Category Archives: Event

ททท. จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย “หนังใหญ่”

ททท. จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย “หนังใหญ่” เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างกักตัว ภายใต้แนวคิด Amazing Thailand Happy Quarantine

บ่ายวานนี้ (24 ธันวาคม 2563) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย โดยได้คัดเลือกการแสดง “หนังใหญ่” เป็นตัวแทนในบอกเล่าเรื่องราวและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการ Quarantine ณ โรงแรม Movenpick ได้สัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

การแสดงในครั้งนี้จัดขึ้นบริเวณสวนริมสระน้ำของ Mövenpick Hotel สุขุมวิท 15 ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกและสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ระหว่างกักตัวทั้งสิ้นกว่า 200 คน ได้รับชมการแสดงผ่านทางระเบียงห้องพักตามแนวคิด Happy Quarantine การแสดงนี้จะหมุนเวียนจัดขึ้นต่อเนื่องในเดือนมกราคม 2564 ณ โรงแรม Anantara โรงแรม Qiu Hotel Sukhumvit 79 โรงแรม Royal Rattanakosin และโรงแรม Chor Cher

ทั้งนี้ ททท. ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยสำหรับตัวนักท่องเที่ยวและนักแสดง โดยปฏิบัติตามมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด นักท่องเที่ยวสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงและข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.tourismthailand.org/happyquarantine

#happyquarantine

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือกรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการย่านสาทร ร่วมเปิด GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020
ในรูปแบบใหม่ที่เพิ่มช่องทางการระดมทุนแบบ Omni-Channel รับนิวนอร์มอล
ชูแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่า และประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) จับมือกรุงเทพมหานคร กลุ่มผู้ประกอบการย่านสาทร และพันธมิตรทางธุรกิจ สานต่อโครงการ “GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ด้วยคอนเซ็ปต์ The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมปรับรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel
ให้มีความเป็นดิจิทัลเพื่อรองรับความปกติรูปแบบใหม่ในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายด้านสุขอนามัย ผ่าน 3 กิจกรรม เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2563 ต่อเนื่องถึงเมษายน 2564 นำร่องด้วย Sathorn District Charity Christmas Tree ต้นคริสต์มาสแห่งการเฉลิมฉลองในย่านสาทร สร้างสรรค์ด้วยแนวคิด “One Give One Gift – หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” ในปลายเดือนธันวาคม 63 ตามด้วย AWC Charity Market Around ตลาดนัดของคนใจบุญ ในเดือนมีนาคม 64 และกิจกรรมปันฝัน ส่งมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เพื่อร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนไทย ในเดือนเมษายน 64

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างคุณค่าและประโยชน์ เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 นี้ ที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก เรายิ่งเล็งเห็นความสำคัญของการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันฝ่าฟันและก้าวพ้นความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกันสู่อนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น โครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020 จึงเดินหน้าต่อเนื่องด้วยแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง ด้วยความเชื่อมั่นว่า พลังแห่งความร่วมมือที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในย่านสาทร จะช่วยส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมสามารถขยายผลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้างของกรุงเทพฯ ตลอดจนทั้งประเทศไทย เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังกันทำให้เทศกาลส่งความสุขท้ายปีนี้มีความหมายและคุณค่ามากยิ่งขึ้น เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ลองมาปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การบริโภคสินค้า การให้ของขวัญและแบ่งปันสิ่งของกับคนอื่น ตลอดจนรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดจะหลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อม และสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับทุกคนได้”

เนื่องด้วยสถานการณ์ด้านสุขอนามัยที่มีความท้าทายในปีนี้ เราได้จัดเตรียมช่องทางในการรับบริจาคในรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพบปะและสัมผัสระหว่างบุคคล ด้วยรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel ที่สามารถร่วมทำบุญได้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ของโครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

  1. กิจกรรม Sathorn District Charity Christmas Tree รวมพลังส่งต่อความสุขเพื่อสร้างสรรค์สังคม ด้วยต้นคริสต์มาสแห่งการแบ่งปัน เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ชวนทุกคนมาร่วมเปลี่ยนเทศกาลแห่งเฉลิมฉลองในปีนี้ให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ผ่านการส่งต่อความสุขให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ภายใต้แนวคิด “One Give One Gift – หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” โดยปีนี้ ต้นคริสต์มาสที่เป็นแลนด์มาร์กของการเฉลิมฉลองในย่านสาทร ได้รับการสร้างสรรค์และตกแต่งด้วยขวดพลาสติก bioPET ที่ใช้แล้ว เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องปัญหาขยะ และการรีไซเคิลโดยนำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ พร้อมเชิญชวนทุกคนที่เดินผ่านไปมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ โดยสแกน QR Code ที่ต้นคริสต์มาส เพื่อส่งข้อความอวยพร หรือให้กำลังใจน้องๆ ยิ่งสแกนมาก ยิ่งเพิ่มความสุขที่มากขึ้นทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือสามารถบริจาคสมทบทุนโดยตรงผ่านมูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล บัญชีหมายเลข: 483 1 15405 3 ธนาคาร กรุงศรีชื่อบัญชี: บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (บัญชีออมทรัพย์) โดยทางมูลนิธิฯ จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ มอบเป็นของขวัญมอบให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน เพิ่มเติม
  2. AWC Charity Market Around ตลาดนัดการกุศล รวมพลังแห่งการบริโภคเพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยรวบรวมสิ่งของบริจาคและสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจและผู้เช่าของแอสเสท เวิรด์
    คอร์ปอเรชั่น และร้านค้าชั้นนำ มาจัดจำหน่ายในช่วงเดือนมีนาคม 2564 ภายในงานนำเสนอสินค้าที่หลากหลายจากผู้บริจาคให้เลือกสรร อาทิ อาหาร ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเพื่อสุขภาพ และและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย โดยจะนำรายได้ไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนและกีฬามอบให้แก่เด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน
  3. กิจกรรมปันฝัน รวมพลังแห่งการให้และแบ่งปันอย่างยั่งยืน หลังจากการระดมทุนผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020 ทางมูลนิธิฯ จะนำอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และทุนการศึกษาร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับโครงการอาคารสำนักงาน และโรงแรมในกลุ่มของ AWC ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 8 โรงเรียนในเดือนเมษายน 2564 อันประกอบด้วย โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดราชสิงขร บางคอแหลม กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดสร้อยทอง บางซื่อ กรุงเทพฯ โรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ โรงเรียนบ้านหนองทะเล กระบี่ โรงเรียนบ้านทับใต้ ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนเกาะสมุย สุราษฏ์ธานี และโรงเรียนเมืองถลาง ภูเก็ต
    และสำหรับกิจกรรม “Empire Tower We Run with Virgin Active” ชวนคนไทยรวมพลังเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนกับนักวิ่งพลังสีเขียวใช้แก้วน้ำแก้วเดียวตลอดการวิ่ง เพื่อเป็นการลดขยะและประหยัดทรัพยากร ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าจะเปิดรับสมัครนักวิ่งในไตรมาสที่ 3 และจัดกิจกรรมวิ่งในช่วงปลายปี 2564ประสานพลังภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากจุดเล็กๆ ย่านสาทรสู่เยาวชนทั่วประเทศ

    มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากกรุงเทพมหานครและผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการและบริษัทในที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในย่านสาทร ในการจัดทั้ง 4 กิจกรรม ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมส่งเสริมพื้นที่ธุรกิจย่านสาทร ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ชุมชนเมืองคุณภาพและเป็นศูนย์กลางธุรกิจอันดับหนึ่งจากปัจจุบันสู่อนาคต เพื่อร่วมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

    โดยบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ ประกอบด้วย บริษัทวีจีไอ โกลบอล มีเดีย จํากัด (VGI) บริษัทเคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จํากัด (KPMG) บริษัท ซี.อี.เอส.จำกัด (CES) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ธนาคารยูโอบี จํากัด (มหาชน) (UOB) บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) (SE-ED)
    ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020และกลุ่มมูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น เพิ่มเติมได้ที่
    Website: www.assetworldcorp-th.com
    Facebook: AssetWorldCorporation
    IG: AssetWorldCorporation

ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร เตรียมเปิด ทริปวันพ่อ กรุงเทพฯ –เกาะเกร็ด

ทริปท่องเที่ยว 1 วันไป-กลับ โดยเรือด่วนมาตรฐาน SHA เที่ยวพระใหญ่ ช้อปปิ้งเกาะเกร็ด

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา นางสาวพิมพกานต์ พิพิธธนานันท์
ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางสาวจุไรรัตน์ ชัยทวีทรัพย์ , นายพันธุ์รวี บุนนาค รอง ผู้อำนวยการ สำนักงานฯ และ นางชฎารัตน์ ดวงมณี พนักงานการตลาด3 นำสื่อมวลชวนร่วมทำข่าวเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรม”เรือด่วนชวนเที่ยวเกาะเกร็ด” จัดโดย บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จํากัด เส้นทาง กรุงเทพฯ – เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

ในการนี้ ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร พาสื่อมวลชน online จำนวน 11 ราย ร่วมกิจกรรมทริปไหว้พระ ล่องเรือ เที่ยววัดใหญ่ กรุงเทพฯ – เกาะเกร็ด เสนอขายนักท่องเที่ยวจาก กรุงเทพมหานคร เที่ยวชม – ไหว้พระใหญ่ เส้นทาง วัดกัลยาฯ —วัดแดงธรรมชาติ-วัดบางจาก-วัดปรมัยฯ เกาะเกร็ด-วัดไผ่ล้อม-วัดกลางเกร็ด ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกว่า 130 คน ร่วมเดินทางร่วมทริป ดังกล่าว

กิจกรรมพาพ่อขอพรพระใหญ่ กรุงเทพมหานคร – นนทบุรี จัดกิจกรรม
วันที่ 5 ธันวาคม 2563 ราคา 250 บาท/คน (ค่าเรือ – ค่ามัคคุเทศก์)

ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร จึงร่วมกับ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จํากัด
จัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อยอดการเสนอขาย trip ล่องเรือสุดพิเศษ
ในโครงการท่องเที่ยววิถีนนท์ และ โครงการเจ้าพระยาสายธาราแห่งวัฒนธรรม นางสาวพิมพกานต์ พิพิธธนานันท์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานครกล่าวถึงที่มาของกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร ดูแลทั้งหมดคือกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี ภารกิจอยู่ในเรื่องของส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์

โดยรอบนี้ เดินทางโดยเรือปรับอากาศ2 ชั้น
เรือล่องเจ้าพระยากับความสะดวกสบาย เพราะ
เป็นเรือโดยสารท่องเที่ยวที่ออกแบบลักษณะเป็นเรือสองท้อง จุผู้โดยสารได้ 202 คน ภายในเรือออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง เบาะที่นั่งมีกว้างขวาง ส่วนบริเวณชั้น 2 ของเรือสามารถขึ้นไปชมวิวได้แบบ 360 องศา นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวเช่น Wifi ฟรี, ห้องน้ำในเรือ, ไกด์นำเที่ยว ออกจากท่าสาทร 8.30 น.ไปไหว้พระและท่องเที่ยวดังนี้

วัดกัลยาณมิตร /วัดแดงธรรมชาติ /วัดบางจาก/เกาะเกร็ด
ออกจากเกาะเกร็ด 16.00 น.

จุดที่ 1 ทริปนี้ออกจากท่าน้ำสาธร 8.30 น.เดินทางไปยังจุดแรก ณ.วัดกัลยาณมิตร ไหว้หลวงพ่อโตซำปอกง

จุดที่ 2 วัดแดงธรรมชาติ เพื่อสักการะ กราบพระพุทธรูปนาคปรกองค์ใหญ่

จุดที่ 3 เดินทางต่อ วัดบางจาก ไหว้หลวงพ่อดำ

จุดที่ 4 จากนั้นเดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรีที่เกาะเกร็ด ลัดเลาะเกาะเกร็ด แวะหาอาหารกลางวันทานตามอัธยาศัย และชิมอาหารขึ้นชื่ออย่าง ทอดมันหน่อกะลา ไหว้พระนนทมุนินท์ พระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี วัดปรมัยฯ เกาะเกร็ด

จุดที่ 5 วัดกลางเกร็ด

ปิดท้ายทริปด้วยไหว้พระนอนองค์ใหญ่ที่สุดในเมืองนนท์ วัดกลางเกร็ด (ออกจากเกาะเกร็ด 16.00 น.)

ซึ่งกิจกรรมโดยทั่วไปในปี 2564 วางแผนงานเน้นเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำเป็นหลัก เนื่องจากตอบโจทย์ในเรื่องของสุขอนามัยและสถานการณ์โควิด การเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำจะเป็นบรรยากาศของการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างแท้จริง และในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ เราจะเน้นมาตรฐานของสาธารณสุข

โดยกิจกรรมขึ้นในวันนี้ ทริปพาสื่อมวลชนท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ และ นนทบุรี ปากเกร็ด แวะวัดที่สำคัญๆ เน้นเรื่องการสักการะพระใหญ่ 5 วัด ซึ่งการเดินทางในทริปนี้ เรือที่ใช้ได้รับความร่วมมือ กับเรือด่วนเจ้าพระยา ซึ่งเรือผ่านมาตรฐาน SHA ตราสัญญลักษณ์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทีให้ความสำคัญด้านนี้เพราะถือเป็นการให้ความมั่นใจกับนักท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคต ทริปวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ เป็นกิจกรรมที่ ททท. สำนักงานกรุงเทพฯ
จะพานักท่องเที่ยวมุ่งเน้นเรื่องของทริปกิจกรรมวันพ่อ เชิญชวนมาเที่ยวตามเส้นทางนี้ด้วยกัน หลังจากเดินทางกันมาตลอดทั้งวัน

ผอ.ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า จากวันที่ 5 ธันวาคม 2563 จะการจัดในวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ทริปนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการผูกโยงการท่องเที่ยว ในเรื่องของเส้นทางไหว้พระและวิถีวัฒนธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โปรแกรมที่ททท.สำนักงานกรุงเทพฯ เสนอขายในครั้งนี้น่าจะเป็นโปรแกรมที่ทุกท่านให้ความสนใจและจะเป็นโปรเจคนำร่องที่สามารถจะขยายฐานนักท่องเที่ยวที่เกาะเกร็ด

ร้านสายน่ำคาเฟ่ เกาะเกร็ด

สำหรับวันที่ 5 ธันวาคม ราคาขายราคา 250 บาท รวมค่าเรือและมัคคุเทศก์ วัตถุประสงค์ ต้องการให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่ เกาะเกร็ด ซึ่งส่วนหนึ่งแล้วเกาะเกร็ดเอง มีสินค้าที่เสนอขายค่อนข้างมาก ถ้าสนใจติดตามได้ทาง เพจของททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร หรือ ติดต่อทางออนไลน์ ของ เรือด่วนเจ้าพระยาได้เช่นกัน

“ในส่วนของสำนักงานกรุงเทพ เราคาดหวังว่าเราน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายในประเทศ จริงๆ แล้วตอนนี้อย่างที่ทุกท่านทราบว่าเราจะไปหวังนักท่องเที่ยวต่างชาติ คงเป็นไปได้ยาก เราเองในฐานะหน่วยงานย่อยๆ ของททท.เองก็อยากจะมีส่วนผลักดันสร้างกระแสให้เกิดการท่องเที่ยวมิติใหม่ในอีกหนึ่งมิติ” -ผอ.ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อยอดการเสนอขายทริปล่องเรือสุดพิเศษ
ในโครงการท่องเที่ยววิถีนนท์ และ โครงการเจ้าพระยาสายธาราแห่งวัฒนธรรม จัดทริปในช่วงวันหยุดยาวเดือนธันวาคม 2563 อีก 2 ทริป ดังนี้

1.กิจกรรมพาพ่อขอพรพระใหญ่ กรุงเทพมหานคร – นนทบุรี จัดกิจกรรมวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ราคา 250 บาท/คน (ค่าเรือ – ค่ามัคคุเทศก์)

2.วันหยุดยาว วันที่ 13 ธันวาคม 2563 กับกิจกรรมเที่ยว 5 เมือง ไหว้พระ 5 วัด เส้นทางกรุงเทพมหานคร- นนทบุรี – ปทุมธานี – พระนครศรีอยุธยา ราคา 599 บาท/คน(ค่าเรือ – ค่ามัคคุเทศก์)

สำรองที่นั่งได้ที่ โทร 086-331-4215
LINE: @cpxboattour

The Park Nine Suvarnabhumi เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ ที่พักใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

ใครที่กำลังมองหาที่พักใกล้ๆ เหนื่อยล้ามานาน วันนี้ Toptotravel ขอพาเพื่อนๆ ไปชาร์จพลังกันกับ ที่พักเรียบๆ สไตล์มินิมอลด้วยโทนสีครีมขาว แมทช์ กับเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่ชวนให้หลงรักตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดประตูเข้ามา ทุกห้องพักสวยสะอาด สะดุดตา มีหน้าต่างให้เราได้ชมวิวในตอนเช้า ห้องพักดูคลีน ๆ สบายตา ให้ความรู้สึกอบอุ่น แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามายิ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจไปอีกแบบ แบบที่อยากได้ห้องพักสไตล์อบอุ่น เรียบง่าย เห็นวิวธรรมชาติโดยรอบทุกด้านแถมยังดูสะอาดตา มองไปทางไหนก็อบอุ่นละมุนหัวใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการครบวงจรของทั้ง นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว รวมถึงห้องประชุมสัมมนา และห้องอาหาร พร้อมบริการที่ได้มาตรฐาน ท่ามกลางบรรยากาศ สงบ ร่มรื่น และแวดล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม ริมคลองประเวศบุรีรมย์ เชื่อมโยงบรรยากาศแบบบ้านริมคลองยุคเก่าเข้า กับงานออกแบบบรรยากาศพูดคุยวันนี้ ณ ห้องอาหาร อีท ดริ๊ง เลิฟ, โรงแรม เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ

อีกครั้งที่ Toptotravel ได้มีโอกาสร่วมพูดคุย กับ คุณธรรมจักร์ เหลืองประเสริฐ (Owner Representative) ถึงแนวคิดการปรับรูปแบบการให้บริการของโรงแรมหลังวิกฤต COVID-19 เพื่อเป้าหมายในการปรับธุรกิจโรงแรมให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดการท่องเที่ยวในอนาคต ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

เราจึงน่าจะได้เห็นมาตรการที่ผ่อนปรน ทีมผู้บริหาร และพนักงานโรงแรม เข้าใจและร่วมแรงร่วมใจ ปรับปรุงพัฒนาการให้บริการต่างๆ ด้วยปรัชญาธรรมะ คุณค่ามนุษย์ ผมอยากให้พนักงานทุกคนเป็นคนดีและคนเก่ง เพราะจะทำให้พนักงาน
มีคุณค่าในตัวเอง และ ส่งต่อคุณค่านั้นสู่สังคมอย่างมีความสุขร่วมกัน ถ้าทุกเช้าที่คุณตื่นขึ้นมาแล้วเรามีความสุขเหมือนทำ ทุกอย่างเสมือนทำให้บ้านเราเอง แล้วคุณจะดูแลคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของคุณได้อย่างมีความสุขในการทำงาน หน้าที่เราต้องให้บริการ และบริการอย่างสุภาพ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ นั่นคือพนักงานทุกท่านได้สร้างคุณค่า
ให้เกิดกับตัวเองและกับคนอื่นด้วย มันเป็นอาชีพที่น่าภูมิใจ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณภูมิใจในอาชีพ คุณต้องรักษาศักดิ์ศรีของตัวคุณและอาชีพนี้เอาไว้ พนักงานจะมีความสุขในการทำงาน หลังจากนี้ ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

คุณธรรมจักร ์ เหลืองประเสริฐ (Owner Representative )

การปรับตัวที่รวดเร็ว มาจากการตัดสินใจที่ทันต่อเหตุการณ์ โรงแรมเคยมีรายได้ขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเร่งปรับตัวและปรับงบประมาณที่ใช้ในการทำการตลาดต่างประเทศ ปรับมาใช้เพื่อการทำการตลาดในประเทศแทน
โดยเฉพาะการตลาดออนไลน์ ทุกรูปแบบที่เหมาะกับตลาดคนไทยมากขึ้น

นอกจากการปรับลดโยกย้ายงบการตลาดแล้ว การปรับลดงบประมาณของค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ปรับลดลงด้วยเช่นกัน ทั้งงบที่ตั้งไว้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายผันแปรที่เกิดขึ้นให้เหมาะสมกับทางฝั่งรายได้ แน่นอนว่าโรงแรมมีรายได้ลดลง พนักงานทุกท่านมีหน้าที่ช่วยกันประหยัด เพื่อปรับงบประมาณในภาวะที่ทั่วโลกต้องการการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

โรงแรม เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ มี 2 อาคาร (อาคารเอ และอาคารบี ) เสนอบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้ความเป็นส่วนตัวในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ อีกทั้งมีการออกแบบตกแต่งที่สวยงาม ไปจนถึงประสบการณ์การพักผ่อนที่น่าประทับใจ โรงแรมสมัยใหม่สามารถนำสไตล์การออกแบบ เป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ เป็นโรงแรมที่ผสานความผ่อนคลายภายใต้งานออกแบบเชิงสร้างสรรค์เข้ากับทำเลที่ตั้งอันสะดวกสบาย โรงแรมฯ เชื่อมโยงบรรยากาศแบบบ้านริมคลองยุคเก่าเข้ากับงานออกแบบ แถมยังใกล้ที่เที่ยวฮิตๆ ตั้งอยู่บน ถนนลาดกระบัง ตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าโรบินสันลาดกระบัง ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเพียงไม่กี่นาที เดินทางสะดวกสบายใกล้ทางด่วนและวงแหวนรอบนอกไปสู่ EEC (ฉะเชิงเทรา/ชลบุรี/ระยอง)

นอกจากบรรยากาศอันร่มรื่นจากสวนสวยของโรงแรมฯ ที่ด้านหลังติดคลองประเวศบุรีรมย์ ที่ยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติและวิถึคนไทยริม 2 ฝั่งคลอง จึงทำผู้เข้าพักได้รับความสงบและผ่อนคลายอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เข้าพัก
ชิลล์ไปกับสระว่ายน้ำหินอ่อนระบบเกลือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฟิตแอนด์
เฟิร์มด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายในยิมของโรงแรมฯ ห้องซาวน่า และสตีมครบครัน

โรงแรม เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ มีบริการรถรับส่งสนามบินสุวรรณภูมิฟรี!
หรือออกเดินทางไปเส้นทางอื่นในราคาพิเศษ ทำให้การมาพักผ่อนเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ทีมงานเราพร้อมให้บริการทุกๆ ท่าน
The Park Nine Suvarnabhumi เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ ที่พักใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เพียงแค่ 10 นาที ใกล้ห้างโรบินสัน ลาดกระบัง เดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ ให้บริการร้านกาแฟและร้านอาหาร ท่านใดที่ไม่ได้มาพัก สามารถ
แวะมาใช้บริการ ทานอาหารกลางวัน ทำงาน สังสรรคฺ ที่นี่มีที่จอดรถสะดวกสบาย

ห้องพัก มี 4 รูปแบบ ทั้ง ซูพีเรีย ดีลักซ์ เอ็กเซ็กคูทีฟ และ จูเนียร์สวีท ซึ่งทุกห้องมีระเบียงส่วนตัวไว้สำหรับผ่อนคลายกับบรรยากาศสบายๆ และยังมีสมาร์ททีวี ที่สามารถเชื่อมต่อสัญญานจากมือถือส่วนตัวขึ้นจอทีวีภายในห้องพัก เพื่อดื่มด่ำกับอรรถรสของการฟังดนตรี หรือชมภาพยนตร์บนความเป็นส่วนตัวได้อย่างเต็ม พร้อมและมั่นใจทุกการเข้าพักด้วยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health (SHA) ทางโรงแรมยังเข้าร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ในราคาสุดพิเศษเริ่มต้น เพียง 872 บาทสุทธิ*/ห้อง/คืน

นอกจากการพักผ่อนแล้ว ห้ามหลาด ชิมอาหารเลิศรสที่รังสรรค์จากเชฟมือทอง ที่ห้องอาหาร Eat Drink Love เสิรฟ์อาหารนานาชาติทั้งอาหารไทยและยุโรปหลากหลายเมนู นั่งจิบกาแฟยามบ่าย พร้อมกับเค้กและขนมอบที่ The Cuppers หรือ จะนั่งพบปะสังสรรค์พูดคุยกันเพื่อน ณ ล็อบบี้เลาจน์ ที่ให้บริการเครื่องดื่ม ค็อกเทล และของว่างเบาๆ มีสนามหญ้าเล็กๆให้เดินชมวิว ที่สำคัญบรรยากาศเงียบสงบ และเป็นส่วนตัว เบื่อนอนบ้าน มานอนโรงแรมกรุงเทพฯ ราคาไม่แพง
มีทั้งคาเฟ่และร้านอาหาร หรือใครที่มาจากต่างจังหวัดแล้วกำลังมองหาที่พักใกล้สนามบิน เดินทางสะดวกสบาย เราแนะนำที่นี่ เพอร์เฟ็คขนาดนี้ ไม่มาพักแล้วระวังจะเสียใจ

Cuppers Cafe คาเฟ่ บรรยากาศชิลๆ กับความทรงจำหวานๆ เพลินเพลินกับ
การตกแต่งร้านที่ดูง่ายๆ เรียบๆ เน้นต้นไม้ล้อมรอบ ในสไตล์ยุโรปโมเดิร์น กับโทนสีขาว สีไม้ และสีเขียว มานั่งที่นี่ แถมยังมีโมเมนต์ถ่ายรูปเช็คอินสวย ๆ ไว้อวดเพื่อนด้วย

ขอแนะนำชุด Afternoon Tea Set ทานคู่กับ Singnature drinks
เช่น CARAMEL MACCHIATO, STRAWBIZ JUNOS TEA, LYCHEE BLOSSOM เครื่องดื่มที่นี่อร่อยและราคาไม่แพง
Menu Afternoon Tea/399 Net.
Sandwich
Scone
Brownie
Chocolate Croissant
Tart
Prawn Cocktail
Creambrulee
Macaron
Tea Pot


ห้องอาหาร Eat Drink Love Suvarnabhumi
นอกจากจะได้บรรยากาศชิลๆ แล้ว ยังมีอาหารอร่อยๆ พร้อมเสิร์ฟตลอดวัน ในส่วนของการตกแต่งก็จัดว่าดีงาม ฝีมือเชฟประจำโรงแรม เป็นห้องอาหารแบบ
ออลเดย์ไดน์นิ่ง สามารถรองรับได้จำนวน 100 ที่นั่ง พร้อมให้บริการด้วยอาหารรูปแบบใหม่ที่ต้องลิ้มลอง นอกจากนี้ ยังมี Cuppers ให้บริการกาแฟสด ที่คัดสรรจากเมล็ดพันธุ์กาแฟคุณภาพเยี่ยม จากแหล่งวัตถุดิบระดับโลกมาไว้ที่นี่ สามารถจิบกาแฟพร้อมเค้กหลากหลายรส ท่ามกลางธรรมชาติ

Eat Drink Love , The Park Nine : เชฟอภิสิทธิ์ นิ่มทอง

ใครที่กำลังมองหาที่พักใกล้ๆ กับสนามบินสุวรรณภูมิแนะนำที่นี่เลย มีครบจบ
ที่เดียว เดินทางง่ายและสะดวกสบาย อาหารอร่อย บรรยากาศสบายๆ

Eat Drink Love , The Park Nine
โรงแรมเดอะ พาร์ค ไนน์ สุวรรณภูมิ
599, 599/1 ถ.ลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร: +66 (2) 019 9111
เแฟกซ์: +66 (2) 119 2199
อีเมล: reservations.suv@theparknine.com
เว็บไซต์ www.theparknine.com/suvarnabhumi/
เฟสบุ๊ค theparkninesuvarnbhumi
อีเมล์ : reservations.suv@theparknine.com
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/TheParkNineSuvarnabhumi

พิกัด : ถนนลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
แผนที่ : https://goo.gl/maps/wGPQLPyay813SREx6

“ทีเส็บ” เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติผ่านแผนแม่บท 3 ปี

“ทีเส็บ”เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติผ่านแผนแม่บท 3 ปี”ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์”พร้อมดึงงานเข้าสู่พื้นที่อีอีซีไม่ต่ำกว่า15งานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติรองรับการจัด Thailand International Air Show เต็มรูปแบบในปี 2568

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)หรือทีเส็บนำคณะสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาภายใต้แผนแม่บทอุตสาหกรรมไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ แผนแม่บทส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้แคมเปญฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์กระตุ้นผู้ประกอบการให้กลับมาจัดงานอีกครั้งด้วยการสนับสนุนด้านต่างๆจากทีเส็บทั้งในด้านของการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์อำนวยความสะดวกในการจัดงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอีกครั้งหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19

กิจกรรมเสวนาในครั้งนี้ทีเส็บมาพร้อมกับวิทยากรรับเชิญที่มาร่วมพูดคุยถึงความพร้อมและความคืบหน้าของแผนแม่บทดังกล่าว ได้แก่ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี, คุณรัตนชัย สุทธิเดชานัย ที่ปรึกษาเมืองพัทยาด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมและคุณธเนศ จันทร์เจริญ คณะทำงาน บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัดหรือยูทีเอ/หัวหน้าคณะทำงานด้านวางแผนกลยุทธ์ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา โดยมีคณะสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 30 สำนัก

นายจิรุตถ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายของทีเส็บในการเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ผ่านแคมเปญส่งเสริมการจัดงานไมซ์เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลายลงและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไมซ์ให้กลับมาเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการกระตุ้นด้วยแผนแม่บทไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนด้านงานแสดงสินค้านานาชาติเป็นหลักผ่านการประสานประโยชน์กับพันธมิตรหลักอย่างอีอีซีและเมืองพัทยาในการสนับสนุนด้านต่างๆเช่น การสนับสนุนด้านการเงินในการจัดงานแบบปกติใหม่ (new normal) การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการสำรวจพื้นที่ค่าประชาสัมพันธ์งาน รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกเมื่อเจ้าของงานเลือกสร้างงานใหม่หรือขยายงานเดิมมาลงยังพื้นที่อีอีซีและพัทยา

แผนแม่บทนี้จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้การจัดงานงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การจัดการภัยธรรมชาติและการรับมือโรคระบาด รองรับผู้ประกอบการด้วยสิทธิประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดงานประสบความสำเร็จ

สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานยุคดิจิทัลที่สำคัญอย่างยิ่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นถึง 10% (ข้อมูลปี พ.ศ. 2562) GISTDA ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจส่งเสริมพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเร่งสนับสนุนพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับสังคม กิจการด้านอุตสาหกรรมอวกาศที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น การสำรวจอวกาศ การขนส่งทางอวกาศ ระบบการหาตำแหน่งทั่วโลก (GPS) และ ดาวเทียมและระบบควบคุมเพื่อการต่าง ๆ (เช่น ดาวเทียมสื่อสาร สำรวจพื้นที่และทรัพยากร พยากรณ์อากาศ และทางทหาร)

อย่างไรก็ตาม ทีเส็บเล็งเห็นพันธกิจของ GISTDA ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนแม่บทไทยแลนด์ ล็อกอิน อีเวนท์คือการยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการจัดงานไมซ์ระดับโลกจึงเป็นที่มาของการจับมือกันระหว่าง TCEB และ GISTDA ในฐานะพันธมิตรภายใต้แผนแม่บทนี้และในฐานะเจ้าภาพร่วมการนำหนึ่งในงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือ Thailand International Air Show ลงพื้นที่ EEC ในอีก 3 ปีข้างหน้านอกจากเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานผ่านการจัดงานไมซ์แล้วอุตสาหกรรมอากาศยานยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงทำให้ส่งเสริมการพัฒนาและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมอวกาศในคราวเดียวกัน

จากนั้นเดินทางสู่ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา และเข้าร่วมงานดินเนอร์ทอล์คริมชายหาด เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทีเส็บ โรงแรมดุสิตธานี และ  องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และการนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บโดยเย็นวันนี้ มีตัวอย่างของดีชุมชนในพัทยามาจัดแสดง ให้ชม ชิม ช้อป และร่วมลองทำด้วยตัวเองอีกด้วย

โรงแรมดุสิตธานี พัทยา
การนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บ
การนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บ

อาทิ การสาธิตการทำพวงมโหตร ชมรมผู้สูงอายุตำบลบางเสร่ , เวิร์คช้อปหน้ากากงิ้ว จากชุมชนจีนโบราบ้านชากแง้ว , กุยช่ายไส้ผัก-ฮ่อยจ๊อปู เมนูอร่อย ชุมชนบ้านชากแง้ว , สลัดโรลดอกไม้ เมนูจากผักออร์แกนิค โดยชุมชนวังน้ำดำ อ.บ้านบึง , สาธิตทำผ้าบาติก จากชุมชนบ้านเก่า ตลาดบางเสร่ อ.สัตหีบ

นับเป็นการผสานความพร้อมของศักยภาพที่มีในพื้นที่ เพื่อเตรียมเดินหน้าทันทีหลังสถานการณ์ณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งถือเป็นมิติแห่งความร่วมมือ ที่สามารถดึงพลังของแต่ละหน่วยงานออกมาเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไป โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญสนับสนุนและแผนแม่บท
ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ จากทีเส็บได้ที่ exhibitions@tceb.or.th

XSPACE Art Gallery

“XSPACE Art Gallery” พื้นที่จุดตัดทางความคิดแห่งใหม่ เส้นทางสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ งานศิลปะไร้ขีดจำกัด ใจกลางกรุงเทพฯ

ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้ปัจจุบันนี้มี ‘คอมมูนิตี้’ หรือ ‘โค เวิร์กกิ้ง สเปซ’ เกิดขึ้นมากมาย เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนส่วนใหญ่ต้องการทั้งสถานที่ทำงาน พื้นที่โชว์ศิลปะและงานดีไซน์ หรือแม้แต่คาเฟ่เก๋ๆ ชิคๆ ที่สามารถนั่งทำงานได้ ถ่ายรูปอัพลงโซเชียลมีเดียได้ ก็ล้วนตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
ล่าสุด! “เวอร์ค่อน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะยุคใหม่ นำโดย สิริมาดา ศุภองค์ประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวอร์ค่อน (ประเทศไทย) จำกัด จับมือร่วมกับศิลปิน, ดีไซเนอร์ และ Art Curator ชื่อดังของเมืองไทย ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอย่าง ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์, สุภิตา เจริญวัฒนมงคล และภูวิชญ์ แห่งธานีราเมศ เปิดตัว “XSPACE Art Gallery” รวมทั้งเปิดตัวเว็บไซต์ www.xspace.gallery อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “XSPACE–THE XPERIENCE” จุดตัดทางความคิดแห่งใหม่ ผ่านเส้นทางสู่ธุรกิจสร้างสรรค์งานศิลปะไร้ขีดจำกัด โดยมีเหล่าศิลปิน, art curator, art gallery ผู้คร่ำหวอดในวงการศิลปะร่วมงานคับคั่ง อาทิ สันติ ลอรัชวี, สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย, วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์, เนียม มะวรคนอง เป็นต้น

สิริมาดา ศุภองค์ประภา กรรมการผู้จัดการ XSPACE Art Gallery

สิริมาดา ศุภองค์ประภา กรรมการผู้จัดการ เผยว่า XSPACE Art Gallery คือพื้นที่ที่เป็นจุดตัดทางความคิดแห่งใหม่ที่งานสร้างสรรค์หลากสื่อต่างแขนงสามารถเดินทางมาบรรจบพบกัน บนพื้นที่แห่งนี้ซึ่งเป็นเสมือนประตูที่เปิดสู่เส้นทางใหม่ๆ ของพรมแดนแห่งการสร้างสรรค์ โดยเป็นทั้งพื้นที่แสดงงานศิลปะและงานดีไซน์ร่วมสมัย, พื้นที่แสดงผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์, งานออกแบบผลิตภัณฑ์ และงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่เปิดโอกาสให้มีกิจกรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ หลากหลายสไตล์แบบไร้ขีดจำกัด
“XSPACE Art Gallery เกิดจากการเสาะแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของงานศิลปะ งานออกแบบ เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ งานออกแบบตกแต่งภายใน และสถาปัตยกรรม เพื่อเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ของธุรกิจสร้างสรรค์ เพราะบางครั้ง สุนทรียะความงาม กับประโยชน์ใช้สอย ก็ไม่จำเป็นต้องแยกขาดจากกัน หากแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน”

องค์ประกอบภายในของ XSPACE Art Gallery มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานสร้างสรรค์หลากสื่อหลายแขนง ทั้งงานศิลปะ งานดีไซน์ และงานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ โดยผลงานของศิลปินที่นำมาจัดแสดงภายใน XSPACE นี้ อาทิ ผลงานของ สันติ ลอรัชวี, ธิดารัตน์ จันทเชื้อ, เนียม มะวรคนอง, สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์, ภาวิษา มีศรีนนท์, เต็มใจ ชลศิริ, ศุภชัย เกศการุณกุล,ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์, อดิวิศว์ อังศธรรมรัตน์ และวิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ เป็นต้น รวมถึงยังมี Art x Design Store ซึ่งเป็นที่จัดจำหน่ายงานศิลปะ, งานดีไซน์, หนังสือ และสื่อสร้างสรรค์คุณภาพเยี่ยม ที่ผ่านการคัดสรรจาก Art Curator มืออาชีพให้ผู้ที่สนใจและรักงานศิลปะได้เลือกชมเลือกช้อปกันด้วย
ที่สำคัญ XSPACE ยังเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่พร้อมสรรพด้วยงานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์หลากหลายรูปแบบ เหมาะสำหรับโครงการต่างๆ เช่น สำนักงาน, สถานศึกษา, สถานพยาบาล, คาเฟ่, ร้านอาหาร โรงแรมต่างๆ รวมถึงยังมีพื้นที่ XCafé ที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มรสชาติเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศอาร์ตแกลลอรี่สุดชิลล์ ที่สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้กว่า 40 ที่นั่ง พร้อมลานจอดรถที่มีไว้คอยบริการ แล้วทางร้านยังเปิดรับจองสำหรับการจัดเลี้ยงหรือจัดกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย

นอกจากพื้นที่ของ XSPACE แล้ว ยังมีการเปิดตัว www.xspace.gallery เว็บไซต์แรกที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับองค์กรธุรกิจศิลปะออนไลน์ ซึ่งเปรียบเสมือนคลังข้อมูลสำคัญของการสืบค้นผลงานของศิลปินไทยอิสระและแกลลอรี่พันธมิตร ครบเครื่องในเรื่องข้อมูลผลงานที่ชัดเจน การบริการ (Service) ที่ครบวงจร ไปจนถึงการปิดการขาย การนำส่งงานศิลปะถึงลูกค้า และการคัดเลือกผลงานที่เหมาะสมให้ลูกค้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำงานของเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากเรื่องการขายงานแล้ว เว็บไซต์นี้ยังมีคอนเทนท์สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการช่วยผลักดันกลุ่มศิลปินและแกลลอรี่พันธมิตรในโลกสังคมออนไลน์ อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะที่น่าอ่าน เรื่องเกี่ยวกับงานดีไซน์ รวมทั้งมีหนังสือศิลปะไว้จำหน่ายด้วยเช่นกัน

พบกับความตื่นตาตื่นใจของ XSPACE Art Gallery พื้นที่ซึ่งเป็นจุดตัดทางความคิดแห่งใหม่ ผ่านเส้นทางสู่ธุรกิจสร้างสรรค์งานศิลปะไร้ขีดจำกัด ได้แล้ววันนี้ที่อาคาร XSPACE Art Gallery ตั้งอยู่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ถนนสุขุมวิท 71
#Xspace

คาราวาน จิตอาสา ฟ้าเปิดทาง พระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ลงพื้นที่เยียวยา ผลกระทบอุทกภัย จ.เลย

โครงการ คาราวาน จิตอาสา ฟ้าเปิดทาง
วันที่ 13 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00น. มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ลงพื้นที่มอบสิ่งของเยียวยาที่ผู้ได้รับผลกระทบอุทกภัย ชาวบ้านสงเปือย และ บ้านสูบ จ.เลย

องพจนกรโกศล ดร. ผู้ช่วยปลัดซ้ายอนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราห์, พระครูปริยัตินันทวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีภูทอก รองเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน, พระครูจริยสารธรรม เจ้าคณะตำบลท่าสวรรค์ เจ้าอาวาสวัดป่าจริยธรรม, พระครูบุญประภาการ เจ้าอาวาสวัดโพนงาม

โดยในการนี้ หม่อมหลวง ภัทรสุดา กิติยากร ได้ร่วมเดินทางไปร่วมเป็นประธานในการมอบสิ่งของและเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยในครั้งด้วย
ซึ่งในการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้มีภาคส่วนราชการมาให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวก โดยมีนายชนาส ชัชวาลวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวต้อนรับคณะ และร่วมมอบสิ่งของให้กับผู้ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำป่าไหลหลาก ท่วมบ้านเรือนขาวบ้าน ณ พื้นที่โรงเรียนบ้านสงเปือย ซึ่งมีนายสุพล แก้ววงษา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสงเปือย ต.ธาตุ อ.เชียงคาน จ.เลย เดินทางมาร่วมในพิธี ซึ่งในการนี้ได้มอบเงินและสิ่งของ ข้าวสารอาหารแห้ง และจองใช้ที่จำเป็น ส่งมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านสงเปือย อ.เชียงคาน จ.เลย จำนวน 60 หลังคาเรือน จากนั้นในเวลา 13.00 น. ทั้งคณะได้เดินทางไปที่ บ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย เพื่อมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ และปูนซีเมนต์ ส่งมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่บ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย จำนวน 60 หลังคาเรือน โดยมี นาย กิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย เป็นผู้ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกและร่วมมอบสิ่งของกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเดือดร้อน จากเหตุการณ์ฝายกั้นน้ำแตกในพื้นที่ บ้านสูบ แห่งนี้

หม่อมหลวงภัทรสุดา กิติยากร

ในการนี้ หม่อมหลวงภัทรสุดา กิติยากร กล่าวให้กำลังใจประชาชนผู้ที่ได้รับประสบภัยในพื้นที่ว่า ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง และมีน้ำใจที่ดีให้กันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปัน น้ำหลากที่ไหลมามันได้ลดไปแล้ว แต่ขออย่าให้น้ำใจของพวกเราในสังคม ลดลงไปตามน้ำ หากเราช่วยกันฟื้นฟูดูแลซึ่งกันและกัน อีกไม่นานเราทุกครอบครัวจะกลับมาสู่ภาวะปกติเช่นเดิม ฟ้าหลังฝนย่อมมีฟ้าที่สดใสใหม่เสมอ ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจส่งต่อให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็ว สำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้าร่วมหรือสนับสนุนโครงการ คาราวาน จิตอาสา ฟ้าเปิดทาง

ติดต่อเข้ามาได้ที่
มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์
เบอร์โทรศัพท์ 094-3398484 ,085-1779169

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยรองรับการเดินทางของผู้โดยสารในช่วงวันหยุดยาว 25 – 28 กรกฎาคม 2563

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาว 25 – 28 กรกฎาคม 2563 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทาง โดยได้เตรียมดำเนินการต่างๆ ดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวก มีการประชาสัมพันธ์จุดให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ (Taxi) ที่แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีพญาไท และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีมักกะสัน

ด้านการรักษาความปลอดภัยมีการจัดทำประกาศ และแจ้งข้อมูลด้านความปลอดภัยในการโดยสารรถไฟฟ้า รวมทั้งมีมาตรการยกระดับการป้องกันอันตรายด้านการเดินรถ โดยให้สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานีมีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และจัดจุดตรวจสัมภาระผู้โดยสารก่อนเข้าระบบรถไฟฟ้า เพื่อตรวจหาวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งประกาศแจ้งเตือนผู้โดยสารเกี่ยวกับการระมัดระวังทรัพย์สิน และกระเป๋าสัมภาระที่ไม่มีเจ้าของในระบบรถไฟฟ้า พร้อมกำชับสถานีต่างๆ ให้ควบคุมติดตามการใช้งานโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) และเฝ้าระวังหน้าจอมอนิเตอร์อยู่เสมอ รวมถึงมีการตรวจตราบนขบวนรถไฟฟ้าโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ เพื่อขอกำลังเข้าสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำสถานี รวมถึงจัดชุดตรวจผสม และชุดสุนัขตรวจวัตถุระเบิด (K9) ออกตรวจสอบพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และพลุดอกไม้ไฟทุกชนิด

นอกจากนั้นบริษัทยังเข้มงวดในมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ทั้งการตั้งจุดคัดกรองอุณหภูมิ และตรวจตราการสวมหน้ากากอนามัยของผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่ขอความร่วมมือผู้โดยสารเว้นระยะห่าง 2 เมตรขณะรอซื้อตั๋วโดยสาร และตรวจวัดอุณหภูมิ หรือยืนในระยะห่างที่เหมาะสมขณะใช้ลิฟต์ และบันไดเลื่อน รวมทั้งมีการจัดระเบียบผู้โดยสารในชั้นชานชาลาให้มีระยะห่างระหว่างกันอย่างเหมาะสม ซึ่งหากในกรณีมีผู้โดยสารหนาแน่น จะดำเนินการจำกัดปริมาณผู้โดยสารที่จะขึ้นสู่ชั้นชานชาลา และภายในขบวนรถไฟฟ้า โดยกำหนดพื้นที่ในการยืนรอห่างกัน 1 เมตร งดเว้นการพูดคุยภายในตู้โดยสาร และมีการเพิ่มความถี่ในการดูแลทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคภายในบริเวณสถานี และขบวนรถ

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

กระบี่สวยกว่าเดิม “มัณดาวีต์” ประกาศความพร้อมรับนักท่องเที่ยว

Mandawee resort and spa จัดเต็มส่วนลดห้องพักหรู ส่งแพ็กเกจเที่ยวฟรีขอบคุณนักรบเสื้อกาวน์

จังหวัดกระบี่ ดินแดนที่คนทั้งโลกใฝ่ฝันถึง ด้วยชายหาดและท้องทะเลอันงดงาม
ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของภาคใต้ในประเทศไทย มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กระบี่ ประกาศความพร้อมเต็มรูปแบบขานรับการท่องเที่ยวแบบ New Normal ส่งมอบกำลังใจและแทนคำขอบคุณให้นักรบเสื้อกาวน์ พัก กิน เที่ยว ฟรี! 3 วัน 2 คืน เสียงตอบรับล้นหลามกว่า 50,000 คน เผยทะเลอันดามันบรรยากาศชวนฝันกว่าเดิมชวนเติมความสุขครบครันได้ทุกวันที่มัณดาวีต์

นางสาวภัสร์ชนกพร จรัสธนะภักดิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด หนึ่งในบริษัทในเครือ M Group

สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19
ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้หลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยมีความคลี่คลายลงตามลำดับ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศได้แล้ว ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีความสวยสะอาดตามากกว่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีบรรยากาศที่สวยงามสะอาดตามากกว่าเดิม

นางสาวภัสร์ชนกพร จรัสธนะภักดิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด หนึ่งในบริษัทในเครือ M Group เปิดเผยว่า
มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พร้อมเปิดรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง สอดคล้องกับจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีท้องทะเลและธรรมชาติอันงดงาม และสวยงามมากยิ่งขึ้น

หลังจากได้พักฟื้นมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงธรรมชาติอันงดงามแห่งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยวSHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration เป็นโครงการความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ

โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้รับมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีมีความสุข ผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพของสถานประกอบการ และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยจากสินค้าและบริการประเทศไทย
โรงแรมมัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์สปา ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พร้อมกลับมาเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากภาครัฐอนุญาตให้เปิดกิจการได้ภายใต้การท่องเที่ยววิถีใหม่ หรือ New Normalที่คำนึงถึงสุขอนามัย และมาตรการการ ป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยทางโรงแรมได้จัดเตรียมความพร้อม ด้วยจุดบริการคัดกรองนักท่องเที่ยว ไทยชนะ การลงทะเบียนเพื่อเก็บข้อมูลของ นักท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลาที่เข้าพัก รวมทั้งการบริการแบบเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และมาตรการรักษาความสะอาด ทำความสะอาดทุก 2 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด “มัณดาวีต์” กับ ช่วงเวลาที่แสนดีในกระบี่

โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่ โรงแรมระดับ 4 ดาวใน ต.อ่าวนาว จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นห้องพักแบบ Private Pool villa จำนวน 15 หลัง 45 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ออกแบบในสไตล์ไทย-บาหลี โดยแต่ละหลังมีการออกแบบตกแต่งที่ไม่ซ้ำกัน พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดภายในพูลวิลล่าประกอบด้วยห้องนอน 3 ห้อง ห้องน้ำ 4 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง และห้องครัว 1 ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว สามารถพักได้ 6 คนต่อหลัง ภายในโรงแรมยังพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรม มีสระว่ายน้ำ 3 สระ ในส่วนของห้องอาหาร บริการอาหารไทยและอาหารนานาชาติรวมถึง พูลบาร์ เพื่อการผ่อนคลาย สปา และฟิตเนส ห้องประชุมจัดเลี้ยง และบริการทัวร์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สะอาด ในราคาที่เหมาะสม

เกาะปอดะ “อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี”

ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน” จัดแพ็กเกจพิเศษเพื่อแสดงความขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งได้ชื่อว่า “นักรบเสื้อกาวน์” แนวหน้าในการต่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 จนทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยคลี่คลายลง

ภายใต้โครงการ “นักรบเสื้อกาวน์ เสร็จศึกสู้โควิด เราคิดถึงพวกท่านทุกคน”
มอบสิทธิพิเศษแพ็คเกจท่องเที่ยวฟรี 3 วัน 2 คืน พัก กิน เที่ยว จ.กระบี่ (1 ท่านสามารถพาผู้ติดตามได้ฟรีอีก 1 ท่าน ) ที่โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่

โดยได้เปิดรับสมัครและทำการคัดเลือกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 28 กรกฎาคม 2563 สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2565 รวมระยะการใช้สิทธินานถึง 2 ปี
ปัจจุบันมีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมลงทะเบียนลุ้นรับสิทธิพิเศษเป็นผู้โชคดี กว่า 50,000 คน แพ็กเกจท่องเที่ยวฟรีในโครงการ “นักรบเสื้อกาวน์ เสร็จศึกสู้โควิด เราคิดถึงพวกท่าน” ประกอบด้วย

•ฟรี! เข้าพักในโรงแรมมัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กระบี่ ในห้องพักประเภท Private Pool villa วิลลาแบบสามห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว
พร้อมอาหาร 3 มื้อ (เช้า 2 มื้อ+เที่ยง 1 มื้อ) พิเศษ ใช้บริการทุก outlet ลด 30% จากราคาตามเมนู

•ฟรี! ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-กระบี่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก
บริษัท เว็บ สวัสดี จำกัด (มหาชน) ในเครือ M Group

•ฟรี! แพ็กเกจเรือ Speed boat ทัวร์ 4 แห่ง 7 เกาะ พร้อมอุปกรณ์ดำน้ำดูปะการัง / เสื้อชูชีพ / ประกันภัย / ไกด์ท้องถิ่น/ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานและสถานที่ต่าง ๆ

•ฟรี! บริการรถรับ-ส่ง ไป-กลับหน้าหาด (ทุก 2 ชั่วโมง)

นักรบเสื้อกาวน์ เสร็จศึกสู้โควิด เราคิดถึงพวกท่านทุกคน
ถ้ำพระนาง 1ใน ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวกระบี่
ถ้ำพระนาง 1ใน ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวกระบี่
บรรยากาศของการท่องเที่ยวทางทะเล อันเป็นเสน่ห์อันน่าประทับใจของจังหวัดกระบี่

สีสันอันดามัน อัศจรรย์แห่งกระบี่ หลีกหนีความวุ่นวาย พร้อมไปด้วยหาดทรายสีขาวอันงดงามโรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่ มีบริการนำเที่ยวเพื่อชมความงดงามของทะเลอันดามัน ด้วยบริการเรือนำเที่ยวพร้อมอุปกรณ์ ไกด์ และอาหาร ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย โดยจะนำนักท่องเที่ยวไปสัมผัสกับบรรยากาศของการท่องเที่ยวทางทะเล อันเป็นเสน่ห์อันน่าประทับใจของจังหวัดกระบี่ เช่น
• ทะเลแหวก Unseen Thailand จากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ในช่วงน้ำลง เกิดเป็นเนินทรายที่สามารถเดินเชื่อมไปมาระหว่าง 3 เกาะ ประกอบด้วย เกาะทับ เกาะหม้อ และ เกาะไก่
•ถ้ำพระนาง 1ใน ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวกระบี่ ด้วยวิวภูเขาหินปูน หน้าผา และถ้ำ ที่รายล้อมด้วยหาดทรายขาว และ น้ำทะเลใส
• เกาะปอดะ ส่วนหนึ่งของ “อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี” ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางทะเลของจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีชายหาดขาวสะอาด และน้ำทะเลสีสดสวยสะอาดตา

ทะเลแหวก Unseen Thailand จากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ในช่วงน้ำลง เกิดเป็นเนินทราย

กระบี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันงดงามอีกหลายแห่ง ทั้งทางทะเล เกาะ หรือชายฝั่ง ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า นอกจากนั้นจังหวัดกระบี่ยังมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายภายใต้วิถีชีวิตอันเรียบง่าย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสงบและคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติไว้ได้มาก อีกทั้งยังมีอาหารการกินอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมเอกลักษณ์ของอาหารถิ่นที่อร่อยและมีเสน่ห์

Private Pool villa วิลลาแบบสามห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว

โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง เพื่อประสบการณ์ของการพักผ่อนอันแสนประทับใจ ในดินแดนมรดกแห่งอันดามัน

สอบถามรายละเอียดได้ที่
Facebook : Mandawee Resort And Spa โทร. 075 661 444

ตามรอยพ่อฯ ปี 8 หนุนสร้างคนรับมือภัยพิบัติ

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”จัดอบรมหลักสูตร CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา ที่ จังหวัดลพบุรี

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 8 จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ในหลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤต หรือ CMS (Crisis Management Survival Camp) ภายใต้แนวคิด CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา ณ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก โรงเรียนสงครามพิเศษ และศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (วัดใหม่เอราวัณ) อ.เมือง จ. ลพบุรี ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งการเตรียมป้องกัน การพึ่งพาตนเองเมื่อเกิดวิกฤต การฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังภัยพิบัติ พร้อมวางมาตรการความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับภาวะปกติใหม่

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”
(ตามรอยพ่อฯ) เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจ
และผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ในปีนี้

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ 

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงความสำคัญในการจัดกิจกรรมว่า “สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น การเยียวยาผู้ประสบภัยและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการบรรเทาความทุกข์ แต่การเตรียมความพร้อมให้ประชาชนรู้หน้าที่ สามารถรับมือและพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งช่วยเหลือครอบครัวตนเองและผู้อื่นได้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน จึงเป็นแนวทางที่สำคัญยิ่ง โดยหลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤต หรือ CMS (Crisis Management Survival Camp) ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน เน้นการสร้างแหล่งน้ำไว้ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้สามารถเก็บน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคและบริโภคได้ตลอดทั้งปี ทั้งในฤดูน้ำหลากยังสามารถช่วยชะลอและเก็บกักน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องใช้สอย และสร้างที่อยู่อาศัย ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
ซึ่งสามารถเตรียมการไว้ได้ในภาวะปกติและสามารถรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤต (ป้องกันและฟื้นฟู) พร้อมทั้งฝึกอบรมเร่งสร้างกองกำลังอาสาสมัครภาคประชาชน เพื่อการเตือนภัยและฟื้นฟูหลังประสบภัยพิบัติ (เตือนภัยและเผชิญเหตุ) ด้วยกระบวนการอบรมทักษะ ความรู้ต่างๆ ควบคู่กับการหนุนนำให้เกิดจิตอาสา มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยรู้เท่าทันสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติสามารถประสานงานและเชื่อมโยงกับเครือข่ายความช่วยเหลือทั้งในและนอกพื้นที่ได้ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับประเทศเพื่อช่วยเหลือกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด”

ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของการฝึกอบรมในครั้งนี้ ว่า การฝึกอบรม CMS เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิกสิกรรม ธรรมชาติจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำอาสาสมัครให้มีความพร้อมที่จะสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตต่างๆ และช่วยเหลือคนอื่นได้ เนื่องจากปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ของโลก ซึ่งนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที การส่งเสริมให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญเหตุภัยพิบัติจึงเป็นภารกิจที่ทวีความสำคัญ

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด


โครงการฯ จึงจัดกิจกรรมฝึกอบรมครั้งนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด ‘CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา’ โดยได้ปรับหลักสูตรการฝึกให้เหมาะสมกับผู้เข้ารับการฝึกซึ่งมีทั้งคนเมือง และคนที่เริ่มทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายของคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดเหตุภัยพิบัติ การเตรียมป้องกัน การพึ่งตนเองเมื่อเกิดวิกฤต ตลอดจนการฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังภัยพิบัติด้วยศาสตร์พระราชา สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติและถ่ายทอดให้คนอื่นๆ
ต่อไป

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ผู้เข้าอบรมทุกคนจะได้เรียนรู้วิธีการรับมือกับ
ภัยพิบัติทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากวิทยากรชั้นครูของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ รวมถึงอาจารย์ยักษ์และทีมครูฝึกจากโรงเรียนสงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โดยเมื่อจบการอบรมจะมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะในการรับมือภัยพิบัติอย่างปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอาสาสมัครเพื่อส่งความช่วยเหลือกัน ทั้งด้านกำลังคนและเสบียงอาหารในยามเกิดภัยพิบัติ”

พล.อ.ธนศักดิ์ เก่งถนอมม้า ประธานคณะทำงานจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครเพื่อการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤต

ด้าน พล.อ.ธนศักดิ์ เก่งถนอมม้า ประธานคณะทำงานจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครเพื่อการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤต ที่ปรึกษาการฝึกอบรมในครั้งนี้ กล่าวถึงรายละเอียดของหลักสูตรการฝึกอบรมว่า “หลักสูตรการฝึกอบรม ‘CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา’ เป็นหลักสูตรเฉพาะกิจระยะสั้นเพียง 3 วัน 2 คืน

ซึ่งการฝึกอบรมโดยปกติจะใช้เวลา 6 วัน อีกทั้งผู้เข้าอบรมเป็นประชาชนทั่วไปหลากหลายอาชีพ มีทั้งคนเมืองและคนที่เริ่มทำกสิกรรมธรรมชาติ การออกแบบหลักสูตรจึงเน้นความกระชับและมีโอกาสใช้ได้จริง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อต้องเผชิญเหตุ ด้วยการผสมผสานหลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ฐานเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองในภาวะวิกฤต ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สมุนไพรใกล้ตัวรักษาโรค และวิชาหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับการรับมือวิกฤตในยุค Disruption ผนวกกับวิธีการเอาตัวรอดเมื่อเผชิญเหตุในสถานการณ์ต่างๆ อาทิ การเรียนรู้เรื่องทัศนสัญญาณ การปฐมพยาบาล การผูกเงื่อนเชือก และการเอาตัวรอดในน้ำ โดยมีการจำลองสถานการณ์ปัญหา 24 ชม.
เพื่อฝึกการดำรงชีพในภาวะวิกฤต

พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน นายแพทย์ใหญ่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ได้รับฉายา
‘หมอที่แกร่งที่สุดในปฐพี’

นอกจากนี้ยังเชิญ พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน นายแพทย์ใหญ่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ได้รับฉายา ‘หมอที่แกร่งที่สุดในปฐพี’ มาเล่าประสบการณ์ในการทำหน้าที่ช่วยเหลือปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง ที่อยู่กับเด็กๆ ทีมหมูป่า จนสามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน ทั้งนี้มุ่งหวังให้ผู้ที่ผ่านการอบรมได้รับประสบการณ์ที่นำไปใช้ได้จริง สามารถพึ่งตนเอง และช่วยเหลือผู้อื่นได้ในสถานการณ์คับขัน โดยหลักพื้นฐานเมื่อต้องเผชิญเหตุมีอยู่ 3 อย่าง คือ มีสติ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อมีสติจึงจะฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคได้ มีความเพียรในการฝ่าฟัน จึงสามารถรอดพ้นปัญหาและอุปสรรคตั้งแต่เรื่องง่ายไปจนเรื่องยาก และสุดท้าย คือ การนำความรู้ไปแก้ปัญหา”

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและกิจกรรมในโครงการ
คนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน
 www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking 
รายละเอียดที่ https://ajourneyinspiredbytheking.org