Category Archives: Sports

Sports Lifestyle

Anna bella by ANNACLAN ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

บริษัท แอนนา เบลล่า จำกัด ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend  เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

บริษัท แอนนา เบลล่า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามด้านผิวพรรณ ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

Anna bella ซึ่งเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารสกัดจากสาหร่ายทะเลน้ำลึกนานาชนิด เป็นดาวรุ่งมาแรงของแบรนด์ไทยในต่างประเทศ ที่บุกเบิกผลิตภัณฑ์ ความงามที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ และ ผสมผสานกับส่วนผสมนำเข้าจากนานาประเทศ มุ่งเน้นปรับสภาพผิวที่เคยถูกสารเคมีทำลาย และผิวหนังที่แพ้ง่าย มีคุณสมบัติเด่นคือเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ชะลอผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย ปรับผิวให้แข็งแรง เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่ทำมาจากสาหร่ายทะเลนานาชนิด และสารสกัดจากธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ทุกวัน Anna bella เป็นผลิตภัณฑ์ไทย ที่ผลิตจากสารสกัดพืชสมุนไพร ที่กำลังได้รับความนิยมจากหลายประเทศ Anna bella มีความมุ่งมั่นที่เป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต ถือได้ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเกินราคา Anna bella เป็นเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่มีด้วยส่วนผสมนำเข้าจากนานาประเทศ ผสมผสานกรรมวิธีของไทย สินค้ามาส์กหน้า แอนนา เบลล่า ถูกจัดอันดับ ติด 1 ใน 5 จากนักท่องเที่ยวจีนให้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อกลับประเทศจีน ทั้งนี้ จึงทำให้เกิดของลอกเลียนแบบจำนวนมาก ของแท้ต้อง Anna bella by ANNACLAN เท่านั้น

หม่อมหลวงปวริศร์ กิติยากร ผู้บริหารบริษัท แอนนา เบลล่าจำกัด กล่าวว่า เราจะไม่หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพออกสู่ท้องตลาด และในวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1.แอนนา เบลล่า ซีวีด รีโคฟเวอร์รี่ แอนติเอ็จจิ้ง มาส์ก สูตรนี้พัฒนาเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลดริ้วรอยและผิวพรรณแลดูอ่อนเยาว์

2.แอนนา เบลล่า ซีวีด รีโคฟเวอร์รี่ ไฮเดรทติ้ง บาลานซ์ คลีนซิ่ง วอเตอร์ ช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้า และซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่าย แม้กระทั่งผิวที่แห้งมาก ก็สามารถชุ่มชื้นได้ยาวนาน รูขุมขนกระชับขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส

3.แอนนา เบลล่า ซีวีด รีโคฟเวอร์รี่ ไฮเดรทติ้ง บาลานซ์ โทนเนอร์ ปรับสมดุลของผิวให้มีความนุ่มชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย ลดความมันบนใบหน้า และช่วยผลัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพเผยผิวใหม่ให้กระจ่างใสขึ้น

ตลอดช่วงเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา สินค้าของเราได้รับการตอบรับอย่างดี เป็นที่นิยมทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนมาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคมากมายผ่านเข้ามา แต่เราก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดีต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยทำให้ Annabella By ANNACLAN ของเรามายืนอยู่จุดนี้

ในงานเปิดตัววันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณรณกร แซ่ลี้ ผู้บริหาร บริษัทแอนนา เบลล่า จำกัด คุณเสี่ยวลี่ หวง ผู้บริหาร บริษัทแอนนาแคลน สกินแคร์ จำกัด โดยมีคุณไดอาน่า จงจินตนาการ และคุณอติรุจ กิตติพัฒนะ เป็นผู้ดำเนินรายการ มาร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญคนรุ่นใหม่ของวงการบันเทิง ในเรื่องของการดูแลรักษาผิวพรรณ คือ น้องเพิร์ธ ธนพนธ์ สุขุมพันธนาสาร และน้องเซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา นักแสดงนำเรื่อง Love By Chance บังเอิญรัก รวมถึงรับฟังเพลงเพราะๆ ในแบบฉบับของคุณ หลิวเท่อ นักร้องรับเชิญจากประเทศจีน

เป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ ของ Anna Bella  มุ่งเน้นปรับสภาพผิวที่เคยถูกสารเคมีทำลายและผิวหนังที่แพ้ง่าย มีคุณสมบัติเด่นของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายผิว และมีประสิทธิภาพสูงในการชะลอผิวให้ไม่แก่ก่อนวัย ปรับสภาพผิวให้แข็งแรง เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ทำมาจากสาหร่ายทะเลน้ำลึกนานาชนิด และ สารสกัดจาก ธรรมชาติทำให้ผิวชุ่มชิ้น มีน้ำมีนวล

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ Anna Bella
1. Annabella Seaweed Aqua Expert Recovery Antiaging Mask

น้องใหม่มาแรงจากแบรนด์ Anna bella มาในรูปแบบโฉมใหม่ กล่องดำน่าค้นหา แผ่นมาส์กหน้าที่มีส่วนผสมจากสาหร่ายทะเลน้ำลึก สูตรนี้พัฒนาจากสูตรเดิม คือช่วยเรื่องจัดการปัญหาริ้วรอยและจุดด่างดำได้อย่างล้ำลึก ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ แต่ยังคงจุดเด่นของความเป็น Anna bella ไว้ คือในเรื่องของความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เหมาะกับทุกสภาพผิว ในราคาที่คุ้มค่าเกินราคา ราคา กล่องละ 550 บาท

2. Annabella Seaweed Recovery Hydrating Balance
Cleansing Wate
r

คลีนซิ่งสูตรน้ำน้องใหม่มาแรง ขวดใส ช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้า และซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่าย ไม่ทำร้ายผิวแม้กระทั่งผิวที่แห้งมาก ก็สามารถชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน เรื่องของรูขุมขนนั้นสาวๆไม่ต้องเป็นกังวลกระชับขึ้นแน่นอน ยังช่วยในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส ถือว่าเป็นไอเท็มส์ใหม่ที่ควรมีกันเลยค่ะ คุณสมบัติขนาดนี้ แต่ราคาเบามาก
ขวดละ 350 บาท

3. Annabella Seaweed Recovery Hydrating Balance Toner
โทนเนอร์ที่โดดเด่นในเรื่องความอ่อนโยนต่อผิว ทำความสะอาดผิวจากสิ่งสกปรกที่ตกค้างได้อย่างล้ำลึก ปรับสมดุลของผิวให้มีความนุ่มชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย ลดความมันบนใบหน้า และช่วยผลัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ เผยผิวใหม่ให้กระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเปิดผิวให้เตรียมพร้อมรับการบำรุง ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์และสารที่ก่อให้เกิดการแพ้อื่น ๆขวดละ 350 บาท

Anna bella Angle Aqua Expert Hydrated Facial Mask (กล่องเขียว)
แผ่นมาส์กหน้า แอนนาเบลล่ามีส่วนผสมจากสาหร่ายทะเลน้ำลึก ช่วยฟื้นบำรุงผิวที่อ่อนล้า เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม แลดูกระจ่างใส ผิวแลดูกระชับเผยผิวใหม่ให้สดชื่นมีชีวิตชีวา ลูกค้าคนไทยและจีนให้ความนิยมกันเป็นอย่างมาก สินค้ามาส์กหน้า แอนนา เบลล่า เคยถูกจัดอันดับ ติด 1 ใน 5 จากนักท่องเที่ยวจีน ให้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อกลับประเทศจีนทั้งนี้ทั้งนั้นในเมื่อสินค้าดังแล้ว จึงทำให้เกิดของลอกเลียนแบบจำนวนมาก อย่าลืมสังเกตก่อนซื้อนะคะ ของแท้ต้อง Anna bella by ANNACLAN เท่านั้นนะ
ราคากล่องละ 450 บาท


Anna bella
บริษัท แอนนา เบลล่า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามด้านผิวพรรณ ร่วมกับ Lafilla Collective และ Be Trend เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Lunching New Product ANNABELLA

เมื่อวันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน 2018
ณ. ลาน ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

World Halal Day 2018

วันฮาลาลโลก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับเชิญจาก United World Halal Development และ HDCMICE middle east เป็นวิทยากรบรรยายและร่วมเปิดงาน ประชุมวิชาการนานาชาติ “World Halal Day 2018”

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อสร้างเครือข่ายความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลระดับนานาชาติ
ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

การมาเยือนประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการท่องเที่ยวของบาห์เรน

สานต่อความสัมพันธ์ไทย บาห์เรน ผ่านความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาฯ และ University of Bahrain

สืบเนื่องจากการเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการท่องเที่ยวของบาห์เรน ท่านรัฐมนตรีซาเยด บิน ราชิด อัลซายานี (H.E. Mr.Zayed bin Rashid Al Zayani ) เพื่อเข้าร่วมการประชุม JSC ไทย-บาห์เรน ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือระหว่างไทยและบาห์เรนใน 4 ด้าน

1 การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปบาห์เรน
2. การส่งเสริมการลงทุนระห่างไทยกับบาห์เรน
3. การขยายความร่วมมือด้านการเกษตร 4 การขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมฮาลาลนั้น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมคณะเดินทางเยือน บาห์เรน ในครั้งนี้ด้วย ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

เพื่อสานต่อความร่วมมือ ระหว่างไทยและบาห์เรน หลังจากท่านรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงความสนใจในการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลในบาห์เรน โดยความคืบหน้านั้น ได้มีการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ฮาลาล การพัฒนาบุคลากรและการผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคงด้านอาหารของทั้งสองประเทศ ซึ่งทางประเทศไทยได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการท่องเที่ยวของบาห์เรน ท่านรัฐมนตรีซาเยด บิน ราชิด อัลซายานี รวมถึงอธิการบดีของ University of Bahrain ศาสตราจารย์ ดร. ริยาด ฮัมซา (Prof. Dr. Riyadh Hamza ) เข้าร่วมงาน Thailand Halal Assembly 2018  ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2561  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ซึ่งเป็นเวทีการประชุมและงานวิชาการนานาชาติที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมฮาลาล โดยจะลงนามความร่วมมือด้านวิชาการวิทยาศาสตร์ฮาลาล ระว่างไทยและบาห์เรน ในงานดังกล่าวอีกด้วย

ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  โดยนายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย) และนางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการบริษัท (ขวา) ดำเนินการโครงการ “ความดีคืนสู่สังคมไทย” มอบเงินจำนวน 50,000 บาท สมทบโครงการย่อย หนังสือ ต.เต่าออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการรักสัตว์ให้เป็น (Give Then A Hug) ของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ สัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำฯ (กลาง) เป็นผู้รับมอบ

โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสมทบซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และนำมาช่วยเหลือสัตว์ป่วยต่อไป รับมอบที่ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอนโฮม สี่พระยา เมื่อวันก่อน

GIT เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT

ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการออกแบบร่วมสมัย
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจนักออกแบบรุ่นใหม่

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT สร้างแหล่งเรียนรู้ และ แรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและการออกแบบให้ กับนักออกแบบ รุ่นใหม่ และ ผู้ที่สนใจ พร้อมจำหน่ายสินค้าจากโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับสู่ภูมิ- ภาคอย่างยั่งยืน ณ บริเวณห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น 1 สถาบันวิจัยและพัฒนา อัญมณีและเครื่องประดับ แห่งชาติ(องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม โดยมีพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2561

โดยในวันเปิดตัวสถาบันยังได้จัดกิจกรรม Workshop “Wire Your Gems to Jewelry!” เพื่อให้แขกผู้มีเกียรติ ที่เข้าร่วม งาน ได้ลองประดิษฐ์เครื่องประดับด้วยตัวเอง ผ่านการถักทอ ร้อยเรียง อัญมณี และ วัสดุอันสร้างสรรค์ โดยได้รับเกียรติ จาก คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา นักออกแบบ และเจ้าของแบรนด์ Carletta Jewellery มาเป็นวิทยากร

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า GIT ได้ ปรับรูป แบบห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ จัดโซน TEMP Pop-Up Store by GIT เพื่อสร้างศูนย์นัดพบ แห่งใหม่ให้แก่ผู้รัก การออกแบบ และแฟชั่น พร้อมสร้างโอกาสการจำหน่ายสินค้าจากอัตลักษณ์การออกแบบจากผลงานของผู้ประกอบการ ที่ผ่านการคัดเลือกในจังหวัดเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ตราด เพชรบุรี สุรินทร์ และ สตูล ซึ่งมีแนวคิด และ ต่อยอด ธุรกิจจนสามารถสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเองโดยมีการพัฒนารูปแบบของเครื่องประดับร่วมกับนักออกแบบชื่อดัง อาทิ คุณวไลพรรณ ชูพันธ์ จากแบรนด์ FLOW คุณเอก ทองประเสริฐ จากแบรนด์ EK Thongprasert คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา จากแบรนด์ Carletta Jewellery คุณอริสรา แดงประไพ จากแบรนด์ Arisara และ คุณจิตต์สิงห์ สมบุญ ซึ่งนักออกแบบแต่ละท่านจะช่วยดึงจุดเด่น ที่น่าสนใจของแต่ละจังหวัด และเครื่องประดับในท้องถิ่นมาปรับให้ร่วมสมัย และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

พร้อมทั้งเปิดวางจำหน่ายสินค้าจากนักออกแบบชั้นนำที่การันตีจากรางวัลDEmark หรือ Design Excellent Mark จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ GMARK (Good Design Mark ของประเทศ ญี่ปุ่น) ซึ่งนอกจากสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ ยังรวมสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา กระเป๋าเงิน ผ้า พันคอ เสื้อผ้า มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง


โดยจะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อให้ เกิดความหลากหลาย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม โดยสำหรับครั้งนี้ ในคอนเซปต์ Eat Me เพื่อสื่อ ให้คนเห็นว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนั้นสามารถจับต้องได้ง่าย ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง ได้ง่ายผ่าน รูปแบบของห้อง อาหารและอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่นำมาใช้เป็นอุปกรณ์ตกแต่ง ให้เครื่องประดับ ดูน่า สนใจมากขึ้น และหลัง จากนี้เราได้จัดเตรียมคอนเซป Color of Party ที่จะปรับเปลี่ยนให้ TEMP Pop-Up Store ของเรามีความสดใส และดึง ดูดผู้สนใจมากยิ่งขึ้น

TEMP Pop-Up Store by GIT ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายตลาดสินค้าไทยจากชุมชนสู่ตลาดสากลผ่าน GIT สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกซื้อสินค้า ในโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ภูมิภาค อย่างยั่งยืน

สถาบันเปิดให้บริการในวันจันทร์ – วันศุกร์
ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ บริเวณห้องสมุด อัญมณีและ เครื่องประดับ ชั้น 1 สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ
(องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม
โทร. 02 634 4999 ต่อ 102 – 103

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.git.or.th 
https://www.facebook.com/TEMP-Pop-up-Store-by-GIT-259891488203483/

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน มอบเงินบริจาค ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.และผู้ก่อตั้ง  ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบเงินบริจาคจำนวน 222,222 บาท ให้แก่ มร. อะฮ์มัด รุซดี เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประเทศไทย

เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวใน เมืองปาลู, เมืองดงกาลา และ เกาะซูลาเวซี  โดยมี รศ.ดร.อดิศรา กาติ๊บ, สมพล  รัตนภิบาล, มนัส สืบสันติกุล และสุลิดา หวังจิ มาร่วมด้วย ณ สถานฑูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย

12 ปี 12 กิจกรรม ฉลองครบรอบโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

ในโอกาสที่ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เปิดดำเนินการครบ 12 ปี ทางโรงแรม  นำโดย มร. คริสตอฟ เจอโฟรย์, ผู้จัดการทั่วไป ร่วมกับ กิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที  จัด 12 กิจกรรม  ฉลองโอกาสพิเศษ
ดังกล่าว อาทิ “คุณคือฮีโร่”

จัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงแรมให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, มหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
มร. เจอโฟรย์และจิตติมาศ เกตุวรวิทย์ (กลาง) กรรมการผู้จัดการ กิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที

เพื่อเปิดประตูต้อนรับบุคคลสำคัญ (ฮีโร่) ในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ได้ให้การดูแลเป็นอย่างดีตลอดมา โดยทางโรงแรมได้เชิญบุคคลสำคัญ อันได้แก่ ฝ่ายมาตรฐานท่าอากาศยานและชีวอนามัย, ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ฝ่ายตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ฝ่ายดับเพลิงและกู้ภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ฝ่ายแพทย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ตำรวจภูธร, ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรรณภูมิ ฯลฯ

บุคคลสำคัญจากฝ่ายดับเพลิงและกู้ภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
เชิญกลุ่มซูเปอร์คาร์มาสังสรรค์ ซันเดย์บรั๊นซ์ (Sunday Brunch) ที่ ทัชดาวน์สปอร์ตบาร์ (Touchdown Sports Bar)

แขกรับเชิญพิเศษได้แก่วงดนตรีอีทีซี  และ “หนิง” ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา มาสร้างความสนุกสนานและความบันเทิง ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องสุวรรณภูมิแกรนด์บอลลูม  โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต กิจกรรมอื่น ๆ  ประกอบด้วย การเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำนวนกว่า 200 คนจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์, จัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงแรมให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
งานเลี้ยงขอบคุณพนักงาน, ซูเปอร์คาร์บรั๊นซ์ ที่ทัชดาวน์สปอร์ตบาร์, ฯลฯ

ต๊อด-ปิติ วิชั่น 3 ปี ปั้นเครือข่ายขนส่งครอบคลุมไทย – ภูมิภาค

โมเดลธุรกิจของ BevChain Logistics ในประเทศไทย ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงลูกค้าร้านปลีก

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลและพัฒนาห่วงโซ่การผลิตหรือ Supply Chain ในเครือบริษัท บุญรอดฯ ทั้งระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการเกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุน อีกทั้งยังยกระดับการขนส่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นไปในทิศทางที่ดี

การร่วมทุนกับ บริษัท ลินฟ้อกซ์ โฮลดิ้งส์ 2018 (ประเทศไทย) เกิดจากทัศนคติและความต้องการสร้างเครือข่ายทางการขนส่ง ที่ทันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาค ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ผสานกับความรู้ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท จึงถือเป็นการจับคู่ธุรกิจที่สมบูรณ์แบบหรือ Perfect Match และการผนึกกำลังกันครั้งนี้ บุญรอดฯ จะใช้จุดแข็งและศักยภาพที่มีตลอด 85 ปีในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเครือข่ายการค้า ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทสามารถส่งสินค้าและบริการเจาะถึงร้านค้าปลีกที่อยู่ตามตรอก ซอก ซอยในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อ เชื่อว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งด้านต้นทุน ช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจการค้า เพิ่มโอกาสในการทำตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางหรือ Last mileได้มากยิ่งขึ้น

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด

“ภายใน 3 ปีนี้ BevChain Logistics วางเป้าหมายการสร้างเจาะตลาดระดับภูมิภาคอาเซียน รองรับการเติบโตของตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV)เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกทั้งยังเป็นตลาดสำคัญของสินค้าและบริการจากประเทศไทย เมื่อแบรนด์ต่างๆเข้าไปขยายตลาด ทำให้ต้องการบริการด้านโลจิสติกส์ตามไปด้วย และบริษัทพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกอุตสาหรรม ทุกขนาด ทั้งบริษัทเล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อเติบโตไปด้วยกัน ปิติ กล่าวเสริม”

ทั้งนี้ จุดแข็งของลินฟ้อกซ์ คือ ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ถือเป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติคส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค มีธุรกิจครอบคลุมตลาดใน 12 ประเทศ มีคลังสินค้ากว่า 200 แห่ง มีพนักงาน 24,000 คน และมีการให้บริการส่งสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในประเทศไทยนั้นลินฟ้อกซ์ให้บริการด้านขนส่งสินค้ามานานถึง 25 ปี มีความเข้าใจถึงความต้องการของตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี

ขณะที่จุดแข็งของบุญรอด คือประสบการณ์ขนส่งสินค้าและบริการมานาน 85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เจาะลึกตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่(โมเดิร์นเทรด) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ระบบเอเย่นต์ตัวแทนจำหน่ายในทุกๆจังหวัด ลงลึกถึงระดับอำเภอมากกว่า 200 ราย ไปจนถึงร้านค้าย่อยทั่วทั้งประเทศ เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติคส์ของ BevChain Logistics เชื่อว่าบริษัทสามารถนำเสนอโซลูชั่นปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า โครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด สร้างการเติบโตของธุรกิจในอนาคตร่วมกับลูกค้า

สำหรับโมเดลธุรกิจของ BevChain Logistics ในประเทศไทย จะเน้นให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกับในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า การให้บริการทางด้านจัดส่งสินค้า เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปสำหรับ BevChain Logistics ในประเทศไทย คือ การเจาะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ขนาดปานกลางถึงขนาดย่อม และลูกค้ากลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มต่างๆ ที่ต้องการป้อนสินค้าและบริการถึงลูกค้าเป้าหมายปลายทางหรือ Last Mile

ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย ธุรกิจโลจิสติกส์รวมปี 2018 (215,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นธุรกิจขนส่งสินค้าทางบกในปี 2018 มีมูลค่า 145,100 – 147,300 ล้านบาท ธุรกิจคลังสินค้า ปี 2561 มูลค่า 75,500 – 76,700 ล้านบาท

ตลาดขนส่งสินค้าทางบกเติบโต +5.3-7% PY(137,700 ล้านบาท) คลังสินค้า + 5.3 – 7% PY (71,700 ล้านบาท) ด้วยปัจจัยจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนของภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของ E-commerce ปัจจัยการปรับรูปแบบจาก Offline platform to Online platform ทำให้มีความต้องการคลังสินค้าพรี่เมี่ยมมากขึ้น

การจับมือครั้งนี้ทำให้เครือบุญรอดเป็นพาร์ตเนอร์รายที่ 2 ของลินฟ้อกซ์ และเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้จุดแข็งของลินฟ้อกซ์คือความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ถือเป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติกส์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีธุรกิจครอบคลุมตลาดใน 12 ประเทศ มีคลังสินค้ากว่า 200 แห่ง มีพนักงาน 24,000 คน ให้บริการส่งสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ มูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่จุดแข็งของบุญรอดคือประสบการณ์ขนส่งสินค้าและบริการมานาน 85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เจาะลึกตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ระบบเอเย่นต์ตัวแทนจำหน่ายในทุกๆ จังหวัด ลงลึกถึงระดับอำเภอมากกว่า 200 ราย ไปจนถึงร้านค้าย่อยทั่วทั้งประเทศกว่า 200,000 ร้าน ซึ่งยอดขายของเครือบุญรอด 80% มาจากกลุ่มนี้ มีเพียง 20% เท่านั้นที่มาจากโมเดิร์นเทรด

ต๊อด-ปิติ บอกว่า BevChain Logistics จะเน้นให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกับในออสเตรเลีย ทั้งการให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า การให้บริการทางด้านจัดส่งสินค้า เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเจาะกลุ่มเป้าหมายซึ่งกลุ่มแรกจะมองในกลุ่มเครื่องดื่ม ก่อนที่จะขยับไปยังอาหารและสินค้า FMCG

เบื้องต้น BevChain Logistics จะเน้นซัพพอร์ตในเครือบุญรอด ทั้งเครื่องดื่ม เช่น น้ำเปล่า โซดา เบียร์ และยังมีกลุ่มอาหารอีก 14 บริษัทที่จะเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบุญรอด ในอนาคตจะมีทั้งอาหารแช่แข็ง ร้านอาหาร ดังนั้นการมีซัพพลายเชนจะมารองรับธุรกิจในส่วนนี้ด้วย

สิงห์ คอมเพล็กซ์ คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด และ มร.ปีเตอร์ ฟ้อกซ์ ประธานบริษัท ลินฟ้อกซ์อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป พีทีวาย ลิมิเต็ด ที่ใหญ่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค งานแถลงข่าวเปิดตัว บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด ภายใต้ชื่อ BevChain Logistics โดยมีทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง “บริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด” และ “บริษัท ลินฟ้อกซ์ โฮลดิ้งส์2018 (ประเทศไทย)” ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร พร้อมสื่อมวลชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

กลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออก ชวนเที่ยวงานสีสันตะวันออก ครั้งที่ 15

ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ
The Colors of the Vibrant Sea

​สีสันตะวันออก ครั้งที่ 15 ประจำปี 2561 ภายใต้คอนเซปต์  “The Colors of the Vibrant Sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ”
จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ภายในงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 48 ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยกลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่ง 4 จังหวัดนี้ สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลนานาชาติ เชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว การสร้างความหลากหลายของกิจกรรมการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งภายในงานนี้ ได้รวมธุรกิจผู้ประกอบการชั้นนำ มากคุณภาพ ทั้งผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก และสินค้าท้องถิ่นของภาคตะวันออก มากมายกว่า 76 บูธ อาทิ แพ็คเกจที่พักจาก โรงแรมซีวิว รีสอร์ท ระยองชาเล่ต์, การ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท, เกาะกูด คาบาน่า บัตรเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว จาก Frost Magical Ice of Siam, Teddy Bear Museum, Oasis Sea World และยังสามารถเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ อาทิ ผลไม้แปรรูป, ผลไม้สดจากสวน, ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร, น้ำมันเหลือง, เพชร พลอย จิวเวลรี่ เอกลักษณ์เฉพาะของภาคตะวันออกเรียกได้ว่า มางานเดียว เที่ยวครบ 4 จังหวัด พร้อมโปรโมชั่น ช้อปครบตั้งแต่ 3,000 บาท เป็นต้นไป แลกรับผลิตภัณฑ์โอท็อปจากภาคตะวันออก พร้อมลุ้นรางวัลโรงแรม ที่พัก จำนวน 20 รางวัล และ รางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 รางวัล

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 เวลา 18.00 น. โดยประธานในพิธี นายภวัต เลิศมุกดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนจากจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ให้เกียรติร่วมงานพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน กับการแสดงพิธีเปิด “Colors of the vibrant sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ” สื่อถึงสีสันในฤดูหนาวและฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยสีสันของกิจกรรมริมชายหาดและทางทะเล สัมผัสประสบการณ์สีสันของเมืองชายทะเลนานาชาติที่โด่งดังระดับโลก นอกจากนี้ยังมีโซนนิทรรศการ การท่องเที่ยวชายทะเลนานาชาติ และกิจกรรมทางทะเลของภาคตะวันออก พร้อมชมการแสดงสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นเอกลักษณ์เฉพาะภาคตะวันออก อาทิ สาธิตเกลือสปาและสมุนไพรดับกลิ่น สูตรเฉพาะจากจังหวัดชลบุรี, การทำยาดมจากลูกกระวาน สมุนไพรท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และ สาธิตการทำสบู่เหลวกฤษณาและยาดมสมุนไพรแท้จันดารานาสิก จากจังหวัดระยอง และ การทำตะลิงปลิงแช่อิ่มและสาธิตการสานกระเป๋าจากพลาสติก จากจังหวัดตราด และในทุกวันงานชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม พร้อมถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์คสีสันตะวันออก ไลค์ & แชร์ รับของรางวัล ตลอด 4 วันงาน

​วางแผนเที่ยวรับลมทะเลกันที่ งานสีสันตะวันออก ครั้งที่ 15 “The Colors of the Vibrant Sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ”

วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 48
ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์​

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/colorsoftheeastbyimc

SPCG ประกาศความร่วมมือ

ด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการ (Authorised Sales &Service Partnership) ระหว่าง SPCG และ SMA ประเทศเยอรมนี

SPCG ประกาศความร่วมมือด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการ (Authorised Sales & Service Partnership) ระหว่าง SPCGและ SMAประเทศเยอรมนี

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG พร้อมด้วย คณะผู้บริหารผู้บริหารจาก SMA Solar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนี Mr.Rakesh Khanna Managing Director of SMA India and South East Asia (ท่านที่ 2 จากทางขวา) Mr.Joseph Helweg Head of Global Service Operations APAC (ท่านแรกจากทางขวา) พร้อมด้วย Mr.Tomohide Hirashima กรรมการผู้จัด บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ SPE และ คุณพฤทธิ์ ทองอยู่สุข ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR บริษัทในเครือ SPCG ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) อย่างเป็นทางการ (Authorised Sales & Service Partnership) ระหว่าง SPCG และ SMA ประเทศเยอรมนี

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ “SPCG”
มีบริษัทในเครือ คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ “SPE” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ และ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ “SPR” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการ (AuthorisedSales & Service Partnership)ของ SMA Solar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนีนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561  เป็นต้นมา

ซึ่ง SPCGเป็นผู้ริเริ่มและผู้นำในการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทยและประชาคมอาเซียน (ASEAN) และธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof)ในประเทศไทย

SMASolar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนี เป็นผู้นำด้านการผลิตเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)  ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2560 SMAมียอดจำหน่ายกว่า 900 ล้านยูโร SMAมีผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อันทรงประสิทธิภาพ ทั้งแบบใช้ใน บ้านพักอาศัย ใช้เพื่อการพาณิชย์ และใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระบบของ SMAสามารถรองรับการต่อเชื่อมแบตเตอรี่ได้หลายประเภท

นอกจากนี้ SMAยังมีความโดดเด่นในด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะ โซลูชั่นสำหรับพลังงานดิจิทัล การบริการ ที่ครอบคลุม และระบบปฎิบัติการสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ SMAเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตแห่งประเทศเยอรมนีประเภท Prime Standard

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า SPCGเลือกใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)จาก SMAด้วยเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพ
ในการทำงานของระบบ Inverter ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยโครงการโซลาร์ฟาร์มทุกแห่ง รวมทั้ง การให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้กับลูกค้าทุกราย บริษัทฯ เลือกใช้ Inverter จาก SMA มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อ SMA กำลังมองหา Strategic Partner ในภูมิภาคอินโดจีน และ SPCG  ถือเป็นลูกค้าหลักที่มีสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวน Inverter ทั้งหมดในภูมิภาคนี้

SPCGจึงเล็งเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ ในด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน จึงทำให้ SPEและ SPR ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทน  Authorised Sales & ServicePartnership   อย่างเป็นทางการ ดูแลลูกค้าของ SMA ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนอีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า


Mr.Rakesh Khanna Managing Director of SMA India กล่าวถึงด้านการจัดจำหน่ายว่า SPE จะเข้ามาเติมเต็มในบทบาทของ Authorised Sales Agent ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูกค้าผู้ใช้ Inverter บางราย ประสบปัญหาในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร เช่น เรื่องของกำแพงภาษา และเวลาที่ต่างกันของแต่ละประเทศ ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อ และการบริการ SPE จึงเข้ามาช่วยทำให้ลูกค้าผู้ใช้ Inverter ทุกรายได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้นจากเดิม อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาในเบื้องต้นให้ได้ หรือในกรณีที่ทางบริษัทฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะช่วยประสานงานพร้อมติดตามผล และการดำเนินงานให้แก่ลูกค้าด้วย ส่วนของลูกค้ารายใหม่ จะเริ่มจากในประเทศไทย และขยายออกไปในภูมิภาคอินโดจีน

ดร.วันดี กล่าวต่ออีกว่า SPR ในฐานะAuthorisedService Partnership
จะได้ประโยชน์โดยตรงในฐานะที่เป็นผู้ใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)รายใหญ่ ประเด็นแรก คือเรื่องของความเชื่อมั่นในการให้บริการ
ที่ดี เพราะ SMA เป็นที่ยอมรับในเรื่องของการบริการที่ดีและรวดเร็ว รวมถึงมีการรับประกันที่ยาวนาน การที่ SPR เข้ามาให้บริการในด้าน Customer Service จะทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า การบริการที่จะได้รับจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ SMAอย่างแน่นอน ประเด็นที่สอง ในด้านการจัดจำหน่ายเราจะยังคงรักษามาตรฐานการบริการด้านการจัดจำหน่ายที่ดีให้กับลูกค้า ประเด็นที่สาม การที่ได้เข้ามาทำงานด้านการบริการ ทีมงานของบริษัทฯ จะได้รับการฝึกอบรมในเชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ของSMAเยอรมนีโดยตรงที่จะมาให้ความรู้ ยกระดับให้วิศวกรไทยของเรา มีความรู้ความสามารถในเรื่องของเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เพิ่มขึ้น เทียบเท่าในระดับสากล จากประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับนี้อาจจะส่งผลให้ธุรกิจนี้เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทฯอีกทางหนึ่งในอนาคต

ด้าน Mr.JosephHelweg Head of Global Service Operations APAC
กล่าวในส่วนของการให้บริการว่า SMAประเทศไทยได้รับการยอมรับในเรื่องของบริการที่ดีและความรวดเร็ว เมื่อSPRเข้ามาเป็น Service Authorized Partnership  ยังจะรักษามาตรฐานการบริการในรูปแบบเดียวกัน โดย
SPR มีทีมวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมเชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ SMA เยอรมนีทำให้มั่นใจได้ว่ามาตรฐาน  การบริการจาก SPR จะเทียบเท่ากับการบริการจาก SMA อย่างแน่นอน ทั้งนี้ SPR จะเปิด สายด่วน Call Center
ในการรับทราบและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจและความรวดเร็วจากการให้บริการอย่างดีที่สุด