Category Archives: Event

การค้นพบไม่มีวันสิ้นสุด EXPLORE ENDLESSLY

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ขึ้นแท่นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ศูนย์รวมสินค้าปลอดภาษีชั้นนำ ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิงครบวงจรระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์  EXPLORE ENDLESSLY  สุดอลังการ เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สัญลักษณ์ใหม่แห่งกรุงเทพมหานคร ความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่ เนรมิตพื้นที่กว่า 22,000 ตารางเมตร ด้วยงบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท ให้เป็นมากกว่าดิวตี้ฟรี ด้วยนิยามใหม่ EXPLORE ENDLESSLY เพราะการค้นพบไม่มีวันสิ้นสุด เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ณ. คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เมื่อวันก่อน  โดย นายอัยยวัฒน์  ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บริษัท คิง เพาเวอร์ -กล่าวว่า

“คิง เพาเวอร์ รางน้ำ จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งธุรกิจค้าปลีกสินค้าปลอดภาษี ที่เพียบพร้อมสมบรูณ์แบบ โดยรวบรวมสินค้าที่ดีที่สุดของไทยกับของโลกมาไว้บริการที่นี่และการบริการเหนือระดับในทุกมิติเพื่อเป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งกรุงเทพมหานคร ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ผมเชื่อมั่นว่า คิง เพาเวอร์ รางน้ำจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาสที่สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ในทุกมิติ สำหรับทุกนักเดิน และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในประเทศได้ในระยะยาว พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับประเทศชาติ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”

สำหรับ บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตให้แขกผู้มีเกียรติ วีวีไอพีทั้งชาวไทย และต่างชาติ ได้สัมผัสกับบรรยากาศตื่นตาตื่นใจ แห่งโลกการเดินทางที่ไร้ขีดจำกัดในทุกมิติของคิง เพาเวอร์รางน้ำ โฉมใหม่ ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงด้านใน โดยในแต่ละชั้นจะอัดแน่นไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ และกิจกรรมพิเศษมากมาย

โดยไฮไลท์ในงานที่สะกดทุกสายตา เริ่มต้นด้วยเริ่มด้วยการแสดงชื่อดัง ‘Overture Performance’ กายกรรมลอยฟ้าด้วยบอลลูน 250 ลูก จากประเทศอิตาลี ต่อมาเป็นการแสดงม้าจริงประกอบเทคนิคแสงสีเสียงสุดอลังการ ‘Spirit of Travel’ ผสมผสานกับการแสดงหนังใหญ่ ซึ่งออกแบบและผลิตใหม่ทั้งหมดเพื่องานนี้เท่านั้น ออกแบบท่าเต้นโดยอาจารย์โจ้– สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางที่รวมโลกตะวันตก และตะวันออกเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ช่วงไฮไลท์ฟินาเล่เป็นการเปิดตัว Global Ambassador นั่นคือ ซุปเปอร์สตาร์สาวสวย ฟ่านปิงปิง เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดมัน ด้วยคอนเสิร์ตจาก วงบอดี้สแลม และไทเทเนียม เรียกเสียงกรี๊ดกันสนั่นทีเดียว

ในส่วนของแขกผู้มีเกียรติและเซเลบริตี้ที่มาร่วมงานได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมเลือกช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำจากทั่วมุมโลก เช่น สองสาวสวยอย่าง ดวงกมล เหลืองโรจนกุล และอภิญญา โดลแลน ควงคู่กันมา บอกว่า “ชอบช้อปกระเป๋าและเครื่องสำอางที่สนามบินเป็นพิเศษ ตอนนี้ไม่ต้องรอไปถึงสนามบินแล้วค่ะ” ในส่วนของ ชโลทร เจริญรัตน์ปัญญา, เบญจพร คลองลาภยศ, ชนานิกานต์ วัฒนพงษ์วานิช กล่าวถึงการปรับโฉมครั้งนี้ว่า “ปกติช้อป คิง เพาเวอร์ เป็นประจำที่สนามบิน ชอบช้อปเครื่องสำอาง อย่างที่นี่ดูใหญ่น่าช้อปขึ้นกว่าเดิมถ้ามีเวลาก็จะมาที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ด้วย” มาดูทางฝากฝั่งหนุ่มหล่อรักการแต่งตัวอย่าง วราภุช คูหาเปรมกิจ และวรรคสร โหลทอง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “งานวันนี้อลังการดี กว้างขวาง ชอบช้อปน้ำหอมที่สนามบินและที่สาขา รางน้ำ”


สำหรับ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ นับจากนี้ไปจะกลายเป็นแลนมาร์คแห่งใหม่ แห่งมหานครกรุงเทพที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคนไทยทั่วประเทศและนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก เพราะที่นี่คือสวรรค์แห่งการช้อปปิ้งที่พรั่งพร้อมไปด้วยสินค้าดิวตี้ฟรีที่ครอบคลุมทุกความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสินค้าลักชัวรี่ แบรนด์เนม เครื่องสำอาง น้ำหอม นาฬิกา แว่นตากันแดด และของฝากที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน รวมทั้งสินค้าภูมิปัญญาไทยฝีมือประณีตที่ได้รับการชื่นชมไปทั่วโลก นอกจากนี้ ยังพร้อมไปด้วยร้านอาหารชั้นนำทั้งสตรีทฟู้ด อาหารไทย และอาหารนานาชาติ และพื้นที่กิจกรรมความบันเทิง เพื่อเติมความเพลิดเพลิน และความสุขแบบไม่รู้จบให้กับนักเดินทางแบบ 360 องศาในที่เดียว

อมตะ ปรับโฉมธุรกิจครั้งใหญ่รับยุค 4.0

ชูวิสัยทัศน์มุ่งสู่ผู้นำสมาร์ทชิตี้ระดับโลก

“อมตะ” พลิกโฉมครั้งใหญ่ ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ “โลโก้” และชื่อเรียกโครงการจาก “อมตะนคร” สู่ “อมตะ ซิตี้ ชลบุรี” และ “อมตะ ซิตี้” สู่ “อมตะ ซิตี้ ระยอง” มุ่งสู่ความเป็นสากลที่ทันสมัย สอดรับเป้าหมายการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ผู้นำเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ระดับโลกหวังเป็นแม่เหล็กดึงนักลงทุนรับอีอีซี พร้อมเผยแผนเตรียมขยายฐานลงทุน  ตั้งเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบในประเทศพม่า เปิดอมตะคาสเซิลชิมรางจัดงาน  “AMATA SMART  CITY EXHIBITION”  วันที่ 18-20 มกราคม 2561 จัดแสดงนวัตกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จากบริษัทชั้นนำระดับโลก  ที่มีสายการผลิตในเมืองอุตสาหกรรมอมตะกว่า 40 บริษัท เป็นศูนย์กลางการพบปะสู่ความร่วมมือทางธุรกิจการค้าการลงทุนยุค 4.0

นายวิกรม กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)นายวิกรม กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ากลุ่มบริษัทอมตะได้จัดงานประจำปี 2561 ชื่อว่า AMATA BEYOND 2018 ภายใต้แนวคิด “Towards Smart City” พร้อมกับจัดการแสดงนิทรรศการ “AMATA SMART CITY EXHIBITION” ขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 18-20 มกราคม 2561 ณ อมตะคาสเซิล จ.ชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีสำหรับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุนจากต่างประเทศ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจ เพื่อทำความรู้จักแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายระหว่างกัน โดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีสายการผลิตในเมืองอุตสาหกรรมอมตะ ตลอดจนบริษัทในเครืออมตะและคู่ค้าของอมตะ กว่า 40 บริษัท แบ่งเป็นผู้ประกอบการภายในอมตะ 21 บริษัท บริษัทในกลุ่มอมตะและคู่ค้า 15 บริษัท สถาบันการศึกษา 8 สถาบัน ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ในงาน รวมถึงการแนะนำโครงการในปัจจุบันและโครงการใหม่ของอมตะด้วย อีกทั้งมีการจัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะ จากผู้นำองค์กรชันนำระดับโลกที่จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายด้านการค้าการลงทุน โดยงานดังกล่าว  เปิดให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไป

“การจัดแสดงนวัตกรรมและกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ใหม่  และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน รวมถึงมองหาโอกาสทางธุรกิจ นอกจากนี้ อมตะหวังว่าการจัดแสดงนวัตกรรมจะจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ให้สนใจศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการพัฒนา และก้าวหน้าต่อไป”  -นายวิกรม กล่าว

สโลแกนเป็น Possibilities Happen หรือ “ให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้”

นายวิกรม กล่าวต่อว่า ในปีนี้กลุ่มอมตะได้กำหนดแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปีมุ่งสู่การเป็นผู้นำเมืองอัจฉริยะ (Smart City)ระดับโลก โดยปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ให้สอดรับกับการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ทันต่อการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุดของเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต พร้อมก้าวสู่ยุค 4.0 ที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะและศูนย์การเรียนรู้ในภูมิภาคและจะเป็นพื้นที่การลงทุนที่สมบูรณ์แบบในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ  ภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมระดับโลกสู่ การสร้างและพัฒนาให้เกิดเมืองที่สมบูรณ์แบบ (Perfect City) เมืองที่มีการพัฒนา และ สร้างสรรค์ให้เกิดแต่สิ่งดีๆ  มีประโยชน์ต่อทุกคนที่อยู่ในเมือง และปรับเปลี่ยนพันธกิจใหม่จากพัฒนาเมืองที่มีความทันสมัย บริการคุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การยึดมั่นในวัฒนธรรมของการให้ทุกคนได้รับประโยชน์ได้สิ่งที่ดี ด้วยความมุ่งมั่นในการบุกเบิกและค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะสร้าง Smart City (เมืองอัจฉริยะ) ที่ซึ่งชีวิตมีคุณภาพ และยกระดับชีวิตให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโลโก้และชื่อเรียกโครงการใหม่จาก อมตะนคร สู่ “อมตะ ซิตี้ ชลบุรี” และอมตะ ซิตี้ สู่ “อมตะ ซิตี้ ระยอง” เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสากลความทันสมัยสอดรับเป้าหมายการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ผู้นำเมืองอัจฉริยะระดับโลก

สำหรับการเปลี่ยนแปลงโลโก้ใหม่เริ่มจากปรับเปลี่ยนตัวอักษร AMATA จากเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ตัดสัญลักษณ์ฟันเฟืองออกไปเพราะเฟืองเป็นสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมยุคเก่า และเพิ่มลายเส้นใต้ตัวอักษร AMATA แสดงการพัฒนาและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่อมตะจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไร้พรมแดน ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนสโลแกนเป็น Possibilities Happen หรือ “ให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้” โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผล ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป

“นับจากวันนี้แผนงานการพัฒนา โครงการ อมตะ ซิตี้ ชลบุรี จะเน้นความเป็นเมืองแห่งพลังงานสะอาด และเป็นต้นแบบของนิคมฯในกลุ่มอมตะทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการบริหารจัดการพลังงานทางเลือกอย่างชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยีทันสมัย  การจัดการทรัพยากรทางด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้มีหลาย  โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาตามแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองอัจฉริยะระดับโลก อาทิ โครงการเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ ( AMATA Science City) และโครงการเมืองการศึกษา (Edu Town ) เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้เป็นศูนย์กลางการศึกษาและพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้แผนการลงทุน เพื่อพัฒนานิคมฯ ให้เป็นเมืองอัจฉริยะจะครอบคลุมการพัฒนาในด้านต่าง ๆ 10 ด้านหลัก คือ 1) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 2)การเดินทางอัจฉริยะ(  Smart Mobility) 3) ชุมชนอัจฉริยะ (  Smart Community) 4) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 5) ระบบการศึกษาอัจฉริยะ (Smart  Education) 6)  สายการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) 7) เมืองอากาศยานอัจฉริยะ (Smart Aerospace City) 8)นวัตกรรมอัจฉริยะ (Smart Innovation) 9)   ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) และ10) การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ (Smart Governance)

นายวิกรม กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทชิตี้ตามแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (2561-2564) ของอมตะฯ โดยรูปแบบการลงทุนจะร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น บริษัทอินชอน สมาร์ทชิตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Incheon Smart City Corporation) ประเทศเกาหลี และบริษัท Saab AB จากประเทศสวีเดน เป็นต้น

“กลุ่มอมตะฯ มีเป้าหมายในการพัฒนานิคมฯ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนานิคมฯที่ประเทศเวียดนามไปแล้วเป็นแห่งแรก และอมตะยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเพิ่มขึ้นโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในประเทศพม่าซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นย่างกุ้งและบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) แล้วเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เนื่องจากอมตะได้เล็งเห็นศักยภาพตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ภายใต้ชื่อ One belt One Road ตามการพัฒนาเส้นทางการค้าการลงทุนของจีนในภูมิภาคอาเซียน” นายวิกรม กล่าว

สำหรับการดำเนินธุรกิจพัฒนานิคมฯในประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมี 2 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท อมตะชิตี้ เบียนหัว จังหวัดดองไน บนพื้นที่ 700 เฮกตาร์ หรือ 4,375 ไร่ ถือเป็นโครงการแรกที่อมตะเข้าพัฒนาในต่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้มีนักลงทุนเข้าประกอบกิจการเกือบเต็มพื้นที่ ส่วนบริษัท อมตะชิตี้ ลองถั่น จังหวัด ดองไน โครงการที่ 2 บนพื้นที่ 1,270 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 8,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นโครงการนิคม 33% และโครงการพัฒนาเมืองชุมชน 67% สำหรับในปีนี้ บริษัทจะเริ่มพัฒนาและเปิดขายพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคเป็นอันดับแรก โดยคาดว่า เงินลงทุนที่ต้องใช้สำหรับโครงการนี้ ประมาณ 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ อมตะฯ ยังได้ขยายไปยังภาคเหนือของเวียดนามที่เมืองฮาลอง จังหวัดกว่างนิงห์ ภายใต้ชื่อ บริษัท อมตะ ชิตี้ ฮาลอง (AMATA City Halong) ถือว่าเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ บนพื้นที่การลงทุนใหม่ขนาด 5,789 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 36,200 ไร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญ และไว้วางใจต่อบริษัท อมตะเป็นอย่างยิ่ง

จังหวัดกว่างนิงห์ ถือเป็นจังหวัดชายแดนของเวียดนามที่ติดต่อกับประเทศจีนตอนใต้ มีการพัฒนาสาธารณปโภคที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม เช่น ถนนใหม่ไฮเวย์หมายเลข 5 เชื่อมฮานอย-ไฮฟอง-ฮาลองที่ใกล้เสร็จเรียบร้อย การยกระดับท่าอากาศยานนานาชาติแคทบี่ Cat Bi ที่เสร็จเรียบร้อย และท่าเรือน้ำลึกหลักเฟี่ยน Lach Huyen ที่พร้อมเสร็จภายในต้นปีนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตการลงทุน ต่อรัฐบาลกลาง โดยการสนับสนุนของรัฐบาลท้องถิ่น โดยบริษัทฯ วางแผนการลงทุนและพัฒนาในเฟสแรก บนพื้นที่ขนาด 714 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 4,500 ไร่ คาดว่า ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 156 ล้านเหรียญ หรือ 5,500 ล้านบาท โดยในปีนี้ บริษัทคาดว่า จะได้รับการอนุมัติใบอนุญาตการลงทุน พร้อมกับขอส่งเสริมให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไปพร้อม ๆ กัน

ทั้งนี้ การลงทุนในเวียดนามทั้งหมด จะลงทุนผ่าน บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเติบโตและความยั่งยืนให้กับกลุ่มอมตะ นอกจากนี้ ยังจะได้เริ่มมีการนำแนวคิดของเมืองอัจฉริยะรวมถึงการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืนไปปรับใช้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน เมืองอุตสาหกรรมของอมตะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เป็นที่ตั้งของโรงงานผู้ผลิตชั้นนำและบางส่วนที่อยู่ใน Global Fortune 500 จำนวน 1,300 โรงงาน จากกว่า 30 ประเทศ มีการจ้างงานกว่า 300,000 อัตรา และมีมูลค่าการผลิตรวมกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (รวมทุกโครงการในประเทศไทยและเวียดนาม)

สนใจได้เข้าชมฟรี โดยลงทะเบียนร่วมงานผ่าน
http://event.amata.com/beyond/what-is-amata-beyond.html
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 3893 9043-5

คืนชีวิตปลอดสารสู่คนเมือง ตลาดนัดธรรมชาติ

อาหารจากธรรมชาติ

เราไปมาแล้ว! มาหาของกินที่งานตลาดนัดธรรมชาติ เอาบรรยากาศและรายละเอียดงานตลาดนัดธรรมชาติ ที่นี่เค้ารวบรวมของดีของคนไทย  มาเปิดโลกอีกมุม  อาชีพทางด้านเกษตรที่ได้รับความสนใจมาก ยังต่อยอดแปรรูปสินค้าของตัวเอง จนสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร  เพื่อเลี้ยงดูชาวโลกมาเป็นระยะเวลานาน  รายได้ในรูปของมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรระยะยาว ในแบบ ฐานธรรมฯ พระราม๙  และที่นี่กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง

ด้วยการชักชวนของคุณอภิญญา ภักดีรักษ์ (นที สุวรรณนที) คนเมืองที่หันเหชีวิตเข้าสู่อาชีพเกษตรกร  ( ลูกศิษย์  ยักษ์กะโจน )  ด้วยการเล็งเห็นผลผลิตทางการเกษตร  ที่ต้องการขยายช่องทางจำหน่าย ให้ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าชุมชนและท้องถิ่น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ ฐานรากสร้างรายได้สู่ชุมชน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ยักษ์กะโจน จึงได้ชักชวนให้ Totptotravel ได้รู้จัก ตลาดนัดธรรมชาติ เราไปถึงช่วง 10 โมงเช้า  วันนี้ทางตลาดมีกิจกรรมกิจธรรมเทศนาของหลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก วัดป่านาคำน้อย งานทอดผ้าป่า..ลงขันธรรมธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๑


ที่นี่เป็นตลาดเล็กๆ แต่หลายคนใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมง เค้าเดินหาของอร่อยกินกันตามประสาคนรักสุขภาพ Totptotravel ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยไปงานนี้มาก่อน แอบติดใจ แนะนำทุกท่าน ควรจะต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชมงานนี้ซักครั้งมันดีจริงๆ งานนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจ เลยอยากจะมาบอกว่า  ใครที่รักการทำอาหาร ชอบชิมของอร่อยๆ ชอบชอปปิ้งของที่ราคาต่ำกว่าท้องตลาด หรือเป็นคนที่อยากจะลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะซื้ออาหารผักผักสดๆ จากคนปลูกนอกเมือง ผลไม้ปลอดสาร  มาดูว่าเค้าเห็นความสำคัญ และเตรียมผลผลิตจากการเตรียมการเพาะปลูก ดูแล แปรรูป  ของแปรรูปอย่างมะขามแช่อิ่ม ถั่วงาแผ่น งาม้อนคั่ว แยมมัลเบอรี่ ข้าวเกรียบว่าว กาแฟน้ำแร่ กาแฟชะมด ด้วยความใส่ใจ และมั่นใจได้ในความปลอดภัย
โดยไม่ใช้สารเคมี เด็ดขาด

หาเวลามาเดินเพลิดเพลินด้วยกัน ที่ฐานธรรมฯพระราม ๙ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง เดินช็อปตลาดนัดธรรมชาติ  เลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษ อาทิ อาหารทะเล อาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่มขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มสมุนไพร ฯลฯ ที่นี่มีที่นั่งคุย นั่งเล่น โดยภายในงานมีกิจกรรมสนุกสนานมากมายจากแต่ละร้านค้าที่ร่วมออกงาน

เพื่อเป็นการเอาใจ คนรักธรรมชาติ สินค้าท้องถิ่นที่มีอยู่มาก เน้นหนักไปที่ผักผลไม้ สมุนไพร เครื่องหอม เห็นแค่นี้ก็ทำให้เรารู้ว่า การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งการแบ่งปัน สังคมที่เป็นธรรมตลาดนัดธรรมชาติสังคมใหม่ สังคมแห่งบุญทานตลาดนัดธรรมชาติ ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยและคนทั่วไปได้ความรู้และแรงบันดาลใจดีๆ กลับมาเพียบ

เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องอาหารจากธรรมชาติ ธุรกิจที่ใช้ธรรมะทำธุรกิจ ที่รวบรวมสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพลิกฟื้นผืนดิน ฟื้นฟูธรรมชาติ ปลูกธรรมในใจ ทำมาหากินด้วยความสุข ส่งต่อความเป็นธรรมสู่สังคม เริ่มต้นเล่าง่ายด้วยการจัดตลาดนัดธรรมชาติที่นี่  ทุกเสาร์ – อาทิตย์ เป็นการถาวร

นอกจากของกิน ความเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด จากของใช้จาก ธรรมชาติแท้ ไปจนถึงไขสันหลัง จากลูกศิษย์ อจย. และ อจจ.แล้ว เพื่อนๆ ที่นี่ก็มีความเป็นกันเองแลดูมีอัธยาศัยดียิ้มแย้มทักทายถือเป็นจุดอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของ ปลูกธรรมในใจ ทำมาหากินด้วยความสุข

ซึ่งนอกจากจะซื้อหาสินค้าแล้ว ก็อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ จากกิจกรรมของตลาดนัดธรรมชาติ “ยักษ์กะโจนสัญจร” มีสินค้าธรรมชาติที่แฝงด้วยความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของชาวบ้าน ผลิตผลจากธรรมชาติให้ชมจากลูกศิษย์ยักษ์กับโจน ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าแต่ละร้าน มีความคึกคัก ต่อแถวยาวเหยียด
มีของออร์แกนิกส์ให้เลือก อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับประเทศที่น่าสนใจมากๆ คอกาแฟ ต้องห้ามพลาดรู้มั้ย?  Mineral coffee และ  Chamod coffee
กาแฟแบบดริฟคุณภาพดีระดับโลกอยู่ที่นี่  บอกเลย คอกาแฟที่ว่าแน่!!
ต้องมาชิมด้วยตัวเอง

Mineral coffee และ  Chamod coffee

สิ่งทำให้อึ้ง เพราะกาแฟที่เราเจอ รสชาติดีมากกว่ากาแฟดำที่เคยดื่ม เมื่อ เราได้ชิมกาแฟดำ จากเกษตรกรไทย  ณ. ดอยชมหมอก จ.เชียงราย แหล่งปลูกกาแฟน้ำแร่คุณภาพดี ติดอันดับโลก Toptotravel อยากทำความรู้จักกับ กาแฟน้ำแร่ และ กาแฟชะมดไทย ที่คุณวศิน คชสาร แนะนำว่า Mineral เป็นกาแฟที่มีคาแฟอินน้อยที่สุด มีกลิ่นหอมรสชาตินุมนวล โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  ต้นกำเนิดกาแฟน้ำแร่ และ กาแฟชะมดไทย คุณภาพดีติดอันดับโลก ด้วยความตั้งใจของครอบครัวเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ถ่ายทอดการเรียนรู้วิถีชีวิตคนบนดอย ตามรอยศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ ๙

ขอขอบคุณข้อมูล จาก คุณธิติ  คชสาร  (K.THITI  KHOTCHASARN ) กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามกราวด์วอเตอร์ จำกัด และ บริษัท มิเนอรัล คอฟฟี่ จำกัด ปลูกกาแฟ ปลูกป่า รักษาต้นน้ำกาแฟน้ำแร่ และกาแฟชะมดคุณภาพดีระดับโลก ทำให้ธุรกิจกาแฟไทยโด่งดังระดับโลก ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติในโครงการ ปลูกกาแฟ ปลูกป่า รักษาต้นน้ำ ตอบแทนแผ่นดินพร้อมสรรหากาแฟพิเศษสุดมีกลิ่นหอมและรสชาติโดดเด่น กาแฟน้ำแร่ และกาแฟชะมดไทย ที่ดอยชมหมอก ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คุณธิติ คชสาร ให้ความรู้เรื่อง…กาแฟชะมด และกาแฟน้ำแร่  ด้วยความเชี่ยวชาญของ คุณธิติ คชสาร ทางด้านการสำรวจศึกษาน้ำบาดาล น้ำแร่ เจาะบ่อน้ำบาดาล แก้ไขโครงการที่พัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้แล้วเกิดความเสียหาย วางแผนบริหารจัดการน้ำให้กับโรงงาน โรงแรม รีสอร์ท ให้มีน้ำสะอาดใช้ได้อย่างยั่งยืนทั่วประเทศ มากกว่า 25 ปี จากผลงานที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ควบคู่กับกิจกรรมที่ส่งเสริม และมุ่งเน้นให้พัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างอนุรักษ์และยั่งยืน จนเป็นที่ยอมรับให้เป็น อันดับ 1 ของประเทศ ในด้านน้ำบาดาล

คุณธิติ คชสาร ผู้คิดค้นโครงการ CHAMOD COFFEE จากแนวคิดเริ่ม สู่ขบวนการสรรสร้างกาแฟคุณภาพดี ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ดอยชมหมอกกาแฟออกผลผลิตครั้งแรก ด้วยการศึกษาข้อมูลและได้ทดลองผลิตกาแฟชะมดในระบบฟาร์ม ลองเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ชะมดและปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติ จ.เชียงราย ส่งเสริมอาชีพเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง มีรายได้ ให้เกิดภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง

คุณธิติ คชสาร ผู้คิดค้นโครงการ CHAMOD COFFEE จากแนวคิดเริ่ม สู่ขบวนการสรรสร้างกาแฟคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย

CHAMOD COFFEE จากแนวคิดเริ่ม สู่ขบวนการสรรสร้างกาแฟคุณภาพดี ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ดอยชมหมอกเป็นแหล่งกำเนิดน้ำแร่ธรรมชาติไหลเป็นน้ำซับแพร่กระจายปกคลุมพื้นที่โครงการ สวนกาแฟอาราบิก้าห้อมล้อมด้วยป่าธรรมชาติ และยังเป็นที่อยู่อาศัยของชะมดป่า ความสูงและอากาศเย็น น้ำแร่กลั่นตัวเป็นทะเลหมอก เพิ่มความชุ่มชื่นปกคลุมไร่กาแฟ ตั้งอยู่บนแนวลาดเอียงของภูเขา จึงมีเศษหินผุที่พังทลายจากยอดเขาไหลลงมาปนกับดิน เมื่อฝนตกจะละลายแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ทำให้เหมาะกับการปลูกกาแฟคุณภาพดีในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ได้กาแฟคุณภาพดีทัดเทียมนานาชาติ มีกลิ่นหอมและมีรสชาติที่นุ่มนวลอ่อนละมุน

CHAMOD COFFEE

การปลูกกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์ดี ทริปปิก้าและเบอบอน แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ด้วยการใส่ใจดูแลสวนกาแฟอย่างถูกวิธี โดยทีมที่เชี่ยวชาญด้านการปลูกกาแฟในแหล่งน้ำแร่ ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์พื้นที่เหมาะสม มีไม้ใหญ่เป็นร่ม อากาศที่เย็นทำให้กาแฟสุกช้า เมล็ดกาแฟจึงมีเวลาดูดซับสารอาหารและแร่ธาตุนานยิ่งขึ้น  เมล็ดกาแฟจึงมีความสมบูรณ์ จากความชุ่มชื้นของทะเลหมอก น้ำแร่กาแฟ กลิ่นและรสชาติที่โดดเด่น เป็นที่ดึงดูดของชะมดป่า ต้นกาแฟในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติสุก จะมีกลิ่นหอมและรสหวาน เป็นที่ดึงดูดและโปรดปรานของชะมดป่า ชะมดป่าออกมา กินกาแฟในพื้นที่โครงการ ธรรมชาติของชะมดป่าจะเลือกกินเฉพาะกาแฟเชอรี่ลูกที่สุกสมบูรณ์เต็มที่การเก็บจากในป่าทุกวัน เพื่อรักษาคุณภาพ ความสะอาดและความสดใหม่ กาแฟชะมดที่เก็บได้ ต้องมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำแร่ในขบวนการผลิต และตากแดดในพื้นที่ มีอากาศบริสุทธิ์บนยอดเขาสูง จนกระทั่งแห้งเหจึงได้กาแฟกลิ่นหอม รสชาตินุ่มนวล นำมาสีและคัดขนาดก่อนนำไปคั่วและทดสอบโดย Q-grader กาแฟชะมดมีกลิ่นหอม รสชาตินุ่มนวล โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ CHAMOD COFFEE ตอบโจทย์คอกาแฟไทย และชาวโลกจากดอยชมหมอกสู่ผู้นิยมรสชาติกาแฟ  ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

MINERAL COFFEE
กาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์ดี ทริปปิก้า และเบอบอน ใส่ใจดูแลสวนกาแฟอย่างถูกวิธี  ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ โดยทีมที่เชี่ยวชาญด้านการปลูกกาแฟในแหล่งน้ำแร่ พื้นที่เหมาะสม อากาศเย็นทำให้กาแฟสุกช้า กาแฟจึงมีเวลาดูดซับสารอาหารและแร่ธาตุนานอีกทั้งยังได้รับความชุ่มชื้นจากทะเลหมอกน้ำแร่ กาแฟจึงมีความสมบูรณ์เพราะมีไม้ใหญ่เป็นร่มเงา อากาศเย็น ดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุ แหล่งน้ำแร่คุณภาพดี กาแฟจากสวนของเราจึงมีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่น การผลิตเลือกเก็บกาแฟเชอรี่เฉพาะลูกที่สุกสมบูรณ์เต็มที่ ด้วยมือทีละเมล็ด ใช้น้ำแร่ในขบวนการผลิต ตั้งแต่นำมาล้างทำความสะอาด และคัดแยกเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออก ด้วยสูตรเฉพาะ จากนั้นนำไปตากแดดในพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์บนยอดเขาสูง เม็ดกาแฟแห้งเหมาะสมนำมาเก็บบ่มเม็ดกาแฟคุณภาพ จากนั้นนำมาสีและคัดขนาดก่อนนำไปคั่วทดสอบโดย Q-grader จึงได้กาแฟน้ำแร่ที่มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ของ MINERAL COFFEE

นายวศิน คชสาร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มิเนรัลคอฟฟี่ จำกัด เล่าว่าMineral coffee และ Chamod coffee มีกาแฟแบบดริฟให้ได้ลิ้มลองกัน จิบกาแฟรสชาติกลมกล่อมปลูกและผลิตกาแฟคุณภาพดี ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ เพื่อให้ได้เป็น MINERAL COFFEE กาแฟดี ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติและ CHAMOD COFFEE กาแฟชะมดจากธรรมชาติ ที่มีกลิ่นหอม และรสชาติ
ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างชื่อเสียง ทุกขบวนการผลิตการสำรวจหาสถานที่ตั้งซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่คุณภาพดี,การคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับการปลูกบนภูเขาสูง, การปลูกและดูแลต้นกาแฟอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ, การเก็บผลผลิตที่ได้มาตรฐาน, การเพาะขยายพันธุ์ชะมดปล่อยคืนสู่ป่า เพื่อผลิตกาแฟชะมด จากธรรมชาติ
ที่เป็นสูตรเฉพาะ จึงมั่นใจได้ว่า กาแฟของเรามีคุณภาพดี กลิ่นและรสชาติ
ที่เป็นเอกลักษณ์ของ CHAMOD COFFEE
รายละเอียดของ  www.mineralcoffee.co.th

นายวศิน คชสาร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มิเนรัลคอฟฟี่ จำกัด

โครงการธรรมธุรกิจ ก่อตั้งโดย อ.ยักษ์ -ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (ประธานธรรมธุรกิจ),อ.โจน จันใด (รองประธานธรรมธุรกิจ),คุณหนาว – พิเชษฐ โตนิติวงศ์ (ผจก.ธรรมธุรกิจ) ได้นำพากลุ่มชาวนาธรรมชาติ (ชาวไร่และชาวนาดั้งเดิม) และกสิกรอินดี้ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ยักษ์กะโจน ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้าหลังจากสร้างขั้นพื้นฐานมาแล้วใน 3 ปีแรก

ทั้งหมดนี้  เป็นเพียงส่วนหนึ่งสำหรับความน่าสนใจจากโครงการธรรมธุรกิจ ที่ฐานธรรมฯ พระราม ๙ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชา กลางเมือง มีกิจกรรมพิเศษ คือ การทาสีบ้านดิน ที่เราใช้หลายมือหลายเท้า มาช่วยกันย่ำ ช่วยกันก่อ ช่วยกันสร้างจนเป็นหลังขึ้นมาแล้ว ณ บัดนี้ เพื่อใช้เป็นร้านกาแฟ เป็นที่แฮงก์เอาท์ เป็นที่มาพบปะเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ มาเรียนรู้ มาหัวเราะ
มาร้องไห้ มาบ่น ฯลฯ

สินค้าคุณภาพจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ แล้ว เพราะหลายอย่างนี่หลายคนหาซื้อแถวบ้านได้ยากมาก แต่ในงานนี้มีให้เลือกซื้อเพียบเยอะเลย

พบกัน เสาร์ อาทิตย์ ที่ฐานธรรมพระราม ๙ (โรงเรียนชาญวิทย์) กรุงเทพฯ
อย่าลืมหาเวลามาพบกันใหม่ในงานตลาดนัดธรรมชาติ “ยักษ์กะโจนสัญจร”

#ตลาดนัดธรรมชาติ
#ฐานธรรมฯพระราม๙
#ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง

ARROW & EXCELLENCY DELIGHTED PARTY

ต้อนรับเทศกาลแห่ง “ความสุข”
พร้อมส่งมอบของขวัญชิ้นพิเศษ
ให้กับคนสำคัญ

หนุ่มๆรู้ไหม? เวลาจะซื้อเสื้อผ้าทั้งที ต้องเลือกเสื้อที่สามารถยับยั้งแบคทีเรีย สดชื่น ไร้กลิ่นอับชื้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ ARROW FRESH  ที่ช่วยสร้างความมั่นใจได้ตลอดทั้งวัน และด้วยเทคโนโลยีพิเศษของ  ARROW ทำให้คุณสมบัติ ที่ไม่ว่าจะซักไปกี่น้ำ ก็ยังยับยั้งแบคทีเรีย สดชื่น ไร้กลิ่นอับชื้นได้ตลอดอายุการใช้งาน แถมกระบวนการผลิตยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนกระดุมเสื้อของ ARROW ทุกตัว พิถีพิถันด้วยการเย็บแบบลูกศรที่สวยงา มและใส่แล้วยังช่วยเพิ่มความทนทาน ไม่หลุดง่าย  อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ARROW พร้อมการบริการเย็บกระดุมเสื้อที่ชำรุด ฟรี ที่เคาน์เตอร์  ARROW ทุกสาขา

วันนี้มาชมบรรยากาศสดจากงาน “ARROW & Excellency Delighted Party”  สัมผัสแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นล่าสุดจากฤดูกาลแห่งความสุขเริ่มแล้ว กับคอลเลคชั่นล่าสุดจาก ARROW & Excellency ด้วยไอเดียการแต่งตัวในแบบฉบับ ARROW

เทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการส่งมอบความสุขอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลนี้ คือการมอบของขวัญให้กับคนสำคัญ เพื่อต้อนรับเทศกาลส่งมอบความสุข  ถึงเวลามาจับคู่เป็น “พันธมิตร” กันอีกครั้งกับ ARROW & EXCELLENCY ต้อนรับเทศกาลแห่ง “ความสุข” พร้อมส่งมอบของขวัญชิ้นพิเศษให้กับคนสำคัญ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส และ ฤดูกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2018 ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน รื่นเริง เบิกบานใจให้ออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์คอลเลคชั่นล่าสุดของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากทั้ง 2 แบรนด์ในปีนี้ ไม่ว่าจะวาระไหน คุณก็สามารถแต่งกายให้เหมาะสมกับ กาลเทศะ และ เข้าได้ กับทุกงาน

หากต้องการแต่งกายสุภาพ สบาย พิถิพิถัน แบบลำลอง ต้องนึกถึง
ARROW : CELBRATION 2018 ด้วยเฉดสีสวยสดใส สนุกสนาน เบิกบานใจ อย่างไม่เป็นทางการแต่ถ้าเมื่อใดต้องการความหล่อเนี๊ยบ ทุกกระเบียดนิ้ว เปรียบประดุจเจ้านาย เข้าสังคม พบปะสังสรรค์  กับผู้คน ให้นึกถึง EXCELLENCY : THE CELEBRATION MOMENTS เป็นทางเลือกแรกสำหรับคุณ ด้วยความหรูหรา สง่างาม ตามวาระสำคัญนั้น

ถึงจะเป็น “ผู้ชาย” ก็ขอใส่ใจในรายละเอียดกันสักนิด หยิบจับชุดมาใส่แต่ละครั้ง ยังจำเป็นต้องให้ ดูดี พิถีพิถัน มีระดับ เข้ากับทุกสไตล์มากกว่าใคร จนคุณได้ชื่อว่าเป็น  ผู้ชาย…ไม่หยุดหล่อ ARROW : CELEBRATION 2018 เรียบง่าย สวมใส่สบาย สไตล์ CASUAL

ARROW: CELEBRATE 2018 เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข ในบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ที่ใกล้มาถึง จากเทศกาลที่จะสร้างเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ให้กับครอบครัว เพื่อนฝูง และทุกคนที่รู้จัก ได้ใช้เวลามาเฉลิมฉลองร่วมกัน เพื่อมอบของขวัญชิ้นสำคัญให้แก่กัน ใน “วันสำคัญ” ซึ่งจะกลับมาเยือนอีกครั้งของ…ทุกปี

ARROW : CELEBRATE 2018 ให้ทุกคนสัมผัสรับรู้ได้ถึงผลงานสร้างสรรค์ ซึ่งบ่งบอกถึง ความเรียบง่าย สวมใส่สบาย สไตล์ CASUAL ของการสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แบรนด์ ARROW ที่มาพร้อมความสุข ควา สนุกสนาน รื่นเริงใจ เน้นความหลากหลายของสีสันมากขึ้น ทั้งอ่อนหวาน นุ่มนวล สบายตา โรแมนติก กับ โทนสีพาสเทล หรืออบอุ่น โดดเด่น ดึงดูดใจ แฝงไว้ซึ่งเสน่ห์ กับ โทนสีร้อนแรง สดใส เพื่อให้เหมาะสมกับบรรยากาศอันหนาวเย็นในฤดูกาลนี้ ด้วยเสื้อถักไหมพรม เสื้อแจ๊คเกต เสื้อเชิ้ต เสื้อโปโล กางเกงลำลองสีสันสดใส ให้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี สามารถเลือกสรรมาสวมใส่กันได้ ไม่ว่าจะวันทำงานหรือวันพักผ่อน ในฤดูกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2018

EXCELLENCY : THE CELEBRATION MOMENTS
หรูหรา สง่างาม อย่างเป็นทางการ สไตล์ DRESSY

EXCELLENCY : THE CELEBRATION MOMENTS เข้ามาร่วมสร้างสีสันของความสง่างามสมชื่อแบรนด์ EXCELLENCY อย่างแท้จริง และดูเหมือนว่า ช่วงเวลา โอกาส ความเหมาะสม ของฤดูกาลนี้ จึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจพร้อมความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดเป็นผลงานเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายรูปลักษณ์ของ TUXEDO & SUIT ซึ่ง หรูหรา สง่างาม อย่างเป็นทางการ สไตล์ DRESSY เหมาะสำหรับ งานสำคัญ เทศกาลสำคัญ คนสำคัญ ด้วยความคุ้มค่า และยังถือว่าเป็นหนึ่งของเครื่องแต่งกาย ที่
เมื่อคุณผู้ชายสวมใส่แล้วภาพลักษณ์ที่ออกมาจะหล่อและดูดีที่สุด

TUXEDO & SUIT คือ คำตอบของ EXCELLENCY : THE CELEBRATION MOMENTS กับช่วงฤดูกาลนี้ ที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการได้แต่งกายด้วย ภาพลักษณ์ ดูดี เนี๊ยบ แต่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนานที่สุดในรอบปี ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนนำไปใช้ได้ในหลากสไตล์ เปลี่ยนลุคจากผู้ชายเคร่งขรึม เป็นผู้ชายอารมณ์ดี เปลี่ยนจาก  DRESSY BUSINESS เป็น  SMART CREATIVE CASUAL โดยไม่ทิ้งความเท่ ความมีเสน่ห์ ที่จะกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว และเมื่อบรรยากาศของความหนาวเย็นมาเยือน จึงเป็นโอกาสดีที่คุณผู้ชายจะน่าสนใจกันอีกครั้งกับผ้าพันคอ (SCARF) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชิ้นที่ทำให้คุณดูดีและหล่อขึ้นมาได้ทันที โดยเลือกที่มีส่วนผสมของ WOOL สำหรับอากาศเย็นมาก และ COTTON เนื้อดี สำหรับอากาศเย็นน้อย ให้เข้ากับช่วงฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่จะมาถึงนี้

ARROW & EXCELLENCY DELIGHTED PARTY
วันที่ 7 ธันวาคม 2560 เวลา 16.30 -17.50 น.
ณ บริเวณ ชั้น M (Paris) ศูนย์การค้า Terminal 21 (อโศก)
#ARROW #ARROW EXCELLENCY DELIGHTED PARTY

ททท. เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมอาเซียน

“Experience Thailand and MORE”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโหมเคมเปญ Open to the New Shades เปิดตัวคู่มือการท่องเที่ยว “Experience Thailand and MORE” สร้าง 4 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมไทย-อาเซียน ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ชูจุดเด่นกรุงเทพจุดหมายเริ่มต้นทัวร์อาหาร บุรีรัมย์  จุดหมายเริ่มต้นทัวร์กีฬา เชียงรายจุดหมายเริ่มต้นทัวร์ประวัติศาสตร์ และภูเก็ตจุดหมายเริ่มต้นเส้นทางสายเปอรานากัน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือคู่มือการท่องเที่ยว “Experience Thailand and MORE” ซึ่งรวบรวมเส้นทางการท่องเที่ยว 4 เส้นทาง ได้แก่ A Journey of ASEAN Ancient Kingdoms, ASEAN Peranakan and Nature Trail, Mekong Active Adventure Trail และ ASEAN World-Class Culinary and Heritage Cities โดย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกล่าวว่า ตามที่ ททท. ได้เปิดตัวเคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ “Open to the New Shades” ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยว ประสบการการท่องเที่ยวที่หลากหลาย พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว

การเปิดตัวเส้นทางการท่องเที่ยวทั้ง 4 เส้นทางนี้ เป็นการสร้างการรับรู้ใหม่ให้แหล่งท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งกรุงเทพให้ฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomic tourism) บุรีรัมย์ ในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและผจญภัย (Sport and Adventure Tourism) เชียงรายในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (History and New Destination Tourism) และภูเก็ตในฐานะจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ซึ่งจากนี้ ททท. จะมีการโปรโมต ออกไปยังทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยและเพื่อนบ้านมีความพร้อมรับเทรนด์การท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการการท่องเที่ยวในแบบฉบับเฉพาะตัวมากขึ้น เรามีแหล่งท่องเที่ยวทางอาหาร แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬา และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่หลากหลายและแปลกใหม่ อย่างเช่นเวลาคนนึกถึงภูเก็ต ก็จะนึกถึงทะเลสวยๆ ชายหาดสวยๆ แต่วันนี้ เราชวนคนจากทั่วโลกมารู้จักภูเก็ตในมุมวัฒนธรรม สร้างเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมเปอรานากัน ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ลังกาวี ไปจนถึงปีนัง ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวไทย และการท่องเที่ยวในภูมิภาค สามารถตอบสนองพฤติกรรมนักท่องเที่ยวได้หลายหลายกลุ่มมากขึ้น เป็นการสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเป็นการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปทั้งในเมืองรองและชุมชนต่างๆ

โดยภายในงานเปิดตัวหนังสือคู่มือท่องเที่ยวดังกล่าว ททท. ยังมีการจัดสัมมนา Travel Inspiration Pitch โดยเชิญชวนบุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นตัวแทนเส้นทางการท่องเที่ยวแต่ละเส้นทาง มาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวในแบบฉบับของตน ประกอบด้วย เชฟต้น ธิติฏฐ์  ทัศนาขจร เจ้าของร้านฤดู เชฟคลื่นลูกใหม่ไฟแรง ที่มาเล่าถึงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร



ท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomic tourism) บุรีรัมย์ ในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและผจญภัย (Sport and Adventure Tourism) เชียงรายในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (History and New Destination Tourism) และภูเก็ตในฐานะจุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ซึ่งจากนี้ ททท. จะมีการโปรโมต ออกไปยังทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยและเพื่อนบ้านมีความพร้อมรับเทรนด์การท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการการท่องเที่ยวในแบบฉบับเฉพาะตัวมากขึ้น เรามีแหล่งท่องเที่ยวทางอาหาร แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬา และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่หลากหลายและแปลกใหม่ อย่างเช่นเวลาคนนึกถึงภูเก็ต ก็จะนึกถึงทะเลสวยๆ ชายหาดสวยๆ แต่วันนี้ เราชวนคนจากทั่วโลกมารู้จักภูเก็ตในมุมวัฒนธรรม สร้างเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมเปอรานากัน ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ลังกาวี ไปจนถึงปีนัง ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวไทย และการท่องเที่ยวในภูมิภาค สามารถตอบสนองพฤติกรรมนักท่องเที่ยวได้หลายหลายกลุ่มมากขึ้น เป็นการสร้าง  การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเป็นการกระจายรายได้จาก  การท่องเที่ยวไปทั้งในเมืองรองและชุมชนต่างๆ

“ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย อย่างบุรีรัมย์ก็เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวทางกีฬาที่เรียกได้ว่า มาแรงที่สุดในภูมิภาค ส่วนทางอีสานใต้ ลาวใต้ และกัมพูชา ก็มีเส้นทางท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอย่างยิ่ง ผมอยากเชิญชวนให้คนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หันมามองและท่องเที่ยวเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านในมุมใหม่ๆ ” คุณไชยชนก กล่า

ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ สามารถขอรับคู่มือการท่องเที่ยว “Experience Thailand and MORE” ได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ร่วมเชียร์ Mister Supranational Thailand 2017

พร้อมเกินร้อยทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทย

เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 19 พย. 2560 ณ สนามบินสุวรรณภูมิ  ตัวแทนจากประเทศไทย “อารัช วิทยากรณ์” Mister Supranational Thailand 2017 ออกเดินทาง เพื่อไปร่วมประกวดสุ ดยอดนายแบบโลก หรือ Mister Supranational 2017 โดยเดินทางออกจาก ประเทศไทย โดยสายการบิน Lufthansa : Airbus Industrie A380-800 เที่ยวบินที่ LH773 เวลา 23.50 น. สู่จุดหมายปลายทางยังสนามบินคราคูฟ-บาลิเซ ประเทศโปแลนด์



ผู้ที่คว้ามงฯ Mister Supranational Thailand 2017 คือ หนุ่มหล่อลูกครึ่งไทย-ปากีสถาน วัย 24 ปี  อารัช  วิทยากรณ์ สามารถชนะบนเวที Mister Supranational 2017 คนแรกของไทย และ คนที่ 2 ของโลก ตัวแทนจากจังหวัดระยอง เป็นตัวแทนหนุ่มไทย เดินทางไปประกวด Mister Supranational 2017 ที่ประเทศโปแลนด์

บรรยากาศที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่นประกอบไปด้วยพ่อแม่ญาติพี่น้อง นักข่าว และ บรรดาแฟนคลับ มาร่วมส่งกำลังแรงใจให้ น้องอารัช ประสบผลสำเร็จ และได้รับชัยชนะ ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยออกมาดีอย่างแน่นอนค่ะ

ทั้งนี้ Mister Supranational 2017 เวทีประกวดนายแบบระดับโลกซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เป็นเวทีที่เจ้าของเดียวกับเวที Miss Supranational ลิขสิทธิ์ของประเทศ โปแลนด์ จัดมาตั้งแต่ 2009 ต่อมาปี 2016 ได้ แตกแขนงจัดเวทีผู้ชายขึ้นชื่อว่า Mister Supranational 2016 ผู้ชนะคนแรกเป็นชาวเม็กซิโก ผู้ชนะเวทีนี้ สามารถต่อยอดอาชีพนายแบบระดับอินเตอร์สามารถรับงานเดินแบบ ถ่ายแบบ งานบันเทิงอื่นๆได้ในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาพร้อมสัญญา 1 ปี และเงินรางวัลถึง 10,000 เหรียณสหรัฐ(สำหรับผู้ชนะ)

ทั้งนี้อารัชต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย กับการนำศิลปวัฒนธรรมไทย ความรู้ความสามารถหลายๆด้านๆ ทั้งด้านกีฬาทั้งไทยและสากล หรือแม้แต่ฝีมือด้านการทำอาหารไปเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก เพื่อร่วมเก็บตัวทำกิจกรรมกับกองประกวดเวที  Mister Supranational 2017 
ณ ประเทศโปแลนด์ และประเทศสโลวาเกีย
ระหว่างวันที่ 20 พ.ย. – 2 ธ.ค. 2560
รอบตัดสินคืนวันที่ 2 ธค.60  (เวลาท้องถิ่นประเทศโปแลนด์)

บรรดาแฟนคลับ สื่อมวลชน แฟนๆ เพื่อนจากกองประกวด แห่ให้กำลังใจ และรอต้อนรับกันอย่างคับคั่ง หลายคนมารอกันที่สนามบินตั้งแต่ 18.00 น. การเดินทางออกจากประเทศไทยของ อารัช  วิทยากรณ์  ที่สนามบินสุวรรณภูมิ



กองประกวด Mister Supranational 2017 ขอเชิญร่วมส่งกำลังใจให้กับตัวแทนประเทศไทย ร่วมส่งกำลังใจและแรงเชียร์ให้ น้อง อารัช Mr. Supranational Thailand 2017  ที่กำลังเข้าร่วมประกวด Mister Supranational 2017 ณ. ประเทศโปแลนด์ และ ประเทศสโลวาเกีย

สามารถโหวตให้อารัชผ่านแอพพิเคชั่น Vodi
ดาวน์โหลดแอพฟรีได้โดยตรงโดย
โหวตฟรีได้วันละ 10 ครั้ง และยังแชร์ไปที่เพื่อนๆ ทาง facebook ให้ช่วยโหวตต่อได้อีกด้วย

#MisterSupranationalThailand
#MisterSupranational #MisterSupranational2017 #SupraVote2017
#SupraFans #SupraShow #SupraProduction #SupraMen #GlobalBeautiesGrandSlam

 

พ่อไม่ได้จากไปไหน

นิทรรศการต้นแบบความพอเพียงและเรียบง่าย ของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

ต้นแบบความพอเพียงของในหลวง คือสมเด็จย่า  พระองค์ทรงสอนให้ลูกๆ ทุกคนเห็นคุณค่าของข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างที่มี และตั้งตนอยู่บนความประหยัดและเรียบง่าย ตลอด 70 ปี แห่งการครองราชย์ สิ่งที่เราปวงชนชาวไทยทั้งหลายได้เห็น คือต้นแบบของการให้ทุกอย่างด้วยใจ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนพื้นฐานของความเรียบง่ายและถ่อมตนมากที่สุด และที่สำคัญคือ ทั้งหมดนี้ พระองค์ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน

 

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่สุดครั้งหนึ่งของคนไทย พวกเราไม่เคยคาดคิดและไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกและครั้งเดียว ช่วงค่ำของวันที่  (๑๓ ต.ค. ๕๙)  สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้สวรรคตแล้ว ซึ่งภายหลังข่าวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ได้สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติทั่วทั้งโลก

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95-11

ความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงพร้อมพสกนิกรชาวไทยนับล้านคนทั่วโลก ไม่มีคำพูดใดๆที่จะแสดงออกถึงความลึกซึ้งในใจที่บอกไม่ได้ถึงความศูนย์เสียในครั้งนี้
ความโศกเศร้า… คนไทย หลั่งน้ำตาร้องให้พ่อ น้ำตานองแผ่นดิน  ในความอาลัย… พวกเราชาวไทยยังช่วยเติมกำลังใจให้กัน ในวันที่เราเคยกลัวว่าจะไม่มีทางออก

เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานับประการมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ในทั่วทุกเขต
ขัณฑ์ที่ทุรกันดาร เพื่อให้ปวงพสกนิกรชาวไทยได้มีความผาสุก ประเทศชาติเป็นปึกแผ่นร่มเย็นภายใต้พระบารมีและพระราโชบาย “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

คุณมัญชุสา อุดมวิทย์ กรรมการบริหารบริษัท ณ.สยามแกลเลอรี จำกัด งานนิทรรศการ ‘พ่อไม่ได้จากไปไหน’

ณ.สยามแกลเลอรี  ได้รวบรวมเอาไว้และครั้งนี้ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกและถือว่าเป็นงานนิทรรศการประติมากรรม รัชกาลที่ 9 ที่มากที่สุดเท่าที่
เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ท่านมีต่อปวงพสกนิกรชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพและเปิดโอกาสให้นักศิลปะศิลปินใหม่ๆ ที่มีฝีมือชั้นเยี่ยมในด้านงานศิลปะได้มีพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานออกเผยแพร่สู่สาธารณชนได้โดยง่าย”

โดยงานนิทรรศการจะแบ่งเป็น 7 โซน ได้แก่
โซนที่ 1 เป็นวีดีทัศน์ที่จัดทำขึ้นใหม่สำหรับงานนี้ มีความยาวประมาณ 5 นาที เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจของการจัดนิทรรศการครั้งสำคัญนี้ จัดแสดง วีดีทัศน์ชุด “มหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ นาม ภูมิพล”

โซนที่ 2 “ยุวกษัตริย์แห่งสยาม/ธ ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา”

โซนที่ 3 “สายใยแห่งความผูกพัน”

โซนที่ 4 “พระบารมีแผ่ทั่วหล้า ชาวประชาล้วนเปรมปรีดิ์”

โซนที่ 5 “ใต้ร่มพระบริบาล สุขสาญด้วยความร่วมเย็น”

โซนที่ 6  “องค์อัครศิลปิน/ผู้ทรงธรรมแห่งแผ่นดิน” และ โซนที่ 7 “พุทธศาสนูปถัมภ์ ค้ำชูพระพุทธศาสนา”

นอกจากนี้  ยังมีการจัดทำ Passport Book เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมนิทรรศการ แสตมป์ให้ครบทั้ง 7 โซน เพื่อรับสายรัด ข้อมือที่ระลึกจากงานฟรีอีกด้วย สลับกับการแสดงจากน้องๆ ตัวแทนโรงเรียนในเขตใกล้เคียงหมุนเวียนมาวันละ 2 รอบ มุมศิลปะ Art for all “พาพ่อกลับบ้าน” ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษาเพาะช่างในการหล่อปูนปาสเตอร์ และ ให้คนที่มาชมนิทรรศการได้ลงสีและนำกลับบ้าน มุมเสวนาจากศิลปินชื่อดังที่นำผลงานพระบรมรูปมางานโชว์ 9 วัน 9 ศิลปิน “ปฏิมากรของพระราชา” (เวลา 15.30 น. ของทุกวัน) และมุมขายของที่ระลึก เสื้อยืด , Photo Book และ นาฬิกา

พบกันในงาน นิทรรศการ พระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ ๙ ครั้งแรกมากที่สุดในประเทศไทย ร่วมกันรำลึก ถึงพระราชกรณียกิจที่ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกท่าน และร่วมชมประติมากรรมพระบรมรูป ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เยอะที่สุดในประเทศไทย จากผลงานศิลปินชั้นเยี่ยม ของเมืองไทย และพบกับผลงานใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน พร้อมร่วมกิจกรรมมากมายที่เตรียมไว้สำหรับชาวไทย แล้วพบกัน

อย่าลืมแชร์ และเข้าชม ฟรี ที่สำคัญมีอาหาร และเครื่องดื่มพร้อมบริการ และร่วมกิจกรรมอีกมากมาย เช่น Art for all ทีคุณสามารถรังสรรค์ผลงาน พระบรมรูป ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ชื่นชมเป็นที่ระลึกกลับบ้านด้วย และของที่ระลึกที่มีเฉพาะในงานเท่านั้น

ณ สยาม แกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ และ ห้องแสดงผลงานศิลปะ
ซอย ลาดพร้าว 122-124 แยก 1 ( มีที่สะดวกมากมีที่จอดรถ)

โทรศัพท์ 02-514-0600, 081-495-2639, 081-914-9389

Kaspersky โซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ตามบ้าน

แคสเปอร์สกี้ แลป ประเทศไทย
เปิดตัว Kaspersky 2018

เปิดตัว Kaspersky Total Security 2018 และ Kaspersky Internet Security 2018 รวมถึงโซลูชั่นพื้นฐานอย่าง Kaspersky Anti-Virus 2018
มาพร้อมการปกป้องแบบมัลติดีไวซ์ ในยุค “Household 2.0” คือยุคที่ในบ้านประกอบด้วยอุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ตเฉลี่ยจำนวน 6.3 ชิ้น  มีผู้พักอาศัย 2.4 คน และสัตว์เลี้ยงอีก 0.3 ตัวต่อครอบครัว!!

ยุคของบ้านพักอาศัย 2.0 คือ ยุคที่ทุกย่างก้าวคือชีวิตออนไลน์ ปัจจุบันพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วในบ้านหนึ่งหลังมีอุปกรณ์ 6.3 ชิ้นเชื่อมต่อออนไลน์ เกิดเป็นชั่วโมงออนไลน์จำนวนมาก และว่าผู้พักอาศัยในบ้านก็ใช้งานเว็บเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นเหยื่อของโปรแกรมและเว็บไซต์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย ในรายงานวิจัยประจำปีของแคสเปอร์สกี้ แลป พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 63% ต่างกังวลใจกับอีเมลฟิชชิ่งและเว็บไซต์ปลอม และเพื่อตอบโจทย์ความกังวลนี้ Kaspersky Internet Security และ Kaspersky Total Security มีเทคโนโลยีต่อต้านฟิชชิ่ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการตรวจจับและป้องกันผู้ใช้จากอีเมล์หลอกลวง และสแปมรวมถึงเว็บไซต์ปลอมและลวงข้อมูล นอกจากนั้นยังมีการปรับปรุงระบบ URL Advisor ในการดูแลการค้นหา URL ให้กับผู้ใช้เพื่อรู้ว่าเว็บไซต์ที่ค้นหานั้น
มีความปลอดภัยหรือไม่ มีพิรุธหรืออันตรายหรือว่าเป็นเว็บไซต์หลอกลวงหรืออาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสียหายกับคอมพิวเตอร์อย่างไรหรือไม่ โดยจะแสดงให้เห็นได้ชัดในแต่ละลิ้งก์
แคสเปอร์สกี้ แลป เสนอโซลูชั่นเรือธงชั้นนำล้ำยุคสู่ตลาดไทย เพื่อปกป้องผู้บริโภคโลกยุคที่รูปแบบความทันสมัยในครัวเรือนนั้นกำลังเปลี่ยนโฉมไปอีกครั้ง สู่รูปแบบที่เรียกว่า “บ้านพักอาศัย 2.0” ประกอบตัวเลขเฉลี่ยของผู้พักอาศัย 2.4 คน1 มีสัตว์เลี้ยง 0.3 ตัว2 และมีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย 6.3 ชิ้น3 ต่อครอบครัว แถมอุปกรณ์เหล่านี้ก็เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นต่อในชีวิตประจำวัน แคสเปอร์สกี้ แลป ประเทศไทย ร่วมกับบริษัท ไอคอม เทค ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคของแคสเปอร์สกี้ แลป อย่างเป็นทางการ จึงได้เปิดตัว Kaspersky Total Security 2018 และ Kaspersky Internet Security 2018 รวมถึงโซลูชั่นพื้นฐานอย่าง Kaspersky Anti-Virus 2018 ที่ได้รับการปรับยกสมรรถนะประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูแลอุปกรณ์ส่วนตัวในครัวเรือนเหล่านั้นได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เราใส่ใจให้การดูแลสมาชิกและสัตว์เลี้ยงในบ้านของเรา

จากข้อมูลของ Kaspersky Security Network หรือ KSN ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2560 ผลิตภัณฑ์ของแคสเปอร์สกี้ แลป สามารถตรวจจับเหตุการณ์ที่เกิดจากมัลแวร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้ถึง 2,947,918 เหตุการณ์ โดยรวมแล้ว มีผู้ใช้งานในประเทศไทยจำนวน 17.6% ที่ถูกโจมตีในช่วงเวลาดังกล่าว

คุณสเตฟาน นิวไมเออร์ กรรมการผู้จัดการ แคสเปอร์สกี้ แลป เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ตัวเลขสถิติของ KSN ข้างต้นนั้น ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประสบเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นขณะท่องเว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ 33 ของโลก จากรูปแบบครัวเรือนในปัจจุบันนี้ พบว่ามีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าสมาชิกครอบครัวและสัตว์เลี้ยงรวมกันเสียอีก และอุปกรณ์เหล่านี้ต่างมีบทบาทในชีวิตประจำวันในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ จากการใช้งานเพื่อรองรับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อจับจ่ายซื้อของ หรือแชร์วิดีโอสมาชิกตัวน้อยในบ้าน การเชื่อมต่อเหล่านี้ย่อมพ่วงมากับความกังวลด้านความปลอดภัย แต่อัตราเสี่ยงในทุกวันนี้กลับเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ใช้ทั่วไปยังใช้อุปกรณ์โดยไม่มีการป้องกันการคุกคามทางไซเบอร์กันเลย ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ มัลแวร์ การหลอกลวงการการเงิน และรูปแบบอื่นๆ”

คุณสเตฟาน กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์ Kaspersky Total Security และ Kaspersky Internet Security รุ่นล่าสุด ได้รับการออกแบบให้ปกป้องการใช้งานภายในบ้านสมัยใหม่ ช่วยให้ผู้พักอาศัยสมาชิกในครัวเรือนมีศักยภาพที่จะดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และดูแลจังหวะการใช้ชีวิตดิจิทัลให้แก่ทุกคนในครอบครัว ให้เหมือนกับที่เราใส่ใจให้การดูแลสมาชิกและสัตว์เลี้ยงในบ้านของเรา

านคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลอันมีค่า  จากความหวาดกลัวเว็บไซต์ปลอมก่อให้เกิดความกังวลว่าการใช้งานภายในบ้านนั้นอาจจะเป็นช่องทางให้สูญเสียข้อมูลที่อยู่ในบรรดาอุปกรณ์ 6.3 ชิ้นในบ้านหลังหนึ่งๆ ได้ โดยข้อมูลที่สุดหวงแหนแห่งยุคคือ รูปภาพ ซึ่งในความจริงแล้ว จากการวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป พบว่า การสูญเสียภาพถ่ายดิจิทัลของหลายๆ คนทำให้เกิดความเครียดมากกว่าการเลิกคบเพื่อนหรือความเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยงด้วยซ้ำไป

จากการที่ข้อมูลกลายเป็นของรักของทุกคนไปแล้ว พบว่าผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าครึ่ง (56%) ต่างกังวลว่าข้อมูลของพวกเขานั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะโดนเรียกค่าไถ่ ซึ่งความกังวลนี้เกิดมากขึ้นหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุดของ WannaCry และเพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยตามบ้านสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านยุค 2.0 ได้อย่างสงบสุข Kaspersky Internet Security และ Kaspersky Total Security ได้เพิ่มความสามารถในการตรวจจับและป้องกันโปรแกรมเรียกค่าไถ่ ซึ่งได้รับการปรับปรุงเพื่อต่อกรได้แม้กระทั่งแรนซัมแวร์ที่ซับซ้อนมากที่สุด

ทุกครอบครัวต้องการเก็บความลับไว้กับตัวเอง แต่ในยุค “บ้านพักอาศัย 2.0” นั้น ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มักถูกคุกคามทางออนไลน์ ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าข้อมูลอาจจะตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลบางส่วนที่เก็บอยู่ในอุปกรณ์ส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน มีผู้ใช้ถึง 44% ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของผู้ใช้จะมั่นคงปลอดภัยอยู่กับตัวเอง ด้วยความสามารถใหม่ในการล็อกการทำงานแอพพลิเคชั่นบนมือถือระบบแอนดรอยด์ จึงมีการเพิ่มระดับชั้นของการปกป้องด้วยรหัสลับให้กับผู้ใช้ได้กำหนดในแต่ละแอพพลิเคชั่น เช่น บริการรับส่งข้อความ เครือข่ายสังคม อีเมล หรือข้อมูลลับอื่นๆ ไม่ให้บุคคลอื่นเรียกใช้เข้าถึงได้ โดยที่ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติ Kaspersky Secure Connection service ที่มีอยู่ทั้งใน Kaspersky Internet Security และ Kaspersky Total Security ที่จะช่วยในการเข้ารหัสข้อมูลที่รับและส่งบนเครือข่ายไร้สายที่ไม่มีการรักษาความปลอดภัยหรือบนเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่งด้วย

การใช้งานอินเทอร์เน็ตของเด็กๆ คือหัวใจที่ต้องดูแลป้องกันภายในครัวเรือน  แม้ว่าจะมีความกังวลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ “บ้านพักอาศัย 2.0” ยังนำมาซึ่งความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อสมาชิกในครอบครัวที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยผู้ใช้ 60% กังวลเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตของบุตรหลาน ว่าอาจเข้าถึงเนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ แคสเปอร์สกี้ แลป นำเอาระบบควบคุมการใช้งานโดยผู้ปกครอง (parental controls) ของแคสเปอร์สกี้ แลป มาบรรจุไว้ใน Kaspersky Total Security ล่าสุดนี้ด้วย ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถตั้งช่วงเวลาใช้งานสำหรับอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่มีอยู่ในบ้าน รวมถึงกำหนดแอพพลิเคชั่นให้เด็กๆ ได้ใช้งาน รวมถึงป้องกันการเข้าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ ภาษาลามกอนาจาร หรือข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดและอื่นๆ ทั้งหมดรวมอยู่แล้วในคุณสมบัติของบริการ Kaspersky Safe Kids

คุณเอเลน่า คาร์เชงโก้ หัวหน้าฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า “อุปกรณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเราและครอบครัว ขยายขอบเขตการใช้งานทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การเรียนรู้ การสื่อสาร และได้เปิดช่องทางให้เกิดธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ แถมยังช่วยให้ทุกคนดำเนินชีวิตได้ต่อเนื่อง และไม่น่าแปลกใจเลยว่าในยุคบ้านพักอาศัย 2.0 จะมีอุปกรณ์เหล่านี้มากกว่าคนและสัตว์เลี้ยงที่อาศัยอยู่ในบ้านเสียอีก”

“แต่สิ่งที่เราพบจากการสำรวจนั้นชี้ว่า การเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลาของเรานำมาซึ่งความกังวลโดยธรรมชาติในเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ จากความกลัวที่จะตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง รวมถึงความกังวลในเรื่องการใช้งานออนไลน์ของเด็กๆ ที่อยู่ในบ้าน ซึ่งความกังวลเหล่านี้ได้ถูกตอบโจทย์ทั้งหมดอยู่แล้วในผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุดของ Kaspersky Internet Security และ Kaspersky Total Security ซึ่งถือว่าเป็นโซลูชั่นด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่นำเสนอแนวทางที่ฉลาดที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูแลการใช้งานของทั้งครอบครัวในโลกของดิจิทัลโดยที่ไม่ขัดขวางการเปิดประสบการณ์บนโลกออนไลน์”

คุณสเตฟาน กล่าวว่า
“ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญมากที่สุดตลาดหนึ่งของแคสเปอร์สกี้ แลป ติดอันดับหนึ่งในสามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและทรัพยากรบุคคลที่มีการศึกษา ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้งานออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ขณะที่จำนวนผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้น แต่ความตระหนักรู้ในเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์กลับไม่เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้ตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย”

ผลิตภัณฑ์ Kaspersky Total Security 2018, Kaspersky Internet Security 2018 และ Kaspersky Anti-Virus 2018 มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ทั่วประเทศ สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าไอทีชั้นนำในราคาต่อไปนี้:-

· Kaspersky Total Security 2018 (1 ดีไวซ์ 1 ปี): 990 บาท

· Kaspersky Total Security 2018 (3 ดีไวซ์ 1 ปี): 1,890 บาท

· Kaspersky Internet Security 2018 (1 ดีไวซ์ 1 ปี): 890 บาท

· Kaspersky Internet Security 2018 (3 ดีไวซ์ 1 ปี): 1,780 บาท

· Kaspersky Anti-Virus 2018 (1 ดีไวซ์ 1 ปี): 690 บาท

· Kaspersky Anti-Virus 2018 (3 ดีไวซ์ 1 ปี): 1,380 บาท

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการให้การบริการด้านเทคนิค
สามารถติดต่อศูนย์การบริการแคสเปอร์สกี้ไทย (iCom Tech Co. Ltd.)
ได้ที่ 02-203-7500
เว็บไซต์ www.thaikaspersky.com

ห้ามพลาด งานฮาลาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

Thailand Halal Assembly 2017
ยอมรับจากนานาชาติว่างานฮาลาลที่ดีที่สุด

ฮาลาลไม่ใช่ของใครคนใด แต่เป็นเรื่องของคนทั้งโลก เป็นทรัพย์สินทางปัญญาคนมุสลิมทุกคน เป็นสิ่งที่อัลเลาะฮ์ ได้อนุมัติให้บริโภค จากปัจจัยยังชีพที่ทรงประทานลงมาเพื่อคุณค่า

ฮาลาลเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์คุณค่าแก่ผู้บริโภคทั่วโลก และ
ฮาลาลก็ไม่ได้เป็นผลประโยชน์แต่เพียงมุสลิมเท่านั้น  แต่เป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย  การจัดงาน THA 2017 เป็นการส่งเสริมกิจการฮาลาลของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดมุสลิม ซึ่งประโยชน์ของผลิตภัณฑ์
ฮาลาลไม่ได้เป็นของมุสลิมเพียงอย่างเดียว  ผู้ประกอบการฮาลาลส่วนใหญ่ 95 % ไม่ใช่มุสลิม มีผลิตภัณฑ์สินค้าฮาลาล ประมาณ 186,000 ผลิตภัณฑ์ SMEs ไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ มีรายได้จากการส่งออก ในขณะที่สินค้าอื่นมียอดการส่งออกลดลง แต่สินค้าฮาลาลมียอดส่งออกเพิ่ม 12% นับว่า ได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติสูงมาก

-รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย กล่าว

รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย และประธานจัดงาน Thailand Halal Assembly 2017

สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย (สมฮท.) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นเป็นปีที่ 4 ในงาน “THAILAND HALAL ASSEMBLY 2017” เพื่อส่งเสริมพัฒนากิจการฮาลาลประเทศไทย ภายใต้หลักการ “ศาสนารับรองและวิทยาศาสตร์รองรับ” อันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทยเป็นที่เชื่อถือในระดับโลก ชูศักดิ์ศรีของมุสลิมไทยบนเวทีฮาลาลโลก สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย

ภูมิปัญญาฮาลาล : จุดบรรจบของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาอิสลาม

รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย และประธานจัดงาน Thailand Halal Assembly 2017 กล่าวว่า กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงสร้างปรากฎการณ์ฮาลาลไทยสู่เวทีฮาลาลโลก กับการจัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ “Thailand Halal Assembly 2517” ครั้งที่ 4 โดย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย (สมฮท.) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “ภูมิปัญญาฮาลาล : จุดบรรจบของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาอิสลาม” (Halal Wisdom : Convergence of Science, Technology and Islamic Arts) โดยเจตนารมณ์เพื่อแสดงศักยภาพของกิจการฮาลาลประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมและพัฒนากิจการฮาลาลประเทศไทย ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงคุณลักษณะที่โดดเด่นในระบบและกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้ “หลักการศาสนารับรองและวิทยาศาสตร์รองรับ” อันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทยเป็นที่เชื่อถือในตลาดโลก

กลับมาใหม่ ยิ่งใหญ่กว่าเดิม   “Thailand Halal Assembly 2017
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย (สมฮท.) ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) และหน่วยงานอื่นๆ มีกำหนดจัดงาน “THAILAND HALAL ASSEMBLY 2017”

จุดบรรจบของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาอิสลามชูศักดิ์ศรีของมุสลิมไทยบนเวทีฮาลาลโลก

โดยการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ Thailand Halal Assembly 2517  จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560
ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ภายในงานประกอบด้วย การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และธุรกิจ
ฮาลาล ครั้งที่ 10, งานแสดงสินค้า THAILAND INTERNATIONAL HALAL EXPO 2017 (TIHEX) จากผู้ประกอบการฮาลาลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 250 บูท, การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยมาตรฐานฮาลาล (THE HALAL CB CONVENTION) จากหน่วยงานตรวจรับรองฮาลาลทั่วโลก, การนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล รวมทั้งการจับคู่เจรจาทางธุรกิจฮาลาล

ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาลมีมูลค่ามหาศาลและมีผู้ผลิตทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นชาวมุสลิมกระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า 1,800 ล้านคน และคาดว่าภายในปี 2030 จะมีจำนวนมุสลิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 ล้านคน หรือคิดเป็น 26.4% ของประชากรทั้งโลก ซึ่งมีตลาดรวมผลิตภัณฑ์ฮาลาลคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ต่อปี และมีผู้ค้าหรือผู้ส่งออกรายใหญ่ ได้แก่สหรัฐอเมริกา บราซิล แคนาดา อินเดีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และ ออสเตรเลีย ในขณะที่ประเทศไทยเองมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลเป็นอันดับสิบของโลก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าส่งออกของประเทศต่าง ๆ ประเทศไทยยังส่งออกได้น้อยโดยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมดของประเทศ ทั้งที่จริง ๆ แล้วประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลมูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปยังประเทศสมาชิกโอไอซี อย่างไรก็ตามในจำนวนนี้มีไม่ถึง 10%
ที่เป็นสินค้าส่งออกที่ผ่านการรับรองฮาลาล เราจึงจำเป็นต้องให้ผู้ประกอบการส่งออกมาขอรับรองฮาลาล ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะทำให้ฮาลาลไทย
เป็นที่หนึ่งในโลก

การจัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ Thailand Halal Assembly 2517 ในครั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายว่าตลอด 4 วัน มีผู้ร่วมงานกว่า 25,000 คน อีกทั่งยังมุ่งหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะสามารถเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเรื่องฮาลาลประเทศไทย ต่อประชาคมโลกให้รับทราบและสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้าฮาลาลของประเทศไทย พัฒนาให้สินค้าและบริการฮาลาลไทยสู่ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลติดอัน 1 ใน 5 ของโลก

อีกทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์พัฒนาการทางเทคโนโลยี งานวิจัย และศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลของประเทศไทยให้ผู้สนใจที่เข้าร่วมงานได้รับทราบอีกด้วย รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร กล่าวปิดท้าย

เปิดมุมมองงานฮาลาลระดับนานาชาติ จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น มา Update
กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกเพื่อแลกของที่ระลึกอีกมากมายงานมหกรรมสินค้า-อาหารฮาลาล และสุดยอดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ที่ทุกท่านรอคอย

1. HALAL EXPO ผลิตภัณฑ์ฮาลาล
เชื่อเหลือเกินว่า  อาหารฮาลาล ชม ชิม ฟรี จะเป็นที่ปรารถนาของนักชิมหลายๆคน มีให้เลือกชิมมากกว่าไปกว่านั้นคือเราได้รวบรวมอาหารฮาลาลนานาชาติมาอยู่ในงานนี้

2. Science Technology และ Islamic Arts
ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอิสลามิคอาร์ต เชื่อว่าเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นครั้งแรกของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ในการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ฮาลาล เทคโนโลยี และอิสลามิคอาร์ต

3. ความรู้ด้าน HALAL แบบ Unlimited edition
แน่นอนหากคุณได้เข้ามาในงาน Thailand Halal Assembly 2017 คุณจะรู้ว่าฮาลาลไม่เพียงอาหาร หรือ ข้าวหมกไก่ โรตีจิ้มแกง มัสมั่นไก่ แต่เป็นอะไรที่มากกว่าเช่น สปาฮาลาล แฟชั่นฮาลาล โรงแรมฮาลาล เครื่องสำอางฮาลาล ฯลฯ

4. นักลงทุนต้องห้ามพลาด
ความรู้ด้านฮาลาลมีมูลค่ามากหากนักธุรกิจรุ่นใหม่ไม่มีความรู้ด้านฮาลาลจะเสียเปรียบเรื่องด้านการลงทุนแบบน่าเสียดายมักมาก

5. ความรู้+ประสบการณ์ และ ของที่ระลึกมากมาย
มาร่วมเปิดมุมมอง  งานฮาลาลระดับนานาชาติจัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น

งานเดียวครบ เต็มอิ่มจุใจ! พลาดไม่ได้จริงๆ นะคะ
Website : https://goo.gl/oQFTDm
#THA2017

BUS&TRUCK’17 นวัตกรรมเพื่อการขนส่งแห่งปี

งานแสดงรถเพื่อการพาณิชย์-กิจการพิเศษ 

BUS&TRUCK’17 ถือเป็นงานใหญ่ ในรอบปีที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ในแวดวงขนส่ง อาทิ กรมการขนส่งทางบก, สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย, สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย,   สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย TTOA, สมาคมขนส่งสินค้า และ โลจิสติกส์ไทย TTLA , สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ TIFFA, สมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทน TAPAA, สมาคมขนส่งสินค้า ภาคอีสาน, สมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย, สมาคมอุตสาหกรรมตัวถังรถบรรทุก และรถพ่วงไทย, สมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย, สมาคมระบบขนส่งและการจราจรอัจฉริยะไทย,สถาบันไอทีไอ, สถาบันยานยนต์, สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย, มูลนิธิเมาไม่ขับ, มูลนิธิไทยโรดส์, ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเทคโนโลยีสยาม เข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ

“นวัตกรรมเพื่อการขนส่งแห่งปี”
คาดงานนี้ผู้ชมงานกว่า10,000 คน เปิดยอดจองรถใหญ่ได้ 150-200 คัน เงินสะพัด 450-600 ล้านบาท

เริ่มแล้วงาน BUS&TRUCK’17 งานแสดงรถเพื่อการพาณิชย์และกิจการพิเศษระดับอาเซียน จัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2560 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯบนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร โดยมีนายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน และ แสดงปาฐกถาพิเศษ
ในหัวข้อ “โลจิสติกส์ 4.0 ตอบโจทย์ขนส่งอย่างไร”ร่วมด้วยแขกผู้มีเกียรติ
กูรูในวงการรถยนต์ หน่วยงานต่าง ๆ ในแวดวงขนส่ง ร่วมพิธี บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

เปิดตัววันนี้ ที่ไบเทค กรุงเทพฯ คึกคักกูรูวงการรถยนต์ร่วมงานมากมาย
นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาพิเศษ “โลจิสติกส์ 4.0 ตอบโจทย์ขนส่งอย่างไร” ด้านผู้ประกอบการ ค่ายรถบรรทุก-รถบัส-เทคโนโลยีเกี่ยวเนื่องการขนส่ง100 บริษัท  โชว์นวัตกรรม กระหน่ำโปรโมชั่นตอบสนองระบบขนส่งอนาคต อลังการกิจกรรมประชันโชว์แสงสีเสียงรถโดยสาร รวมสุดยอดรถบรรทุก  แต่งสวย พร้อมมอบรางวัลสุดยอดแบรนด์รถใหญ่ขวัญใจมหาชน และการประกาศมอบรางวัล

นายศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่างานBUS&TRUCK’17 งานแสดงรถเพื่อการพาณิชย์และกิจการพิเศษระดับอาเซียน จัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2560 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค กรุงเทพฯบนพื้นที่กว่า15,000 ตารางเมตร ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มุ่งตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค ด้วยเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการทั่วทุกมุมโลก ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ คาดมีผู้ชมงาน10,000คน งานปีนี้ผู้ประกอบการค่ายรถบรรทุก-รถบัส-ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่องด้านการขนส่ง ร่วมงานกว่า100 บริษัท เปิดบูทโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี เปิดสินค้าและบริการธุรกิจใหม่ๆ คาดงานนี้มียอดเปิดยอดจองรถใหญ่ได้150-200คัน เงินสะพัด 450-600 ล้านบาท

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในงานมีมากมายมากมาย อาทิ ไทยแลนด์ทัวร์เทค 2017 กิจกรรมประชันและแสดงโชว์ แสง สี เสียงรถโดยสาร ครั้งที่ 8
ที่เดียวในโลก ,ทรัคไลท์ โชว์ 2017 การรวมตัวรถบรรทุกแต่งสวยที่มาอวดแสงสี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560, Exhibitor Forum การเสวนาที่เปิดให้รับฟังฟรี จากกูรูชั้นนำของประเทศ,TEST DRIVE การทดสอบสมรรถภาพรถเพื่อการพาณิชย์ เปิดบททดสอบสุดยอดพลังขับขี่ ,โครงการณรงค์ตรวจวัดค่ามลพิษแก้รถโดยสาร (ตรวจควันดำ),THAILAND BES BUS BODY AWARD 2017 การประกวดสุดยอด

รถโดยสารมาตรฐาน 1 และ รถโดยสารมาตรฐาน 4,BEST BUS &TURCK 2017 การประกาศและมอบรางวัล สุดยอดแบรนด์รถใหญ่ ขวัญใจมหาชน , กิจกรรม BEST INNOVATION AWARD 2017 การประกาศและมอบรางวัล “นวัตกรรมเพื่อการขนส่งแห่งปี” เป็นต้น

ด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ทางกรมฯได้ให้การสนับสนุนร่วมงานแสดงรถใหญ่ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นในเมืองไทย เพราะจะถือเป็นการสร้างความรู้สึกใหม่ ให้กับผู้ประกอบการขนส่งทางบก สามารถรับรู้ข้อมูล ความต้องการ รวมถึงข้อกฎหมายที่ควรจะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับการขนส่งทางบก ให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่จะทำงานควบคู่กันไปมากยิ่งขึ้น

นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางสหพันธ์ฯ มีความยินดี ให้การสนับสนุนงา BUS&TRUCK’17 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2560 ด้วยสาเหตุที่ว่าเป็นธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง ทำให้ภาวะเศรษฐกิจมีความเคลื่อนไหว จะส่งผลประโยชน์ต่อตลาดขนส่งให้ได้พบกับรถใหญ่รุ่นใหม่จากยี่ห้อต่างๆ ชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะนำนวัตกรรมที่มีเทคโนโลยีระดับสูงนำมาแสดงให้ชม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่กลุ่มขนส่งต้องการสิ่งใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนได้

นายกำพล เพชรกำแพง เลขาธิการ สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งาน BUS & TRUCK’17มีความสำคัญและเป็นตัวบ่งชี้ว่าธุรกิจการขนส่งในปี 2560 นี้ จะยังมีสภาพการเติบโตอยู่ แม้ว่าจะไม่มากนัก แต่ก็เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ ทางสมาคมฯ สนับสนุนงานนี้อย่างเต็มที่

นายพีระพล บุญชินวงศ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสอันดีที่สมาชิกของสมาคมฯ จะได้มีโอกาสเห็นรถรุ่นใหม่ของทุกยี่ห้อ อะไหล่และอุปกรณ์ต่างๆ สามารถซื้อมาใช้งานได้ในทันที ในงาน BUS&TRUCK’17 มี มีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ดอกเบี้ยราคาถูก

พร้อมทั้งมีลีสซิ่งซึ่งมีเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่เข้มงวดมากนัก ส่งผลดีทำให้รถใหญ่และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ สามารถทำการจำหน่ายได้ดี และเป็นแรงสนับสนุนที่จะทำให้เศรษฐกิจในปี 2561 ดีขึ้นด้วย

นายทนงพันธ์ สุทธิพงษ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้เชิญกูรูด้านรถโดยสาร มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และ ความต้องการว่ามาตรฐานของรถโดยสารในปัจจุบัน จะต้องเป็นเช่นไรทั้งนี้เพื่อให้ถูกตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงการทำให้ผู้โดยสารภายในรถมีความมั่นใจว่าจะต้องได้รับความปลอดภัย ทั้งจากคนขับว่าจะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ระหว่างการเดินทาง และจากโครงสร้างของรถที่มั่นคงก็จะไม่ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่รุนแรงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

BUS&TRUCK’17 งานแสดงรถเพื่อการพาณิชย์และกิจการพิเศษ
ครั้งที่ 14  วันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน  2560
ตั้งแต่เวลา11.00 – 19.00 น.
ณ EH106  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
โทร. 0-2717-2477 ต่อ 115 หรือ
www.BusAndTruckExpo.com