งได้ ยิ่งรวย ดึงพระเอกแห่งยุคโป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มาชวนร้านค้าให้มาร่วมเป็นพันธมิตรกับทรู เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ “ทรูเถ้าแก่ 4.0- True Merchant 4.0”

นายธีรวัฒน์ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในฐานะที่ทรูมันนี่เป็นผู้ให้ บริการด้านการชำระเงินอิเล็ กทรอนิกส์ และบริการทางการเงินสำหรับผู้ บริโภคในยุคดิจิทัล รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่ วมแคมเปญนี้ ลูกค้าและร้านค้าจึงสามารถมั่ นใจและวางใจได้ว่านอกจากได้รั บความสะดวกสบายในการใช้จ่ายแล้ว ยังจะได้รับการปกป้องรั กษาความปลอดภัยบัญชีผู้ใช้ด้วยมาตรฐานระดับโลก”

นางสาวญาดาผนิต โพธิ์เนียร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิ ชย์ บริษัท ทรู ดิจิตอล แอนด์ มีเดีย แพลตฟอร์ม จำกัด กล่าวว่า “ทรูไอดี แอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ ความความต้องการที่ หลากหลายของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ รู้สึกยินดีที่ได้มอบสิทธิพิเศษต่างๆ จากทรูยู โดยทุกการใช้จ่าย 25 บาทจะได้รับ 1 ทรูพอยท์เพื่อนำไปแลกรับเป็นส่วนลดในร้านค้าต่างๆ อีกมากมาย”

ซื้อ-ขายง่าย ผ่าน QR Code เพียงสแกน QR Code ของร้าน ก็ชำระเงินผ่าน ทรูมันนี่ วอลเล็ท ได้ทันที ปลอดภัย ไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องทอนเงินทุกรายรับ 25 บาท ร้านค้าจะได้รับทรูพอยท์ 1 คะแนน ทุกการชำระเงิน 25 บาท ลูกค้าจะได้รับทรูพอยท์ 1 คะแนน สะสมได้ผ่านแอปฯ นำไปเป็นส่วนลด และแลกซื้อสินค้าได้มากมาย



ลูกค้าทรูมูฟ เอช ที่ชำระเงินผ่านทรูมันนี่ วอลเล็ท ในแอปทรูไอดี ณ ร้านค้า
ที่ร่วมรายการ ก็จะได้ รับทรูพอยท์เพิ่มเป็น 10 เท่าในทุกวันที่ 10 ของเดือน (สูงสุดไม่เกิน 300 ทรูพอยท์ต่อเดือน) ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม ถึง 10 ธันวาคม 2561 โดยร้านค้าที่มาร่วมกับเรา ยังสามารถเพิ่มยอดขายและกำไรแบบสมาร์ตพร้อมโปรโมทร้านฟรีผ่านสื่อครบวงจร
นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ จับรางวัลทุกวัน 5 รางวัลสำหรับลูกค้า 5 รางวัลสำหรับร้านค้า ตั้งแต่วันที่ 15พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2561 รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทองคำ นายฐานพล มานะวุฒิเวช กล่าวสรุป

ทั้งนี้ร้านค้าที่ สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปฯ “ทรู เถ้าแก่ 4.0-True Merchant 4.0” เพื่อใช้เป็นแอปฯ รับชำระเงินลูกค้า ได้ทั้งระบบ iOS และ แอนดรอยด์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.trueyou.co.th/truemerchant4.0

แอนเนสซ่า ครีมกันแดดแบบไม่อุดตันผิว ยอดขายอันดับ 1

ANESSA ที่สุดแห่งนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์กันแดดแห่งปี สูตรใหม่ล่าสุด

ANESSA PERFECT UV SUNSCREEN SKINCARE เป็นมากกว่ากันแดด ทั้งปกป้อง ทั้งบำรุงปกป้องผิวจากแสงแดดเต็มที่ในทุกวันพร้อมผสานส่วนผสมของสารบำรุงมากถึง 50% ในผลิตภัณฑ์กันแดด ANESSA PERFECT UV SUNSCREEN SKINCARE

มีครีมกันแดด Anessa แบบไม่อุดตันผิวมาแนะนำ มีความเบาบางเป็นธรรมชาติ

แสงแดดตัวร้าย ทำลายผิว แสงแดดเป็นปัจจัยตัวร้ายที่ทำลายผิวสวย นับวันยิ่งแรงขึ้น และร้อนยาวนานตลอดวันมากขึ้น หากผิวเราโดนแดดนานๆ คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังจะถูกทำลาย  ผิวขาดความยืดหยุ่น  อันเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ กวนใจคุณ หรืออาจทำให้ผิวแสบร้อน ไหม้เกรียมและแห้งกร้าน หมองคล้ำได้ง่าย Anessa พัฒนาสูตรโลชั่นกันแดด Aqua Booster ขึ้นมาเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็น Super Water-proof หรือ Water Resistance สำหรับกันน้ำและเหงื่อได้ดียิ่งขึ้น แถมยังรับมือกับภัยจากแสงแดดที่รุนแรง

 


ซึ่งการหลีกเลี่ยงแสงแดดนั่นถือเป็นเรื่องยาก ในเมื่อเราไม่อาจหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับสภาพผิว และพร้อมทุกกิจกรรมที่คุณจะต้องเผชิญ สามารถช่วยคงความกระจ่างใสให้ผิวของคุณได้ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตคนเมือง ปกป้องผิวจากแสงแดดได้เต็มที่ตลอดวัน

ANESSA (แอนเนสซ่า) แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นถึง 17 ปีซ้อน* ขอแนะนำ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของ ANESSA ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องผิวให้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับเหงื่อ หรือน้ำ พร้อมคุณสมบัติ friction resistant ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานมากขึ้น จึงปกป้องผิวได้ยาวนานตลอดวัน สูตรใหม่ผสานสารบำรุงผิวมากถึง 50% (Beauty Skincare Ingredients) เป็นมากกว่ากันแดด ทั้งปกป้อง ทั้งบำรุงผิว ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็น “ANESSA Perfect UV Sunscreen Skincare Milk SPF50+ PA++++” ผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อน้ำนม สำหรับผิวหน้าและผิวกาย

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX + “friction resistance” function. ผสาน friction-resistant powder ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานบนผิวมากขึ้น จึงช่วยปกป้องผิวสูงสุดในทุกสภาวะยาวนานตลอดวัน โดยไม่หลุดง่ายระหว่างวัน มอบสัมผัสผิวให้แลดูเรียบเนียน เนื้อ powder ผสานเป็นเนื้อเดียวและกลมกลืนไปกับผิว

ด้วยคุณสมบัติ
• Aqua Booster EX เพิ่มเกราะปกป้องผิวเมื่อเจอเหงื่อ หรือน้ำ พร้อมผสาน friction resistant ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานบนผิวยิ่งขึ้นจึงปกป้องสูงสุดในทุกสภาวะยาวนานตลอดวัน

• สารบำรุงผิว 50% เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น และดูแลผิวที่โดนแสงแดดทำร้าย เช่น ความแห้งกร้าน

• Very Water Resistant หลังจากขึ้นจากสระว่ายน้ำแล้ว 80 นาที ยังคงปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อยู่

• Sand Resistant ป้องกันทรายไม่ให้ติดผิว

• 360° Protect Technology นุ่มลื่นทาง่าย กระจายทั่วผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ทุกมุม

แอนเนสซ่า แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นถึง 17 ปีซ้อน* ขอแนะนำ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของ ANESSA ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องผิวให้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับเหงื่อ หรือน้ำ พร้อมคุณสมบัติ friction resistant ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานมากขึ้น จึงปกป้องผิวได้ยาวนานตลอดวัน สูตรใหม่ผสานสารบำรุงผิวมากถึง 50% (Beauty Skincare Ingredients) เป็นมากกว่ากันแดด ทั้งปกป้อง ทั้งบำรุงผิว ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็น “ANESSA Perfect UV Sunscreen Skincare Milk SPF50+ PA++++” ผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อน้ำนม สำหรับผิวหน้าและผิวกายด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด AQUA BOOSTER EX + “friction resistance” function.

ผสาน friction-resistant powder ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ติดทนนานบนผิวมากขึ้น จึงช่วยปกป้องผิวสูงสุดในทุกสภาวะยาวนานตลอดวัน  โดยไม่หลุดง่ายระหว่างวัน มอบสัมผัสผิวให้แลดูเรียบเนียน เนื้อ powder ผสานเป็นเนื้อเดียวและกลมกลืนไปกับผิวผสานสารบำรุงผิวมากถึง 50% ฟื้นบำรุงพร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิว ปกป้องผิวจากแสงแดด มอบความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นบำรุงผิวกร้านแดด

คอลลาเจน:  ฟื้นบำรุงผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายซุปเปอร์ ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Super Hyaluronic Acid)  มอบความชุ่มชื่นให้ผิว, กลีเซอริน (Glycerin)สารสกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ : ดอกกุหลาบ และอโลเวร่า

10 Day Protect สร้างปราการปกป้องผิวจากแสงแดดตลอดวัน ANESSA พร้อมพบกับ  Brand Ambassador ANESSA  คนแรกของประเทศไทย
“คุณปู ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก”
ในวันเสาร์ที่ 21 เมษายนนี้ ณ Central Court ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์

ANESSA กันแดดยอดขายอันดับ 1 จากญี่ปุ่น 17 ปีซ้อน
วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Watsons, Boots, EVE&BOY, Tsuruha, Matsumoto Kiyoshi, Home Fresh Mart และร้านค้าชั้นนำทั่วไป

โปรแกรมรักษาอาการหมดไฟในการทำงานTake a Break (เทคอะเบรค)

ททท. เปิดตัวแคมเปญ “Take a Break”
(เทค อะ เบรค)

หยุดพักจากงานแล้วไปเที่ยวกันแคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนทำงาน ออกเดินทางไปท่องเที่ยว ใน 20 เมืองนี้ ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องราวของเมืองในมุมมองของคนทำงานรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้กลุ่มเมืองรอง ชวนมนุษย์ทำงานให้ Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากการทำงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยว ช่วยบำบัดความเครียด และจุดไฟสร้างสรรค์ให้คนทำงาน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การบินไทย รอยัลออร์คิดพลัส, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์, บัดเจ็ท คาร์, ทราเวลไอโกดอทคอม, เลิฟอันดามัน, ทรูยู ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยวเพื่อมนุษย์ทำงาน
Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากงานแล้วไปเที่ยวกัน

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ทุกวันนี้คนทำงานหนักกันมาก พักผ่อนหน่อย เครียดมาก จนหมดพลัง หมดไฟในการทำงานไปเลย แคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) เกิดขึ้นเพื่ออยากจะเชิญชวนมนุษย์ทำงานทุกคนให้เห็นความสำคัญของการหยุดพักเบรคจากการทำงานแล้วออกเดินทางท่องเที่ยว งานวิจัยต่างๆ ก็ยืนยันมาแล้วว่า ข้อดีของการท่องเที่ยวช่วยบำบัดความเครียด ช่วยชาร์จพลัง จุดไฟสร้างสรรค์ให้กลับมาทำงานได้ดีมากขึ้น”

ททท. จัดสำรวจออนไลน์ให้มนุษย์ทำงานโหวตเลือกเมืองที่อยากไป Take a Break (เทค อะ เบรค) มากที่สุด จากผลสำรวจ 20 เมืองที่ได้รับการโหวตมากที่สุด ได้แก่

อันดับ 1 เชียงราย  อันดับ 2 แม่ฮ่องสอน  อันดับ 3 น่าน  อันดับ 4  ระนอง
อันดับ 5 ชุมพร อันดับ 6 ตรัง อันดับ 7 เพชรบูรณ์ อันดับ 8 สตูล อันดับ 9 ตราด อันดับ 10 จันทบุรี อันดับ 11 ราชบุรี อันดับ 12 นครศรีธรรมราช อันดับ 13 อุบลราชธานี อันดับ 14 อุดรธานี อันดับ 15 นครนายก อันดับ 16 ปราจีนบุรี อันดับ 17 สมุทรสงคราม อันดับ 18 อุทัยธานี อันดับ 19 สุโขทัย อันดับ 20 พิษณุโลก

ททท. ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ การบินไทย, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์,ทรูยู, บัดเจ็ท คาร์, ทราเวลไอโกดอทคอม, เลิฟ อันดามัน จัดโปรแกรม “Take a Break Pills (เทค อะ เบรค พิล)” มอบโปรแกรมดีลส่วนลดพิเศษ ให้มนุษย์ทำงาน Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากการทำงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปใน 20 Cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ดังนี้

1. ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ จากการบินไทย ไทยสมายล์ และนกแอร์

2. ดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 200 โรงแรม จากทราเวลไอโก ดอทคอม จัดดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 200 โรงแรม จาก 20 cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ให้มนุษย์ทำงานไปเปลี่ยนที่นอน ชาร์จพลังให้สมอง

3. ดีลรถเช่าราคาสุดพิเศษ จาก บัดเจ็ท คาร์ ให้มนุษย์ทำงานได้ขับรถท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ใน 20 cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ใครที่กำลังเบื่องาน ลองไปขับรถเที่ยวเดือนละครั้ง รับรองว่าหายเหงา หายเบื่อแน่นอน

4. Love Andaman (เลิฟ อันดามัน) จัดแพ็คเก็จเที่ยวเกาะราคาสุดพิเศษ พามนุษย์ทำงานสุดเครียด หนีกรุงเทพ ไปเที่ยวเกาะช้างเผือก ระนอง มหานครแห่งปะการัง ซึ่งสมบูรณ์ที่สุด และในเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคมนี้ ขอเชิญมนุษย์ทำงาน Break (เบรค) จากงาน แล้ว Take (เทค) ตัวเองไปเกาะช้างเผือก ไปโพสต์ท่าถ่ายรูป Jumping on the beach (จัมพ์ปิ้ง ออน เดอะ บีช) ส่งมาประกวด ชิงรางวัล 5 หมื่นบาท กับ Love Andaman (เลิฟ อันดามัน)

5. ทรูยู มอบส่วนลดพิเศษ ให้มนุษย์ทำงานไป Check in (เช็ค อิน) นั่งจิบกาแฟ ชมวิวสวยๆ ในร้านกาแฟสุดฮิป สุดเก๋ 45 ร้าน จาก 20 เมือง คนทำ
งานในเมืองได้ออกนอกเมือง เปลี่ยนบรรยากาศ ไปนั่งจิบกาแฟ ชมวิวสวยๆ
คลายเครียด

รองผู้ว่าฯ นพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ททท. และพันธมิตร ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ You need to take a break (ยู นีด ทู เทค อะ เบรค) เปิดโอกาสให้มนุษย์ทำงาน 20 ทีม 20 อาชีพ ประกอบไปด้วย 1. ทีมหมอ 2. ทีมพยาบาล 3. ทีมครู 4. ทีมตำรวจ 5. ทีมทหาร 6. ทีมแอร์โฮสเตส 7. ทีมนักบัญชี/นักการเงิน 8. ทีมพีอาร์ 9. ทีมอีเว้นท์ ออแกไนเซอร์ 10. ทีมเอเจนซี่ โฆษณา 11. ทีมนักข่าว 12. ทีมนักกฎหมาย 13. ทีมไอที 14. ทีมพนักงานต้อนรับโรงแรม 15. ทีมกราฟิก ดีไซน์เนอร์ 16. ทีมนักเขียน 17. ทีมนักตัดต่อวีดีโอ 18. ทีมโปรดิวเซอร์ 19. ทีมสถาปนิก 20. ทีมวิศวกร โดยทั้ง 20 ทีมนี้จะร่วมทำกิจกรรมโปรโมท 20 เมือง 20 Cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ทุกทีมได้พักเบรคจากบทบาทเดิมๆ จากงานในสายอาชีพของตัวเองแล้วมารับบทบาทใหม่เป็นนักรีวิว นักเดินทาง สำรวจที่กิน ที่เที่ยว ที่ดื่มกาแฟ ที่ check in (เช็ค อิน) เก๋ๆ ใน 20 เมือง สุดฮิป มนุษย์ทำงานอาชีพไหน รีวิวเก่ง ถ่ายรูปและทำคลิปสวย ททท. มีรางวัลให้กว่า 3 แสนบาท”

โปรแกรมรักษาอาการหมดไฟในการทำงาน มอบให้มนุษย์ทำงานสุดเครียด
จองซื้อดีลได้ที่ www.TakeabreakThailand.com
ตั้งแต่วันนี้ถึง เดือนกันยายน ศกนี้
(เวิลด์ไวด์เว็บดอทเทคอะเบรคไทยแลนด์ดอทคอม)

UBM เตรียมเปิดตลาดงาน “ASEANbeauty 2018”

ธุรกิจความงามไทยโต ต่อยอดสู่ตลาดโลก

ASEANbeauty  2018 เป็นเวทีการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ผู้ประกอบการไทย สามารถยกระดับความรู้ ทั้งด้านวิชาการ และ การตลาด เช่น
การสร้างแบรนด์สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพไปยังอาเซียน รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ การค้าปลีกสำหรับอุตสาหกรรมความงามผ่านเวทีสัมมนาภายในงาน ทั้งนี้ ในส่วนของเวทีการแสดงสาธิตสินค้านำเสนอนวัตกรรม
และสินค้าใหม่ล่าสุด  จากแบรนด์ชั้นนำ และ กิจกรรมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับความสวยความงาม เรียกได้ว่ามางานเดียวครบครันทุกเรื่องความงามและสุขภาพ

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมจัดงานจัดแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค “ASEANbeauty 2018” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2561 ณ ไบเทค บางนา งานนี้จะเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการไทยในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงศักยภาพให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้านความงามและสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจความงามและเครื่องสำอางในยุค 4.0 แย่งชิงตลาดความงามอาเซียนที่มูลค่า 5 แสนล้านบาท โดยประเทศไทยยังครองแชมป์ส่งออกอันดับ 1 ที่มูลค่า 3 แสนล้านบาท

งานจัดแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ASEANbeauty 2018
Mr M. Gandhi, group managing director (ASEAN Business), UBM Asia (Thailand) Co, Ltd

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จํากัด และ รองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้นำตลาดในด้านการจัดงานจัดแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้จัดงาน “ASEANbeauty 2018” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2561 ณ ไบเทค บางนา ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดธุรกิจกับผู้ประกอบการความงามและสุขภาพของไทย ด้วยผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก

คุณเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย, ประธานกลุ่มเครื่องสำอางในสภาอุตสาหกรรม และรองนายกสมาคมเครื่องสำอางแห่งอาเซียน

ร่วมอัพเดทเทรนด์การตลาดจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านความงามและสุขภาพ และยังพบโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ รวมไปถึงร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมพบกับบูธผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพชั้นนำจากหลายประเทศ และนอกจากนี้เรายังมีโครงการจับคู่เจรจาธุรกิจการค้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ให้เติบโตและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมร่วมทำกิจกรรมเวิร์คช็อป และเข้าฟังสัมมนาเพื่อรับความรู้ตลอดงาน

ในส่วนของภาพรวมตลาดความงามของอาเซียน ประเทศไทยถือได้ว่ามีศักยภาพ และเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง โดยในปีที่ผ่านมา 2560 ตลาดรวมเครื่องสำอางส่งออกมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท และตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 4.5% ในมูลค่าตลาดความงามของอาเซียนอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดส่งออกคู่แข่งหลักคือ ญี่ปุ่น 21% และอินโดนีเซีย 9% ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย 8% เท่ากัน ออสเตรเลีย 6% กัมพูชา 5% จีน อังกฤษและเมียนมาร์ 4% เท่ากัน และประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป สัดส่วนรวมกันที่ 26% ซึ่งประเมินว่า
ในงาน ASEANbeauty 2018 นี้ มีเงินเดินสะพัดมากกว่า 1,000 ล้านบาท

จากตัวเลขการส่งออกจากประเทศไทย (สถิติ ณ วันที่ 28 ก.พ. 2018 โดย DITP และTCMA) ประมาณ 2,466 ล้านเหรียญสหรัฐ / 88,684 ล้านบาท (35.0949) และสัดส่วนการส่งออกเครื่องสำอาง คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม 30.49%, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 15.78%, และอื่นๆ 53.73% โดยมีการซื้อขายกันในประเทศประมาณ 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (2017) / 168,000 ล้านบาท และมูลค่าตลาดรวม (สถิติปี 2560) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโต 8 % ในปี 2560 โดยแบ่งเป็นส่งออก 1.21 แสนล้าน และในประเทศ 1.81 แสนล้านบาท

ทางด้าน นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมทางด้านการจัดงานว่า งาน “ASEANbeauty 2018”

นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

เนื่องจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และในปีนี้มีผู้ประกอบการชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมงานออกงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้เราได้มีการขยายพื้นที่การจัดงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการ ทุกท่านที่เข้าร่วมงานจะได้พบกับผู้แสดงสินค้าความงามและสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 350 บูธ และผู้ซื้อที่มีคุณภาพจาก 50 ประเทศ โดยแบ่งเป็น 50 % ผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ เบลเยี่ยม และ ฮังการี ซึ่งในครั้งนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ต้องการตอกย้ำจุดยืนสำคัญของงาน ASEANbeauty 2018 ตั้งเป้าที่จะให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจความงามและสุขภาพในระดับอาเซียน ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบเจอคู่ค้าจากประเทศต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศได้และยกระดับผู้ประกอบการไทย  โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs  ให้เติบโตสู่ระดับโลก

งาน “ASEANbeauty 2018” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2561
ณ.ไบเทค บางนา ผู้สนใจสอบถามข้อมูล
เพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
www.aseanbeautyshow.com หรือ โทร. 02 036 0500

 

RAIL Asia Expo 2018

RAIL Asia Expo 2018 คึกคัก
ตอบโจทย์หน่วยงานภาครัฐ เอกชน

การประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการ อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทยครั้งที่ 4 และ RAIL Asia Expo 2018 ปี 2561 นับเป็นปีสำคัญที่โครงการระบบรางในประเทศไทยด้วยสัญญาการประมูลและจัดซื้อจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้น บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดินได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงคมนาคม สนข. และภาคเอกชน สมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ผนึกกำลัง RISE Symposium

จัดงานวันที่ 28-29  มีนาคม  2561  งาน The 4th Thai Rail Industry Symposium and Exhibition (RISE) and RAIL Asia Expo 2018
(การประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทยครั้งที่ 4 และ RAIL Asia Expo 2018) ขึ้น ที่อาคารสถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ลานฮอลล์ เอ็กโปร ชั้น 2 ในงานมีการการประชุมสัมมนาวิชาการ จัดใต้แนวคิด “อนาคตระบบรางของอาเซียน” และ มีหัวข้อที่อยู่ในกระแสความสนใจ พิเศษมากมาย ด้านการแสดงเทคโนโลยีรถไฟฟ้า มีบริษัทต่างชาติทั่วโลก ร่วมแสดงเทคโนโลยีกว่า120 บริษัท

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า ภายหลังเป็นประธานเปิดงาน การประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการ อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ครั้งที่ 4 และ RAIL Asia Expo 2018 ที่มีขึ้นวันที่ 28-29 มีนาคม 2561 ณ. ฮอลล์แสดงสินค้า สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ว่า งานนี้มีความสำคัญ เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ แหล่งรวมบริษัทผลิตสินค้าและเทคโนโลยีระบบรางรถไฟฟ้าจากทั่วโลก ถือเป็นจุดดูงานสำหรับประเทศเราที่เร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะระบบราง

ตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะเร่งด่วน 8 ปี ของกระทรวงคมนาคม ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558–2565 นั้น ลงทุนให้ระบบรางจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท เร่งจัดทำแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง ลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ พัฒนาบุคลากร ด้านเทคนิควิศวกรรมระบบรางไปพร้อมๆ กัน เพราะมีการคาดการณ์ว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า (2561-2564) ไทยจะมีความต้องการบุคลากรด้านระบบราง มากถึง 3 หมื่นคน ตลอดจนเร่งส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมระบบรางของไทยด้วยจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนระบบรางได้บางชิ้นส่วน ส่วนใหญ่เป็นประเภทที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงนัก เช่น ไม้หมอนและชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งภายในตัวรถ ส่วนการผลิตตัวเครื่องยนต์แคร่ ขบวนรถโดยสาร และราง ผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถผลิตได้เอง เพราะไทยยังไม่มีโรงเหล็กต้นน้ำ และเป็นระบบที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

ซึ่งขณะนี้ กระทรวงคมนาคมได้ทำความตกลงกับประเทศเจ้าของเทคโนโลยีระบบรางชั้นนำ ระบบรางของโลกหลายประเทศ เพื่อจัดทำโปรแกรมร่วมกัน ด้านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยี และการฝึกอบรมพัฒนาระบบราง อาทิ ประเทศจีน ในโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กทม.- หนองคาย ญี่ปุ่น ในโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กทม.- เชียงใหม่ รวมถึงเกาหลีและเยอรมัน เป็นต้น



การเซ็นเอ็มโอยู 3 กระทรวงหนุนพัฒนาวิจัย-บุคลากรรางในปี 2560 ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือทางวิชาการด้านการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบราง เพื่อนำงานวิจัยพัฒนาระบบรางมาใช้ประโยชน์ด้านการขนส่ง การเดินรถยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบรางของประเทศ รวมทั้งมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะผู้ใช้ชิ้นส่วนรายใหญ่ ไปจัดทำแผนความต้องการใช้ชิ้นส่วนระบบรางในระยะยาวว่ามีความต้องการใช้อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนชนิดใดบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในประเทศ ให้กล้าตัดสินใจลงทุนในอุตสาหกรรมระบบรางรวงทั้งประสานความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อสำรวจข้อมูล ว่าชิ้นส่วนชนิดใดในระบบรางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ เพื่อเร่งรัดจัดทำแผน ส่งเสริมการลงทุนด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตและประกอบขบวนรถไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนภายในประเทศ และยังมีความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกร ช่างเทคนิค พนักงานจัดการระบบราง โดยขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยกว่า 10 แห่ง เพื่อวางหลักสูตรการเรียนการสอบ เพื่อเตรียมบุคลากรที่จะมารองรับระบบราง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค ผู้ที่จะประกอบการเดินรถ และประกอบการซ่อมบำรุงรถไฟในอนาคต ในอนาคตอาจจะเสนอให้รัฐบาลจัดหาทุนการวิจัยระบบรางด้วย

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบรางจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ถือเป็น 1 ใน 10ยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดให้ดำเนินการ ทั้งนี้ สนข. ได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 20 ปี ตั้งเป้าลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางได้กำหนดวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 7,822,581 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งในเมือง ระหว่างเมือง และระหว่างประเทศ ให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาคของประเทศ ตลอดจนการเชื่อมโยงไประหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย และได้มาตรฐาน  โดยตั้งเป้าหมายที่จะปรับลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 14.2% ให้เหลือ11.9% ภายในปี 2579
และปรับลดต้นทุนค่าขนส่งต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จาก 7.4% ให้เหลือ 6.7% ภายในปี 2579 รวมทั้งเร่งรัดผลักดันสัดส่วนปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน1.4% ให้เป็น 10% ภายในปี 2579 เนื่องจากเป็นระบบที่มีต้นทุนการขนส่งที่ถูกเพียง 0.93 บาท/ตัน/กม.
หากเทียบกับการขนส่งทางถนนซึ่งอยู่ที่ 1.72 บาท/ตัน/กม.

นายดิสพล ผดุงกุล นายกสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย เปิดเผยถึง การจัดงาน การประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการ อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ครั้งที่ 4 และ RAIL Asia Expo 2018 ( The 4th Thai Rail Industry Symposium and Exhibition (RISE) and RAIL Asia Expo 2018) หรือ The 4th RISE Symposium & RAIL Asia Expo 2018 วันที่ 28-29 มีนาคม นี้นับเป็นการเติบโตของงานแสดงสินค้าด้านระบบราง ซึ่งงาน RAIL Asia Expo 2018 จัดโดยบริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ที่มีการจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่หกแล้ว

ในปีนี้ งาน RAIL Asia Expo 2018 มีการผนึกกำลังกับ RISE การประชุมสัมมนาระบบรางภายใต้ การสนับสนุนจากภาครัฐ ร่วมกันจัดงานสินค้าระบบรางระดับชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย และการประชุมสัมมนาด้านอุตสาหกรรมระบบรางขั้นสูง “ งานนี้ถือเป็นการพัฒนาระบบรางครั้งสำคัญยิ่ง เนื่องด้วยจะมีหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการเดินรถ ผู้ผลิตเทคโนโลยีระบบ อุปกรณ์ มาร่วมแสดงผลงานอย่างเต็มรูปแบบไปพร้อมๆกัน”

การพัฒนางานวิจัยระบบรางของไทยนั้น ได้มีการสนับสนุนงบประมาณจากเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) โดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งได้กำหนดให้งานวิจัยระบบรางเป็นหนึ่งในแผนงานวิจัยมุ่งเป้าของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการบริหารแผนงานวิจัย เพื่อให้มีผลงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในด้านการคมนาคมระบบรางและตรงตามความต้องการของประเทศ พร้อมทั้งส่งมอบผลงานวิจัยสู่หน่วยงานผู้รับประโยชน์ โดยในปีนี้ เป็นการส่งมอบผลงานวิจัย เรื่อง “การพัฒนารถยนต์รางขนาดเบาวิ่งบนรางรถไฟมิเตอร์เกจหรือถนน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรฏฐ์ สุคนธนกานต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยส่งมอบผลงานให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) -นายดิสพล กล่าว

งาน The 4th Thai Rail Industry Symposium and Exhibition (RISE) and RAIL Asia Expo 2018

ด้านนายเดวิด เอ็ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยว่า งาน The 4th Thai Rail Industry Symposium and Exhibition (RISE) and RAIL Asia Expo 2018

ในปีนี้เป็นการผนึกงาน RAIL Asia Expo ครั้งที่ 6 และงาน RISE การประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการ อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ครั้งที่ 4 สองงานใหญ่ เข้าไว้ด้วยกัน เป็นงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีรถไฟ และรถไฟใต้ดิน ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะรวบรวมผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านรถไฟ รถไฟใต้ดิน ผู้รับเหมา ระบบราง ผู้ให้บริการระบบรถไฟ ระบบไอที การสื่อสาร อาณัติสัญญาณ  อุปกรณ์ในสถานีระบบความปลอดภัย ฯลฯ  ผู้ผลิตต่างประเทศ ชั้นนำทั้งจากยุโรป อเมริกา, เอเชีย มาจัดแสดงในงาน โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมงานและตัวแทนจำหน่ายถึง 120 บริษัท จากทั่วโลก มีผู้เกี่ยวข้องผู้ผลิต ผู้ให้บริการเดินรถ ที่ปรึกษา ผู้รับเหมา นักลงทุน วิศวกร กว่า 1,000ราย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานถึง 3,000 คน

ในปีนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ วงการขนส่งระบบรางจากทั่วโลก อาทิ บอมบาร์เดีย, ชไนเดอร์,ซีเมนส์,ซีอาร์เอสซี,และวอร์สทอนไพน์ มีพาวิเลียนจาก สหราชอาณาจักร จีน และเกาหลี จะนำเทคโนโลยีล่าสุด นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมนี้มานำแสดงรองรับเมกะ
โปรเจกต์ระบบรางของไทย

สนใจรายละเอียดต่อผู้จัดงานได้ที่
Email : rail@aesexhibitions.com

สอบถามงานแสดงสินค้า RAIL Asia Expo
บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด
โทร.+66 (0) 2207 2412
Facebook : RAIL.Asia on facebook

สอบถามงานประชุม
คุณเชาวรัตน์ ศิรินนท์ธนเวช  E-mail: treainfo@trea.or.th
โทร.+66 9 7001 4603

ประสานงานประชาสัมพันธ์
นิตยา โสมทนงค์  Email newmkt2010creation@gmail.com
โทร. 083 244 4613

มหกรรมสินค้าและบริการท่องเที่ยว ของดี 19 จังหวัดภาคกลาง

โค้งสุดท้าย…มหกรรมสินค้า และ บริการ
ท่องเที่ยวฯ โรดโชว์สุพรรณบุรี ขนของดีภาคกลางจำหน่าย เน้นคุณภาพ

มหกรรมสินค้าและ บริการท่องเที่ยว ของดี 19 จังหวัดภาคกลาง  ยกทัพของดีภาคกลางโรดโชว์ที่สุพรรณบุรี เน้นสินค้าดี มีคุณภาพ และราคาถูก เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคกลาง พร้อมนำศิลปะพื้นบ้าน ศิลปินชื่อดัง เข้าร่วมโชว์ในงานสุดตระการตา ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2561 ณ ลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์สุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เผยว่า


ในกิจกรรมย่อยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว Road Show/Table top Sale นั้น เป็นการนำผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย ซึ่งมาจากจังหวัดสุพรรณบุรีและอีก 18 จังหวัดภาคกลาง ไปจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ใน 5 จุดดำเนินการ ครอบคลุมทุกภูมิภาคในประเทศ ได้แก่ พิษณุโลก นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร สุราษฎร์ธานี และสุพรรณบุรี

การจัดงานดังกล่าว ได้ดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ภายใต้สโลแกน “สินค้าดี ที่เที่ยวเด่น อาหารอร่อย” นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่สนใจเข้าร่วมชมงานและเลือกซื้อสินค้าประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ ของที่ระลึก เครื่องแต่งกาย ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นยอดจำหน่ายหน้างาน ยอดสั่งซื้อ ของผู้ประกอบการแต่ละรายในแต่ละจุดดำเนินการเป็นที่น่าพอใจผู้ประกอบการสามารถกระจายสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญนักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่ได้รู้จักของดี สินค้าเด่น และมีคุณภาพในจังหวัดสุพรรณบุรีและกลุ่มจังหวัดภาคกลาง อันจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ เกิดการเดินทางมาท่องเที่ยวภายในกลุ่มจังหวัดภาคกลางเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับการจัดงาน มหกรรมสินค้าและบริการท่องเที่ยวของดี 19 จังหวัดภาคกลาง ในครั้งนี้ ได้จัดขึ้น เป็นจุดดำเนินการที่ 5 ณ ลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์สุพรรณบุรี

การจัดงานครั้งนี้ได้เน้นการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าดี ราคาย่อมเยา โดยได้มีการจัดโปรโมชั่นสินค้าราคาลดพิเศษ ไข่ไก่ฟองละ 1 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงได้มีโอกาสเลือกซื้อ สินค้าคุณภาพดีของภาคกลาง

ผู้ว่าราชการจังวัดสุพรรณบุรี เผยอีกว่า นอกจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่มจังหวัดภาคกลางแล้ว ภายในงานยังเต็มไปด้วยกลิ่นไอและบรรยายกาศของการเที่ยวในรูปแบบนิทรรศการ ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยว เทศกาล และประเพณีที่สำคัญของสุพรรณบุรี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี

ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้า หรือนาทีทอง ให้ผู้เข้าชมงานได้มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลของแจก และซื้อสินค้าในราคาลดพิเศษ และยังมีกิจกรรมการแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรีและกลุ่มจังหวัดภาคกลาง พร้อมชม การแสดงจากศิลปินชื่อดังของเมืองไทยที่จะมาสร้างความครื้นเครงสนุกสนานภายในงานอีกด้วย

ขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง มาเที่ยวชมงานมหกรรมสินค้าและ บริการท่องเที่ยวของดี 19 จังหวัดภาคกลาง  มาชม ชิม ช้อป ของดีจังหวัดสุพรรณบุรีและกลุ่มจังหวัดภาคกลาง  ระหว่าง  วันที่ 23-25 มีนาคม นี้  ณ ลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์สุพรรณบุรี  งานนี้ชมฟรีตลอดงาน

แมริออทเอ็กเซ็คคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์สาทร วิสต้า ครบรอบ 9 ปี

เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 9 ปี

งานเลี้ยงสุดเอ็กคลูซีฟในบรรยากาศสนุกสนาน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 9 ปีแห่งความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ พันธมิตร ทางธุรกิจ และสื่อมวลชนคนสำคัญของเราเข้าร่วมงาน สำหรับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของโรงแรมฯ โอกาสดีๆ แบบนี้ ในการแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจแก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าคนสำคัญที่ให้ความไว้วางใจและความผูกผันที่เรามีให้แก่กันมาตลอดเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสต่อยอดมิตรภาพอันแน่นแฟ้นนี้และสร้างความสำเร็จร่วมกันต่อไปในภายภาคหน้า



ตลอด 9 ปี แมริออท เอ็กเซ็คคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า ได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสทุกความสะดวกสบายของคำว่า “บ้าน” อย่างแท้จริง เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ระดับห้าดาวภายใต้แบรนด์แมริออทให้บริการห้องพักรายวันและรายเดือน มีห้องพัก 186 ห้องบนอาคารสูง 32 ชั้น ทั้งหมดเป็นห้องสวีทตั้งแต่หนึ่งถึงสามห้องนอน กว้างขวางและครบครันด้วยเฟอร์นิเจอร์พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ชุดครัวและเครื่องครัว ห้องนั่งเล่นและห้องนอนเป็นสัดส่วนพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูง นอกจากนี้ยังมีห้องอาหารนานาชาติ โมโม่ คาเฟ่ สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือขนาดใหญ่ และฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจบนถนนสาทรใกล้สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงและช่องนนทรี ท่ามกลางแหล่งช้อปปิ้งและความบันเทิงของมหานครกรุงเทพฯ

สำหรับค่ำคืนแห่งความพิเศษฉลองครบรอบ 9 ปี ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนเอ็กซ์คลูซีพ มร. อเล็กซานเดอร์ โชว์, ผู้จัดการทั่วไป แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า นำทีมผู้บริหารและเพื่อนพนักงานให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเลี้ยงริมสระน้ำในช่วงเย็น ซึ่งผู้เข้าร่วมงานต่างเพลิดเพลินไปกับการลิ้มลองอาหารและเครื่องดื่มสุดพิเศษที่ทางห้องอาหาร MoMo Cafe ของโรงแรมฯ รังสรรค์มาเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งยังได้ตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดง street dance จากทีมนักเต้นมากความสามารถและวงดนตรีสดที่ขนเอาเพลงฮิตจากยุค 90’s มาขับกล่อมสร้างสีสันให้ได้สนุกสนานมอบความสุขตลอดค่ำคืนแห่งการฉลองครั้งใหญ่นี้

มร. อเล็กซานเดอร์ โชว์, ผู้จัดการทั่วไป แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า

ความเพลิดเพลินยังไม่หมดเพียงเท่านี้ มร. อเล็กซานเดอร์ โชว์, ผู้จัดการทั่วไป แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า แสดงความขอบคุณไปยังเพื่อนพนักงานของเราทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ขอขอบคุณพวกเราทุกคนที่ช่วยเป็นกำลังเสริมความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กรตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมา” มร. อเล็กซานเดอร์ โชว์, ผู้จัดการทั่วไป แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า -กล่าว

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ระดับห้าดาวใจกลางย่านธุรกิจอย่างสาทร ออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มนักเดินทางและนักธุรกิจที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่สะดวกสบายและมีระดับ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครับระดับโรงแรม 5 ดาวมาตรฐานแบรนด์ระดับโลกอย่างแมริออท

ในปีที่ผ่านมา แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้าได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของโรงแรมในฐานะเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ชั้นนำที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ อาทิ ประกาศนียบัตรแห่งความเป็นเลิศจากเว็บไซด์ TripAdvisor ประจำปี 2560, รางวัลชนะเลิศ Guest Review Award ประจำปี 2560 จากเว็บไซด์จองห้องพักออนไลน์บุคกิ้งดอทคอม รวมถึงรางวัลเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ระดับหรูหราประจำปี 2560 จากทางลักซูรี่ ทราเวล ไกด์ เป็นต้น

ติดตามข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ของทางโรงแรม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-343-6789
www.facebook.com/marriottsathornvista

World Day for Water ตรงกับวันที่ 22 มีนาคม ของทุกปี

World Day for Water หรือ วันอนุรักษ์น้ำโลก

วันอนุรักษ์น้ำโลก ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมวลมนุษยชาติ เพราะมนุษย์เราต้องใช้ทรัพยากรนี้ในการดำรงชีวิตเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ ต้นไม้และป่าเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ เมื่อต้นไม้ถูกตัดแล้วก็จะไม่มีแหล่งดูดซึมน้ำฝนและก่อให้เกิดสภาวะแห้งแล้งตามมา ฉะนั้นเราทุก
คนจึงควรช่วยกันอนุรักษ์ป่าเพื่อรักษาต้นน้ำแหล่งธรรมชาติของเราไว้

ประหยัดน้ำ เริ่มทำได้ง่ายๆ เริ่มจากที่บ้าน
การอาบน้ำแค่ 3-4นาทีเท่ากับการใช้น้ำไป 50–150 ลิตร ซึ่งถ้าอาบนานกว่านี้ปริมาณของน้ำที่ต้องใช้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เราควรอาบน้ำให้เร็วขึ้นอีกนิด ใช้เวลาให้น้อยลงจะเปิดน้ำทิ้งไปทำไม ในระหว่างที่สระผมหรือถูสบู่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงควรปิดน้ำให้สนิทแล้วค่อยเปิดน้ำอีกครั้งหลังจากชำระร่างกายด้วยสบู่เสร็จเรียบร้อยแล้ว


บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ นำโดย นางสาวอรอนงค์ สว่างไพบูลย์ (ที่ 3 จากซ้าย) รองผู้อำนวยการ จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค นางสาวสุรีย์ ชูรัฐเจริญ  เป็น (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร นายนรบดี เรืองศรี (ซ้ายสุด) ผู้จัดการสาขารัชดา จับมือ นายชัยณรงค์ ตรงนามสุขกิจ (ที่ 4 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายขาย หน่วยธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ นางสาววรรัตน์ รัฐวณิช (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดร้านค้า และ นางสาวกิดารัตน์ ปุณวัตร์ (ขวาสุด) ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด

 

จัดกิจกรรม “วันอนุรักษ์น้ำโลก ปีที่ 2” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำ และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนเครือข่ายอนุรักษ์น้ำ ภายใต้โครงการเยาชนพิทักษ์สายน้ำ

โดยภายในงานมีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวันอนุรักษ์น้ำโลก และความสำคัญของน้ำ ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า รัชดาภิเษก วันก่อน

​ พิเศษ! เมื่อซื้อน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ขนาด 600 มล แพ็ค 12 ขวด หรือ 1500มล แพ็ค 6 ขวด สองแพคราคาเพียง 94 จาก 124 บาท เนสท์เล่บัดดี้ ขนาด 330 มล.ราคา 99 บาท และพิเศษสุดสำหรับลูกค้าบิ๊กซี เมื่อซื้อน้ำดื่มยี่ห้อใดก็ได้ครบ 299 บาท รับส่วนคูปองลดทันที 30 บาท วันนี้ ถึง 28 มีนาคมนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ www.BigC.co.th
โทร.1756

ชวนช้อป ชม ชิม สินค้าดี ที่เที่ยวเด่น อาหารอร่อย

สุพรรณบุรี ขนของดีภาคกลาง ล่องใต้ ชวนช้อป ชม ชิม

จังหวัดสุพรรณบุรี ขนของดีภาคกลาง ล่องใต้ ชวนชาวปักษ์ใต้ร่วมช้อป ชม ชิม สินค้าดี ที่เที่ยวเด่น อาหารอร่อย ในงาน “มหกรรมสินค้าและบริการท่องเที่ยวของดี 19 จังหวัดภาคกลาง” ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม 2561
ณ สุราษฎร์ธานี ฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาสุราษฎร์ธานี
โดยมี นายพิภพ บุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็น ประธานเปิดงาน

นายพิภพ บุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เผยว่า การจัดงาน “มหกรรมสินค้าและบริการท่องเที่ยว ของดี 19 จังหวัดภาคกลาง” ครั้งนี้เป็นการจัดงานในจุดดำเนินการที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาสุราษฎร์ธานี โดยนำเอาของดีสินค้าเด่นและบริการด้านการท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการใน 19 จังหวัดภาคกลาง จำนวน 100 ราย ไม่ว่าจะเป็นของฝาก ของที่ระลึก เครื่องแต่งกาย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว อาหารการกินที่มีเอกลักษณ์ของภาคกลาง โดยครอบคลุมประเภทธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจที่พัก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน

การจัดงานมหกรรมสินค้าและบริการท่องเที่ยวของดี 19 จังหวัดภาคกลาง จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตและสันทนาการ กิจกรรมหลักที่ 2 : พัฒนาช่องทางการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต สันทนาการ โดยมีเป้าหมายที่จะนำสินค้าของดีในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ทั้ง ๑๙ จังหวัด ไปโรดโชว์ใน 5 จุดดำเนินการ


เพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และทำการตลาด การท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคกลางเชิงรุก เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว ๓ จุดดำเนินการ ได้แก่ พิษณุโลก นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับผลตอบรับจากพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เป็นอย่างดีและในครั้งนี้ก็คาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อีกเช่นกัน รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เผยอีกว่า ภายในงานจะได้ช้อป ชม ชิม สินค้า OTOP ทั้งประเภทอาหารและของฝาก เช่น ขนมทองม้วนขึ้นเครื่อง ปลาสลิดวัดป่าฯ ข้าวเกรียบปลาสลิด กระยาสารทธัญพืช รวมไปถึงสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย อย่างผ้าทอบ้านหนองลิง ของดีจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีความ โดดเด่นสวยงามคงทนและสินค้าอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

นอกจากนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการแหล่งท่องเที่ยวสุดอันซีนของจังหวัดสุพรรณบุรี การแสดงพื้นบ้าน กิจกรรม ส่งเสริมการขายสินค้า หรือนาทีทองที่ทุกท่านจะได้ซื้อสินค้าในราคาลดพิเศษ รวมไปถึง
การแสดงดนตรี และการแสดงของศิลปินดังที่จะมาสร้างสีสัน ความสนุกสนานในวันเปิดงานอีกด้วย

เปิดแล้ว ท่าเรือท่องเที่ยวแห่งแรกของภาคเหนือ

“ท่าเรือเวียงเชียงแสน”  ท่าเรือท่องเที่ยวแห่งแรกของภาคเหนือ ขานรับกระแส เชียงรายโตต่อเนื่อง

มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปกับเส้นทางแม่น้ำโขง การส่งออก-นำเข้าสินค้าส่วนใหญ่อาศัยการขนส่ง ทางเรือ ผ่านแม่น้ำโขง เรือมีความพร้อมรับการท่องเที่ยวทางน้ำ จุดส่งออกและนำเข้าสินค้าที่สำคัญทางภาคเหนือของประเทศไทย เพราะเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน  เข้าสู่ประเทศเมียนมาร์  สปป.ลาว จนถึงสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

ท่าเรือเวียงเชียงแสน สร้างขึ้นตามนโยบายในการปรับปรุงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน  เพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางหรือประตูการพัฒนาภูมิภาคอินโดจีน รวมทั้งโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค  ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือ 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สภาพพม่า กัมพูชาและเวียดนาม ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นผู้บริหารและประกอบการ โดยได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และเมื่อมีการเปิดท่าเรือแห่งใหม่ ท่าเรือนี้จึงไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ บริษัท นิว เชียงแสน กรุ๊ป จำกัด ได้รับอนุมัติ ตามมติครม. เมื่อวันที่ 12 เดือนธันวาคม ปี 2560 ให้เข้ามาบริหารจัดการ จึงมีการปรับปรุง ทั้งด้านการก่อสร้าง ภูมิทัศน์ ระบบความปลอดภัยและด้านต่างๆ และได้มีการเปิดตัว ท่าเรือเทศบาลเวียงเชียงแสน อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

นายคงเก่ง ประชากริช ประธานบริหาร บริษัท นิวเชียงแสนกรุ๊ป จำกัด ที่ท่าเรือเวียงเชียงแสน ภายในเขตเทศบาล  ตำบลเวียงเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กล่าวถึง การเปิดท่าเรือท่องเที่ยวแห่งแรกของภาคเหนือ มีแนวคิดที่จะพัฒนาท่าเรือเวียงเชียงแสน

ท่าเรือเวียงเชียงแสน เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ขับเคลื่อนและรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างเหมาะสม  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เรือท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก รองรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว โดยโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการท่าเรือให้งานอย่างปลอดภัย

ในสมัยก่อน เส้นทางน้ำโขงเลื่องลือในเรื่องความอันตรายของการเดินทาง แต่ในปัจจุบันการเดินทางมีความปลอดภัยสูง ระดับมาตรฐานโลกเป็นท่าเรือเพื่อการขนส่งสินค้า เรือท่องเที่ยว วิ่งขึ้นล่องลำน้ำโขงตลอดเวลา และด้วยความร่วมมือของ 4 ประเทศ จัดตั้งศูนย์ป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดในแม่น้ำโขง เพื่อคอยดูแลรักษาความปลอดภัย ให้กับเรือขนส่งสินค้าและเรือท่องเที่ยวต่างๆ

โดยปัจจุบัน  โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมโดยรอบท่าเรือสามารถรองรับการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือ  พร้อมทั้งดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ อีกทั้งยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงตำรวจน้ำ

นายพันณรงค์ ขุนพิทักษ์ รองประธานบริหารฯ

ดังนั้น ในเรื่องของความปลอดภัย จึงเป็นที่เชื่อถือได้ อีกทั้งทิวทัศน์รอบและบรรยากาศสองข้างทางริมฝั่งแม่น้ำโขง มีความสวยงาม และสามารถชื่นชมกับธรรมชาติที่ยังคงสภาพความเป็นป่าเขา จึงน่าจะเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ได้เยี่ยมชมและเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ

การเปิดท่าเรือท่องเที่ยวครั้งนี้ สามารถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้สัญจรไปมา และการเปิดบริการล่องเรือชม ศิลปวัฒนธรรม สองฝั่งโขงไทย-ลาว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพของชุมชน และเป็นการ สนับสนุนการท่องเที่ยวทางเรือ เป็นประตูการค้าหลักของประเทศในการค้าขาย สำหรับทางแม่น้ำโขงนั้น ถือเป็นเส้นทางเปิดใหม่

ที่มีความปลอดภัย มาตรฐานของท่าเรือ ซึ่งก่อสร้างออกมาอย่างถูกต้องตามแบบวิศวกรรม และการควบคุมดูแลการสัญจรไปมา สามารถควบคุมดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าออกประเทศ ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะดวก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวทางเรือที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทยทาง อำเภอเชียงแสน มีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการขนส่งสินค้าเป็นส่วนมาก แต่หลังจากที่มีการเปิดท่าเรือแห่งนี้ตามมติครม. เพื่อเป็นท่าเรือท่องเที่ยวก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจากประเทศจีนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณเดือนละ 500 คน เราตั้งเป้าหมายให้มีการใช้งานท่าเรือในช่วงปีแรกประมาณไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,000 คน หรือ ปีละ 20,000 คน

การเดินทางโดยทางรถยนต์จากประเทศไทยไปยังประเทศจีน หรือจากประเทศจีนมายังประเทศไทยนั้นปัจจุบันนักท่องเที่ยวต้องใช้ทาง r3a เป็นหลัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง สองข้างทางเป็นทิวทัศน์ธรรมดา
ที่เห็นได้ทั่วไปในท้องถนนไม่น่าดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังเป็นเส้นทางถนนใช้ในการขนส่งสินค้าและมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

“การเปิดท่าเรือท่องเที่ยวครั้งนี้ จึงเป็นการเผยให้เป็นถึงความงดงามทางทรัพยากรธรรมชาติของสองฝั่งแม่น้ำ ที่เพิ่มประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าสนใจมากขึ้น”   -นายคงเก่ง ประชากริช ประธานบริหารนิวเชียงแสนกรุ๊ป กล่าวสรุป

ด้าน คุณกรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ททท.เชียงราย   กล่าวว่า “ททท.
มีแผน เรียกว่าเชียงรายยั่งยืน เชียงรายแต้ๆ ความหลากหลายของเชียงราย ความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.เชียงแสน มีประวัติศาสตร์ ที่สำคัญ  นับจากนี้เป็นต้นไปจะมีท่าเรือที่ได้รับมาตรฐานของ จังหวัดเชียงราย  ท่าเรือเวียงเชียงแสน มีด่านสำหรับเข้าออกของนักท่องเที่ยวหลายด่าน เป็นจังหวัดเดียวที่มีทั้ง อ.เชียงของ อ.แม่สาย การมีท่าเรือเพิ่มขึ้นทำให้เป็นประตูสู่จังหวัดเชียงรายและเข้าสู่ประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น และอย่างที่ทราบกันว่า ท่าเรือเวียงเชียงแสน  เป็นท่าเรือแห่งแรกของภาคเหนือ เชียงรายจะมีการเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวมากช่องทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเชียงแสนถือว่ามีความหลากหลายในเรื่องของวัฒนธรรมชุมชนท่องเที่ยวด้วย

คุณกรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ททท.เชียงราย

ปกติแล้ว เชียงแสนเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าปัจจุบันเราเริ่มให้เป็นท่าเรือท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีนักท่องเที่ยวชาวจีน เชียงแสนเป็นท่าเรือโดยตรงสำหรับนักท่องเที่ยวจีน เป็นเส้นทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่จะเข้ามาเที่ยวมากขึ้นยงแสนและมีไฟล์ทบินตรงเข้าสนามบินและจากเชียงใหม่ด้วย ระยะทางขับรถจาก จ.เชียงใหม่มายัง จ.เชียงราย ใช้เวลาเพียงแค่สามชั่วโมง จะเห็นว่ากระแสนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเชียงรายมากขึ้น แต่ขณะ เดียวกันนักท่องเที่ยวยุโรป เพราะเรามีวัฒนธรรมที่เป็นจุดสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มองนักท่องเที่ยวคนไทยเป็นหลักด้วย

จุดสำคัญของเชียงแสน คือเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง มีเรื่องของทิวทัศน์แม่น้ำโขง เมืองประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่าเชียงใหม่ เรื่องของท่องเที่ยวชุมชน วัฒนธรรมดั้งเดิม จะเห็นว่าเป็นการผสมผสานของการท่องเที่ยวหลากหลาย เชียงแสนเองด้วยความที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเชียงของ หรือแม่สายทำให้มีทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น

ด้านการโปรโมท ปีนี้ เราต่อเนื่องจากเชียงรายแต้ๆ ปีที่แล้วเชียงรายแต้ๆ เราเล่นที่เชียงแสนเป็นหลัก ปีนี้เราก็ยังทำต่อเนื่อง แต่ปีที่แล้วเรื่องวัยเก๋า ชวนกันมาเที่ยว มาเที่ยวเชียงรายเชียงแสน ปีนี้เน้นกลุ่มครอบครัว ที่มีหลายเจนเนเรชั่น เราจะมีคลิปวิดีโอเชิญชวนให้ครอบครัวมาเที่ยวและพบความหลากหลายของจังหวัดเชียงราย

“อำเภอเชียงแสน  เป็นอำเภอที่สูงสุดในประเทศไทย อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง  มีทิวทัศน์สวยงาม มีความเป็นเมืองโบราณเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่น่าสนใจ

อยากจะเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวเชียงแสน ไม่ใช่มีแค่วิวสวย มีอาหารอร่อย และมีชุมชนที่น่ารักด้วยค่ะ “

พิธีเปิด  ท่าเรือท่องเที่ยวแห่งแรกของภาคเหนือ ณ.ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1 ม.3 อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งในงานยังมีการแสดงดนตรีพื้นเมือง สล้อ ซอ ซึง การแสดงของกลุ่มชาติพันธ์ลุ่มแม่น้ำโขง โดยผู้แทนจากประเทศไทย อาทิ นาย ชัยกฤษ นิสัยสุข นายกเทศมนตรี นายพินิช แก้วจิตกรทอง นายอำเภอเชียงแสน นายคงเก่ง ประชากริช ประธานบริหารนิวเชียงแสนกรุ๊ป นายพันณรงค์ ขุนพิทักษ์ รองประธานบริหารฯ นายชัชวาล สุขสมจิต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  นายสมบูรณ์  ศิริเวช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ททท.เชียงราย และ ผู้แทน ฝั่งสปป.ลาว นายอิ่นคำ แก้วนารี หัวหน้าห้องว่าการปกครองเมืองต้นผึ้ง นายอู่ลา เพิงสวัสดิ์ หัวหน้ากรมขนส่งเมืองต้นผึ้ง นายแสงเงิน อำพรไธ รองหัวหน้าห้อง การแถลงข่าว โดย มี นายภาสกร บุญญลักษณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธี เมื่อค่ำวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา

นายคงเก่ง ประชากริช ประธานบริหารนิวเชียงแสนกรุ๊ป นายพันณรงค์ ขุนพิทักษ์ รองประธานบริหาร ฯ นายชัชวาล สุขสมจิต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายสมบูรณ์ ศิริเวช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ททท.เชียงราย และผู้แทน ฝั่งสปป.ลาว นายอิ่นคำ แก้วนารี หัวหน้าห้องว่าการปกครองเมืองต้นผึ้ง นายอู่ลา เพิงสวัสดิ์ หัวหน้ากรมขนส่งเมืองต้นผึ้ง นายแสงเงิน อำพรไธ รองหัวหน้าห้อง การแถลงข่าว โดย มี นายภาสกร บุญญลักษณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธี

ท่าเรือเชียงแสนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตพื้นที่ของอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ด้านหน้าติดแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้านหลังติดถนนซึ่งเชื่อมระหว่างอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ

บริษัท นิว เชียงแสน กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับททท. เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน คณะกรรมการบริหารท่าเรือเวียงเชียงแสน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดท่าเรือท่องเที่ยวแห่งแรกของภาคเหนือ ณ ท่าเรือเทศบาลเวียงเชียงแสน (เชียงแสนแห่งที่ 1) จ.เชียงราย