Category Archives: Event

Anna bella by ANNACLAN ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

บริษัท แอนนา เบลล่า จำกัด ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend  เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

บริษัท แอนนา เบลล่า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามด้านผิวพรรณ ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

Anna bella ซึ่งเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารสกัดจากสาหร่ายทะเลน้ำลึกนานาชนิด เป็นดาวรุ่งมาแรงของแบรนด์ไทยในต่างประเทศ ที่บุกเบิกผลิตภัณฑ์ ความงามที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ และ ผสมผสานกับส่วนผสมนำเข้าจากนานาประเทศ มุ่งเน้นปรับสภาพผิวที่เคยถูกสารเคมีทำลาย และผิวหนังที่แพ้ง่าย มีคุณสมบัติเด่นคือเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ชะลอผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย ปรับผิวให้แข็งแรง เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่ทำมาจากสาหร่ายทะเลนานาชนิด และสารสกัดจากธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ทุกวัน Anna bella เป็นผลิตภัณฑ์ไทย ที่ผลิตจากสารสกัดพืชสมุนไพร ที่กำลังได้รับความนิยมจากหลายประเทศ Anna bella มีความมุ่งมั่นที่เป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต ถือได้ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเกินราคา Anna bella เป็นเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่มีด้วยส่วนผสมนำเข้าจากนานาประเทศ ผสมผสานกรรมวิธีของไทย สินค้ามาส์กหน้า แอนนา เบลล่า ถูกจัดอันดับ ติด 1 ใน 5 จากนักท่องเที่ยวจีนให้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อกลับประเทศจีน ทั้งนี้ จึงทำให้เกิดของลอกเลียนแบบจำนวนมาก ของแท้ต้อง Anna bella by ANNACLAN เท่านั้น

หม่อมหลวงปวริศร์ กิติยากร ผู้บริหารบริษัท แอนนา เบลล่าจำกัด กล่าวว่า เราจะไม่หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพออกสู่ท้องตลาด และในวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1.แอนนา เบลล่า ซีวีด รีโคฟเวอร์รี่ แอนติเอ็จจิ้ง มาส์ก สูตรนี้พัฒนาเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลดริ้วรอยและผิวพรรณแลดูอ่อนเยาว์

2.แอนนา เบลล่า ซีวีด รีโคฟเวอร์รี่ ไฮเดรทติ้ง บาลานซ์ คลีนซิ่ง วอเตอร์ ช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้า และซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่าย แม้กระทั่งผิวที่แห้งมาก ก็สามารถชุ่มชื้นได้ยาวนาน รูขุมขนกระชับขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส

3.แอนนา เบลล่า ซีวีด รีโคฟเวอร์รี่ ไฮเดรทติ้ง บาลานซ์ โทนเนอร์ ปรับสมดุลของผิวให้มีความนุ่มชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย ลดความมันบนใบหน้า และช่วยผลัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพเผยผิวใหม่ให้กระจ่างใสขึ้น

ตลอดช่วงเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา สินค้าของเราได้รับการตอบรับอย่างดี เป็นที่นิยมทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนมาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคมากมายผ่านเข้ามา แต่เราก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดีต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยทำให้ Annabella By ANNACLAN ของเรามายืนอยู่จุดนี้

ในงานเปิดตัววันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณรณกร แซ่ลี้ ผู้บริหาร บริษัทแอนนา เบลล่า จำกัด คุณเสี่ยวลี่ หวง ผู้บริหาร บริษัทแอนนาแคลน สกินแคร์ จำกัด โดยมีคุณไดอาน่า จงจินตนาการ และคุณอติรุจ กิตติพัฒนะ เป็นผู้ดำเนินรายการ มาร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญคนรุ่นใหม่ของวงการบันเทิง ในเรื่องของการดูแลรักษาผิวพรรณ คือ น้องเพิร์ธ ธนพนธ์ สุขุมพันธนาสาร และน้องเซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา นักแสดงนำเรื่อง Love By Chance บังเอิญรัก รวมถึงรับฟังเพลงเพราะๆ ในแบบฉบับของคุณ หลิวเท่อ นักร้องรับเชิญจากประเทศจีน

เป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ ของ Anna Bella  มุ่งเน้นปรับสภาพผิวที่เคยถูกสารเคมีทำลายและผิวหนังที่แพ้ง่าย มีคุณสมบัติเด่นของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายผิว และมีประสิทธิภาพสูงในการชะลอผิวให้ไม่แก่ก่อนวัย ปรับสภาพผิวให้แข็งแรง เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ทำมาจากสาหร่ายทะเลน้ำลึกนานาชนิด และ สารสกัดจาก ธรรมชาติทำให้ผิวชุ่มชิ้น มีน้ำมีนวล

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ Anna Bella
1. Annabella Seaweed Aqua Expert Recovery Antiaging Mask

น้องใหม่มาแรงจากแบรนด์ Anna bella มาในรูปแบบโฉมใหม่ กล่องดำน่าค้นหา แผ่นมาส์กหน้าที่มีส่วนผสมจากสาหร่ายทะเลน้ำลึก สูตรนี้พัฒนาจากสูตรเดิม คือช่วยเรื่องจัดการปัญหาริ้วรอยและจุดด่างดำได้อย่างล้ำลึก ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ แต่ยังคงจุดเด่นของความเป็น Anna bella ไว้ คือในเรื่องของความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เหมาะกับทุกสภาพผิว ในราคาที่คุ้มค่าเกินราคา ราคา กล่องละ 550 บาท

2. Annabella Seaweed Recovery Hydrating Balance
Cleansing Wate
r

คลีนซิ่งสูตรน้ำน้องใหม่มาแรง ขวดใส ช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้า และซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่าย ไม่ทำร้ายผิวแม้กระทั่งผิวที่แห้งมาก ก็สามารถชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน เรื่องของรูขุมขนนั้นสาวๆไม่ต้องเป็นกังวลกระชับขึ้นแน่นอน ยังช่วยในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส ถือว่าเป็นไอเท็มส์ใหม่ที่ควรมีกันเลยค่ะ คุณสมบัติขนาดนี้ แต่ราคาเบามาก
ขวดละ 350 บาท

3. Annabella Seaweed Recovery Hydrating Balance Toner
โทนเนอร์ที่โดดเด่นในเรื่องความอ่อนโยนต่อผิว ทำความสะอาดผิวจากสิ่งสกปรกที่ตกค้างได้อย่างล้ำลึก ปรับสมดุลของผิวให้มีความนุ่มชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย ลดความมันบนใบหน้า และช่วยผลัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ เผยผิวใหม่ให้กระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเปิดผิวให้เตรียมพร้อมรับการบำรุง ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์และสารที่ก่อให้เกิดการแพ้อื่น ๆขวดละ 350 บาท

Anna bella Angle Aqua Expert Hydrated Facial Mask (กล่องเขียว)
แผ่นมาส์กหน้า แอนนาเบลล่ามีส่วนผสมจากสาหร่ายทะเลน้ำลึก ช่วยฟื้นบำรุงผิวที่อ่อนล้า เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม แลดูกระจ่างใส ผิวแลดูกระชับเผยผิวใหม่ให้สดชื่นมีชีวิตชีวา ลูกค้าคนไทยและจีนให้ความนิยมกันเป็นอย่างมาก สินค้ามาส์กหน้า แอนนา เบลล่า เคยถูกจัดอันดับ ติด 1 ใน 5 จากนักท่องเที่ยวจีน ให้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อกลับประเทศจีนทั้งนี้ทั้งนั้นในเมื่อสินค้าดังแล้ว จึงทำให้เกิดของลอกเลียนแบบจำนวนมาก อย่าลืมสังเกตก่อนซื้อนะคะ ของแท้ต้อง Anna bella by ANNACLAN เท่านั้นนะ
ราคากล่องละ 450 บาท


Anna bella
บริษัท แอนนา เบลล่า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามด้านผิวพรรณ ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

เมื่อวันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน 2018
ณ. ลาน ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

World Halal Day 2018

วันฮาลาลโลก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับเชิญจาก United World Halal Development และ HDCMICE middle east เป็นวิทยากรบรรยายและร่วมเปิดงาน ประชุมวิชาการนานาชาติ “World Halal Day 2018”

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อสร้างเครือข่ายความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลระดับนานาชาติ
ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

“ลีโมบัส” เปิดให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

รถ Airport Limobus Express ใน 2 เส้นทางหลัก พร้อม 7 จุดจอดสำคัญในกรุงเทพฯเตรียมใช้ระบบสำรองที่นั่งและเช็คตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์

“ลีโมบัส” เปิดให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารด้วยรถไม่ประจำทาง Airport Limobus Express ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ใน 2 เส้นทางหลัก สุวรรณภูมิ-ถนนข้าวสาร และสุวรรณภูมิ-ถนนสีลม-สยาม โดยมีจุดจอดสำคัญ 7 จุดในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร เพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยว พร้อมเตรียมนำระบบเว็บแอปพลิเคชันมาใช้ในการสำรองที่นั่ง รวมถึงสามารถตรวจสอบตำแหน่ง และเส้นทางการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ สร้างความมั่นใจ สะดวก ปลอดภัย แก่ผู้ใช้บริการ

นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการ Airport Limobus Express รถไม่ประจำทางรับ-ส่งผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เที่ยวปฐมฤกษ์ ที่ชานชาลาขาเข้า ชั้น 1 ประตู 8 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี นายสุทัศน์ สุวรรณผ่องใส รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายการพาณิชย์) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) นางนัฎฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ลีโมบัส จำกัด แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนจำนวนมากเข้าร่วม

นางสาวนัฎฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ลีโมบัส จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร ด้วยรถไม่ประจำทาง Airport Limobus Express ณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ใน 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ 1.สุวรรณภูมิ-ถนนข้าวสาร และ 2.สุวรรณภูมิ-ถนนสีลม-สยาม โดยได้รับการสนับสนุนจุดจอดรับ-ส่ง จากกรุงเทพมหานคร 7 จุด ในพื้นที่ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร พญาไท สีลม เป็นต้น

บริษัท ลีโมบัส จำกัด ได้จดทะเบียน “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว” ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามมาตร 15 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 จากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเริ่มจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวที่พร้อมให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร และ ได้เปิดให้บริการ Airport Limobus Express ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในปี พ.ศ. 2558 โดยใช้รถบัสปรับอากาศ (Deluxe Bus) ที่มีมาตรฐานสูง จำนวน 22-31 ที่นั่งต่อคัน พร้อมให้บริการ Wi-fi ภายในรถ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร ในเรื่องความสะดวก สะอาด และปลอดภัย รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วกรุงเทพฯ

“Airport Limobus Express ได้รับการความนิยมจากชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะสามารถเดินทางไปที่พัก ศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยว และสถานีรถไฟฟ้าได้สะดวก ซึ่งการเปิดให้บริการเส้นทางใหม่ครั้งนี้ จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออกที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างความประทับใจแก่ชาวต่างชาติในการเดินทางที่สะดวกสบาย ซึ่งในเดือนธันวาคมนี้ จะนำระบบเว็บแอปพลิเคชันมาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถสำรองที่นั่ง และเส้นทางการเดินรถได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการขึ้นรถจากจุดจอดรถต่างๆ สามารถตรวจสอบระยะทาง และระยะเวลาได้แม่นยำขึ้น เนื่องจากการแสดงผลแบบเรียลไทม์” นางสาวนัฎฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ กล่าว

ด้านนายสุทัศน์ สุวรรณผ่องใส รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายการพาณิชย์) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการอนุญาตให้ บริษัท ลีโมบัส จำกัด ประกอบกิจการรับ-ส่งผู้โดยสารไม่ประจำทาง Airport Limobus Express ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ยังไม่มีการให้บริการในลักษณะดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงช่วยลดปัญหาการจราจรควบคู่ไปด้วย จึงได้สนับสนุนการเปิดให้บริการรถโดยสารไม่ประจำทางรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างท่าอากาศยานในครั้งนี้

นายสุทัศน์ สุวรรณผ่องใส กล่าวต่อว่า “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาใช้บริการ โดยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งมอบหมายให้ภาคเอกชนเป็นผู้ให้บริการรถไม่ประจำทางรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างท่าอากาศยาน เช่นเดียวกับอากาศยาน นานาชาติทั่วโลก เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และฝรั่งเศส”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจจะใช้บริการ Airport Limobus Express ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถสำรองที่นั่งได้ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขาเข้า ชั้น 1 ประตู 8 ตั้งแต่เวลา 5.45 – 1.00 น.

โดยจะมีรถออกทุก 20-30 นาที หรือขึ้นจากจุดจอดรับ-ส่ง ดังนี้ 1.หน้าโรงแรมบ้านชาติ (ถนนข้าวสาร) 2.ข้างวัดบวรนิเวศวรวิหาร 3.หน้าคอนโดไอดิโอ พญาไท (รถไฟฟ้าพญาไท) 4.ถนนสีลม ซอย4 5.เลขที่ 952 ถนนพระราม4 6.ถนนราชดำริ (ตรงข้ามโรงแรมอนันตรา) และ 7.หน้าโรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ ค่าโดยสารท่านละ 180 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.limobus.co.th

การมาเยือนประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการท่องเที่ยวของบาห์เรน

สานต่อความสัมพันธ์ไทย บาห์เรน ผ่านความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาฯ และ University of Bahrain

สืบเนื่องจากการเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการท่องเที่ยวของบาห์เรน ท่านรัฐมนตรีซาเยด บิน ราชิด อัลซายานี (H.E. Mr.Zayed bin Rashid Al Zayani ) เพื่อเข้าร่วมการประชุม JSC ไทย-บาห์เรน ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือระหว่างไทยและบาห์เรนใน 4 ด้าน

1 การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปบาห์เรน
2. การส่งเสริมการลงทุนระห่างไทยกับบาห์เรน
3. การขยายความร่วมมือด้านการเกษตร 4 การขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมฮาลาลนั้น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมคณะเดินทางเยือน บาห์เรน ในครั้งนี้ด้วย ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

เพื่อสานต่อความร่วมมือ ระหว่างไทยและบาห์เรน หลังจากท่านรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงความสนใจในการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลในบาห์เรน โดยความคืบหน้านั้น ได้มีการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ฮาลาล การพัฒนาบุคลากรและการผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคงด้านอาหารของทั้งสองประเทศ ซึ่งทางประเทศไทยได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการท่องเที่ยวของบาห์เรน ท่านรัฐมนตรีซาเยด บิน ราชิด อัลซายานี รวมถึงอธิการบดีของ University of Bahrain ศาสตราจารย์ ดร. ริยาด ฮัมซา (Prof. Dr. Riyadh Hamza ) เข้าร่วมงาน Thailand Halal Assembly 2018  ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2561  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ซึ่งเป็นเวทีการประชุมและงานวิชาการนานาชาติที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมฮาลาล โดยจะลงนามความร่วมมือด้านวิชาการวิทยาศาสตร์ฮาลาล ระว่างไทยและบาห์เรน ในงานดังกล่าวอีกด้วย

สิงห์บุรี จังหวัดที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง?

นวัตวิถี สิงห์บุรี Inno-Way ชุมชนที่มีวิถีชีวิตอันงดงาม ซุกซ่อนตัวอยู่อย่างมากมาย

จังหวัดสิงห์บุรี  ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี  โดยล่าสุด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี  เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชนมีทักษะ ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ในการต้อนรับของแต่ละชุมชน สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

เมื่อพูดถึงชื่อจังหวัดนี้ ภาพที่ทุกคนมักจะนึกอันดับต้นๆ คือ ปลาช่อนแม่ลา จังหวัดสิงห์บุรี เป็นจุดผ่านไปในหลายจังหวัด ไม่ไกลจากตัวเมืองเราจะเห็นภูเขาไกลๆ เห็นทุ่งนาเขียวขจี ขับผ่านแล้วรู้สึกดี สบายตา เรียกได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาข้าว  มีแม่น้ำน้อยหรือที่เรียกว่าแม่ลา ลักษณะดินที่มีคุณบัตพิเศษ ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

ดังนั้น ปลาที่จังหวัดสิงห์บุรี จึงมีรสชาติที่อร่อยกว่าที่อื่น  และปลาช่อนนา ที่สิงห์บุรี ถือได้ว่าเป็นที่สุดของปลาช่อนในโลกนี้ เนื้อหวานอร่อย และถ้ามาที่สิงห์บุรีต้องไม่พลาด ปลาช่อนแดดเดียว ที่ใครก็หาซื้อได้ตามริมทาง อีกอย่างถ้าใครชอบปลาร้าขอบอกว่าที่นี้ ปลาร้าอร่อยที่สุดบนผืนแผ่นดินไทย อยากรู้ว่าจริงไหมต้องลองดู

Toptotravel  มีโอกาสร่วมทริป ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สิงห์บุรี Inno-Way โดยการเดินทางในครั้งนี้  มีทั้งสื่อมวลชน  รวมไปถึงพิธีกร ทอดด์ ทองดี หรือ โทมัส เจมส์ ลาเวลล์ (Thomas James Lavelle) ซึ่งการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี  ทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ด้วยการนำนวัตกรรมผสมผสานกับวิถีชีวิตชุมชน ในการผลิตสินค้าท้องถิ่น หรือผลิตภัณฑ์โอทอป ทำให้ชุมชนมีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีแบบแผนละเอียดอ่อน อันเกิดจากความเข้าใจของ นวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย

ปีนี้  เป็นปีที่รัฐบาล มีนโยบายเน้นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดในการรองรับนักท่องเที่ยวและขาดทักษะ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สิงห์บุรี Inno-Way ชวนให้นักท่องเที่ยวมาชมความงดงามของธรรมชาติ ที่จะทำให้ต่อมรับรสในปากค่อยๆ สร้างความสุขด้วยการได้ชิมอาหารท้องถิ่นของชุมชน เพื่อเป็นการกระจายรายได้ตามความต้องการของชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเที่ยวระดับหมู่บ้านวัตถุดิบแต่ละชนิดอย่างมีดีไซน์ เที่ยวทุ่งนา กินปลาช่อน และ เช้าวันนี้เรามาแวะตลาดนัดชุมชน OTOP นวัตวิถี บ้านตาลเดี่ยวใต้ ตามมาชมบรรยากาศกันคะ

จุดเริ่มต้นเตยามเช้าวันนี้  ที่บ้านตาลเดี่ยวใต้ กับงานเปิดตลาดชุมชนท่องเที่ยว otop นวัตวิถี บ้านตาลเดี่ยวใต้ หมู่ 1 ตำบลทองเอน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมี นายสุทธิพงศ์ พุทธจันทรา นายอำเภออินทร์บุรี เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดชุมชน OTOP นวัตวิถี บ้านตาลเดี่ยวใต้  ชุมชน OTOP นวัตวิถี ดำเนินงานภายใต้โครงการ  “ไทยนิยม ยั่งยืน”

เพื่อสร้างชุมชนเข็มแข็ง ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และรายได้ให้แก่ชุมชน การสร้างตลาดใหม่ และเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ OTOP เข้ากับการท่องเที่ยว โดยการจำหน่ายสินค้าอยู่ในชุมชน โดยใช้เสน่ห์ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนเป็นรายได้ ผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระดับชุมชน ที่มีเสน่ห์ดึงดูดและมีคุณค่าพร้อมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในทุกกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

แต่ถ้าเรื่องของอาหารพื้นถิ่น อาหารการกินของชาวจังหวัดสิงห์บุรี ช่วงที่มี
นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมชุมชนบ้านตาลเดี่ยวใต้ หลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า…มาที่นี่ไม่มีผิดหวังกลับไปแน่นอน เพราะเรื่องอาหารพื้นถิ่น มีมากมาย โดยมื้อเที่ยงวันนี้  Totptotravel ขอยกตัวอย่างอาหารท้องถิ่นที่
เรามีโอกาสได้ลิ้มลอง ดังนี้

-ลาบมะเขื่อ
-ต้มส้มฟัก
-ปลาส้มทอด
-บัวลอยสามเกลอ / ขนมสามเกลอ / น้ำสามเกลอ
-กล้อยตากเคลือบช๊อกโกเเลต
-ขนมสอดใส่ / ขนมตาล

ส่วนสินค้า OTOP โดยชาวบ้านและคนในชุมชนนำสินค้าที่ผลิตเอง เช่น
พืช ผัก ผลไม้ น้ำพริกผลิตภัณฑ์ปลาร้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัด สินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน เสื้อผ้าสำเร็จรูป กระเป๋าถือ และของใช้ ที่นำมาจำหน่ายในราคาไม่แพง เดินเล่นสนุก เพลินๆ ไม่ร้อน หิ้วของกันเต็มไม้เต็มมือเลย ช่วยกันสนับสนุนสินค้าไทยชื่นใจกันทั้งหมู่บ้าน

สินค้าที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายส่วนใหญ่  เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและขึ้นชื่อว่าขายดีมากๆ  แทบจะผลิตไม่ทัน สั่งรอกันข้ามปี คือ กระเป๋าผ้า และ งอบแฟนซี สวยโดดเด่น ไม่มีใครเหมือน ไม่เหมือนใคร อย่างนี้ไม่มาถือว่าพลาดอย่างแรง
พบกันที่ ตลาดชุมชนบ้านตาลเดี่ยวใต้
เปิดทุกวันอาทิตย์ของต้นเดือน

อิ่มท้องแล้ว เดินทางต่อไปยัง ถนนตก หมู่บ้านแรกเป็นหมู่บ้านยางคุ้ง มารวมกับวัดทองเลื่อน มาเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนชาวถนนตก ชื่อนี้ สืบเนื่องจากเมื่อในอดีตที่ยังไม่มีถนนตัดผ่าน มีเพียงลูกรัง ภายหลังได้มีการปรับปรุงถนนขึ้นใหม่  ซึ่งดำเนินการไปสิ้นสุดที่ถนนตก ทางโค้งของโรงพยาบาล ชาวบ้าน จึงได้ตั้งชื่อว่าถนนตก หรือ ชุมชนชาวถนนตก นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ด้วยความพิเศษของสภาพที่ตั้ง ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
คุณป้าสุกัลยา พาทีมงานไปต่อยังบ้าน นายบุญพา บุญคง หรือ คุณกบ หมู่ที่ 11 ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ภายในบริเวณโดยรอบ จัดเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจ และมุมแสดงกิจกรรมทางการเกษตร ด้วยความพิเศษของสภาพที่ตั้ง ชาวบ้านที่ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการผลิต คุณกบเล่าต่อให้ฟัง ที่นี่ชุมชนมีรายได้และ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง มาเที่ยวที่นี่ได้ความรู้มาเติมสมองแบบไม่ต้องลงทุน

ปุ๋ยมูลไส้เดือน นำมาปรับสูตรแล้วออกมาจำหน่ายสร้างรายได้

-จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ที่มีวิธีการผลิตง่ายๆ โดยการการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นหัวเชื้อจากประเทศญี่ปุ่น

-มะนาวดอง การเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มีราคาเพิ่มมากขึ้น

นอกจากสินค้าที่หลากหลายที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว  อาหารถิ่นที่ใครมาเยือนต้องได้ลองทาน มีเมนูอาหารคาว หวานขึ้นชื่อของหมู่บ้าน เพียงเพราะคำว่าขึ้นชื่อ พวกเรามีโอกาสได้ชิมฝีมือการทำอาหารท้องถิ่น ทีใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติแท้ๆ  ของ นายกิตติภณ  มาหยา (หมูแดง)  รสชาติแบบดั่งเดิม lสูตรเฉพาะตามแบบฝีมือคนโบราณ

คุณหมูแดง ( กิตติภณ มาหยา ) โดยเมนูแนะนำ เราได้ชิมกันในมื่อค่ำ ที่บ้านของคุณหมูแดงเอง  มีเมนูใดบ้างมาชมกันค่ะ
1.แกงส้มผักตบ
2.ต้มยำไก่บ้าน (ไก่พื้นเมือง)
3.แกงกล้วยกับหมู
4.ปลาช่อนแม่ลาแท้ทอดกรอบ (สูตรเฉพาะ)
5.น้ำพริกเผาปลาช่อน ตราถนนตก (สูตรโอท๊อปขึ้นชื่อ)
6.ขนมนักรบ ทำจากผลของลูกยอสดๆ

คุณหมูแดง เล่าถึงการทำอาหาร เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด คือเรื่องวัตถุดิบ เลือกเฉพาะวัตถุดิบสดใหม่ ไร้สารปนเปื้อน  ได้จากธรรมชาติไม่มีคัดสรรแล้วนำมาปรุงรสชาติและผ่านการคัดมาอย่างดี โดยเฉพาะ น้ำพริกเผาปลาช่อน ตราถนนตก ปลาชนิดเดียวอร่อย เพราะเดือนเป็นช่วงวางไข่จะมีไขมันสะสมอยู่ทำให้ปลาอร่อยกว่าปรกติ

ได้ฟังเรื่องราวของหมูแดง “แม่ครัวหัวป่า” กลายเป็นคำสากลในการเรียกบรรดาคนปรุงอาหารฝีมือฉกาจทั่วฟ้าเมืองไทย โดยอาหารที่ขึ้นชื่อในหมู่บ้าน ฝีมือการทำอาหารของ นายกิตติภณ มาหยา ที่หมู่บ้านให้ความไว้วางใจ ได้รับตำแหน่งแม่ครัว ประจำหมู่บ้าน ทั้งแขกผู้ใหญ่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้ ต้องห้ามพลาด
ได้ชิมฝีมือน้องคนนี้แต่เพียงผู้เดียวเจ้าคะ

ณ.หมู่บ้านแห่งนี้ เหมือนถูกออกแบบให้เรามีสมาธิกับท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ด้วยการนั่งชิมอาหารท้องถิ่น โดยข้างหลังของเราจะเป็นฉากไม้ ลดแสงเพื่อให้เรารู้สึกว่า ข้างหลังไม่มีอะไรต้องใส่ใจ จึ งให้สมาธิกับด้านหน้าอย่างเต็มที่และบรรยากาศดีแบบสวนเกษตรจริงๆ

ที่บ้านถนนตก หมู่บ้านแรก เป็นหมู่บ้านยางคุ้ง มารวมกับวัดทองเลื่อน มาเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนชาวถนนตก ในปัจจุบัน ชื่อนี้สืบเนื่องจากเมื่ออดีตที่ยังไม่มีถนนตัดผ่าน จะมีแต่ลูกรัง ภายหลังได้มีการทำถนนขึ้น ซึ่งดำเนินการไปสิ้นสุดที่ถนนตก ทางโค้งของโรงพยาบาล ชาวบ้านจึงได้ตั้งชื่อว่าถนนตก หรือ ชุมชนชาวถนนตก นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เรามาอยากรู้เรื่องมะนาวดอง ต้องมาที่ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรกรทฤษฏีใหม่ ประจำตำบลบางระจัน โดยได้รับคำคำแนะนำของ คุณป้าสุกัลยา พาทีมงานไปยังบ้าน นายบุญพา บุญคง หรือ คุณกบ อยู่หมู่ที่ 11 ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นชาวบ้านที่ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีอะไรบ้างไปชมกัน

1.ปุ๋ยมูลไส้เดือน  ผลิตเอง ใช้เอง เหลือจากการใช้งาน ก็ออกมาจำหน่ายสร้างรายได้ เป็นไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันไนท์ครอเลอร์กินไว ขี้ไว สะสมในระยะเวลา 20 วันเก็บออกมาใช้งานได้ทันที ขายในราคา 20 บาท/ถุง

2.จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง นำหัวเชื้อมาจากประเทศญี่ปุ่น เพาะพันธ์ุด้วยไข่ คุณสมบัติ เป็นการขยายรากพืช รากเยอะ ผลผลิตดูดอาหารได้เยอะ ส่งผลผลิตได้มาก ข้อดีอีกทาง คือ ช่วยบำบัดน้ำเสีย ด้านปศุสัตว์

3.มะนาวดอง เก็บไว้กินนานๆ อยากกินต้มฟักมะนาวดอง ต้มผักกาดมะนาวดอง เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มีราคาเพิ่มมากขึ้น จากการขายมะนาวลูก จะตก ที่ลูกละ 50 สต. 2 ลูก 1 บาท ปรับสูตรแล้วมาทำมะนาวดอง จะได้ผลผลิตลูกละ 5 บาท

ทั้งหมดนี้ คือ นวัตวิถี เมืองสิงห์บุรี การมีส่วนร่วมของชุมชนสู่ต้นแบบการเป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นวิถีชีวิต วิถึการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแบบที่เรามอบความวางใจให้ จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพัฒนศักยภาพชุมชนต้นแบบสู่มาตรฐานระดับสากล

ช่วงบ่ายของวันนี้ คุณทอดด์พาทีมงานมาเที่ยวชมวัดวิหารแดง ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เริ่มต้นด้วยการต้อนรับ รำกลองยาว ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปะพื้นบ้าน โดยมีคุณสุกัลยา สืบเพ็ง เป็นเล่าประวัติความเป็นมาของวัดร้างในอดีต” วัดวิหารแดง” “หลวงพ่อแดง” เดิมเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ที่ ตำบล บางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ห่างจากอนุสาวรีย์วีระชนบางระจัน ประมาณ 6 กิโลเมตร จากหลักฐานบางอย่าง (เช่นอิฐก่อสร้างวิหาร) เชื่อได้ว่า วัดวิหารแดง เป็นวัดสมัยเดียวกันกับ “วัดโพธิ์เก้าต้น”ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กราบสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยไปฟังเรื่องราวต่อไป

การเดินทางของ ทอดด์ ทองดี นวัตวิถี เมืองสิงห์บุรี

วัดวิหารแดง หมู่ 11 ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบาง
ระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 16150

หยก สุริยา เจ้าแรกของสิงห์บุรี
ปิดท้ายทริปนี้ ด้วยการชมต้นไม้ที่สร้างชื่อให้กับหมู่บ้าน “หยก สุริยา”
และ “หยก ม่วงสุริยา”ของคุณลุงนพดล บุษบงค์ อายุ 59 ปี ในอดีตคุณครูผู้หลงไหล ต้นไม้ กล้วยไม้ จัดสวน ไม้ดอก ไม้ประดับ คุณลุงนพดลฝันอยากมีสวนสวย และร้านขายต้นไม้เป็นของตนเอง

ต้นหยก มีรูปแบบการเจริญเติบโตแตกต่างกันออกไป  โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

-รูปเขากวาง (Forming a cluster) ประกอบด้วยกิ่งแขนงแตกเป็นกลุ่ม รอบโคนต้น คล้ายเขากวาง บนขอบหรือสันกิ่งมีใบและหนามขนาดเล็กเป็นระยะ ๆ เช่น หยกพันธุ์มงคล และพันธุ์มังกรแดงหยก

-แผ่เป็นรูปพัด (Fan shaped) เป็นต้นเดี่ยวที่แขนงติดกันเป็นแผงรูปพัด แนวสัน (ridges) เป็นริ้วอยู่ทั่วแผง มีใบและหนามอยู่บนสัน ต่อมาใบจะร่วงเหลือแต่บริเวณใกล้ เรือนยอด (crowing tip) ส่วนหนามจะคงอยู่ทั่วแผง เช่น หยกพันธุ์ทองนพเก้าและพันธุ์ทองคํานพคุณ

-แบบคลื่น (branched crested) เป็นต้นเดี่ยวที่แขนงติดกันเป็นแผงสวยงาม เป็นระนาบเดียวรูปพัด แต่จะพัฒนาแผ่ซ้อนเป็นร่อง  คลื่นคล้ายงูเลื้อย (forming a snaky ridge) เช่น หยกพันธุ์เบญจรงค์ และ พันธุ์ทับทิม

เนื้อหยกจะมี 2 ลักษณะ คือ หยกเนื้อทึบ ซึ่งเนื้อหยกจะมีคลอโรฟิลล์ข้างในสีเขียว และหยกเนื้อใส เนื้อข้างในจะใสไม่มีสีคลอโรฟิลล์ หยกเนื้อใสจะเจริญเติบโตช้ากว่าหยกเนื้อทึบ หยกทั้งสองชนิดมีชื่อเรียกสายพันธุ์ต่าง ๆ หรือในวงการค้าเพื่อไม่ให้เกิดการสับสบในเรื่องชื่อ จึงใช้ โทนสีบนแผงของหยก เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

โดยหลังเกษียณอายุราชการ คุณลุงนพดล มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่สร้างชีวิตใหม่กับแรงบันดาลใจ คือ ต้นหยกที่คุณลุงพยายามศึกษาข้อมูล จากการอ่านหนังสือ ค้นคว้า ทดลอง ลงมือทำหลายครั้ง จนเป็น เจ้าแรกของสิงห์บุรีที่ทำสำเร็จพร้อมขายส่งออกอย่างมหาศาล ทำรายได้เข้าสู่ครอบครัว จากความ
ตั้งใจครั้งนี้ คุณลุงนพดล ซื้อที่ดินกว่า 3 ไร่ พร้อมบ้านพัก ที่สำคัญ ได้เปิดเป็นร้านขาย ต้นไม้หลากหลายชนิด อย่างที่ใจต้องการ ในร้านที่ชื่อว่า “สวน ตะวันแสนภูมิ”  การจัดสวนด้วยตัวเอง สามารถทำได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากแวะมาหาต้นไม้ราคาถูกกลับบ้านกันคะ

ขอบคุณ :  
โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดสิงห์บุรี  

ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  โดยนายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย) และนางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการบริษัท (ขวา) ดำเนินการโครงการ “ความดีคืนสู่สังคมไทย” มอบเงินจำนวน 50,000 บาท สมทบโครงการย่อย หนังสือ ต.เต่าออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการรักสัตว์ให้เป็น (Give Then A Hug) ของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ สัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำฯ (กลาง) เป็นผู้รับมอบ

โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสมทบซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และนำมาช่วยเหลือสัตว์ป่วยต่อไป รับมอบที่ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอนโฮม สี่พระยา เมื่อวันก่อน

สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการประกวดหนังสั้น

TINT SHORT FILM PROJECT
ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life”

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 310,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึง 23 พฤศจิกายน 2561 นี้

นายวราวุธ ขจรฤทธิ์ ผู้จัดการศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

“สทน.” ชวนประกวดหนังสั้น “TINT SHORT FILM PROJECT” ในหัวข้อ “Nuclear for Better Life” ชิงเงินรางวัลกว่า 310,000 บาท สร้างความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีนิวเคลียร์

นายวราวุธ ขจรฤทธิ์ ผู้จัดการศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.
เผยว่า สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดโครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life”

โดยมีเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ รวมถึงการสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจของประชาชนต่อพันธกิจของสถาบันฯ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศอย่างยั่งยืน

โดยโครงการประกวดหนังสั้นฯ ครั้งนี้ เกิดจาก เพราะปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจการศึกษาและพัฒนาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับโลกมากขึ้น  ส่วนหนึ่งมาจากการที่พลังงานนิวเคลียร์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม และการเกษตร

ด้วยเหตุนี้การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสื่อสารข้อมูลข่าวสารทางบวกของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินกิจกรรมของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเทคโนโลยีนิวเคลียร์แก่ประชาชน

โครงการประกวดหนังสั้นฯ ดังกล่าว เปิดรับสมัคร 2 ประเภท ได้แก่

  1. รุ่นใหญ่ (ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป) อายุ 19 ปี ขึ้นไป ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป สมัครได้ทั้งเดี่ยวและทีมๆ ละไม่เกิน 3 คน รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท

พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มี 3 รางวัล

  1. รุ่นใหญ่ (ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป) อายุ 19 ปี ขึ้นไป ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป สมัครได้ทั้งเดี่ยวและทีมๆ ละไม่เกิน 3 คน รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท

พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มี 5 รางวัล โดยโครงการประกวดหนังสั้นฯ ได้ผ่านการพิจารณาตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), คุณบัณฑิต ทองดี และม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล

หนังสั้นที่ได้รับรางวัล สทน. จะนำไปเผยแพร่สู่ประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์

ผู้ที่สนใจสามารถส่ง Plot หนังสั้นความยาว 3-5 นาที
อีเมลล์  tintshortfilm@gmail.com

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
www.tint.or.th หรือ www.facebook.com/thainuclearclub

KTBGS สานต่อนโยบายคุณธรรมนำความยั่งยืนความเชื่อมโยงระหว่าง วัด บ้าน และโรงเรียน

นโยบาย “KTBGS คุณธรรมนำความยั่งยืน” กรุงไทยธุรกิจบริการ (KTBGS) สานต่อนโยบายคุณธรรมนำความยั่งยืน

เมื่อไม่นานมานี้ Toptotravel มีโอกาสไปร่วมงาน กิจกรรม ซีเอสอาร์ ที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 21 ปี โครงการ บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด หรือ KTBGS เป็นบริษัทในกลุ่มของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับ กิจกรรม ซีเอสอาร์ บริษัทฯ ได้ดำเนิน  นโยบายภายใต้ Corporate theme ที่มีความน่าสนใจมากในเรื่องของความ “ห่วงใยใส่ใจคุณ” ซึ่งคำว่า “คุณ” ในที่นี้หมายถึง ลูกค้า/พนักงาน / ผู้ถือหุ้น และตลอดจนสังคม พร้อมยึดหลักธรรมาธิบาลในการบริหารองค์กร ซึ่งมุ่งหวังให้องค์กรเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของพนักงานทุกคน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเห็นได้ชัด

บริษัท ได้ใช้แนวทางการดำเนินตามโครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นที่ตั้ง KTBGS จึงได้เริ่มโครงการกฐินพระราชทาน CSR ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2558 ให้กับโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ป่าแขมวิทยา จ.พะเยา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ที่สามารถช่วยพัฒนา ศาสนา สังคม และการศึกษาได้อย่างยั่งยืน

สำหรับในปีนี้ภายใต้นโยบายของบริษัทคือ “คุณธรรมนำความยั่งยืน” ยังได้สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องมุ่งเน้นมิติด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม โดยเราเชื่อว่าทั้ง 3 มิติ มีความเชื่อมโยง ต่อกัน และเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนให้กับองค์กร สังคมและประเทศชาติ บริษัทจึงได้สานต่อกิจกรรมนี้ขึ้นอีกครั้ง

โดยมีพื้นที่เป้าหมายอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท และ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ในชื่อโครงการ “KTBGS Empower Social Sustainability” ภายใต้แนวคิด “บวร” เน้นความเชื่อมโยงระหว่าง วัด บ้าน และโรงเรียน

ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของโครงการ คือ นโยบายของบริษัท ที่ต้องการมุ่งเน้นมิติด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม ให้มีความต่อเนื่องกัน อีกทั้งเล็งเห็นว่า พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนในชุมชน มีรากฐานที่แข็งแรงและเป็นกำลังให้กับชุมชนได้ ก็จะต้องมาจาก วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมด้านศาสนา ส่งต่อไปถึงโรงเรียนเพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับชุมชน ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นระบบลูกโซ่หมุนเวียน โดยกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการมอบรถตู้ของทางบริษัท ที่ปลดระวางการใช้งาน แต่ยังสามารถใช้งานได้มามอบให้กับทางวัด เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งพระสงฆ์ สามเณร ตลอดจนคนในชุมชน หรือเป็นประโยชน์ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เพื่อที่ชุมชนจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ต่อไป โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินกิจกรรมหลัก ๆ แบ่งออกเป็น

กิจกรรม CSR ภายนอกองค์กร
•การดำเนินตามโครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วยการสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนให้กับสามเณร โรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ป่าแขมวิทยา จ.พะเยา ซึ่งเป็นโรงเรียนศูนย์กลางสำหรับสามเณรในเขตพื้นที่รอยต่อระหว่าง จ.พะเยา และ จ.น่าน ตั้งแต่ปี 2558 และต่อมาในปี 2559 บริษัทได้สนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาเครื่องคอมพิวเตอร์ห้องวิทยาศาสตร์ และอุปกรณ์ศิลปะตลอดจนทุนการศึกษาให้กับสามเณร เนื่องจากสามเณรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาและมีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน ในปี 2560 บริษัทได้จัดกิจกรรมผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาโดยระดมทุนเพื่อใช้ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์การเรียนตลอดจนทุนการศึกษาให้สามเณรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมอบรถตู้เพื่อใช้ในการรับส่งสามเณรและรถกระบะเพื่อใช้ในการกู้ชีพและกู้ภัยให้กับชุมชนในวัดศรีเมืองมาง จ.พะเยา

•ร่วมพิธีสมโภชองค์กฐินและพิธีถวายผ้ากฐิน ณ วัดครึ่งใต้ จ.เชียงราย เพื่อนำรายได้สร้าง “ห้องพักผู้ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน” ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน อ.เมือง จ.เชียงราย (ก่อตั้งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี) ในปี
2559

•ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือช่วยเหลือคนพิการให้มีอาชีพด้วยการจ้างคนพิการ ณ สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย จำนวน 81 คน ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ผู้พิการมีงานทำและเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยการทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ให้แก่บริษัท

•จัดโครงการร่วมกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มคนพิการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสี ชิงเงินรางวัล 70,000 บาท ในปี 2559

•สนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จ. นครนายก ซึ่งอยู่ในโครงการกรุงไทยสานฝันโรงเรียนดีใกล้บ้าน ในปี 2560 และมอบรถตู้เพื่อใช้ในการรับส่งนักเรียนในปี 2561

กิจกรรม CSR ภายในองค์กร•มอบทุนการศึกษาแก่บุตรของพนักงานที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นจำนวนกว่า 689 ทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน

•การจัดกิจกรรม Kids Camp เพื่อเปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุตรหลานบุคลากรทุกระดับได้มีโอกาสเรียนรู้ตนเองด้วยการส่งเสริมการสร้างทักษะทางสังคม และการทำกิจกรรมการส่งต่อความดี เพื่อเป็นการปลูกฝังความกล้าหาญ การแสดงออกและวิธีคิดของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยยึดหลักความซื่อสัตย์และมีน้ำใจ

•โครงการเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มพนักงานเตรียมเกษียณที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษียณอย่างมีความสุข ที่ผ่านมา ได้ทำกิจกรรมเรียนรู้ด้านการเงิน ด้านสุขภาพ ฝึกสอนอาชีพทางเลือกเมื่อถึงวัยเกษียณ รวมทั้งศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านสารภี จ.สมุทรสงคราม ซึ่งผู้ก่อตั้ง ได้แนวคิดจากการน้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำรงชีวิต

•โครงการ Happy Money ให้ความรู้แก่พนักงานในเรื่องของการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งให้ความรู้ด้านการลงทุนและสร้างรายได้เพิ่ม หากเป็นหนี้บริษัทก็มีพี่เลี้ยงทางการเงินที่คอยให้คำแนะนำวิธีลดภาระหนี้สิน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น” 12 ปีซ้อน ติดต่อกัน (ปี 2550 – ปี 2561) ในด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสหภาพแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แสดงถึงความมุ่งมั่น ที่จะสร้างสรรค์ ประโยชน์สุข ต่อบุคลากร ครอบครัว Stakeholder รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้พัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นอย่างมากในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ในตัวบุคลากรซึ่งนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่ทุจริต มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร จากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้นโยบาย “KTBGS คุณธรรมนำความยั่งยืน”

ซีเอสอาร์ หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเป็นครั้งคราวและจบไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความพยายามที่สม่ำเสมอและมีการต่อยอดและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา จึงจะเรียกได้ว่าได้สร้างความมั่นคงในแง่ของความสัมพันธ์ขององค์กรกับสังคมรอบข้าง

บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด
เลขที่ 96/12 ซอยลาดพร้าว 106 (บุญอุดม 1) แขวงพลับพลา
เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

เค พาเลซ ฯ จัดโปรโมชั่นเอาใจลูกค้าไทยเที่ยวไทย ครั้งที่49

พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่มองหาสถานที่จัดงานแต่งงานไม่ควรพลาด

แนะนำโรงแรมหรูๆ แต่ราคาถูกๆ ตั้งอยู่ใกล้เมืองทองธานีและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แถวหลักสี่ ทีเค พาเลซ กรุงเทพ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น จัดโปรโมชั่นครั้งใหญ่  แพ็คเกจงานแต่งลด 10 %  และห้องพักลดราคา 50 %  ในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49

โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น มีทำเลอยู่ห่างจากอิมแพคเมืองทองธานีและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 10 นาที โรงแรมมีห้องพักปรับอากาศทันสมัย ปรับปรุงใหม่ เอาใจลูกค้า ด้วยราคาพิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่มองหาสถานที่จัดงานแต่งงานไม่ควรพลาด
Grand Convention Building อาคารจัดเลี้ยง งานแต่งงาน  ในส่วนของ
ห้องพัก ขณะนี้เปิดให้บริการทั้งหมด 280 ห้อง โดยแบ่งเป็น

Standard, Superior, Deluxe ในส่วนห้องจัดงานเลี้ยง สามารถ รับลูกค้าตั้งแต่กลุ่มเล็ก 30 คนขึ้นไป จนถึงกลุ่มใหญ่กว่า 800 คน มีกว่า 20 ห้อง

ทั้งนี้ การปรับปรุง เพิ่มอาคาร รองรับการเติบโต ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งอาคารจัดงานเลี้ยง อาคารห้องพัก 100 ห้อง รองรับการจัดงานทุกรูปแบบ ห้องพักที่มีถึง 380 ห้อง พร้อมเปิดต้อนรับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบในต้นปี 2562 ในส่วนของที่จอดรถ โรงแรมมีพื้นที่กว้างกวาง ทั้งในอาคารและลานจอดรถกลางแจ้ง รองรับได้เกือบ 500 คัน

พิเศษสุด สำหรับงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49 แพ็คเกจงานแต่ง ราคาพิเศษ จองในงานรับส่วนลดทันที 10 %  ในส่วนของ ห้องพักมีโปรโมชั่น 2 แบบ
คือ  Deluxe และ Superior ลดถึง 50 %

พบกับโปรโมชั่นห้องพัก แพ็คเกจงานแต่ง ได้ที่
งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49
ระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2561 บูธ O09

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0 2574 1588, www.tkpalace.com,www.facebook.com /TKPALACEHOTEL

“SuperRich สีเขียว” รุกตลาดชานเมือง เปิดสาขาใหม่ พร้อมตอบโจทย์ชีวิตติจิทัล

Thailand Best Rate
ซุปเปอร์ ริช ไทยแลนด์ (สีเขียว) 
เปิดสาขาใหม่รองรับกลุ่มลูกค้าในเขตพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ

ซุปเปอร์ ริช ไทยแลนด์ (สีเขียว) ผู้นำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศมากว่า 50 ปี เน้นจุดแข็ง “Thailand Best Rate” เปิดสาขาใหม่รองรับกลุ่มลูกค้าในเขตพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ พร้อมตอบรับ Cashless society ด้วยบริการรับแลกเงินด้วย QR Code และบัตรเครดิต ทุกสาขา ให้การแลกเงินสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล (คุณเจน)  กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยเดินทางออกนอกประเทศมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ซุปเปอร์ริช สีเขียว” จึงเปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ เซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต ชั้น 3 โซนธนาคาร เป็น 13 สาขา ขยายพื้นที่ให้บริการจากใจกลางกรุง สู่กลุ่มลูกค้าในกรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตก ไปถึงจังหวัดนนทบุรี เป็นความตั้งใจ ซุปเปอรืริช ไทยแลนด์ สีเขียว ที่จะดูแลและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงใจที่สุด

นอกจากนี้ เทรนด์การขยายของตัวเมือง พร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีผลให้ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้เงินของลูกค้าเปลี่ยนไป “ซุปเปอร์ริช สีเขียว” จึงเพิ่มช่องทางการบริการลูกค้าให้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเปิดบริการรับแลกเงินไทยเป็นเงินต่างประเทศด้วยระบบ QR Code ไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีค่าธรรมเนียม แลกได้สูงสุดถึง 300,000 บาท/วัน/พาสปอร์ต และบัตรเครดิต สำหรับจำนวนเงิน 10,000-30,000 บาท/วัน/พาสปอร์ต มีค่าธรรมเนียม 2.2% ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ในทุกสาขา
แล้ววันนี้

ซุปเปอร์ริช สีเขียว ยกระดับการบริการลูกค้าด้วยการขยายพื้นที่บริการ ประกอบกับใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างเข้มข้น เพื่อให้พนักงานสามารถมอบบริการที่รวดเร็ว ละเอียด ครบถ้วน เป็นมิตรกับลูกค้าที่เข้ามารับบริการ มีระบบการทำงานสอดคล้องกับการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจ รองรับไลฟ์สไตล์การใช้เงินของลูกค้าทั้งรูปแบบเงินสด และแบบไร้เงินสดในอนาคต และยังมีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด

สัมผัสประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในอัตราที่ดีที่สุด พร้อมการให้บริการที่ประทับใจได้แล้ววันนี้ ที่ ซุปเปอร์ริช สีเขียว
ทั้ง 13 สาขา

ซุปเปอร์ริช ไทยแลนด์ (สีเขียว) แลกเงิน THB เป็นสกุลเงินต่างประเทศเรทเดียวกันทุกสาขา แลกเงินไทยเป็นเงินต่างประเทศด้วยบัตรเครดิต กับซุปเปอร์ริชไทยแลนด์ (สีเขียว)เช็คเรทแบบเรียลไทม์ได้ที่
http://bit.ly/SuperrichTH-facebook-rate หรือ App SuperrichTH
iOS : bit.ly/SuperrichTH-ios
Android : bit.ly/SuperrichTH-android

บริการสั่งจองเงินล่วงหน้า ได้ที่
Call center 02-254-4444
ช่องทางออนไลน์
Line@ / Facebook / Twitter / Application : SuperrichTH
www.superrichthailand.com

#ซุปเปอรืริชไทยแลนด์สีเขียว #SuperrichTH
#ThailandBestRate #SuperrichLife