Category Archives: Lifestyle

Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปีที่ 12

คู่ชนะเลิศทูตน้อย Santa Kids ปี 12  พร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม มอบรายได้ให้ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

ผ่านไปแล้ว  สำหรับการประกวด Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปีที่ 12 ซึ่งจัดโดย บริษัท แอ็คเซส เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับ  สำนักข่าว AC NEWS ซึ่งได้รับการสนับสนุนสถานที่จัดการประกวดจาก ศูนย์การค้า The Walk เกษตร-นวมินทร์ และ องค์การที่ได้ให้การสนับสนุนมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ได้แก่ เมืองไทยประกันชีวิต บัตรยูเมะพลัส ธ.ออมสิน ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.อาคารสงเคราะห์ ธ.กสิกรไทย ธ.ทหารไทย หากไม่มีผู้ใหญ่ใจดีทั้งหมดนี้กิจกรรมก็คงจะดำเนินมาไม่ได้จนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศงานมีความคึกคักเต็มไปด้วยความสดใสของเด็กๆที่เข้ามาประกวด พร้อมด้วยผู้ปกครอง ทำให้ The Walk ดูแน่นไปถนัดตา โดยรางวัลสำหรับคู่ที่ชนะเลิศในปีนี้เป็นถ้วยเกียรติยศของหม่อมหลวงสราลี กิติยากร พร้อมสายสะพาย และ ทุนการศึกษา และ นอกจากนั้นผู้ที่ได้ตำแหน่งรอง และ ตำแหน่งอื่นๆอีก 18 รางวัล ก็ยังได้รับถ้วยรางวัลและของขวัญอีกมากมาย

ตำแหน่ง Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปีที่ 12
-รางวัลชนะเลิศ
ด.ญ.วรกมล ไหมเพชร(บอส)
ด.ช.ชิณณพัฒน์ พูนหิรัญภัทร์ (วินนี่)

-รองชนะเลิศ อันดับ1 /ออมสิน Vote /บุคลิกภาพดี ได้แก่ ด.ญ.รินรดา กันทา (ลันลาบาย)
-รองชนะเลิศอันดับ 1 ทูตน้อย / รางวัลบุคลิกภาพดี ได้แก่ ด.ช.ธนาธิป พันธุ์ศรี (หมิง)

-รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ2
ด.ญ.ชมพูนุช ศรุตาเดโชกุล(บีเฟิร์ส)
ด.ช.ภูมมิภัฎ ภวภัชชกุล (ปราร์ค)

ภาระกิจแรกของ “ทูตน้อย Santa Kids”  คือ  เป็นตัวแทนนำรายได้ไปมอบให้ “มูลนิธิบ้านนกขมิ้น” ในวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 และ นอกจากนั้นก็จะทำหน้าที่ช่วยเหลืองานการกุศลขององค์กรต่างๆตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือการฝึกให้เด็กๆรู้จักช่วยเหลือสังคม อีกทั้งจะมีการไปขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้ช่วยประชาสัมพันธ์งานอีกด้วย

เนื่องในปีนี้เป็นปีที่ 12 ของโครงการ Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ทางโครงการฯได้จัดทำเพลง “รวมพลัง Santa Kids” ขึ้นเป็นเพลงประจำโครงการซึ่งจะมีการถ่ายทำมิวสิควีดีโอ โดย กลุ่ม Santa Kids กว่าร้อยชีวิตในเร็วๆ นี้



ร้านอาหาร R.HAAN กับรางวัลแห่งความภาคภูมิ มิชลินไกด์ ๑ ดาว

ร้านอาหาร R.HAAN
สวรรค์ของคนรักอาหารไทย ใจกลางกรุงเทพ

ร้านอาหาร R.HAAN  คือ ชื่อของร้านอาหารไทยหน้าใหม่ แบบดั้งเดิมสุดพรีเมี่ยม ร้านอาหารนี้ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 131 ทองหล่อ ซอย 9 ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน

Wisdom of Thai Cuisine บรรยากาศโด่ดเด่นด้วยดีไซน์การตกแต่งศิลปะแบบไทย โถงทางเดินที่มีลายกระหนกบนผนังและฝ้าเพดาน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านเรือนไทย เชื่อมโยงทุกโซน  ด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็น รสชาติอาหารไทย และการตกแต่งแบบไทย

R.HAAN (ร้านอาหาร)  ร้านรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นสไตล์การตกแต่ง การใช้ภาชนะ และเทคนิคการทำอาหาร

ในวงการอาหารไทยของบ้านเรา ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราอาจเห็นภาพรางวัลดาวมิชลิน ที่สร้างสรรค์ร้านอาหารออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งแต่
ละร้านล้วนสะท้อนให้เห็นตัวตนและแนวคิด จนในวันนี้เราได้พบกับเชฟชุมพล แจ้งไพร ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย ผ่านความประณีต วัตถุดิบพรีเมี่ยม ผ่านกรรมวิธีการปรุงแบบไทยแท้ตามต้นตำรับจนได้อาหารไทยชั้นเลิศอันน่าหลงไหล เชฟไฟแรงสูงที่ผ่านเวทีมาหลายครั้ง และยังเป็นหนึ่งในผู้เชฟ ร้าน R.HAAN  ภูมิปัญญาแห่งไทยทั้งหลายมารวมกันที่นี่เพียงที่เดียว กับรางวัลอันยิ่งใหญ่

ร้านอาหาร R.HAAN  เป็นร้านอาหารไทยแบบ Fine Dining  ของคุณต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี ภายใต้แนวคิด “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ร่วมมือกับ เชฟชุมพล แจ้งไพร แสดงให้เห็นว่าร้านอาหารสามารถประสบความสำเร็จได้มากเพียงใด หากเชฟทุ่มเททั้งหัวใจและนำเสนอเมนูเลิศรสที่ได้รับแรงบันดาลใจภายใต้แนวคิด ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ร้านเปิดมาเพียง 6 เดือน
ในปี 2561 ได้รางวัล  เป็นมิชลิน 1 ดาว ในหนังสือ Michelin Guide Thailand 2019 (Bangkok ,Phuket & Phang-Nga)

วันนี้ คุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี มอบประสบการณ์รับประทานอาหารไทยร่วมสมัยในเเบบฉบับของ ร้านอาหาร  R.HAAN  ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ร้าน
มิชลิน 1 ดาว ของคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี  ในส่วนของเมนูอาหาร ร้านติดดาวมีความน่าสนใจ โดยอาหารของที่นี่มีให้เลือก 3 สำรับด้วยกัน คือ สำรับตรี โท และเอก มีราคาแตกต่างกันไปในแต่ละสำรับ วัตถุดิบของอาหารแต่ละจานนั้นผ่านการคัดสรรมาอย่างดีจากทั่วภูมิภาคในประเทศไทย ผ่านการปรุงละเอียดทุกขั้นตอน

เบื้องหลังครัวไทยร้านอาหาร  Totptotravel กำลังนั่งดื่ม Complimentary แบบไทย เครื่องดื่มชื่อว่า งามอย่างไทย เป็นโซดาผลไม้ พร้อมเปิดดูเมนู Exclusive Menu Samrub เมนูที่เราชิมในค่ำคืนนี้เป็น สำรับอาหารไทยฤดูฝนซึ่งอาหารเรียกน้ำย่อย  ทุกสำรับบนโต๊ะอาหาร นอกจากจะถูกแสดงออกด้วยรสชาติ อาหารไทยแท้  ที่คัดสรรและปรุงอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน
แล้ว อาหารทุกจานในแต่ละสำรับนั้นยังแฝงความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ ด้วยการใช้ภาชนะที่งดงาม เขียนลายด้วยมือช่างชั้นสูง ถอดแบบมาจากเครื่องต้น ที่ถูกใช้ในพระราชวังในสมัยรัตนโกสินทร์ที่หาชมยาก

เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทย

ด้วยความที่ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทย เป็นคนที่ชื่นชอบความท้าทาย รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ อาหารก็คือสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่ง ในสังคมหนึ่ง ทั้งวัตถุดิบและรสชาติก็ต้องประยุกต์ ความจริงแท้

Authentic ถือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของแนวคิดอาหารทุกชนิด หัวใจสำคัญหลักๆ นอกจากการปรุงที่พิถีพิถันแล้ว อยู่ที่คุณภาพของวัตถุดิบ นอกจากที่ต้องเป็นวัตถุดิบคุณภาพดีเลิศแล้ว ยังต้องรักษาความสดไว้ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน อาหารประเทศอะไรก็ตามถ้าได้วัตถุดิบชั้นเลิศจะทำให้จานนั้นอร่อยขึ้น

สำหรับเมนูแนะนำ  ขอเริ่มต้นกันที่เมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง เมี่ยงปลาทูไทยเสวย ทำจากปลาทูไทย เข้ากันได้อย่างดี

นอกจาก นี้ยังมี ยำหัวปลีป่าน่องกบนาย่างถ่าน
Wild banana flower Spicy Thai salad with charcoal Grilled frog

ทอดมันกุ้งสามน้ำ
Deep Fried Thai river Prawn cake

หมี่กรอบชาววัง
Royal recipe, crispy rice vermicelli with sweet and and Sour Sauce from ‘Somsa’ in chive & coriander pastry shells

แกงเขียวหวานพริกขี้หนูสดสวนปิติกับปลาเก๋าแดงน้ำลึกทะเลระนอง
Freshly handmade  classic bird ‘eye green curry with “Ra-Nong” Deep sea Red grouper and GI’organic coconut from “Kho Pha-ngan”

ถึงพริกถึงขิงกลิ้งหมูกรอบ
Stir fried  pork belly  with Red curry crispy pork

น้ำพริกไข่ปูพริกขี้หนูสี่ภาค
Spicy Crab’s Roe Sauce  with four bird’s eye Chilli Dip

ผัดเผ็ดหมูป่าหน่อกระวานจันทรบูร
Stir Fried Spicy with boar with Red curry paste and Chantaboon Siam cardamom

สามสายสามกษัตริย์ต้มกะทิ
Ours’s ancient across Royal kingdom of Thailand, Lotus’s coconut soups with 3 kinds Rama 5 inspirations

ข้าวหอมมะลิใหม่ยโสธรและข้าวกล้อง 5 พลัง เสิร์ฟพร้อมหัวน้ำปลาแท้ระยองกับพริกขี้หนูปิติ

กับจานพิเศษ เนื้อแบล็คแองกัสจากสุพรรณบุรี surprise

เนื้อแบล็คแองกัสจากสุพรรณบุรี

ขนมสำรับไทยคู่กับชากาแฟ /Thai fruits & Petit Fours เสิร์ฟมาเหมือนเซ็ตขนมกินกับชา 4 จาน ประกอบด้วย

ข้าวตูข้าวตอกน้ำผึ้งเกสรดอกลำไย /Roasted sun dried rice with longan Honey and coconut
เสน่ห์จันทร์หอม /Flower shaped baked rice flour
วุ้นกรอบทองคำ/Gold crispy jelly
ลูกชุปมังคุดเสวย/Mangosteen shape stirred pound golden bean
หม้อแกงอินทผาลัมมะตูมเชื่อม, ข้าวเหนียวมะม่วงภักดี, ข้าวเม่าทอดกล้วยไข่กำแพงเพชร

สำหรับเมนูแนะนำ คือ สามสายสามกษัตริย์ต้มกะทิ เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ข้าวต้มที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปรุงขึ้นโดยมี ปลาทู ปลาหมึก และ กุ้ง เป็นองค์ประกอบจุดเด่นของเมนูจานนี้ คือ เชฟเอาทั้งสาม มาต้มกับกะทิ แล้วค่อยเอาน้ำซุปใสรสชาติอร่อยมาราดลงไป ความอร่อยสดชื่นคล่องคอ และกลมกล่อม เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย

โดยภาชนะที่เลือกใช้นั้นเขียนลายด้วยมือช่างชั้นสูง ถอดแบบมาจากเครื่องต้นที่ถูกใช้ในพระราชวังในสมัยรัตนโกสินทร์ แอบสงสัย มิชลิน เค้าให้ดาวกันอย่างไร ในแง่ของการทำอาหารที่มีรากของความเป็นไทยแท้และมี Story ที่ทำให้ สาระของอาหารไทยบวกกับความเป็นไทยแบบต้นตำรับ

ขอบคุณ Exclusive Dinner ร้านอาหาร R.HAAN มิชลินสตาร์  ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับบรรยากาศมื้อค่ำลิ้มรสชาติต้นตำรับอาหารไทยที่พิถีพิถันการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างปราณีต ณ ร้านอาหาร รูปแบบ Fine Dining ที่มาจากแก่นแท้ภูมิปัญญาอาหารไทย

พบกับเมนูใหม่ของห้องอาหารได้แล้ววันนี้
ร้านอาหาร R.HAAN  “ภูมิปัญญาแห่งไทย” ทั้งหลายมารวมกันที่นี่
เพียงแห่งเดียว

ร้านอาหาร R.HAAN
131 Soi Sukhumvit 53 (Paidee-Madee) Klongtun Nua Wattana Bangkok 10110 Thailand

Tel. + 66 (0) 2 059 0433 – 34
+ 66 (0) 95 141 5524
Open Daily : 6.00 p.m. – 11.00 p.m.

#RHAAN #BestThaiRestaurant
#wisdomofthaicusine #ภูมิปัญญาอาหารไทย
#Michelinstar2019 #Michelinguide
#ร้านอาหาร R.HAAN มิชลินสตาร์

โรงพยาบาลบาโนบากิ เปลี่ยนชีวิตผู้เข้าร่วมรายการ Let me in Thailand 4 Reborn เจออนาคตที่ดีขึ้น

โรงพยาบาลที่มีความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดศัลยกรรม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก

โรงพยาบาลบาโนบากิ แบรนด์ตัวแทนด้านศัลยกรรมจากเกาหลีใต้ นับเป็นโรงพยาบาลที่เป็นเลิศด้านการผ่าตัด สร้างความอบอุ่นให้กับคนไข้ขณะรับการรักษา และยังเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากมาย สร้างความมั่นใจอีกครั้งกับการเป็นทีมแพทย์หลักในการทำศัลยกรรมให้กับผู้เข้าร่วมรายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” ช่วยเปลี่ยนชีวิตให้พวกเขา และเธอได้พบกับอนาคตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ศัลยแพทย์โอ ชางฮยอน จาก โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ

ศัลยแพทย์โอ ชางฮยอน จาก โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ กล่าวว่า โรงพยาบาลบาโนบากิ เป็นโรงพยาบาลที่มีความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดศัลยกรรม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้ว รพ.ได้เริ่มแคมเปญ “Detailist” หรือ “ผู้ใส่ใจรายละเอียด” ขึ้น ซึ่ง Detailist มาจากคำว่า Detail และ Specialist  หมายถึงกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีฝีมือ ละเอียดอ่อนในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนก่อนศัลยกรรม รวมไปถึงการดูแลคนไข้หลังการศัลยกรรม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของ รพ.บาโนบากิ ของเรา นอกจากนี้ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำแต่ละสาขา อาทิ ศัลยกรรมขากรรไกร, ศัลยกรรมปรับรูปหน้า, ศัลยกรรมหน้าอกศัลยกรรมยกกระชับ, ศัลยกรรมตาและจมูก เป็นต้น ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านนั้นมีการค้นคว้าวิจัยในแต่ละสาขาที่ตนเองถนัดอยู่ตลอดเวลา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของรพ.ของเราอีกข้อก็ว่าได้ และจากคุณภาพที่ยอดเยี่ยมมีความปลอดภัยที่สูงนี่เอง ทำให้ปีนี้รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” ได้เลือกให้เราเป็นทีมแพทย์หลักเกาหลีทีมเดียวในการช่วยเปลี่ยนชีวิตให้กับผู้เข้าร่วมรายการตลอดทั้งซีซั่นนี้ ซึ่งทางศัลยแพทย์โอ ชางฮยอนได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผมรู้สึกดีใจมากที่การผ่าตัดของผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา พวกเรา รพ.บาโนบากิ หวังเป็นอย่างสูงว่าเราจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมรายการได้มีความสุขที่มากขึ้น ได้พอเจอสิ่งดีๆ ในชีวิต ได้เดินตามฝันของตัวเองโดยปราศจากอุปสรรคทางด้านหน้าตา

ปัจจุบันคนไข้ชาวเกาหลี และคนไข้ชาวไทยต่างมีความต้องการที่อยากจะสวยหล่อขึ้นมากมาย ซึ่งที่ประเทศเกาหลีใต้ การศัลยกรรมถือว่ามีการพัฒนาล้ำหน้า โรงพยาบาลศัลยกรรมก็มีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้ข้อมูลการศัลยกรรมมีการเผยแพร่ออกไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคนไข้เองก็มีการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการศัลยกรรมกันมากขึ้น ทำให้คนไข้ชาวเกาหลีมีความรู้เกี่ยวกับการศัลยกรรมมาพอสมควรก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับการศัลยกรรม

แต่เมื่อเทียบกับคนไข้ชาวไทย ถึงแม้ว่าคนไข้จะศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่การได้เห็นกระบวนการศัลยกรรมจากทีมแพทย์โดยตรง จะยิ่งทำให้คนไข้มีความเชื่อมั่นในทีมแพทย์นั้นๆ เพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ รพ.บาโนบากิ จึงได้เปิด “ศูนย์ให้คำปรึกษา บาโนบากิ” ในไทยขึ้น เพื่อให้คนไข้ชาวไทยสะดวกสบายเวลาเข้ามารับคำปรึกษาจริงๆ เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนเดินทางไปรับการทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี

โดยสำหรับผู้สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่
ศูนย์ให้คำปรึกษา บาโนบากิ
ซอยทองหล่อ 3 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ 10310
ติดต่อสอบถามและนัดคิวขอคำปรึกษา
ได้ที่ 02-392-2890  หรือ 099-112-4777
Line @thaibanobagi (มี@ข้างหน้า ) www.thailandbanobagi.com

นวัตกรรมฝ้าอะคูสติก “Trandar AMF”

สำหรับ อาคารสำนักงานเกรด A
ในประเทศไทย

Trandar Acoustics ผู้นำระบบฝ้าอะคูสติก ดึง AMF จากเยอรมัน เจาะตลาด ฝ้าอะคูสติก สำหรับ Office Building Grade A ในประเทศไทย เน้น Quality of LiFE ให้กับพนักงานออฟฟิศ

Trandar Acoustics ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฝ้าและผนังอะคูสติกชั้นนำของไทย และใน South East Asia ร่วมกับ AMF ผู้นำฝ้าเพดานชั้นนำจากเยอรมัน เปิดตัวนวัตกรรมฝ้าอะคูสติก “Trandar AMF” สำหรับ อาคารสำนักงานเกรด A ในประเทศไทย โดยเป็น ฝ้าอะคูสติก ที่มีจุดเด่นในเรื่องการคำนึงถึง Air Quality ภายในอาคาร และ ความปลอดภัย ( Safety ) ที่มีค่าการกันไฟ และเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีการควบคุมคุณภาพการผลิตจากเยอรมัน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์กลุ่ม Office Building Grade A ชั้นนำต่างๆในประเทศไทยที่ตระหนักถึง “Quality & Safety of LiFE” ของผู้เช่าใช้อาคาร รวมถึงพนักงาน Office

ในการลงทุนใน วงการอสังหาริมทรัพย์เทรนด์ที่กำลังมาแรงมา คือการลงทุนในอาคารสำนักงาน เกรด เอ ( Office Building Grade A ) เพราะยังมีความต้องการของตลาดจำนวนมาก จากข้อมูลการสำรวจในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 Office Building ในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งหมดประมาณ 8,784,212 ตารางเมตร มีอัตราของพื้นที่ที่ว่างให้เช่าลดลง โดยมีอัตราพื้นที่ว่างรวมลดลงจาก 7.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 6.8% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการที่มากขึ้น และยังพบว่าอาคารสำนักงานให้เช่าต่างๆ เริ่มสามารถที่จะปรับค่าเช่าขึ้นสูงได้ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานที่เป็น Grade A ในพื้นที่ CBD

การที่จะเพิ่มค่าเช่าพื้นที่ของ Office Building แต่ละแห่ง เพื่อมุ่งมั่นที่จะเป็น Office Grade A นั้น Developer จำเป็นต้องสร้างจุดเด่น เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย เช่น การดีไซน์ตัวอาคาร การตกแต่งภายใน และภายนอกอาคารเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวอาคาร การใช้มาตรฐานของวัสดุที่อยู่ภายในอาคารที่ดีกว่า มีความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารที่ดีขึ้นนั้น ส่งผลให้ Office Building นั้นๆมีภาพลักษณ์ที่ดี และสามารถเพิ่มพื้นที่ค่าเช่าอาคารสำนักงานให้ได้ตามคุณภาพมาตรฐาน Office Building Grade A อีกด้วย

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการที่เป็นอาคารสำนักงาน เกรด เอ คือ ฝ้าอะคูสติกที่อยู่ภายในอาคาร สำนักงาน ซึ่งเป็น วัสดุที่ Developer ในแต่ละอาคารเริ่มให้ความสำคัญ รวมทั้งผู้เช่า และใช้อาคารเริ่มที่จะตระหนักถึงความสำคัญของฝ้าเพดานอะคูสติกที่ใช้ โดยปัจจุบันจะคำนึงถึงคุณสมบัติหลัก 3 ด้านของแผ่นฝ้าเพดานอะคูสติก ดังนี้

1.ต้องมีค่าการดูดซับเสียงที่สูง ( ค่า NRC อย่างต่ำ 0.6 บางอาคารกำหนดถึงอย่างต่ำที่ 0.9 ) เนื่องจากแนวการออกแบบส่วนใหญ่เป็นแบบ Open Plan Office

2.ความเป็น ไฮยีน (Hygiene) ของ Air Quality ภายในอาคารสำนักงาน แผ่นฝ้าเพดานจึงควรต้องมีค่าการฟุ้งกระจายของฝุ่นต่ำ

3.ที่สำคัญที่สุดคือค่าการกันไฟ ( Fire Safety ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสำนักงาน Office Building ที่ยิ่งมีความสูงมากจะยิ่งให้ความสำคัญในส่วนของค่าการกันไฟของวัสดุฝ้าเพดาน Acoustics Ceiling ที่ให้ค่าการกันไฟที่สูงขึ้น

Trandar Acoustics จึงได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ฝ้าอะคูสติก กับ AMF จากประเทศเยอรมัน เพื่อนำเสนอฝ้าอะคูสติกที่ตอบสนองความต้องการของ Office Building Grade A ซึ่ง Trandar AMF ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากกลุ่มสถาปนิก และ Developer ที่ต้องการวัสดุอะคูสติกที่มีคุณภาพสูงต่อการใช้งานมาติดตั้งในโครงการสำนักงาน

โดยในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา Trandar Acoustics ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ Trandar AMF ให้กับ Office Building Grade A แนวหน้าหลายแห่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ทั้ง CBD และ Non CBD  อาทิเช่น

* อาคารสำนักงาน Pearl Bangkok พหลโยธิน ตึกทรงไข่มุกที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น ออกแบบโดยปาล์มเมอร์ แอนด์ เทอร์เนอร์ ของกลุ่ม พฤกษา พื้นที่กว่า 30,000 ตรม. เป็นสำนักงานเกรด A ตามมาตรฐาน LEED อาคารเขียว (Green Building) ระดับ Gold ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

* อาคารสำนักงาน Krungsri Ploenchit Tower หรืออาคารเพลินจิตเสาทอง ที่ตั้งตระหง่านกลางใจเมืองบริเวณถนนสุขุมวิท ในย่าน CBD (Central Business District) พื้นที่กว่า 30,000 ตรม., เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

* อาคารสำนักงาน T-One ย่านสุขุมวิททองหล่อ Office Building แห่งแรกที่ลงทุนโดยคุณตัน ภายใต้ ตัน อิง แอสเซ็ท ซึ่งมีสถาปัตยกรรมตัวอาคารแบบ Twist พื้นที่รวม 43,5700 ตร.ม. Co-Working Space ทำเลย่านทองหล่อ เพื่อตอบโจทย์นักธุรกิจรุ่นใหม่ เอาใจคน Gen Y, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Star

* อาคารสำนักงาน MS Siam ของกลุ่มมหาทุน ย่านถนนพระราม 3 พื้นที่กว่า 40,000 ตรม. เป็นการผนึกกำลังระหว่าง มหาทุนพลาซ่า และศรีสยามพร็อพเพอร์ตี้ สร้างอาคาร –

สำนักงานแห่งใหม่ย่านพระราม 3 ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นเรื่องการอนุรักษ์พลังงานด้วย, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Star

* อาคารสำนักงานวัฒนวิภาส อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ กฟน. เขตคลองเตย ถนนพระราม 4 มีพื้นที่รวมประมาณ 93,000 ตารางเมตร โดยอาคารได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานอาคารเขียวไทย -(TREES : Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability), เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

* อาคารสำนักงาน Cheer Viva ย่านลาดกระบัง พื้นที่กว่า 9,800 ตรม. ออกแบบด้วยทีมงานคุณภาพจาก Atelier of Architects, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

* อาคารสำนักงาน ไทยรุ่งเรือง (TRR) ย่านพระราม 3 นราธิวาส พื้นที่กว่า 25,000 ตรม., ของ กลุ่มบริษัทน้ำตาลไทยรุ่งเรือง, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Star

* อาคารสำนักงาน สำนักงบประมาณ 59 ปี ย่านพหลโยธิน มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 72,000 ตารางเมตร เป็นอาคารเพื่อรองรับพื้นที่สำนักงานห้องประชุม ที่จอดรถ พื้นที่ให้บริการสาธารณะ มีการออกแบบที่ใช้สัญลักษณ์ของธนบัตรมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการ

ออกแบบที่มีรูปทรงอาคารที่ทันสมัย และแปลกตาไปจากอาคารทรงสี่เหลี่ยมทั่วไป, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

* อาคารสำนักงาน MERCEDES BENZ ( Thailand ) ถนนบางนา-ตราด กม.19, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

* IKEA บางใหญ่ Furniture Retails Store ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนจากสวีเดน

ที่ได้เปิดตัวไปแล้ว ที่อยู่ติดกับ Central Plaza Westgate มีพื้นรวมกว่า 50,278 ตารางเมตร, เลือกใช้รุ่น Trandar AMF Mercure

อาคารสำนักงานที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ได้ให้ความไว้วางใจ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ฝ้าอะคูสติก “Trandar AMF” จาก Trandar Acoustics ทั้งหมด เพื่อให้กลุ่มผู้ใช้งานอย่างพนักงานออฟฟิศได้มี Quality & Safety of LiFE อย่างแท้จริง โดย Office Building Grade A ในกรุงเทพฯจะเลือกใช้ฝ้าอะคูสติก จาก Trandar AMF มากกว่าฝ้าอื่นๆในท้องตลาดทั่วไป ส่งผลให้ Trandar AMF มีส่วนแบ่งการตลาด (Market share) มากกว่า 60% ในกลุ่ม Office Building Grade A ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2017-2018

นอกจากอาคารสำนักงานที่เกิดขึ้นใหม่ ที่เลือกใช้แผ่นฝ้าเพดาน Trandar AMF แล้วนั้น อาคารสำนักงานเดิมหลายๆแห่งก็ได้เริ่มยกระดับมาตรฐาน และหันมาใช้ฝ้าอะคูสติก Trandar AMF แล้วเช่นกัน อาทิเช่น อาคารรสาทาวเวอร์ อาคารเคียนหงวน อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ อาคารจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ อโศก อาคารบางนาทาวเวอร์ อาคารปตท.สำนักงานใหญ่ อาคารไทยประกันชีวิต รัชดาภิเษก เป็นต้น

จุดเด่น และคุณสมบัติที่ทำให้ฝ้าอะคูสติก Trandar AMF แตกต่าง และเหนือกว่าฝ้าอะคูสติกทั่วไปที่ใช้ในอาคารสำนักงานแบบเดิมๆ

1. แผ่นฝ้าเพดาน ผลิตจาก Mineral Fiber แท้ ไม่ได้มีส่วนผสมของ Cellulose หรือเยื่อกระดาษ

2. ผลิตด้วยเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมัน ทำให้ได้แผ่นฝ้าคุณภาพที่มาตรฐาน ขนาดแผ่น และสีแผ่นสม่ำเสมอเท่ากัน

3. เพิ่มการเครือบชั้นผิวหน้าแผ่นฝ้าเพดาน AMF และเพิ่มชั้นเคลือบด้านหลังแผ่น เพื่อลดการกระจายของฝุ่น

4. มีเทคโนโลยีทำให้ขอบแผ่นแข็งแรง ( Edge Hardener ) ไม่แตกหรือบิ่นหักง่าย ช่วยเจ้าของอาคารในการบำรุงรักษาแผ่นให้คงทนมากขึ้น

5. ไม่มีส่วนผสมของเยื่อกระดาษ จึงไม่ลามไฟ ได้ค่ามาตราฐาน EN 1350-1 Class A2-s1,d0 และ BS476 Part 6,7

6. เหนือกว่าด้วยมาตรฐานการกันไฟ BS 476 Part 20-23 จึงให้ความปลอดภัยที่สูงขึ้น

แทรนดาร์ อะคูสติก (Trandar Acoustics)  เป็นผู้นำในการออกแบบ ให้คำปรึกษา ตรวจวัดสำรวจ และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะคูสติกอย่างครบวงจรใน South East Asia โดยเริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1988 ได้เปิดดำเนินการมามากกว่า 30 ปี ซึ่งแทรนดาร์ อะคูสติก (Trandar Acoustics) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฝ้าดูดซับเสียง ระบบผนังกันเสียง ระบบพื้นกันเสียง ระบบหลังคากันเสียง และอุปกรณ์ตกแต่งทางด้านอะคูสติกทุกชนิด เรามีทีมงาน และผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาในการออกแบบและติดตั้ง

พร้อมทั้งผลิตและจัดจำหน่ายแผ่นอะคูสติก อาทิเช่น แผ่นผนังกันเสียงซาวน์บอร์ด (SoundBoard), ฉนวนกันเสียง dBphon , ฝ้าดูดซับเสียง Trandat AMF, Trandar Heradesign, Trandar Ecophon, and Trandar Autex

Trandar Acoustics เติบโตจากการที่เป็นที่ปรึกษาและออกแบบทางด้าน Acoustics โดยเริ่มต้นจากการออกแบบให้กับ โรงภาพยนต์ในประเทศไทย จากนั้นได้ขยายตลาดไปสู่ โรงละคร หอประชุม สตูดิโอ โรงแรม 5 ดาว และล่าสุดได้เริ่มขยายในส่วนของอาคารสำนักงาน รวมทั้งยังได้เผยแพร่ และจัดจำหน่าย Software INSUL ทางด้าน Acoustics สำหรับที่ปรึกษา และผู้ออกแบบ

ปี 2017 เริ่มขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้ชื่อแบรนด์ Trandar Acoustics Cambodia โดยมี Trandar Acoustics Showroom ตั้งอยู่ใน เมืองพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่แสดงระบบฝ้าดูดซับเสียง, ผนังกันเสียง และฝ้าอะคูสติกทุกชนิดของ Trandar Acoustics

ปี 2018 ได้มีการเจาะกลุ่มตลาดในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยส่งออกสินค้า Trandar Soundboard ไปยังประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

AMF เป็นผู้ผลิตฝ้าเพดานอะคูสติกชั้นนำของยุโรป ก่อตั้งตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1963 เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ มีคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตสูงสุด “Made in Germany” ตั้งอยู่ที่เมือง กรัฟเฟอร์เนาร์ (Grafenau) ประเทศเยอรมัน โดยเป็นโรงงานแห่งเดียวในโลกที่สามารถตั้งอยู่ในวนอุทยานแห่งชาติบาวาเรียน (Bavarian Forest National Park) ได้โดยไม่สร้างมลพิษ หรือผลกระทบต่อพื้นที่ภายในวนอุทยาน

AMF ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านอะคูสติก อาทิเช่น AMF THERMATEX, HERADESIGN, AMF TOPIQ, AMF MONDENA, AMF VENTATEC และ AMF TACET เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่สมบูรณ์สำหรับการประยุกต์ใช้งานในการสร้าง และตกแต่งอาคารพาณิชย์, อาคารสำนักงาน อาคารสถาบันการศึกษา และโรงพยาบาล เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการรับรองระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ที่

นำมาใช้ในปี 2002 และมีการปรับปรุงด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ของ AMF ยังได้รับรางวัล และใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ (Type I, Type II และ Type III) ซึ่งในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ AMF ได้กระจายไปสู่ตลาดอะคูสติกมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

โดยในครั้งนี้ Trandar และ AMF ร่วมกันจัดงาน TRANDAR AMF CONTRACTOUR @Bangkok 2018  ระหว่างวันที่ 12 – 16 พ.ย. 2018
นำโดยผู้บริหารคุณกฤษดา สาธุกิจชัย ประธานฝ่ายบริหาร (CEO) Trandar Acoustics และ มร. สเตฟาน บลอช (Mr.Stefan BLÖCHL) ผู้จัดการฝ่ายขายภูมิภาค (Regional Sales Manager Knauf AMF GmbH & Co. KG) พร้อมด้วย มร.ฮาน คาร์ล หัวหน้าทีมวิศวกรติดตั้ง (Mr.Hans-Karl GRÜNBERGER Head of Application Engineering Knauf AMF GmbH & Co.KG) พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก AMF บินตรงจากเยอรมันมาร่วมแชร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งผลิตภัณฑ์ Trandar AMF

รวมถึงวิธีการติดตั้งระบบฝ้าต่างๆได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งคอร์สอบรมครั้งนี้ได้จัดสำหรับผู้รับเหมาชั้นนำที่ได้รับเชิญแบบ Exclusive เข้าร่วมงาน Workshop โดยจัดขึ้นที่ Trandar Head Office ให้ผู้รับเหมาทุกท่านได้รับความรู้กันอย่างเต็มอิ่มพร้อมรับ Certificate รับรองโดย Trandar AMF อีกด้วย

www.trandar.com

“ลีโมบัส” เปิดให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

รถ Airport Limobus Express ใน 2 เส้นทางหลัก พร้อม 7 จุดจอดสำคัญในกรุงเทพฯเตรียมใช้ระบบสำรองที่นั่งและเช็คตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์

“ลีโมบัส” เปิดให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารด้วยรถไม่ประจำทาง Airport Limobus Express ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ใน 2 เส้นทางหลัก สุวรรณภูมิ-ถนนข้าวสาร และสุวรรณภูมิ-ถนนสีลม-สยาม โดยมีจุดจอดสำคัญ 7 จุดในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร เพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยว พร้อมเตรียมนำระบบเว็บแอปพลิเคชันมาใช้ในการสำรองที่นั่ง รวมถึงสามารถตรวจสอบตำแหน่ง และเส้นทางการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ สร้างความมั่นใจ สะดวก ปลอดภัย แก่ผู้ใช้บริการ

นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการ Airport Limobus Express รถไม่ประจำทางรับ-ส่งผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เที่ยวปฐมฤกษ์ ที่ชานชาลาขาเข้า ชั้น 1 ประตู 8 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี นายสุทัศน์ สุวรรณผ่องใส รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายการพาณิชย์) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) นางนัฎฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ลีโมบัส จำกัด แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนจำนวนมากเข้าร่วม

นางสาวนัฎฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ลีโมบัส จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร ด้วยรถไม่ประจำทาง Airport Limobus Express ณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ใน 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ 1.สุวรรณภูมิ-ถนนข้าวสาร และ 2.สุวรรณภูมิ-ถนนสีลม-สยาม โดยได้รับการสนับสนุนจุดจอดรับ-ส่ง จากกรุงเทพมหานคร 7 จุด ในพื้นที่ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร พญาไท สีลม เป็นต้น

บริษัท ลีโมบัส จำกัด ได้จดทะเบียน “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว” ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามมาตร 15 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 จากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเริ่มจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวที่พร้อมให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร และ ได้เปิดให้บริการ Airport Limobus Express ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในปี พ.ศ. 2558 โดยใช้รถบัสปรับอากาศ (Deluxe Bus) ที่มีมาตรฐานสูง จำนวน 22-31 ที่นั่งต่อคัน พร้อมให้บริการ Wi-fi ภายในรถ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร ในเรื่องความสะดวก สะอาด และปลอดภัย รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วกรุงเทพฯ

“Airport Limobus Express ได้รับการความนิยมจากชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะสามารถเดินทางไปที่พัก ศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยว และสถานีรถไฟฟ้าได้สะดวก ซึ่งการเปิดให้บริการเส้นทางใหม่ครั้งนี้ จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออกที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างความประทับใจแก่ชาวต่างชาติในการเดินทางที่สะดวกสบาย ซึ่งในเดือนธันวาคมนี้ จะนำระบบเว็บแอปพลิเคชันมาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถสำรองที่นั่ง และเส้นทางการเดินรถได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการขึ้นรถจากจุดจอดรถต่างๆ สามารถตรวจสอบระยะทาง และระยะเวลาได้แม่นยำขึ้น เนื่องจากการแสดงผลแบบเรียลไทม์” นางสาวนัฎฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ กล่าว

ด้านนายสุทัศน์ สุวรรณผ่องใส รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายการพาณิชย์) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการอนุญาตให้ บริษัท ลีโมบัส จำกัด ประกอบกิจการรับ-ส่งผู้โดยสารไม่ประจำทาง Airport Limobus Express ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ยังไม่มีการให้บริการในลักษณะดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงช่วยลดปัญหาการจราจรควบคู่ไปด้วย จึงได้สนับสนุนการเปิดให้บริการรถโดยสารไม่ประจำทางรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างท่าอากาศยานในครั้งนี้

นายสุทัศน์ สุวรรณผ่องใส กล่าวต่อว่า “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาใช้บริการ โดยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งมอบหมายให้ภาคเอกชนเป็นผู้ให้บริการรถไม่ประจำทางรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างท่าอากาศยาน เช่นเดียวกับอากาศยาน นานาชาติทั่วโลก เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และฝรั่งเศส”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจจะใช้บริการ Airport Limobus Express ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถสำรองที่นั่งได้ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขาเข้า ชั้น 1 ประตู 8 ตั้งแต่เวลา 5.45 – 1.00 น.

โดยจะมีรถออกทุก 20-30 นาที หรือขึ้นจากจุดจอดรับ-ส่ง ดังนี้ 1.หน้าโรงแรมบ้านชาติ (ถนนข้าวสาร) 2.ข้างวัดบวรนิเวศวรวิหาร 3.หน้าคอนโดไอดิโอ พญาไท (รถไฟฟ้าพญาไท) 4.ถนนสีลม ซอย4 5.เลขที่ 952 ถนนพระราม4 6.ถนนราชดำริ (ตรงข้ามโรงแรมอนันตรา) และ 7.หน้าโรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ ค่าโดยสารท่านละ 180 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.limobus.co.th

สิงห์บุรี จังหวัดที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง?

นวัตวิถี สิงห์บุรี Inno-Way ชุมชนที่มีวิถีชีวิตอันงดงาม ซุกซ่อนตัวอยู่อย่างมากมาย

จังหวัดสิงห์บุรี  ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี  โดยล่าสุด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี  เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชนมีทักษะ ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ในการต้อนรับของแต่ละชุมชน สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

เมื่อพูดถึงชื่อจังหวัดนี้ ภาพที่ทุกคนมักจะนึกอันดับต้นๆ คือ ปลาช่อนแม่ลา จังหวัดสิงห์บุรี เป็นจุดผ่านไปในหลายจังหวัด ไม่ไกลจากตัวเมืองเราจะเห็นภูเขาไกลๆ เห็นทุ่งนาเขียวขจี ขับผ่านแล้วรู้สึกดี สบายตา เรียกได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาข้าว  มีแม่น้ำน้อยหรือที่เรียกว่าแม่ลา ลักษณะดินที่มีคุณบัตพิเศษ ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

ดังนั้น ปลาที่จังหวัดสิงห์บุรี จึงมีรสชาติที่อร่อยกว่าที่อื่น  และปลาช่อนนา ที่สิงห์บุรี ถือได้ว่าเป็นที่สุดของปลาช่อนในโลกนี้ เนื้อหวานอร่อย และถ้ามาที่สิงห์บุรีต้องไม่พลาด ปลาช่อนแดดเดียว ที่ใครก็หาซื้อได้ตามริมทาง อีกอย่างถ้าใครชอบปลาร้าขอบอกว่าที่นี้ ปลาร้าอร่อยที่สุดบนผืนแผ่นดินไทย อยากรู้ว่าจริงไหมต้องลองดู

Toptotravel  มีโอกาสร่วมทริป ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สิงห์บุรี Inno-Way โดยการเดินทางในครั้งนี้  มีทั้งสื่อมวลชน  รวมไปถึงพิธีกร ทอดด์ ทองดี หรือ โทมัส เจมส์ ลาเวลล์ (Thomas James Lavelle) ซึ่งการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี  ทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ด้วยการนำนวัตกรรมผสมผสานกับวิถีชีวิตชุมชน ในการผลิตสินค้าท้องถิ่น หรือผลิตภัณฑ์โอทอป ทำให้ชุมชนมีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีแบบแผนละเอียดอ่อน อันเกิดจากความเข้าใจของ นวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย

ปีนี้  เป็นปีที่รัฐบาล มีนโยบายเน้นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดในการรองรับนักท่องเที่ยวและขาดทักษะ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สิงห์บุรี Inno-Way ชวนให้นักท่องเที่ยวมาชมความงดงามของธรรมชาติ ที่จะทำให้ต่อมรับรสในปากค่อยๆ สร้างความสุขด้วยการได้ชิมอาหารท้องถิ่นของชุมชน เพื่อเป็นการกระจายรายได้ตามความต้องการของชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเที่ยวระดับหมู่บ้านวัตถุดิบแต่ละชนิดอย่างมีดีไซน์ เที่ยวทุ่งนา กินปลาช่อน และ เช้าวันนี้เรามาแวะตลาดนัดชุมชน OTOP นวัตวิถี บ้านตาลเดี่ยวใต้ ตามมาชมบรรยากาศกันคะ

จุดเริ่มต้นเตยามเช้าวันนี้  ที่บ้านตาลเดี่ยวใต้ กับงานเปิดตลาดชุมชนท่องเที่ยว otop นวัตวิถี บ้านตาลเดี่ยวใต้ หมู่ 1 ตำบลทองเอน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมี นายสุทธิพงศ์ พุทธจันทรา นายอำเภออินทร์บุรี เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดชุมชน OTOP นวัตวิถี บ้านตาลเดี่ยวใต้  ชุมชน OTOP นวัตวิถี ดำเนินงานภายใต้โครงการ  “ไทยนิยม ยั่งยืน”

เพื่อสร้างชุมชนเข็มแข็ง ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และรายได้ให้แก่ชุมชน การสร้างตลาดใหม่ และเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ OTOP เข้ากับการท่องเที่ยว โดยการจำหน่ายสินค้าอยู่ในชุมชน โดยใช้เสน่ห์ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนเป็นรายได้ ผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระดับชุมชน ที่มีเสน่ห์ดึงดูดและมีคุณค่าพร้อมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในทุกกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

แต่ถ้าเรื่องของอาหารพื้นถิ่น อาหารการกินของชาวจังหวัดสิงห์บุรี ช่วงที่มี
นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมชุมชนบ้านตาลเดี่ยวใต้ หลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า…มาที่นี่ไม่มีผิดหวังกลับไปแน่นอน เพราะเรื่องอาหารพื้นถิ่น มีมากมาย โดยมื้อเที่ยงวันนี้  Totptotravel ขอยกตัวอย่างอาหารท้องถิ่นที่
เรามีโอกาสได้ลิ้มลอง ดังนี้

-ลาบมะเขื่อ
-ต้มส้มฟัก
-ปลาส้มทอด
-บัวลอยสามเกลอ / ขนมสามเกลอ / น้ำสามเกลอ
-กล้อยตากเคลือบช๊อกโกเเลต
-ขนมสอดใส่ / ขนมตาล

ส่วนสินค้า OTOP โดยชาวบ้านและคนในชุมชนนำสินค้าที่ผลิตเอง เช่น
พืช ผัก ผลไม้ น้ำพริกผลิตภัณฑ์ปลาร้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัด สินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน เสื้อผ้าสำเร็จรูป กระเป๋าถือ และของใช้ ที่นำมาจำหน่ายในราคาไม่แพง เดินเล่นสนุก เพลินๆ ไม่ร้อน หิ้วของกันเต็มไม้เต็มมือเลย ช่วยกันสนับสนุนสินค้าไทยชื่นใจกันทั้งหมู่บ้าน

สินค้าที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายส่วนใหญ่  เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและขึ้นชื่อว่าขายดีมากๆ  แทบจะผลิตไม่ทัน สั่งรอกันข้ามปี คือ กระเป๋าผ้า และ งอบแฟนซี สวยโดดเด่น ไม่มีใครเหมือน ไม่เหมือนใคร อย่างนี้ไม่มาถือว่าพลาดอย่างแรง
พบกันที่ ตลาดชุมชนบ้านตาลเดี่ยวใต้
เปิดทุกวันอาทิตย์ของต้นเดือน

อิ่มท้องแล้ว เดินทางต่อไปยัง ถนนตก หมู่บ้านแรกเป็นหมู่บ้านยางคุ้ง มารวมกับวัดทองเลื่อน มาเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนชาวถนนตก ชื่อนี้ สืบเนื่องจากเมื่อในอดีตที่ยังไม่มีถนนตัดผ่าน มีเพียงลูกรัง ภายหลังได้มีการปรับปรุงถนนขึ้นใหม่  ซึ่งดำเนินการไปสิ้นสุดที่ถนนตก ทางโค้งของโรงพยาบาล ชาวบ้าน จึงได้ตั้งชื่อว่าถนนตก หรือ ชุมชนชาวถนนตก นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ด้วยความพิเศษของสภาพที่ตั้ง ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
คุณป้าสุกัลยา พาทีมงานไปต่อยังบ้าน นายบุญพา บุญคง หรือ คุณกบ หมู่ที่ 11 ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ภายในบริเวณโดยรอบ จัดเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจ และมุมแสดงกิจกรรมทางการเกษตร ด้วยความพิเศษของสภาพที่ตั้ง ชาวบ้านที่ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการผลิต คุณกบเล่าต่อให้ฟัง ที่นี่ชุมชนมีรายได้และ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง มาเที่ยวที่นี่ได้ความรู้มาเติมสมองแบบไม่ต้องลงทุน

ปุ๋ยมูลไส้เดือน นำมาปรับสูตรแล้วออกมาจำหน่ายสร้างรายได้

-จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ที่มีวิธีการผลิตง่ายๆ โดยการการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นหัวเชื้อจากประเทศญี่ปุ่น

-มะนาวดอง การเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มีราคาเพิ่มมากขึ้น

นอกจากสินค้าที่หลากหลายที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว  อาหารถิ่นที่ใครมาเยือนต้องได้ลองทาน มีเมนูอาหารคาว หวานขึ้นชื่อของหมู่บ้าน เพียงเพราะคำว่าขึ้นชื่อ พวกเรามีโอกาสได้ชิมฝีมือการทำอาหารท้องถิ่น ทีใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติแท้ๆ  ของ นายกิตติภณ  มาหยา (หมูแดง)  รสชาติแบบดั่งเดิม lสูตรเฉพาะตามแบบฝีมือคนโบราณ

คุณหมูแดง ( กิตติภณ มาหยา ) โดยเมนูแนะนำ เราได้ชิมกันในมื่อค่ำ ที่บ้านของคุณหมูแดงเอง  มีเมนูใดบ้างมาชมกันค่ะ
1.แกงส้มผักตบ
2.ต้มยำไก่บ้าน (ไก่พื้นเมือง)
3.แกงกล้วยกับหมู
4.ปลาช่อนแม่ลาแท้ทอดกรอบ (สูตรเฉพาะ)
5.น้ำพริกเผาปลาช่อน ตราถนนตก (สูตรโอท๊อปขึ้นชื่อ)
6.ขนมนักรบ ทำจากผลของลูกยอสดๆ

คุณหมูแดง เล่าถึงการทำอาหาร เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด คือเรื่องวัตถุดิบ เลือกเฉพาะวัตถุดิบสดใหม่ ไร้สารปนเปื้อน  ได้จากธรรมชาติไม่มีคัดสรรแล้วนำมาปรุงรสชาติและผ่านการคัดมาอย่างดี โดยเฉพาะ น้ำพริกเผาปลาช่อน ตราถนนตก ปลาชนิดเดียวอร่อย เพราะเดือนเป็นช่วงวางไข่จะมีไขมันสะสมอยู่ทำให้ปลาอร่อยกว่าปรกติ

ได้ฟังเรื่องราวของหมูแดง “แม่ครัวหัวป่า” กลายเป็นคำสากลในการเรียกบรรดาคนปรุงอาหารฝีมือฉกาจทั่วฟ้าเมืองไทย โดยอาหารที่ขึ้นชื่อในหมู่บ้าน ฝีมือการทำอาหารของ นายกิตติภณ มาหยา ที่หมู่บ้านให้ความไว้วางใจ ได้รับตำแหน่งแม่ครัว ประจำหมู่บ้าน ทั้งแขกผู้ใหญ่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้ ต้องห้ามพลาด
ได้ชิมฝีมือน้องคนนี้แต่เพียงผู้เดียวเจ้าคะ

ณ.หมู่บ้านแห่งนี้ เหมือนถูกออกแบบให้เรามีสมาธิกับท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ด้วยการนั่งชิมอาหารท้องถิ่น โดยข้างหลังของเราจะเป็นฉากไม้ ลดแสงเพื่อให้เรารู้สึกว่า ข้างหลังไม่มีอะไรต้องใส่ใจ จึ งให้สมาธิกับด้านหน้าอย่างเต็มที่และบรรยากาศดีแบบสวนเกษตรจริงๆ

ที่บ้านถนนตก หมู่บ้านแรก เป็นหมู่บ้านยางคุ้ง มารวมกับวัดทองเลื่อน มาเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนชาวถนนตก ในปัจจุบัน ชื่อนี้สืบเนื่องจากเมื่ออดีตที่ยังไม่มีถนนตัดผ่าน จะมีแต่ลูกรัง ภายหลังได้มีการทำถนนขึ้น ซึ่งดำเนินการไปสิ้นสุดที่ถนนตก ทางโค้งของโรงพยาบาล ชาวบ้านจึงได้ตั้งชื่อว่าถนนตก หรือ ชุมชนชาวถนนตก นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เรามาอยากรู้เรื่องมะนาวดอง ต้องมาที่ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรกรทฤษฏีใหม่ ประจำตำบลบางระจัน โดยได้รับคำคำแนะนำของ คุณป้าสุกัลยา พาทีมงานไปยังบ้าน นายบุญพา บุญคง หรือ คุณกบ อยู่หมู่ที่ 11 ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นชาวบ้านที่ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีอะไรบ้างไปชมกัน

1.ปุ๋ยมูลไส้เดือน  ผลิตเอง ใช้เอง เหลือจากการใช้งาน ก็ออกมาจำหน่ายสร้างรายได้ เป็นไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันไนท์ครอเลอร์กินไว ขี้ไว สะสมในระยะเวลา 20 วันเก็บออกมาใช้งานได้ทันที ขายในราคา 20 บาท/ถุง

2.จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง นำหัวเชื้อมาจากประเทศญี่ปุ่น เพาะพันธ์ุด้วยไข่ คุณสมบัติ เป็นการขยายรากพืช รากเยอะ ผลผลิตดูดอาหารได้เยอะ ส่งผลผลิตได้มาก ข้อดีอีกทาง คือ ช่วยบำบัดน้ำเสีย ด้านปศุสัตว์

3.มะนาวดอง เก็บไว้กินนานๆ อยากกินต้มฟักมะนาวดอง ต้มผักกาดมะนาวดอง เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มีราคาเพิ่มมากขึ้น จากการขายมะนาวลูก จะตก ที่ลูกละ 50 สต. 2 ลูก 1 บาท ปรับสูตรแล้วมาทำมะนาวดอง จะได้ผลผลิตลูกละ 5 บาท

ทั้งหมดนี้ คือ นวัตวิถี เมืองสิงห์บุรี การมีส่วนร่วมของชุมชนสู่ต้นแบบการเป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นวิถีชีวิต วิถึการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแบบที่เรามอบความวางใจให้ จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพัฒนศักยภาพชุมชนต้นแบบสู่มาตรฐานระดับสากล

ช่วงบ่ายของวันนี้ คุณทอดด์พาทีมงานมาเที่ยวชมวัดวิหารแดง ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เริ่มต้นด้วยการต้อนรับ รำกลองยาว ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปะพื้นบ้าน โดยมีคุณสุกัลยา สืบเพ็ง เป็นเล่าประวัติความเป็นมาของวัดร้างในอดีต” วัดวิหารแดง” “หลวงพ่อแดง” เดิมเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ที่ ตำบล บางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ห่างจากอนุสาวรีย์วีระชนบางระจัน ประมาณ 6 กิโลเมตร จากหลักฐานบางอย่าง (เช่นอิฐก่อสร้างวิหาร) เชื่อได้ว่า วัดวิหารแดง เป็นวัดสมัยเดียวกันกับ “วัดโพธิ์เก้าต้น”ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กราบสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยไปฟังเรื่องราวต่อไป

การเดินทางของ ทอดด์ ทองดี นวัตวิถี เมืองสิงห์บุรี

วัดวิหารแดง หมู่ 11 ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบาง
ระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 16150

หยก สุริยา เจ้าแรกของสิงห์บุรี
ปิดท้ายทริปนี้ ด้วยการชมต้นไม้ที่สร้างชื่อให้กับหมู่บ้าน “หยก สุริยา”
และ “หยก ม่วงสุริยา”ของคุณลุงนพดล บุษบงค์ อายุ 59 ปี ในอดีตคุณครูผู้หลงไหล ต้นไม้ กล้วยไม้ จัดสวน ไม้ดอก ไม้ประดับ คุณลุงนพดลฝันอยากมีสวนสวย และร้านขายต้นไม้เป็นของตนเอง

ต้นหยก มีรูปแบบการเจริญเติบโตแตกต่างกันออกไป  โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

-รูปเขากวาง (Forming a cluster) ประกอบด้วยกิ่งแขนงแตกเป็นกลุ่ม รอบโคนต้น คล้ายเขากวาง บนขอบหรือสันกิ่งมีใบและหนามขนาดเล็กเป็นระยะ ๆ เช่น หยกพันธุ์มงคล และพันธุ์มังกรแดงหยก

-แผ่เป็นรูปพัด (Fan shaped) เป็นต้นเดี่ยวที่แขนงติดกันเป็นแผงรูปพัด แนวสัน (ridges) เป็นริ้วอยู่ทั่วแผง มีใบและหนามอยู่บนสัน ต่อมาใบจะร่วงเหลือแต่บริเวณใกล้ เรือนยอด (crowing tip) ส่วนหนามจะคงอยู่ทั่วแผง เช่น หยกพันธุ์ทองนพเก้าและพันธุ์ทองคํานพคุณ

-แบบคลื่น (branched crested) เป็นต้นเดี่ยวที่แขนงติดกันเป็นแผงสวยงาม เป็นระนาบเดียวรูปพัด แต่จะพัฒนาแผ่ซ้อนเป็นร่อง  คลื่นคล้ายงูเลื้อย (forming a snaky ridge) เช่น หยกพันธุ์เบญจรงค์ และ พันธุ์ทับทิม

เนื้อหยกจะมี 2 ลักษณะ คือ หยกเนื้อทึบ ซึ่งเนื้อหยกจะมีคลอโรฟิลล์ข้างในสีเขียว และหยกเนื้อใส เนื้อข้างในจะใสไม่มีสีคลอโรฟิลล์ หยกเนื้อใสจะเจริญเติบโตช้ากว่าหยกเนื้อทึบ หยกทั้งสองชนิดมีชื่อเรียกสายพันธุ์ต่าง ๆ หรือในวงการค้าเพื่อไม่ให้เกิดการสับสบในเรื่องชื่อ จึงใช้ โทนสีบนแผงของหยก เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

โดยหลังเกษียณอายุราชการ คุณลุงนพดล มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่สร้างชีวิตใหม่กับแรงบันดาลใจ คือ ต้นหยกที่คุณลุงพยายามศึกษาข้อมูล จากการอ่านหนังสือ ค้นคว้า ทดลอง ลงมือทำหลายครั้ง จนเป็น เจ้าแรกของสิงห์บุรีที่ทำสำเร็จพร้อมขายส่งออกอย่างมหาศาล ทำรายได้เข้าสู่ครอบครัว จากความ
ตั้งใจครั้งนี้ คุณลุงนพดล ซื้อที่ดินกว่า 3 ไร่ พร้อมบ้านพัก ที่สำคัญ ได้เปิดเป็นร้านขาย ต้นไม้หลากหลายชนิด อย่างที่ใจต้องการ ในร้านที่ชื่อว่า “สวน ตะวันแสนภูมิ”  การจัดสวนด้วยตัวเอง สามารถทำได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากแวะมาหาต้นไม้ราคาถูกกลับบ้านกันคะ

ขอบคุณ :  
โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดสิงห์บุรี  

สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการประกวดหนังสั้น

TINT SHORT FILM PROJECT
ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life”

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 310,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึง 23 พฤศจิกายน 2561 นี้

นายวราวุธ ขจรฤทธิ์ ผู้จัดการศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

“สทน.” ชวนประกวดหนังสั้น “TINT SHORT FILM PROJECT” ในหัวข้อ “Nuclear for Better Life” ชิงเงินรางวัลกว่า 310,000 บาท สร้างความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีนิวเคลียร์

นายวราวุธ ขจรฤทธิ์ ผู้จัดการศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.
เผยว่า สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดโครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life”

โดยมีเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ รวมถึงการสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจของประชาชนต่อพันธกิจของสถาบันฯ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศอย่างยั่งยืน

โดยโครงการประกวดหนังสั้นฯ ครั้งนี้ เกิดจาก เพราะปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจการศึกษาและพัฒนาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับโลกมากขึ้น  ส่วนหนึ่งมาจากการที่พลังงานนิวเคลียร์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม และการเกษตร

ด้วยเหตุนี้การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสื่อสารข้อมูลข่าวสารทางบวกของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินกิจกรรมของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเทคโนโลยีนิวเคลียร์แก่ประชาชน

โครงการประกวดหนังสั้นฯ ดังกล่าว เปิดรับสมัคร 2 ประเภท ได้แก่

  1. รุ่นใหญ่ (ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป) อายุ 19 ปี ขึ้นไป ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป สมัครได้ทั้งเดี่ยวและทีมๆ ละไม่เกิน 3 คน รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท

พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มี 3 รางวัล

  1. รุ่นใหญ่ (ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป) อายุ 19 ปี ขึ้นไป ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป สมัครได้ทั้งเดี่ยวและทีมๆ ละไม่เกิน 3 คน รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท

พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มี 5 รางวัล โดยโครงการประกวดหนังสั้นฯ ได้ผ่านการพิจารณาตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), คุณบัณฑิต ทองดี และม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล

หนังสั้นที่ได้รับรางวัล สทน. จะนำไปเผยแพร่สู่ประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์

ผู้ที่สนใจสามารถส่ง Plot หนังสั้นความยาว 3-5 นาที
อีเมลล์  tintshortfilm@gmail.com

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
www.tint.or.th หรือ www.facebook.com/thainuclearclub

KTBGS สานต่อนโยบายคุณธรรมนำความยั่งยืนความเชื่อมโยงระหว่าง วัด บ้าน และโรงเรียน

นโยบาย “KTBGS คุณธรรมนำความยั่งยืน” กรุงไทยธุรกิจบริการ (KTBGS) สานต่อนโยบายคุณธรรมนำความยั่งยืน

เมื่อไม่นานมานี้ Toptotravel มีโอกาสไปร่วมงาน กิจกรรม ซีเอสอาร์ ที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 21 ปี โครงการ บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด หรือ KTBGS เป็นบริษัทในกลุ่มของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับ กิจกรรม ซีเอสอาร์ บริษัทฯ ได้ดำเนิน  นโยบายภายใต้ Corporate theme ที่มีความน่าสนใจมากในเรื่องของความ “ห่วงใยใส่ใจคุณ” ซึ่งคำว่า “คุณ” ในที่นี้หมายถึง ลูกค้า/พนักงาน / ผู้ถือหุ้น และตลอดจนสังคม พร้อมยึดหลักธรรมาธิบาลในการบริหารองค์กร ซึ่งมุ่งหวังให้องค์กรเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของพนักงานทุกคน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเห็นได้ชัด

บริษัท ได้ใช้แนวทางการดำเนินตามโครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นที่ตั้ง KTBGS จึงได้เริ่มโครงการกฐินพระราชทาน CSR ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2558 ให้กับโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ป่าแขมวิทยา จ.พะเยา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ที่สามารถช่วยพัฒนา ศาสนา สังคม และการศึกษาได้อย่างยั่งยืน

สำหรับในปีนี้ภายใต้นโยบายของบริษัทคือ “คุณธรรมนำความยั่งยืน” ยังได้สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องมุ่งเน้นมิติด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม โดยเราเชื่อว่าทั้ง 3 มิติ มีความเชื่อมโยง ต่อกัน และเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนให้กับองค์กร สังคมและประเทศชาติ บริษัทจึงได้สานต่อกิจกรรมนี้ขึ้นอีกครั้ง

โดยมีพื้นที่เป้าหมายอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท และ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ในชื่อโครงการ “KTBGS Empower Social Sustainability” ภายใต้แนวคิด “บวร” เน้นความเชื่อมโยงระหว่าง วัด บ้าน และโรงเรียน

ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของโครงการ คือ นโยบายของบริษัท ที่ต้องการมุ่งเน้นมิติด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม ให้มีความต่อเนื่องกัน อีกทั้งเล็งเห็นว่า พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนในชุมชน มีรากฐานที่แข็งแรงและเป็นกำลังให้กับชุมชนได้ ก็จะต้องมาจาก วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมด้านศาสนา ส่งต่อไปถึงโรงเรียนเพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับชุมชน ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นระบบลูกโซ่หมุนเวียน โดยกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการมอบรถตู้ของทางบริษัท ที่ปลดระวางการใช้งาน แต่ยังสามารถใช้งานได้มามอบให้กับทางวัด เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งพระสงฆ์ สามเณร ตลอดจนคนในชุมชน หรือเป็นประโยชน์ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เพื่อที่ชุมชนจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ต่อไป โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินกิจกรรมหลัก ๆ แบ่งออกเป็น

กิจกรรม CSR ภายนอกองค์กร
•การดำเนินตามโครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วยการสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนให้กับสามเณร โรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ป่าแขมวิทยา จ.พะเยา ซึ่งเป็นโรงเรียนศูนย์กลางสำหรับสามเณรในเขตพื้นที่รอยต่อระหว่าง จ.พะเยา และ จ.น่าน ตั้งแต่ปี 2558 และต่อมาในปี 2559 บริษัทได้สนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาเครื่องคอมพิวเตอร์ห้องวิทยาศาสตร์ และอุปกรณ์ศิลปะตลอดจนทุนการศึกษาให้กับสามเณร เนื่องจากสามเณรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาและมีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน ในปี 2560 บริษัทได้จัดกิจกรรมผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาโดยระดมทุนเพื่อใช้ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์การเรียนตลอดจนทุนการศึกษาให้สามเณรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมอบรถตู้เพื่อใช้ในการรับส่งสามเณรและรถกระบะเพื่อใช้ในการกู้ชีพและกู้ภัยให้กับชุมชนในวัดศรีเมืองมาง จ.พะเยา

•ร่วมพิธีสมโภชองค์กฐินและพิธีถวายผ้ากฐิน ณ วัดครึ่งใต้ จ.เชียงราย เพื่อนำรายได้สร้าง “ห้องพักผู้ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน” ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน อ.เมือง จ.เชียงราย (ก่อตั้งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี) ในปี
2559

•ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือช่วยเหลือคนพิการให้มีอาชีพด้วยการจ้างคนพิการ ณ สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย จำนวน 81 คน ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ผู้พิการมีงานทำและเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยการทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ให้แก่บริษัท

•จัดโครงการร่วมกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มคนพิการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสี ชิงเงินรางวัล 70,000 บาท ในปี 2559

•สนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จ. นครนายก ซึ่งอยู่ในโครงการกรุงไทยสานฝันโรงเรียนดีใกล้บ้าน ในปี 2560 และมอบรถตู้เพื่อใช้ในการรับส่งนักเรียนในปี 2561

กิจกรรม CSR ภายในองค์กร•มอบทุนการศึกษาแก่บุตรของพนักงานที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นจำนวนกว่า 689 ทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน

•การจัดกิจกรรม Kids Camp เพื่อเปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุตรหลานบุคลากรทุกระดับได้มีโอกาสเรียนรู้ตนเองด้วยการส่งเสริมการสร้างทักษะทางสังคม และการทำกิจกรรมการส่งต่อความดี เพื่อเป็นการปลูกฝังความกล้าหาญ การแสดงออกและวิธีคิดของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยยึดหลักความซื่อสัตย์และมีน้ำใจ

•โครงการเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มพนักงานเตรียมเกษียณที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษียณอย่างมีความสุข ที่ผ่านมา ได้ทำกิจกรรมเรียนรู้ด้านการเงิน ด้านสุขภาพ ฝึกสอนอาชีพทางเลือกเมื่อถึงวัยเกษียณ รวมทั้งศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านสารภี จ.สมุทรสงคราม ซึ่งผู้ก่อตั้ง ได้แนวคิดจากการน้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำรงชีวิต

•โครงการ Happy Money ให้ความรู้แก่พนักงานในเรื่องของการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งให้ความรู้ด้านการลงทุนและสร้างรายได้เพิ่ม หากเป็นหนี้บริษัทก็มีพี่เลี้ยงทางการเงินที่คอยให้คำแนะนำวิธีลดภาระหนี้สิน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น” 12 ปีซ้อน ติดต่อกัน (ปี 2550 – ปี 2561) ในด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสหภาพแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แสดงถึงความมุ่งมั่น ที่จะสร้างสรรค์ ประโยชน์สุข ต่อบุคลากร ครอบครัว Stakeholder รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้พัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นอย่างมากในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ในตัวบุคลากรซึ่งนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่ทุจริต มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร จากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้นโยบาย “KTBGS คุณธรรมนำความยั่งยืน”

ซีเอสอาร์ หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเป็นครั้งคราวและจบไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความพยายามที่สม่ำเสมอและมีการต่อยอดและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา จึงจะเรียกได้ว่าได้สร้างความมั่นคงในแง่ของความสัมพันธ์ขององค์กรกับสังคมรอบข้าง

บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด
เลขที่ 96/12 ซอยลาดพร้าว 106 (บุญอุดม 1) แขวงพลับพลา
เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

GIT เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT

ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการออกแบบร่วมสมัย
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจนักออกแบบรุ่นใหม่

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT สร้างแหล่งเรียนรู้ และ แรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและการออกแบบให้ กับนักออกแบบ รุ่นใหม่ และ ผู้ที่สนใจ พร้อมจำหน่ายสินค้าจากโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับสู่ภูมิ- ภาคอย่างยั่งยืน ณ บริเวณห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น 1 สถาบันวิจัยและพัฒนา อัญมณีและเครื่องประดับ แห่งชาติ(องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม โดยมีพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2561

โดยในวันเปิดตัวสถาบันยังได้จัดกิจกรรม Workshop “Wire Your Gems to Jewelry!” เพื่อให้แขกผู้มีเกียรติ ที่เข้าร่วม งาน ได้ลองประดิษฐ์เครื่องประดับด้วยตัวเอง ผ่านการถักทอ ร้อยเรียง อัญมณี และ วัสดุอันสร้างสรรค์ โดยได้รับเกียรติ จาก คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา นักออกแบบ และเจ้าของแบรนด์ Carletta Jewellery มาเป็นวิทยากร

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า GIT ได้ ปรับรูป แบบห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ จัดโซน TEMP Pop-Up Store by GIT เพื่อสร้างศูนย์นัดพบ แห่งใหม่ให้แก่ผู้รัก การออกแบบ และแฟชั่น พร้อมสร้างโอกาสการจำหน่ายสินค้าจากอัตลักษณ์การออกแบบจากผลงานของผู้ประกอบการ ที่ผ่านการคัดเลือกในจังหวัดเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ตราด เพชรบุรี สุรินทร์ และ สตูล ซึ่งมีแนวคิด และ ต่อยอด ธุรกิจจนสามารถสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเองโดยมีการพัฒนารูปแบบของเครื่องประดับร่วมกับนักออกแบบชื่อดัง อาทิ คุณวไลพรรณ ชูพันธ์ จากแบรนด์ FLOW คุณเอก ทองประเสริฐ จากแบรนด์ EK Thongprasert คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา จากแบรนด์ Carletta Jewellery คุณอริสรา แดงประไพ จากแบรนด์ Arisara และ คุณจิตต์สิงห์ สมบุญ ซึ่งนักออกแบบแต่ละท่านจะช่วยดึงจุดเด่น ที่น่าสนใจของแต่ละจังหวัด และเครื่องประดับในท้องถิ่นมาปรับให้ร่วมสมัย และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

พร้อมทั้งเปิดวางจำหน่ายสินค้าจากนักออกแบบชั้นนำที่การันตีจากรางวัลDEmark หรือ Design Excellent Mark จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ GMARK (Good Design Mark ของประเทศ ญี่ปุ่น) ซึ่งนอกจากสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ ยังรวมสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา กระเป๋าเงิน ผ้า พันคอ เสื้อผ้า มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง


โดยจะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อให้ เกิดความหลากหลาย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม โดยสำหรับครั้งนี้ ในคอนเซปต์ Eat Me เพื่อสื่อ ให้คนเห็นว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนั้นสามารถจับต้องได้ง่าย ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง ได้ง่ายผ่าน รูปแบบของห้อง อาหารและอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่นำมาใช้เป็นอุปกรณ์ตกแต่ง ให้เครื่องประดับ ดูน่า สนใจมากขึ้น และหลัง จากนี้เราได้จัดเตรียมคอนเซป Color of Party ที่จะปรับเปลี่ยนให้ TEMP Pop-Up Store ของเรามีความสดใส และดึง ดูดผู้สนใจมากยิ่งขึ้น

TEMP Pop-Up Store by GIT ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายตลาดสินค้าไทยจากชุมชนสู่ตลาดสากลผ่าน GIT สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกซื้อสินค้า ในโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ภูมิภาค อย่างยั่งยืน

สถาบันเปิดให้บริการในวันจันทร์ – วันศุกร์
ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ บริเวณห้องสมุด อัญมณีและ เครื่องประดับ ชั้น 1 สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ
(องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม
โทร. 02 634 4999 ต่อ 102 – 103

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.git.or.th 
https://www.facebook.com/TEMP-Pop-up-Store-by-GIT-259891488203483/

เข้าถึงวิถีไทย ผ่าน 8 เส้นทางท่องเที่ยว

8 เส้นทางท่องเที่ยว
สถานที่ยอดนิยม จังหวัดสิงห์บุรี

หนึ่งวันดีดีที่แสนสบาย อากาศรอบตัวช่วงเดือนตุลาคม ยังดูสดใส  เพราะสายฝนยังคงมาทักทายเป็นครั้งคราว วันหยุดครั้งนี้ ชวนไปเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และ วีรชน เรียกได้ว่าเป็นอีกจังหวัด ที่เดินทางไปเที่ยวสักครั้ง สามารถพบกับความเรียบง่ายและพบวิถีชีวิตที่งดงาม  ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ มากทำให้จังหวัดสิงห์บุรี  สามารถเที่ยวได้ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และจะดีมากยิ่งขึ้นหากพักค้างคืนซัก 1 คืน เพื่อปรับจังหวะชีวิตให้เดินช้าลง รับอากาศบริสุทธิ์ที่เมืองเล็กแต่มากไปด้วยความงดงาม

แต่ถ้าพอมีเวลา ลองขับรถไปเที่ยวจังหวัด สิงห์บุรี กันดีกว่า เมืองใกล้กรุงที่
มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย เป็นเมืองเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เทียบเท่ากับอยุธยา ท่องเที่ยวได้แบบสุขใจ มีโบราณสถานเก่าแก่ที่สวยงามน่าหลงใหล  ยิ่งในช่วงนี้กระแสอนุรักษ์ความเป็นไทยมาแรง เป็นการปลุกให้สิงห์บุรี กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกครั้ง

พูดถึงเรื่องราว  การท่องเที่ยวในช่วงนี้ เริ่มต้นการพักผ่อนกับสถานที่ท่องเที่ยวสร้างสรรค์   และพร้อมที่จะเผยแพร่แนวคิดและวัฒนธรรมผ่านผลิตภัณฑ์ OTOP  ทีมีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวในหลายระดับ จากทั่วทุกแห่งในแผ่นดินไทย  ไปชมผลิตภัณฑ์โอทอป หรืออาหารที่ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นถิ่น เป็นเสมือนกุญแจที่เปิดเข้าเรื่องราวของแต่ละหมู่บ้าน ไปสัมผัสความน่ารักและรอยยิ้มของชุมชน  พร้อมแล้วไปเปิดประตูท่องเที่ยวแบบฉบับของ Otop นวัตวิถี เมืองสิงห์บุรี ไปชมวิถีไทย ผ่าน 8 เส้น ทางท่องเที่ยว  ด้วยกันเถอะคะ

1.วัดประโชติการาม
มาถึงสิงห์บุรี สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการมาเที่ยว ที่นี่คือ สักการะ  และเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญไหว้พระพุทธรูปปางห้ามญาติ 2 องค์ หลวงพ่อทรัพย์ สูง 6 วา 7 นิ้ว และหลวงพ่อสิน สูง 3 วา 3 ศอก 5 นิ้ว มีพุทธลักษณะที่งดงาม
เป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ  ชมความงดงามของพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยขนาดใหญ่

การอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ บางคนอาจมองเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ หากแต่บางคนกลับมองว่า เป็นเรื่องของพลังจิตบางอย่าง และก็มีอีกบางคนเหมือนกันที่ประชดว่าเพราะเรามีชีวิตที่ล้มเหลวไร้ที่ยึดเหนี่ยว เราจึงให้ความสำคัญกับการตั้งจิตอธิษฐาน

วัดประโชติการาม ชุมชนบ้านดอนกระต่าย  ชุมชนที่อยู่ที่ลุ่มแถบแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อดอนกระต่าย ตามตำนาน วัดประโชติการาม เป็นที่ประดิษฐานของพระยืน ที่มีอายุ 700 กว่าปี จะมีประวัติเชื่อมโยงกับวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร

ที่อยู่: ตำบล บางกระบือ อำเภอเมืองสิงห์บุรี สิงห์บุรี 16000

ในวันเสาร์ของทุกเดือน ตลาดนวัตวิถี ดอนประชด  มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชม ตลาดนวัตวิถี ดอนประชด ที่นี่จำหน่ายสินค้าของชุมชน ตลาดวิถีชุมชนขายสินค้าของชุมชน สามารถเลือกซื้อเลือกหาสินค้าราคาชาวบ้าน  ที่มีทั้งของกิน อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ น้ำพริก ปลาร้าแบบแปรรูป ปลาร้าทรงเครื่อง ปลาร้าสมุนไพร แจ่วบองทรงเครื่อง ปลาร้าผัดสมุนไพรไข่เค็ม ผลิตภัณฑ์แปรรูปน้ำพริก น้ำพริกตาแดง กลุ่มจักสาน ของใช้

แนะนำของฝากอย่าง ทองม้วนหัวฟู  ที่นี่ใช้วัสถุดิบใหม่สดอย่างกะทิสดที่คุณป้าเคี่ยวเอง ขูดมะพร้าวด้วยตัวเอง รวมทั้งขนมชนิดอื่นๆ อาหารแบบโบราณ โดยกลุ่มแม่บ้านบ้านดอนกระต่าย ซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านที่มีการสืบทอด วิธีการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาดดั้งเดิมของตลาดแห่งนี้ ใครจะมาเที่ยวเปิดในตอนเช้าของวันเสาร์ บอกเลยว่านักท่องเที่ยวสายกิน สายถ่ายรูปไม่ควรพลาด

เสน่ห์ของสิงห์บุรี เรื่องของเส้นทาง  กลางทุ่งข้าวเก่าแก่ กว่า  200  ปี  แห่งชุมชน บ้านดอนกระต่าย  มาที่นี่ใครที่โหยหาธรรมชาติ บรรยากาศดีดี ริมน้ำ และต้องการใช้ชีวิตแบบชิดชิดธรรมชาติ ที่ยังคงความสะดวกสบาย และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

วันนี้มีโอกาสพบผู้ใหญ่บ้าน นายวิทยา เต่าทอง ม.3 ตำบลบางกระบือ อ.ดอนกระต่าย ชวนมาเที่ยวสิงห์บุรี จะได้เยี่ยมชมวิถีชีวิต มานอนพักที่ บ้านดอนกระต่าย ที่นี่มีพักในแบบโฮมสเตย์ พบกับความเรียบง่ายและวิถีชีวิตที่งดงาม สัมผัสบรรยาการการนอนโฮมสเตย์ แบบติดทุ่งนา และยังได้อิ่มอร่อยกับอาหารไทย เรียกว่ามาแต่ตัวสามานอนท่ามกลางธรรมชาติ ด้วยระยะทาง
ที่ไม่ไกลและผู้ใหญ่พาเยี่ยมชม แหล่งอนุรักษ์เลี้ยงปลาช่อนแม่ลาที่แหล่งน้ำธรรมชาติหนองบัว แหล่งเพาะพันธ์  ปลาช่อนแม่ลา  ที่ชาวบ้านเร่งฟื้นฟูอนุรักษ์ เด็ดพืชผักข้างรั้วซึ่งเป็นผักท้องถิ่น เรียกว่าหาวัตถุดิบได้แบบใดก็ใช้แบบนั้น เรามองดูด้วยตาแต่มองเห็นด้วยสมองและภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับใครที่อยากมาพักอิงแอบแนบชิดธรรมชาติ

ติดต่อ : นายวิทยา เต่าทอง ตำบลบางกระบือ อ.ดอนกระต่าย
ติดต่อได้ที่เบอร์ 096 056 9409

2. อนุสาวรีย์วีรชนบ้านบางระจัน แห่งบ้านบางระจัน
ที่สิงห์บุรีก็มีให้ชมไม่แพ้ที่ไหน เส้นผ่านผลิตภัณฑ์ OTOP มีความพร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยว อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเรื่องของประวัติศาสตร์ของวีรชนคนกล้า แห่งบ้านบางระจัน อนุสาวรีย์วีรชนบ้านบางระจัน กรมศิลปากรสร้างเสร็จในปี 2512

ซึมซับบรรยากาศสถานที่อันทรงคุณค่า อนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่วีรชนบ้านบางระจันผู้ประกอบวีรกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ โดยพม่าได้ยกทัพมาตีไทยและมีกองทัพส่วนหนึ่งเข้าตีหมู่บ้านบางระจัน แม้ว่าชาวบ้านบางระจันจะขาดแคลนอาวุธและมีกำลังน้อยกว่า แต่ก็ได้แสดงความกล้าหาญและความสามัคคียอมพลีชีวิตเพื่อประเทศชาติ จนได้รับการจารึกเพื่อเป็นเกียรติสืบมา

ส่วนย่าน ตลาดบ้านบางระจัน ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม คึกคักไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ เพราะตลาดบ้านบางระจันอยู่ในบริเวณส่วนของประวัติศาสตร์ตอนปลายของสมัยกรุงศรีฯ จากการสร้างวีรกรรม
การดีไซน์จึงออกเป็นแนวตลาดโบราณ บรรยากาศน่ารักๆ โดยเฉพาะช่วง
ออเจ้าติดลมบน ยิ่งพาให้กระแส ออเจ้า แห่งบ้านบางระจันได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากมาย สามารถเข้าไปเดินเที่ยวกันได้แบบสบายๆ จนเป็นที่มาของชื่อ ตลาดบ้านบางระจัน ซึมซับบรรยากาศดีดีเพื่อชมวิถีของชาวบ้านและธรรมชาติอันสวยงามและเงียบสงบ
เปิด-ปิด : 08.30-16.00 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ถัดมาอีกนิดไม่ควรพลาด เพราะในช่วงนี้กระแส Otop นวัตวิถีสิงห์บุรีกำลังมาแรง ต้องแวะไปช้อปของฝากและสินค้าชื่อดัง อย่างกล้วย” กลุ่มผลผลิตแปรรูปทางการเกษตร ที่อบกล้วยด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ บอกเลยว่า กล้วยตาก ผลผลิตแปรรูปทางการเกษตรรสชาติของกล้วยตาก โดยได้กำนัน ธนวันต์ ชัยรุ่งโรจน์สกุล เป็นผู้นำชาวบ้านเข้ามารวมกลุ่มกัน ได้รับการการันตีความอร่อยจากนักท่องเที่ยวมานักต่อนัก  3/2 หมู่ 9 ตำบางระจัน อ.ค่ายบางระจัน

3.ท่องเที่ยวชุมชน บ้านกระดีแดง
ด้วยความชอบส่วนตัว สำหรับชุมชนตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน บ้านกระดีแดง กับทุ่งนาสีเขียว สีแห่งความรื่นรมย์และความสบายใจ สถานที่มีแหล่งท่องเที่ยว ร้านกาแฟน่ารัก สวยสะดุดตา ด้วยทุ่งนาที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาเป็นสระเก็บน้ำและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตั้งอยู่ไม่ไกลจาก วัดร้างบ้านสร้าง

4.วัดร้างบ้านสร้าง
อีกหนึ่งสสถานที่ที่น่ามาสุดๆ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์
เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อันสำคัญของ อ.ท่าช้าง ที่มีชื่อว่า
วัดร้างบ้านสร้าง ที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นชุมชนโอท้อปนวัตวิถีของสิงห์บุรี บรรพบุรุษเคารพสักการะหลายร้อยปี โดยสันนิษฐานว่า เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนกลาง สังเกตจากฐานรูปทรงเรือสำเภาและจะมีทั้งหมด 5 ห้อง ตั้งแต่พ.ศ. 2128 บรรยากาศโดยรอบของ วัดร้างบ้านสร้าง ระหว่างที่เดินชมไปรู้สึกเหมือนกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาจากปัจจุบันสู่อดีต เป็นฝีมือของช่างแบบดั้งเดิม เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสวยงามปลกตาของทางธรรมชาติ โดยมีจุดชมวิวที่เผยให้เห็นภาพอันน่ามหัศจรรย์ของ วัดบ้านสร้าง

ที่วัดบ้านสร้าง คุณน้ำทิพย์ โตสงัด และ ผู้ใหญ่บ้าน จรูญ ใจชำนิ บ้านโพประจักษ์และชาวบ้าน ชาวบ้านหามติร่วมที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาชุมชนของตนเอง ร่วมมือกันพลิกฟื้น จนได้รับการสนับสนุนจากพัฒนาชุมชน ที่วัดบ้านสร้างโดยรอบพระอุโบสถ มีความคงทนและถาวรสวยงาม จึงเข้ามาปรับปรุงเรื่องภูมิทัศน์ต่างๆปรับภูมิทัศน์และสถานที่ให้น่าสนใจ

ซึ่งในวันนี้ ชาวบ้านสร้างสะพานไม้ไผ่ เป็นเส้นทางเดินลัดไปสู่วัดบ้านสร้าง เพื่อไปสักการะ โดยสามารถจอดรถยนต์บนถนนแล้วเดินข้ามทุ่งนาข้าวตรงเข้ามายังวัดบ้านสร้างแห่งนี้ได้ นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสได้สัมผัสกับวิถีแบบดั้งเดิมของชาวสิงห์บุรี ที่มีทุ่งนา ปกคลุมตลอดเส้นทางเดิน

สำหรับผู้ที่สนใจเที่ยวชมบรรยากาศและพักโฮมสเตย์
สามารถติดต่อที่ อบต.โพธิ์ประจักษ์ 081 7807311 หรือ ผู้ใหญ่จรูญ ใจชำนิ โทร. 087 6736539

5. วัดสว่างอารมณ์
สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2304 โดยมีหลวงพ่อสงฆ์ เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างวัดนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดหลวงพ่อสงฆ์” ในระยะแรกเริ่มสร้างวัดนั้นหลวงพ่อสงฆ์ได้อาศัยช้างพังเชือกหนึ่งชื่อ “บุญมา” ชักลากไม้มาสร้างวัด จึงได้สร้างรูปช้างไว้บริเวณกลางลานวัดไว้เป็นอนุสรณ์ถึงนับเป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านไผ่ขวาง ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 18 ไร่ เรียบง่ายและงดงาม

6.เอษณะ เฟอร์นิเจอร์
เกวียนเล่มสวยๆ ที่ ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน และแหล่งเรียนรู้หัตถกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า สำหรับคนรักในงานไม้และอยากเป็นช่างไม้ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือ เวลาเดียวกันก็ปรับรูปโฉมการจัดจำหน่าย พัฒนาเป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ กับการรังสรรค์พื้นที่และรวบรวมความหลากหลายที่มีทั้งไม้เก่าจากเกวียน ปลวก เป็นส่วนที่ช่วยให้เกิดลายไม้ธรรมชาติ เมื่อปลวกแทนจนเหลือแต่เนื้อไม้ จะเป็นร่องน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดลายที่สวยงาม
ของผลิตภัณฑ์   ที่ร้านมีแนวคิด ท่องเที่ยวชุมชนเอษณะ เฟอร์นิเจอร์

“สิ่งที่ผมทำงานไม้เก่านี้ผมได้ความคิดมาจากนายหลวง ร.9  ที่นำเศษไม้
มาประยุคให้มีคุณค่า โดยไม่ต้องทำลายธรรมซาติ “-คุณเอ กล่าว เอษณะ เฟอร์นิเจอร์

เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่พร้อมจะให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ ฝึกหัดทุกวัน ใครที่ต้องการอาชีพ หรือต้องการจะสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่เข้ามาเยี่ยมชม สามารถติดต่อเข้ามาได้ ที่คุณเอษณะ
สนใจเรียนหรือสนสินค้า โทร.
ติดต่อไปได้ที่ 081 3646385

ขอบคุณ ผู้ใหญ่บ้าน คุณกิจติศักดิ์ ยิ้มเสถียร  ม.10   อ.ประสุข จ.สิงห์บุรี
โทร. 098 453 2335

7. ท่องเที่ยวชุมชนบ้านโคกหม้อ
ที่บ้านโคกหม้อ ลักษณะตามชื่อเรียก หมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นเนินดิน เป็นโคก เคยเป็นแหล่งเตาเผาโบราณมาก่อน จากประวัติด้านหน้าบอกเอาไว้ว่า เป็นแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ไฮไลท์ของที่นี่ ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์คือ ไหสี่หู ซึ่งหาได้ยาก ปัจจุบันมีตลาดนัด OTOP นวัตวิถี ภายในบริเวณวัด สามารถเดินเล่นชิม ช้อป สินค้าจากชาวบ้านได้ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ และเมื่อเดินเข้าสู่ด้านหลังของวัดจะพบพระปรางค์ ริมแม่น้ำน้อย มักเป็นที่จัดงานลอยกระทงและตักบาตรเทโวในช่วงวันออกพรรษา

ที่นี่เราได้รู้จักกับคุณป้าสอิ้ง เตรียมสมุนไพรสด หลายชนิดเพื่อทำลูกประคบ ป้าสอิ้ง หรือ หมออิ้ง ของชาวบ้าน เล่าว่า หลังจากเกษียณราชการได้นำความรู้ความสามารถเรื่องสมุนไหรไทย ที่ต้องการถ่ายทอด ป้าสอิ้งคิดว่า เรามีความรู้ก็อยากจะถ่ายทอด โดยเปิดบ้านเป็ฯโฮมสเตpและศูนย์การเรียนรู้เรื่องสมุนไพรไทย

โดยมีชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงให้ความสนใจเรียนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ โดยการเรียนเริ่มจากทฤษฎีทางกายภาพก่อน หลังจากนั้นจึงจะสามารถเริ่มเข้าสู่ปฏิบัติ หากสนใจใช้บริการสามารถไปได้ที่ศูนย์เรียนรู้บ้านสมุนไพร อยู่ใกล้ๆ ห่างจากวัดพระปรางค์ไม่เกิน 1 กิโล

 

8.ท่องเที่ยว ชุมชนบ้านท่าช้าง
ท่องเที่ยวชุมชนเที่ยวชม ชิม แชะ ที่ตลาดสองวัฒนธรรมไทย-จีนหมื่นหมื่นปี เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำน้อยไหลผ่านล่องเรื่อรับอากาศดีกลางแม่น้ำน้อย เรือสำหรับพานักท่องเที่ยวนั่งชมบรรยากาศจะแล่นไกลไปถึงวัดพิกุลทอง สองข้างทางจะได้ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน ช่วงเย็นตอนบ่าย ได้แสงยามเย็นที่งดงาม อบอุ่น และช่วงเช้า ซึ่งจะได้ชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่งดงามในยามเช้า ได้ร่วมกิจกรรมพื้นที่ด้านนอกจัดเป็นที่นั่งแบบระเบียงชมวิว นั่งจิบเครื่องดื่มมองผู้คนที่ข้ามไปมาบริเวณสะพาน เป็นวิถีชีวิตที่ดูอบอุ่นและเรียบง่ายแวะมาเดินเล่นหาของอร่อยทานที่ตลาดก่อนได้ เป็นตลาดเล็กๆ มีอาหารที่ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นถิ่นเป็นเสมือนกุญแจที่เปิดเข้าเรื่องราวของหมู่บ้าน ที่นี่ตกแต่งน่ารัก แบบซุ้มขายของอารมณ์แบบชาวบ้านเก๋ๆ

ตลาดสองวัฒนธรรม ไทย-จีน หมื่น หมื่น ปี
เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์

สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดสิงห์บุรี ได้จัดทำกิจกรรมสื่อมวลชนเยี่ยมชมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี (press tour)  และ สารคดีสั้น 5 นาที 24 ตอน การพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว การเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวแต่ละท้องถิ่น การส่งเสริมการตลาดชุมชนท่องเที่ยว

ขอบคุณโครงการ นวัตวิถีสิงห์บุรี Singburi Inno – Way โดย ทอดด์ ทองดี
กับเส้นทางการเที่ยวจากจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผลิตภัณฑ์โอทอป หรืออาหารที่ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นถิ่น  เป็นเสมือนกุญแจที่เปิดเข้าเรื่องราวของแต่ละหมู่บ้าน โดยพิธีกร ทอดด์ ทองดี นำด้วยความสงสัยว่า ผลิตภัณฑ์นี้อาหารนี้คืออะไร มีผู้นำที่เป็นบุคลากรดีเด่น หรือนักปราชญ์ของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อตอบสนองความสงสัยของพิธีกร ด้วยการเล่าถึงที่มา ที่อยู่ และอนาคตของหมู่บ้านนั้น แล้วนำเข้าสู่รายละเอียดหรือการสาธิตการสร้าง การปรุงผลิตภัณฑ์โอทอป เมื่อเราได่เรียนรู้เรื่องราวและความเป็รมาของหมู่บ้านนั้นและผลิตภัณฑ์ OTOP ที่โดเด่นเด่น เชื่อมโยงถึงอนาคตความเป็นไปได้และ ศักยภาพของฃุมชนในแต่ละหมู่บ้านในจังหวัดสิงห์บุรีได้อย่างน่าประทับใจ

จบทริปท่องเที่ยวสบาย 2 วันที่เมืองสิงห์บุรี สำหรับใครที่อยากมาสัมผัสความรู้สึกเหมือนเรา   มาแล้วหลุดไปอยู่ในดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และวีรชน เบิกบานใจกับสถานที่ท่องเที่ยว ในจังหวัดสิงห์บุรี วันหยุดพักผ่อนเส้นทางสายวัฒนาธรรมและประวัติศาตร์ของเมืองสิงหืบุรี เที่อยากให้ได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง