Category Archives: Sports

Sports Lifestyle

ต๊อด-ปิติ วิชั่น 3 ปี ปั้นเครือข่ายขนส่งครอบคลุมไทย – ภูมิภาค

โมเดลธุรกิจของ BevChain Logistics ในประเทศไทย ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงลูกค้าร้านปลีก

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลและพัฒนาห่วงโซ่การผลิตหรือ Supply Chain ในเครือบริษัท บุญรอดฯ ทั้งระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการเกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุน อีกทั้งยังยกระดับการขนส่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นไปในทิศทางที่ดี

การร่วมทุนกับ บริษัท ลินฟ้อกซ์ โฮลดิ้งส์ 2018 (ประเทศไทย) เกิดจากทัศนคติและความต้องการสร้างเครือข่ายทางการขนส่ง ที่ทันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาค ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ผสานกับความรู้ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท จึงถือเป็นการจับคู่ธุรกิจที่สมบูรณ์แบบหรือ Perfect Match และการผนึกกำลังกันครั้งนี้ บุญรอดฯ จะใช้จุดแข็งและศักยภาพที่มีตลอด 85 ปีในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเครือข่ายการค้า ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทสามารถส่งสินค้าและบริการเจาะถึงร้านค้าปลีกที่อยู่ตามตรอก ซอก ซอยในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อ เชื่อว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งด้านต้นทุน ช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจการค้า เพิ่มโอกาสในการทำตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางหรือ Last mileได้มากยิ่งขึ้น

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด

“ภายใน 3 ปีนี้ BevChain Logistics วางเป้าหมายการสร้างเจาะตลาดระดับภูมิภาคอาเซียน รองรับการเติบโตของตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV)เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกทั้งยังเป็นตลาดสำคัญของสินค้าและบริการจากประเทศไทย เมื่อแบรนด์ต่างๆเข้าไปขยายตลาด ทำให้ต้องการบริการด้านโลจิสติกส์ตามไปด้วย และบริษัทพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกอุตสาหรรม ทุกขนาด ทั้งบริษัทเล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อเติบโตไปด้วยกัน ปิติ กล่าวเสริม”

ทั้งนี้ จุดแข็งของลินฟ้อกซ์ คือ ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ถือเป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติคส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค มีธุรกิจครอบคลุมตลาดใน 12 ประเทศ มีคลังสินค้ากว่า 200 แห่ง มีพนักงาน 24,000 คน และมีการให้บริการส่งสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในประเทศไทยนั้นลินฟ้อกซ์ให้บริการด้านขนส่งสินค้ามานานถึง 25 ปี มีความเข้าใจถึงความต้องการของตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี

ขณะที่จุดแข็งของบุญรอด คือประสบการณ์ขนส่งสินค้าและบริการมานาน 85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เจาะลึกตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่(โมเดิร์นเทรด) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ระบบเอเย่นต์ตัวแทนจำหน่ายในทุกๆจังหวัด ลงลึกถึงระดับอำเภอมากกว่า 200 ราย ไปจนถึงร้านค้าย่อยทั่วทั้งประเทศ เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติคส์ของ BevChain Logistics เชื่อว่าบริษัทสามารถนำเสนอโซลูชั่นปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า โครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด สร้างการเติบโตของธุรกิจในอนาคตร่วมกับลูกค้า

สำหรับโมเดลธุรกิจของ BevChain Logistics ในประเทศไทย จะเน้นให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกับในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า การให้บริการทางด้านจัดส่งสินค้า เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปสำหรับ BevChain Logistics ในประเทศไทย คือ การเจาะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ขนาดปานกลางถึงขนาดย่อม และลูกค้ากลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มต่างๆ ที่ต้องการป้อนสินค้าและบริการถึงลูกค้าเป้าหมายปลายทางหรือ Last Mile

ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย ธุรกิจโลจิสติกส์รวมปี 2018 (215,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นธุรกิจขนส่งสินค้าทางบกในปี 2018 มีมูลค่า 145,100 – 147,300 ล้านบาท ธุรกิจคลังสินค้า ปี 2561 มูลค่า 75,500 – 76,700 ล้านบาท

ตลาดขนส่งสินค้าทางบกเติบโต +5.3-7% PY(137,700 ล้านบาท) คลังสินค้า + 5.3 – 7% PY (71,700 ล้านบาท) ด้วยปัจจัยจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนของภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของ E-commerce ปัจจัยการปรับรูปแบบจาก Offline platform to Online platform ทำให้มีความต้องการคลังสินค้าพรี่เมี่ยมมากขึ้น

การจับมือครั้งนี้ทำให้เครือบุญรอดเป็นพาร์ตเนอร์รายที่ 2 ของลินฟ้อกซ์ และเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้จุดแข็งของลินฟ้อกซ์คือความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ถือเป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติกส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีธุรกิจครอบคลุมตลาดใน 12 ประเทศ มีคลังสินค้ากว่า 200 แห่ง มีพนักงาน 24,000 คน ให้บริการส่งสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ มูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่จุดแข็งของบุญรอดคือประสบการณ์ขนส่งสินค้าและบริการมานาน 85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เจาะลึกตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ระบบเอเย่นต์ตัวแทนจำหน่ายในทุกๆ จังหวัด ลงลึกถึงระดับอำเภอมากกว่า 200 ราย ไปจนถึงร้านค้าย่อยทั่วทั้งประเทศกว่า 200,000 ร้าน ซึ่งยอดขายของเครือบุญรอด 80% มาจากกลุ่มนี้ มีเพียง 20% เท่านั้นที่มาจากโมเดิร์นเทรด

ต๊อด-ปิติ บอกว่า BevChain Logistics จะเน้นให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกับในออสเตรเลีย ทั้งการให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า การให้บริการทางด้านจัดส่งสินค้า เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเจาะกลุ่มเป้าหมายซึ่งกลุ่มแรกจะมองในกลุ่มเครื่องดื่ม ก่อนที่จะขยับไปยังอาหารและสินค้า FMCG

เบื้องต้น BevChain Logistics จะเน้นซัพพอร์ตในเครือบุญรอด ทั้งเครื่องดื่ม เช่น น้ำเปล่า โซดา เบียร์ และยังมีกลุ่มอาหารอีก 14 บริษัทที่จะเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบุญรอด ในอนาคตจะมีทั้งอาหารแช่แข็ง ร้านอาหาร ดังนั้นการมีซัพพลายเชนจะมารองรับธุรกิจในส่วนนี้ด้วย

สิงห์ คอมเพล็กซ์ คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด และ มร.ปีเตอร์ ฟ้อกซ์ ประธานบริษัท ลินฟ้อกซ์อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป พีทีวาย ลิมิเต็ด ที่ใหญ่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค งานแถลงข่าวเปิดตัว บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด ภายใต้ชื่อ BevChain Logistics โดยมีทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง “บริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด” และ “บริษัท ลินฟ้อกซ์ โฮลดิ้งส์2018 (ประเทศไทย)” ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร พร้อมสื่อมวลชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

กลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออก ชวนเที่ยวงานสีสันตะวันออก ครั้งที่ 15

ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ
The Colors of the Vibrant Sea

​สีสันตะวันออก ครั้งที่ 15 ประจำปี 2561 ภายใต้คอนเซปต์  “The Colors of the Vibrant Sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ”
จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ภายในงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 48 ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยกลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่ง 4 จังหวัดนี้ สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลนานาชาติ เชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว การสร้างความหลากหลายของกิจกรรมการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งภายในงานนี้ ได้รวมธุรกิจผู้ประกอบการชั้นนำ มากคุณภาพ ทั้งผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก และสินค้าท้องถิ่นของภาคตะวันออก มากมายกว่า 76 บูธ อาทิ แพ็คเกจที่พักจาก โรงแรมซีวิว รีสอร์ท ระยองชาเล่ต์, การ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท, เกาะกูด คาบาน่า บัตรเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว จาก Frost Magical Ice of Siam, Teddy Bear Museum, Oasis Sea World และยังสามารถเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ อาทิ ผลไม้แปรรูป, ผลไม้สดจากสวน, ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร, น้ำมันเหลือง, เพชร พลอย จิวเวลรี่ เอกลักษณ์เฉพาะของภาคตะวันออกเรียกได้ว่า มางานเดียว เที่ยวครบ 4 จังหวัด พร้อมโปรโมชั่น ช้อปครบตั้งแต่ 3,000 บาท เป็นต้นไป แลกรับผลิตภัณฑ์โอท็อปจากภาคตะวันออก พร้อมลุ้นรางวัลโรงแรม ที่พัก จำนวน 20 รางวัล และ รางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 รางวัล

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 เวลา 18.00 น. โดยประธานในพิธี นายภวัต เลิศมุกดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนจากจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ให้เกียรติร่วมงานพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน กับการแสดงพิธีเปิด “Colors of the vibrant sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ” สื่อถึงสีสันในฤดูหนาวและฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยสีสันของกิจกรรมริมชายหาดและทางทะเล สัมผัสประสบการณ์สีสันของเมืองชายทะเลนานาชาติที่โด่งดังระดับโลก นอกจากนี้ยังมีโซนนิทรรศการ การท่องเที่ยวชายทะเลนานาชาติ และกิจกรรมทางทะเลของภาคตะวันออก พร้อมชมการแสดงสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นเอกลักษณ์เฉพาะภาคตะวันออก อาทิ สาธิตเกลือสปาและสมุนไพรดับกลิ่น สูตรเฉพาะจากจังหวัดชลบุรี, การทำยาดมจากลูกกระวาน สมุนไพรท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และ สาธิตการทำสบู่เหลวกฤษณาและยาดมสมุนไพรแท้จันดารานาสิก จากจังหวัดระยอง และ การทำตะลิงปลิงแช่อิ่มและสาธิตการสานกระเป๋าจากพลาสติก จากจังหวัดตราด และในทุกวันงานชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม พร้อมถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์คสีสันตะวันออก ไลค์ & แชร์ รับของรางวัล ตลอด 4 วันงาน

​วางแผนเที่ยวรับลมทะเลกันที่ งานสีสันตะวันออก ครั้งที่ 15 “The Colors of the Vibrant Sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ”

วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 48
ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์​

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/colorsoftheeastbyimc

SPCG ประกาศความร่วมมือ

ด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการ (Authorised Sales &Service Partnership) ระหว่าง SPCG และ SMA ประเทศเยอรมนี

SPCG ประกาศความร่วมมือด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการ (Authorised Sales & Service Partnership) ระหว่าง SPCGและ SMAประเทศเยอรมนี

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG พร้อมด้วย คณะผู้บริหารผู้บริหารจาก SMA Solar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนี Mr.Rakesh Khanna Managing Director of SMA India and South East Asia (ท่านที่ 2 จากทางขวา) Mr.Joseph Helweg Head of Global Service Operations APAC (ท่านแรกจากทางขวา) พร้อมด้วย Mr.Tomohide Hirashima กรรมการผู้จัด บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ SPE และ คุณพฤทธิ์ ทองอยู่สุข ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR บริษัทในเครือ SPCG ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) อย่างเป็นทางการ (Authorised Sales & Service Partnership) ระหว่าง SPCG และ SMA ประเทศเยอรมนี

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ “SPCG”
มีบริษัทในเครือ คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ “SPE” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ และ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ “SPR” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการ (AuthorisedSales & Service Partnership)ของ SMA Solar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนีนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561  เป็นต้นมา

ซึ่ง SPCGเป็นผู้ริเริ่มและผู้นำในการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทยและประชาคมอาเซียน (ASEAN) และธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof)ในประเทศไทย

SMASolar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนี เป็นผู้นำด้านการผลิตเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)  ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2560 SMAมียอดจำหน่ายกว่า 900 ล้านยูโร SMAมีผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อันทรงประสิทธิภาพ ทั้งแบบใช้ใน บ้านพักอาศัย ใช้เพื่อการพาณิชย์ และใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระบบของ SMAสามารถรองรับการต่อเชื่อมแบตเตอรี่ได้หลายประเภท

นอกจากนี้ SMAยังมีความโดดเด่นในด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะ โซลูชั่นสำหรับพลังงานดิจิทัล การบริการ ที่ครอบคลุม และระบบปฎิบัติการสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ SMAเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตแห่งประเทศเยอรมนีประเภท Prime Standard

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า SPCGเลือกใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)จาก SMAด้วยเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพ
ในการทำงานของระบบ Inverter ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยโครงการโซลาร์ฟาร์มทุกแห่ง รวมทั้ง การให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้กับลูกค้าทุกราย บริษัทฯ เลือกใช้ Inverter จาก SMA มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อ SMA กำลังมองหา Strategic Partner ในภูมิภาคอินโดจีน และ SPCG  ถือเป็นลูกค้าหลักที่มีสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวน Inverter ทั้งหมดในภูมิภาคนี้

SPCGจึงเล็งเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ ในด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน จึงทำให้ SPEและ SPR ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทน  Authorised Sales & ServicePartnership   อย่างเป็นทางการ ดูแลลูกค้าของ SMA ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนอีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า


Mr.Rakesh Khanna Managing Director of SMA India กล่าวถึงด้านการจัดจำหน่ายว่า SPE จะเข้ามาเติมเต็มในบทบาทของ Authorised Sales Agent ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูกค้าผู้ใช้ Inverter บางราย ประสบปัญหาในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร เช่น เรื่องของกำแพงภาษา และเวลาที่ต่างกันของแต่ละประเทศ ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อ และการบริการ SPE จึงเข้ามาช่วยทำให้ลูกค้าผู้ใช้ Inverter ทุกรายได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้นจากเดิม อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาในเบื้องต้นให้ได้ หรือในกรณีที่ทางบริษัทฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะช่วยประสานงานพร้อมติดตามผล และการดำเนินงานให้แก่ลูกค้าด้วย ส่วนของลูกค้ารายใหม่ จะเริ่มจากในประเทศไทย และขยายออกไปในภูมิภาคอินโดจีน

ดร.วันดี กล่าวต่ออีกว่า SPR ในฐานะAuthorisedService Partnership
จะได้ประโยชน์โดยตรงในฐานะที่เป็นผู้ใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)รายใหญ่ ประเด็นแรก คือเรื่องของความเชื่อมั่นในการให้บริการ
ที่ดี เพราะ SMA เป็นที่ยอมรับในเรื่องของการบริการที่ดีและรวดเร็ว รวมถึงมีการรับประกันที่ยาวนาน การที่ SPR เข้ามาให้บริการในด้าน Customer Service จะทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า การบริการที่จะได้รับจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ SMAอย่างแน่นอน ประเด็นที่สอง ในด้านการจัดจำหน่ายเราจะยังคงรักษามาตรฐานการบริการด้านการจัดจำหน่ายที่ดีให้กับลูกค้า ประเด็นที่สาม การที่ได้เข้ามาทำงานด้านการบริการ ทีมงานของบริษัทฯ จะได้รับการฝึกอบรมในเชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ของSMAเยอรมนีโดยตรงที่จะมาให้ความรู้ ยกระดับให้วิศวกรไทยของเรา มีความรู้ความสามารถในเรื่องของเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เพิ่มขึ้น เทียบเท่าในระดับสากล จากประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับนี้อาจจะส่งผลให้ธุรกิจนี้เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทฯอีกทางหนึ่งในอนาคต

ด้าน Mr.JosephHelweg Head of Global Service Operations APAC
กล่าวในส่วนของการให้บริการว่า SMAประเทศไทยได้รับการยอมรับในเรื่องของบริการที่ดีและความรวดเร็ว เมื่อSPRเข้ามาเป็น Service Authorized Partnership  ยังจะรักษามาตรฐานการบริการในรูปแบบเดียวกัน โดย
SPR มีทีมวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมเชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ SMA เยอรมนีทำให้มั่นใจได้ว่ามาตรฐาน  การบริการจาก SPR จะเทียบเท่ากับการบริการจาก SMA อย่างแน่นอน ทั้งนี้ SPR จะเปิด สายด่วน Call Center
ในการรับทราบและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจและความรวดเร็วจากการให้บริการอย่างดีที่สุด

สุดยอดแอพพลิเคชั่นบริการประชาชน DOPA PLUS

รู้ทุกเรื่อง งานบริการ กรมการปกครอง

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เตรียมพร้อมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ “DOPA PLUS” แอพเดียวจบ ครบทุกขั้นตอน  สามารถดาวน์โหลดฟรี   มีการใช้งานที่ง่าย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สะดวกสบายพร้อมเข้าถึงทุกบริการของกรมการปกครอง เพื่อการบริการประชาชน  ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความรวดเร็วในการติดต่องานราชการ  ค้นหาสถานที่ราชการ  การจัดเตรียมเอกสารต่างๆ อาทิ การทำบัตรประจำตัวประชาชน , งานทะเบียนบ้าน, การขออนุญาต ฯลฯ  พร้อมรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

รีบดาวน์โหลดก่อนใคร แอพพลิเคชัน “DOPA PLUS” รู้ทุกเรื่อง งานบริการ กรมการปกครองสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด โดยใช้งานในอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารผ่านระบบปฏิบัติการ iOSและ Android

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-221-8150

***สำหรับระบบ IOS สามารถดาวน์โหลดได้ในเดือนกันยายนนี้***

จ.ชลบุรี เชิญร่วมประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “บางเสร่ยิ้มได้”

ร้อยเรื่องราวบางเสร่ …
ชุมชนชายทะเลที่เราหลงรัก

กระทรวงวัฒนธรรม และจังหวัดชลบุรี จัดประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “บางเสร่ยิ้มได้” ในโครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนบางเสร่ “เที่ยววิถีเท่ บางเสร่ โดยชุมชน” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกันของทุกภาคส่วน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กิจกรรมประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “บางเสร่ยิ้มได้” เน้นแนวความคิด ร้อยเรื่องราวบางเสร่ ชุมชนชายทะเลที่เราหลงรัก ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท ผู้สนใจสามารถส่งภาพถ่ายฟิล์มหรือดิจิตอลได้ไม่เกินท่านละ 3 ภาพ สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 4 – 15 สิงหาคม 2561

พร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติม และวิธีสมัคร ได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี โทร 038 276407 ต่อ 12 หรือFacebook Fanpage : ถนนสายวัฒนธรรม ชุมชนประมงพื้นบ้าน หมู่ 4 ตำบลบางเสร่ – ตลาดดีวิถีชุมชน

การประกวดถ่ายภาพ
๑. หัวข้อการประกวด”บางเสร่ยิ้มได้”
๒. ระดับการประกวด ประชาชนทั่วไป
๓. กติกา
• เป็นภาพถ่ายสีจากกล้องฟิลม์ขนาด ๓๕ มม. หรือกล้องดิจิตอลความละเอียด ๕ ล้านพิกเซล ขึ้นไป โดยจะต้องส่งภาพพร้อมฟิลม์หรือ ไฟล์ภาพบันทึกลงแผ่น CD โดยไม่อนุญาตให้มีการตกแต่งภาพ
• ผู้ส่งภาพประกวดสามารถส่งภาพเข้าประกวดได้ประเภทละไม่เกิน ๓ ภาพ
• ภาพที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นภาพของตนเอง ซึ่งไม่เคยเผยแพร่ ในที่สาธารณะหรือเคยได้รับรางวัลมาก่อน
• ผู้ส่งภาพเข้าประกวดจะต้องระบุรายละเอียดของการถ่ายภาพ ชื่อภาพ และระบุการถ่ายภาพโดยใช้กล้องประเภท ใด ชนิดเลนส์สถานที่ถ่ายภาพ รูรับแสง ความไวชัตเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆพร้อมทั้งบรรยายประกอบภาพ พอสังเขป
• ผู้ส่งผลงานจะต้องกรอกรายละเอียดให้ชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับภายหลัง
• รวบรวมภาพถ่ายและรายละเอียดภาพ ฉายผ่านจอ ทีวีขนาด ๕o นิ้ว แก่คณะกรรมการ
• การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด ทั้งนี้ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่มอบรางวัลหนึ่งรางวัลใด กรณีที่เห็นว่าไม่เหมาะสม
๔. เกณฑ์การตัดสิน
• ๑. การจัดองค์ประกอบของภาพถ่าย ๒๐ คะแนน
• ๒. วามคมชัดและความสวยงามของภาพถ่าย ๒๐ คะแนน
• ๓. การสื่อความหมายของภาพถ่าย ๒๐ คะแนน
• ๔. ความเหมาะสมของรายละเอียดภาพ ๒๐ คะแนน
• ๕. ชื่อภาพสอดคล้องกับภาพถ่าย ๑๐ คะแนน
• ๖. ความคิดสร้างสรรค์ ๑๐ คะแนน
รวมทั้งหมด ๑๐๐ คะแนน
๔.การใช้ภาษา (กะทัดรัด เข้าใจง่าย ชัดเจน) ๑๐ คะแนน
ภาษา กะทัดรัด เข้าใจง่าย ชัดเจน
๕. สํานวนภาษาสละสลวย ถูกต้องเหมาะสม ๑๐ คะแนน
รวมทั้งหมด ๑๐๐ คะแนน

กลับมาอีกครั้ง มหกรรมงานหนังสือนานาชาติ

Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018
จัดเต็มจุใจถึง 11 วัน ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง !

Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018 งานมหกรรมหนังสือแห่งปีที่ทุกคนรอคอยเริ่มขึ้นแล้ววันที่ 10 – 20 สิงหาคม 2561 เหล่าหนอนหนังสือจะเต็มอิ่มกับการเลือกจับจองหนังสือคุณภาพใหม่เอี่ยมมากกว่า 3 ล้านเล่ม ด้วยส่วนลดสูงถึง 60-80 เปอร์เซ็นต์ แบบนอนสตอป 24 ชั่วโมง ต่อเนื่องนานตลอด 11 วัน ณ ฮอล 9 (ฟอรั่ม) อิมแพค เมืองทองธานี โดยไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู เตรียมพร้อม!!!     กองทัพหนังสือคุณภาพกว่า 3 ล้านเล่ม
ด้วยราคาลดสูงสุด 60-80 เปอร์เซ็นต์

กิจกรรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มหกรรม Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018 ด้วยพิธีตัดริบบิ้นโดยคุณทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงเรียนนานาชาติรักบี้, คุณสุรเชษฐ วรวงศ์วสุ ผู้จัดงาน Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018, คุณแอนดรูว์ แยป และคุณแจคเกอลีน อึง ผู้ก่อตั้ง Big Bad Wolf และคุณพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด

คุณสุรเชษฐ วรวงศ์วสุ ผู้จัดงาน Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018 กล่าวว่า “การกลับมาของมหกรรมหนังสือนานาชาติ Big Bad Wolf ที่กรุงเทพฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เราปรารถนาที่จะนำเสนอหนังสือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เพราะเราเชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสอ่านหนังสือภาษาอังกฤษใหม่ๆ และมีคุณภาพ”

คุณสุรเชษฐ วรวงศ์วสุ ผู้จัดงาน Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018

เป็นที่ทราบกันดีว่า Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018 มีหนังสือภาษาอังกฤษคุณภาพดีให้เลือกสรรมากมายหลายประเภทในราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ บรรดานักอ่านจะได้พบกับหนังสือประเภทต่างๆ ทั้งหนังสือขายดี, นวนิยาย, หนังสือธุรกิจ, ศิลปะและการออกแบบ, หนังสือทำอาหาร และหนังสือสำหรับเด็กอีกมากมาย ตั้งแต่ หนังสือเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality) หนังสือกิจกรรมเกม นิทานและหนังสือที่โต้ตอบได้ หรือ อินเตอร์แอคทีฟบุ๊ค

คุณสุรเชษฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Big Bad Wolf Book Sale จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และพิเศษยิ่งขึ้นทุกปี โดยในปีนี้ เราจัดหาหนังสือจากนักเขียนยอดนิยม เป็นหนังสือสุดยอดปรารถนาของบรรดานักอ่านอย่างแท้จริง”

Big Bad Wolf  มีความเชื่อในการทำให้หนังสือเป็นสื่อที่ผู้คนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ ผ่านโปรแกรม Red Readerhood (เร๊ด รี๊ดเดอร์ฮู๊ด) โดย  หนังสือเหล่านั้นจะถูกส่งมอบให้กับมูลนิธิความหวัง (Hope Foundation) เพื่อแบ่งปันความสุขและสร้างประโยชน์ให้กับน้องๆ นักเรียนอายุ 4-15 ปี จำนวนกว่า 10,000คน ใน 7 โรงเรียน ในกรุงเทพมหานคร

ลูกค้าสามารถมีส่วนสนับสนุนโครงการนี้โดยการเลือกซื้อหนังสือจากมุม Red Readerhood ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางออกของงาน เพื่อบริจาคให้แก่น้องๆ นักเรียน โดยหนังสือที่วางจำหน่ายล้วนแต่ได้รับการคัดสรรให้เหมาะสมกับผู้อ่านในวัยเรียนทั้งสิ้น

Big Bad Wolf Book Sale Bangkok 2018 มีหนังสือที่ทุกคนต้องการด้วยราคาส่วนลดที่น่าทึ่ง เปิดจำหน่ายตลอด 24 ชั่วโมง เป็นอีเวนต์สำคัญยิ่งใหญ่แห่งปีที่ไม่ควรพลาด นอกจากนี้ ยังมีการเติมหนังสือใหม่ๆ ตลอดงาน จึงขอแนะนำเหล่านักอ่านให้แวะมามากกว่า 1 ครั้ง เพื่อค้นหาหนังสือดี มีคุณภาพ โดยขอความร่วมมือในการช้อปปิ้งอย่างมีวินัยด้วยการนำหนังสือที่ไม่ต้องการกลับคืนที่เดิม

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดต่างๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดียของ Big Bad Wolf Thailand ทั้งเฟสบุ๊คและอินสตาแกรม:
Facebook: www.facebook.com/bbwbooksthailand
Instagram: @bigbadwolfbooks_th

Big Bad Wolf Bangkok 2018
สถานที่: ฮอลล์ 9 (ฟอรั่ม) อิมแพค เมืองทองธานี, ถนนป๊อปปูล่า, อำเภอปากเกร็ด, จังหวัดนนทบุรี
ระยะเวลาจำหน่ายรอบปกติ :วันที่ 10 – 20 สิงหาคม 2561
24 ชั่วโมงต่อเนื่องไม่มีหยุดไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู

เกษตรอินทรีย์วิถีไทย

จังหวัดนครปฐม และ 18 จังหวัดภาคกลาง
จัดยิ่งใหญ่ งาน   มหกรรมเกษตรอินทรีย์
วิถีไทย 2561  ครั้งที่ 1

​จังหวัดนครปฐมร่วมกับ 18 จังหวัดภาคกลาง จัดงาน “มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีไทย 2561” ครั้งที่ 1 โดยมีพิธีเปิดงานวันที่ 3 สิงหาคม 2561 โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ลาน Exhibition Hall โซน C ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ



นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ปี 2561 และยังกำหนดให้เกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการ ให้ทุกหน่วยงานร่วมดำเนินการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ถึง 2564

เพื่อให้มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมทั้งกระบวนการผลิตรวมถึงการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้ขยายตัวในเชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายขึ้น

​การจัดงาน “มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีไทย 2561” ครั้งที่ 1 ถือเป็นการจัดงาน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายของกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ในด้านของการรวบรวมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเกษตรอินทรีย์ อาหารอินทรีย์ และท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวกับอินทรีย์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งอยู่ในขั้นเตรียมความพร้อมสู่เกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ จาก 19 จังหวัดในภาคกลาง มาจัดแสดงและให้บริการ เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มช่องตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบ ได้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้ง เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่จะได้บริโภคอาหารที่ปลอดจากสารเคมีทางหนึ่ง

​นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ จากเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญ นิทรรศการให้ความรู้ และคลินิกให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และผู้ที่สนใจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม อันจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดการรับรู้และสร้างความเข้าใจในการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มยิ่งขึ้น

​นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ด้วยจังหวัดในกลุ่มภาคกลาง 19 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครนายก จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสระแก้ว จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนครปฐม ได้รับงบประมาณจากยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคกลางให้จังหวัดนครปฐมดำเนินการจัดงาน เพื่อกระตุ้นให้ภาคกลางพัฒนาสู่ภูมิภาคที่มีอาหารและสินค้าเกษตรให้ทันสมัย เพื่อเป็นฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานโลก และเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของประเทศและสนับสนุนยุทธศาสตร์ การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ภายในปี 2564 จึงได้จัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์วิถีไทย 2561 ครั้งที่ 1 โดยนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์และบริการอินทรีย์จากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ จาก 19 จังหวัดภาคกลาง มาจัดแสดงและจำหน่าย โดยแบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ 1) โซนมาตรฐานอินทรีย์ 2) โซนเตรียมความพร้อมสู่เกษตรอินทรีย์ 3) โซนท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับอินทรีย์ และ 4)โซนร้านอาหารอินทรีย์

 

​นอกจากนี้ยังจะได้เพลิดเพลินกับการแสดงศิลปะพื้นบ้านสุดตระการตา การเสวนาของผู้รู้ด้านเกษตรอินทรีย์ การสาธิตการทำอาหารอินทรีย์ รวมทั้งซื้อสินค้านาทีทอง ในส่วนของนิทรรศการให้ความรู้นั้น มีทั้งส่วนที่เป็นนิทรรศการมีชีวิตแสดงถึงผลสำเร็จของการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทาง ขณะเดียวกันยังมีส่วนบริการข้อมูลเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอินทรีย์ และข้อมูลผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับอินทรีย์ โซนให้ความรู้และคลินิกเกษตร ซึ่งจะคอยให้คำปรึกษา แนะนำ และความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจท่านใดมีปัญหาด้านการเกษตร สามารถปรึกษาที่โซนคลินิกเกษตรภายในงานได้

​สำหรับงาน “มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีไทย 2561” ครั้งที่ 1
ระหว่างวันที่ 3 – 5 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 -20.00 น
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 2

ประเดิมเปิดตัวโครงการที่ชุมชน
ตลาดหัวตะเข้ก่อนลงพื้นที่ชุมชน 5 จังหวัด

คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย นำระบบประกันภัย  สู่ประตูบ้านชุมชน คปภ.เดินสายสร้างความเข้าใจ ขับเคลื่อนโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน ปี 2” ประเดิมเปิดตัวโครงการที่ชุมชนตลาดหัวตะเข้ ก่อนลงพื้นที่  ชุมชน 5 จังหวัด  พร้อมรับฟังสภาพปัญหา และเยียวยาข้อร้องเรียน ด้านประกันภัยในรูปแบบ ศูนย์บริการประชาชนด้านการประกันภัยเคลื่อนที่แบบครบวงจร

โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน ปี2 ถือเป็นโครงการเชิงรุก ที่ใช้วิธีขับเคลื่อนองค์กร คปภ.ไปสู่ประชาชน แทนที่จะรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อที่สำนักงาน คปภ.ทั้งนี้เป้าหมายของการดำเนินโครงการ ครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ ของประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยและสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดจนเกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการประกันภัยและสามารถใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในชีวิต และทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล  ได้กำหนดให้ปี 2561 เป็นแห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศในทุกด้านทั้งการดำเนินงานของหน่วยราชการ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานราก โดยได้มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ   แก้ปัญหาระดับฐานราก เน้นจังหวัด อำเภอ ตำบล เป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาประเทศด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” ด้วยการแปลงความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบทั้ง “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ให้เป็น “ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน” ที่มุ่งเน้นให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านชุมชนต่างๆ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญของประเทศนั้น

สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ตลอดจนคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว  ผ่านระบบประกันภัย โดยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันของประกันภัยในเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัยให้กับประชาชนทุกระดับสามารถใช้ระบบการประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง และเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการดูแลประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สังคมไทยมีความเข้มแข็ง มั่นคง ตลอดจนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในปี 2560 สำนักงาน คปภ. ได้ริเริ่ม “โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน” ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยได้นำภาคอุตสาหกรรมประกันภัยร่วมลงพื้นที่รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกในชุมชนที่มีความแปลกใหม่และน่าสนใจ พร้อมกับแนะนำให้ประชาชนรู้จักบทบาทหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. แบบครบวงจร (Mobile Unit) ที่มีทั้งด้านส่งเสริมความรู้ด้านการประกันภัยให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน การส่งเสริมการทำประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) และประกันภัยประเภทต่างๆ การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย และการระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่มีความชำนาญ รวมทั้งได้เยี่ยมชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนในชุมชน ตลอดจนได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชุมชนและการเรียนรู้ด้านประกันภัยออกสู่สาธารณชน โดยจัดทำเป็นรายการ คปภ. เพื่อชุมชนเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้านการประกันภัยในวงกว้าง เกิดประโยชน์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยได้ดี และได้รับเสียงตอบรับที่ดีรวมทั้งข้อเสนอแนะให้มีการปรับรูปแบบโครงการให้ลงพื้นที่ชุมชนในภาคต่างๆ ตลอดจนจัดโครงการนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

จากการประเมินโครงการและข้อเสนอแนะดังกล่าว สำนักงาน คปภ. จึงได้จัด “โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปี 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยแก่ชุมชน

โดยในปีนี้จะมีการลงพื้นที่ชุมชนที่คัดเลือกในภาคต่างๆ เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกให้แก่ประชาชนในชุมชน รวมทั้งสิ้น 5 ชุมชน โดยคัดเลือกจากชุมชนที่มีวัฒนธรรมของตนเองที่เป็นเอกลักษณ์ มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ และข้อมูลสำคัญด้านภูมิประเทศ ภูมิเศรษฐกิจ และภูมิสังคม รวมถึงข้อมูลความต้องการด้านประกันภัยของชุมชน และประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับภายใต้กรอบภารกิจของสำนักงาน คปภ. โดยในปี 2561 นี้ได้เพิ่มรูปแบบการสร้างการรับรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ การถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา (Case Study) ที่เกิดขึ้นจริงและสังคมให้ความสนใจ ซึ่งจะสามารถนำมาถ่ายทอดต่อให้กับคนในชุมชนได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการประกันภัยที่เกิดขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้ช่วยคิด พัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดส่งต่อองค์ความรู้ด้านการประกันภัยให้เกิดขึ้นภายในชุมชน เพื่อร่วมเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการในระดับพื้นที่ (Bottom-Up) และทิศทางในภาพรวมของระดับประเทศ (Top-Down) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศของทุกภาคส่วนต่อไป

เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า โครงการ คปภ.เพื่อชุมชน ปี 2 ได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ณ ชุมชนตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนประกันชีวิต และกองทุนประกันวินาศภัย ร่วมกันลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย รวมทั้งเยี่ยมชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพของผู้คนในชุมชน โดยจะได้สนับสนุนให้ภาคธุรกิจประกันภัยทั้งบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย ตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ได้มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับรูปแบบของการจัดกิจกรรม คปภ. เพื่อชุมชนในครั้งนี้ เป็นการลงพื้น
ที่สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกให้แก่ประชาชนในชุมชนร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ในรูปแบบ Mobile Insurance Unit หรือศูนย์บริการประชาชนด้านการประกันภัยเคลื่อนที่แบบครบวงจร การเผยแพร่ประชา สัมพันธ์บทบาทหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. และให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชน การให้ความช่วยเหลือและรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ผ่าน “Mobile Complaint Unit” หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียน และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยเคลื่อนที่ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมฐานความรู้ประกันภัยสู่วิถีชุมชน

โดยกำหนดลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับคัดเลือก จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนกู่กาสิงห์จังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่าสะท้อน จังหวัดชุมพร ชุนชนโนนสัง
จังหวัดหนองบัวลำภู ชุมชนบ้านทุ่งเกวียน จังหวัดลำปาง และชุมชนบ้าน
ปางขอน จังหวัดเชียงราย

เผยเคล็ดลับ แผนประกันภัยสุขภาพไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์ 

Thaivivat Health แผนประกันภัยสุขภาพไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์  

ไทยวิวัฒน์ อัดฉีดคน Active Health‎ ซื้อวันนี้รับเลย Fitbit Versa รับส่วนลดค่าเบี้ยถึง40% เมื่อออกกำลังกายตามเกณฑ์ ให้จ่ายเบี้ยเป็น รายเดือน OPD สูงสุด 3,000.-/ครั้ง IPD ค่าห้องถึง 10,000.- เจ็บป่วย ไม่ต้องสำรองจ่าย คุ้มครองกีฬาอันตราย ดีแบบนี้รีบเลย

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ในฐานะผู้ที่พัฒนาด้านนวัตกรรมประกันภัยมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิด  “คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต” และเล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการให้สามารถมี  Work Life Balance ไปพร้อมๆ กัน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยการออกผลิตภัณฑ์ “ประกันภัยสุขภาพ ไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์” เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการออกกำลังเพื่อสุขภาพ รวมถึงชื่นชอบการใช้เทคโนโลยีด้าน Health Tech และ Wearable Technology ในการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อเป็นการสร้างวินัย และปรับพฤติกรรมผู้ใช้บริการในระยะยาว รวมทั้งผู้ที่กำลังเริ่มต้นออกกำลังกายให้มีแรงผลักดันในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผู้นำด้าน  นวัตกรรมประกันภัยเจาะเทรนด์สุขภาพปี 2018 เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกันภัยสุขภาพ “ไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์” เพื่อสนับสนุนคนไทยให้แอคทีฟ ยิ่งออกกำลังกาย เบี้ยยิ่งลดสูงสุดถึง 40% ทุกเดือน เนื่องจากประกันสุขภาพที่ บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ เปิดตัว จ่ายเป็นรายเดือน มีสัญญา ปีต่อปี

เพียงทำประกันตามเงื่อนไขก็สามารถรับ อุปกรณ์ Fitbit Versa อุปกรณ์ smart watch รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 8,500 บาทให้ฟรี เพียงใช้เทคโนโลยี IoT ร่วมกับ Smart Watch และแอปพลิเคชัน Thaivivat Health ช่วย Trackข้อมูลการออกกำลังกาย พร้อมเปิดตัวหนังโฆษณา THAIVIVAT ACTIVE HEALTH และดึงพันธมิตร JOOX, Grab food, Fitbit รวมถึงสถาบันการออกกำลังกายและศูนย์ Fitness ต่างๆ ร่วมมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้บริการ

แผนประกันภัยสุขภาพไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์ นอกจากจะเป็นแผนประกันที่ช่วยส่งเสริม และสร้างวินัยให้ผู้ใช้บริการใส่ใจสุขภาพแล้ว ยังเป็นแผนที่เพิ่มแรงผลักดันให้ผู้ใช้บริการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยการใช้เทคโนโลยี IoT ร่วมกับอุปกรณ์ Smart watch และนวัตกรรมด้าน Wearable Technology เข้ามาเป็นส่วนเสริมในการ Trackข้อมูลการออกกำลังกาย พร้อมกับแอปพลิเคชัน “Thaivivat Health” ที่ถูกออกแบบเพื่อใช้งานควบคู่กับประกันสุขภาพเพื่อบริการข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านการออกกำลังกายในแต่ละวัน ช่วยให้ผู้ใช้บริการวางแผนเรื่องสุขภาพได้ รวมถึงสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ใช้บริการโดยการนำข้อมูลการออกกำลังกายทั้งหมดมาคิดคำนวณเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันทุกเดือนได้สูงสุดถึง 40% เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการเกิดพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากจะเป็นประกันที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวแล้ว ยังเป็นประกันสุขภาพที่พร้อมดูแลคนไทยแบบครบวงจรโดยให้ความคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท/ต่อปี   รักษาได้ทุกโรงพยาบาลในเครือโดยไม่ต้องสำรองจ่าย พร้อมกับค่าห้องผู้ป่วยในสูงสุดถึง 10,000 บาทต่อวัน คุ้มครองทั้ง IPD และ OPD โดย OPD สามารถเบิกได้ถึง 3,000 บาทต่อครั้ง สูงสุดถึง 30 ครั้งต่อปี ที่สำคัญยังคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการเล่นหรือแข่งขันกีฬาอันตราย โดยสามารถใช้ควบคู่กับสวัสดิการอื่นๆได้ รวมถึงคุ้มครองค่ารักษา จากอุบัติเหตุได้ทั่วโลก

ส่วนของสิทธิประโยชน์ด้านความคุ้มครองนั้น นอกจากจะเป็นประกันที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวแล้ว ยังเป็นประกันสุขภาพที่พร้อมดูแลคนไทยแบบครบวงจรโดยให้ความคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาทต่อปี รักษาได้ทุกโรงพยาบาลในเครือโดยไม่ต้องสำรองจ่าย พร้อมกับค่าห้องผู้ป่วยในสูงสุดถึง 10,000 บาทต่อวัน คุ้มครองทั้ง IPD และ OPD โดย OPD สามารถเบิกได้ถึง 3,000 บาทต่อครั้ง สูงสุดถึง 30 ครั้งต่อปี ที่สำคัญยังคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการเล่นหรือแข่งขันกีฬาอันตราย โดยสามารถใช้ควบคู่กับสวัสดิการอื่นๆได้ รวมถึงคุ้มครองค่ารักษา จากอุบัติเหตุได้ทั่วโลก

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางการตลาดของประกันภัยสุขภาพในปี 2561 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี ทำให้หลายบริษัทตื่นตัว เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ หาจุดขายที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ประกันสุขภาพไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลล์ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีอิสระในการเลือกใช้บริการและมีความต้องการทั้งสิทธิประโยชน์ด้านความคุ้มครองและความคุ้มค่า เพราะนอกจากจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังมีอิสระในการกำหนดส่วนลดค่าเบี้ยได้ด้วยตัวเอง ยิ่งออกกำลังกายได้ตามเป้าหมาย เบี้ยประกันยิ่งลดสูงสุดถึง 40% โดยค่าเบี้ย เริ่มต้นเพียง 2,500 บาทต่อเดือน แต่หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและได้คะแนนตามเป้า จะสามารถลดค่าเบี้ย โดยจ่ายเบี้ยต่ำสุดเพียง 1,700 บาทต่อเดือนโดยประมาณ พร้อมรับอุปกรณ์ Fitbit Versa อุปกรณ์ smart watch รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 8,500 บาท ทันทีที่ทำประกันภัย

พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวหนังโฆษณา ไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์ ภายในงานที่สื่อให้เห็นถึง  ความทุ่มเทและความแอคทีฟของคนไทย  ที่ถึงแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่หลัก แต่ก็ไม่เคยละทิ้งสุขภาพ ยังคงดูแลสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ในฐานะผู้พัฒนาด้านนวัตกรรมประกันภัยมาอย่างต่อเนื่อง จึงขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่สนับสนุนให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ พร้อมดูแลแบบครบวงจร ด้วยประกันภัยสุขภาพไทยวิวัฒน์ แอคทีฟ เฮลท์ ประกันอัดฉีด คน Active

สนใจรายละเอียดศึกษาข้อมูลก่อนทำประกันได้ที่
www.thaivivat.co.th
Facebook Fanpage ประกันภัยไทยวิวัฒน์
สอบถาม โทร. 02-200-7111

กลุ่มรถคลาสสิคเชียร์บอลโลกที่ทัชดาวน์ สปอร์ต บาร์

โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

คุณสยาม เศรษฐบุตร ประธานบริหาร เมอร์เซเดส เบนส์ คลับ (ประเทศไทย) เเละ คริสติน่า เศรษฐบุตร ภรรยาสาวไฮโซชื่อดัง และกลุ่มรถคลาสสิค “Classic Car” การลงทุนที่สร้างมูลค่าแถมยังได้ความสุขทางใจ ให้เกียรติมาร่วมเชียร์ศึกฟุตบอลโลก 2018 ทัชดาวน์ สปอร์ตบาร์ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต แห่งแรกและแห่งเดียวในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ชมการแข่งขันอย่างเต็มอรรถรสด้วยจอแอลอีดีขนาดใหญ่กว้างถึง 165 นิ้ว และอีก 7 จอทีวีให้ได้เลือกรับชมพร้อมโปรโมชั่น

นอกจากนี้ ยังมีเกมมันส์ๆ ให้คุณได้สนุกกัน ที่ทัชดาวน์ สปอร์ตบาร์ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แล้วพบกัน!

สยาม เศรษฐบุตร (นั่งที่ 3 จากขวา) ประธานเมอร์เซเดส-เบนซ์คลับ (ประเทศไทย) นำกลุ่มรถคลาสสิคร่วมพบปะสังสรรค์และรับชมฟุตบอลโลกที่ทัชดาวน์ สปอร์ตบาร์ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

เมื่อเร็วๆนี้ สยาม เศรษฐบุตร  ประธานเมอร์เซเดส-เบนซ์คลับ (ประเทศไทย) นำกลุ่มรถคลาสสิคร่วมพบปะสังสรรค์  และรับชมฟุตบอลโลกที่ทัชดาวน์ สปอร์ตบาร์ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โดยได้รับเกียรติจาก
เปรมิกา พาเมล่า มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017 และรองทั้ง 3 อันดับร่วมงาน โดยมี นฤมล  เฑียรฆโรจนกุล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด  ของโรงแรมให้การต้อนรับ

เปรมิกา พาเมล่า (ยืนที่ 5 จากขวา) มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017 และรองทั้ง 3 อันดับร่วมงาน โดยมีนฤมลเฑียรฆโรจนกุล (ยืนที่ 3 จากซ้าย)

ภายในงานได้จัดให้มีการจำหน่ายของที่ระลึกและรับบริจาค เพื่อจะนำเงินบริจาคที่มิได้หักค่าใช้จ่ายดังกล่าว  ไปมอบให้กับ  มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย

จากซ้ายไปขวา:เปรมิกา พาเมล่า – มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017, ทวีพร พริ้งจำรัส – รองอันดับ 3 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017, กมลรัตน์ ทานนท์ – รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017และศรุชา นิลจันทร์ – รองอันดับ 2 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017