Category Archives: Sports

Sports Lifestyle

“อพท.7” จับมือ “17 องค์กร” ขับเคลื่อน จ.สุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ “เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล”

อพท.7 ผนึกกำลัง 17 องค์กรพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมพลังขับเคลื่อนและพัฒนาอารยสถาปัตย์ พร้อมรองรับสังคมผู้สูงวัย ส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคของผู้พิการ และคนใช้รถเข็น ยกระดับ จ.สุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่เส้นทาง “เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล”

วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมพลายชุมพล โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)
การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล จังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จัดโดย อพท.7 ซึ่งมีผู้แทนองค์กรทั้งจากภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมลงนามความร่วมมือ จำนวน 17 องค์กร
อาทิ จังหวัดสุพรรณบุรี, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุพรรณบุรี, มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี, โรบินสัน สุพรรณบุรี, และหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น เพื่อร่วมกันส่งเสริม และปรับปรุงพัฒนาตึกอาคาร สถานที่ แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร จุดแวะพัก และบริการที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่เชื่อมโยง ให้มีอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) หรือสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้พักฟื้นสุขภาพ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และคนที่ใช้รถเข็น เช่น ทางลาด ที่จอดรถ ห้องสุขาอารยสถาปัตย์ และป้ายสัญลักษณ์เฟรนด์ลี่ดีไซน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มวัย และทุกสภาพร่างกาย ให้สามารถเข้าถึงได้ และใช้บริการต่างๆได้ โดยสะดวก ปลอดภัย ทันสมัย เป็นธรรม ทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อยกระดับและต่อยอดการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีสู่เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล

นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี

นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ พระพุทธรูปแกะสลักภูผาใหญ่ที่สุดในโลก ที่วัดเขาทำเทียม อ.อู่ทอง วัดเขาดีสลัก หลวงพ่ออู่ทอง ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง-มังกรสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการพัฒนา ปรับปรุงความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ในแหล่งท่องเที่ยว จะเป็นการขยายโอกาสทางการท่องเที่ยวไปสู่คนทั้งมวล สามารถรองรับการท่องเที่ยวแบบไร้อุปสรรค สอดรับการแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรัฐบาล และองค์การสหประชาชาติ
ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดสุพรรณบุรีมีความยินดี ร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ราชการ รวมถึงส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆให้มีอารยสถาปัตย์ ซึ่งจะยังประโยชน์ให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสุขภาพร่างกาย ให้สามารถเข้าถึง และใช้บริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเสมอภาคเท่าเทียม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ให้แก่คนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้พิการที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆใน จ.สุพรรณบุรี ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท.

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของ อพท.คือ การใช้กลไกการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสุข ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม อพท. มีภารกิจในด้านการประสาน ส่งเสริม สนับสนุน เพื่อบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษให้เกิดความยั่งยืน โดยดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๑ –๒๕๘๐) ซึ่งมีกรอบแนวคิดที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน

โดยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๖๐ –๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งเสริมการเข้าถึง และรองรับการท่องเที่ยวที่ปราศจากอุปสรรคเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ทั้งนี้ อพท. เชื่อมั่นว่าเครือข่ายความร่วมมือที่ร่วมลงนามในวันนี้ จะเร่งพัฒนาตัวเอง สร้างความรู้ความเข้าใจ และจัดให้มีการท่องเที่ยวที่มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามข้อตกลงร่วมกัน ๓ ประการคือ

ข้อ ๑ เพื่อร่วมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน ในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีการจัดการการท่องเที่ยวที่มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)
ข้อ ๒ เพื่อร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อการพัฒนาปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวสถานบริการ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์อย่างยั่งยืน
ข้อ ๓ เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้สถานประกอบการ สถานบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)

นายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

นายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุพรรณบุรี กล่าวว่า การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล หรือ Tourism for All เป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีโครงการที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการและผู้สูงอายุได้ออกมาเปิดประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมด้วยอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล (Friendly Design) ทุกภูมิภาคในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น

  • เส้นทางภาคกลาง ภายใต้ Concept “More Legacy” ณ จังหวัดราชบุรี
  • เส้นทางภาคตะวันออก ภายใต้ Concept “More Fun” ณ จังหวัดชลบุรี
  • เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ Concept “More Gastronomy”
    ณ จังหวัดเลย
  • เส้นทางภาคเหนือ ภายใต้ Concept “More Authentic” ณ จังหวัดเชียงราย
  • และเส้นทางภาคใต้ ภายใต้ Concept “More Inspired” ณ จังหวัดพังงา

การร่วมลงนามในครั้งนี้ ททท. โดย การท่องเที่ยวสำนักงานสุพรรณบุรี มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมขับเคลื่อน การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวลภายในจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่เชื่อมโยง ให้เป็นอีกหนึ่งเส้นทาง Tourism for All เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป พร้อมบูรณาการร่วมกับโครงการ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดี มีความสุข และมั่นใจในความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ปลอดภัยจากการแพร่ระบายของโรคไวรัส COVID – 19

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑ และผู้บริหาร PPT Station สาขาเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่า อารยสถาปัตย์ มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับคนทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักพื้น ผู้พิการ สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็ก ช่วยให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก ปลอดภัย ปตท.หลักเมือง เลี่ยงเมือง สุพรรณบุรี by Lak Muang Group มีความใส่ใจอารยสถาปัตย์หรือ Friendly Design

โดยได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ที่จอดรถวีลแชร์ ทางลาด ห้องน้ำ Friendly Design รวมถึงป้ายสัญลักษณ์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถใช้บริการภายในปั๊มน้ำมันได้อย่างสะดวก และปลอดภัย เราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลสามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในจังหวัดสุพรรณบุรี

นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ อพท.และองค์กรพันธมิตร ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและส่งเสริมอารยสถาปัตย์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวลที่ จ.สุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในครั้งนี้

ที่ผ่านมามูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ ได้ดำเนินงาน รณรงค์ ส่งเสริม สร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่อง “อารยสถาปัตย์” (Friendly Design) และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยพักพื้น สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็ก สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก ปลอดภัย อย่างทั่วถึง เท่าเทียม ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ให้เกิดการตื่นตัวในการพัฒนาและสร้างทำอารยสถาปัตย์ ทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก องค์กรภาครัฐ-ภาคเอกชน ภาคประชาชนเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าชาวสุพรรณบุรีเห็นคุณค่าและความสำคัญของอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล และพร้อมที่จะขับเคลื่อนจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสู่เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวลต่อไป

ทั้งนี้รายชื่อ 17 องค์กร ประกอบด้วย จังหวัดสุพรรณบุรี องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวสำนักงานสุพรรณบุรี มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ปตท.หลักเมือง เลี่ยงเมือง สุพรรณบุรี by Lak Muang Group สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี โรงแรมสองพันบุรี โรบินสัน สุพรรณบุรี สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี หอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี สมาคมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการไทย เครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์จังหวัดสุพรรณบุรี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
หลิน ๐๘๑ ๘๕๕ ๑๑๙๙
วิมลรัตน์ สิงห์นิกร โทร ๐๘๑ ๕๖๒ ๙๕๔๑
Fdexpo.th@gmail.com

บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)

กว่า 73 ปี กับประสบการณ์ที่สั่งสมด้านการเป็นผู้นำทางด้านประกันภัย เราดำเนินงานอย่างโปร่งใส ยึดหลัก “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” มาอย่างต่อเนื่อง คุณภาพด้านการบริหารองค์กรที่ได้ศักยภาพ และคุณภาพการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยม ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ให้เป็นบริษัทประกันภัยอันดับหนึ่งมาโดยตลอด เรายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับคนในสังคม ด้วยความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา คำนึงถึงประโยขน์ของทุกฝ่าย และพร้อมที่จะก้าวต่อไปเพื่อเป็นรากฐานบริษัทประกันภัยที่แข็งแกร่งสำหรับประเทศ เพื่อสังคมไทยที่จะเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงตลอดไป

นายถิรพุทธิ์ เปรมาประยูรวงศา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ รับมอบทุนสนับสนุนโครงการสวัสดิการทุนการศึกษาให้กับบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประจำปี 2563 จำนวน 50,000 บาท จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)

โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์  รองผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ ทั้งนี้สมาคมฯ ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นประจำทุกปี เพื่อจัดหาทุนเป็นสวัสดิการและแบ่งเบาภาระให้แก่สมาชิกของสมาคมฯ โดยพิธีมอบจัดขึ้น ณ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ตึกช้าง ถนน พหลโยธิน แขวง จันทรเกษม เขตจตุจักร

ไท่ห่าวซือ ไทยอร่อย ของฝากแสนอร่อย จากไทยสู่ต่างแดน

เคยได้ยินชื่อนี้มั้ย? แบรนด์ “ไทยอร่อย” หรือ ไท่ห่าวชือ ที่ภาษาจีน แปลว่า “อร่อย” ของฝากแสนอร่อยยอดนิยมจากไทยสู่ต่างแดน ไท่ห่าวซือ 泰好吃 แบรนด์ “ไทยอร่อย” เข้าร่วมสนับสนุน งานมอบรางวัล สานสัมพันธ์ไทย-จีน “The Headlines Person Of The Year Awards 2019” ครั้งที่ 7

บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด (Thai Hao Chue Group Co.,Ltd.) แบรนด์ “ไทยอร่อย” ผู้ผลิตผลไม้ฟรีซดราย อันดับหนึ่งของไทย ร่วมกับ บริษัท ไทยเจียระไน กรุ๊ป จัดงาน มอบรางวัลสานสัมพันธ์ไทย-จีน “Thailand Headlines Person Of The Year Awards 2019” ครั้งที่ 7 เพื่อมอบรางวัลเชิดชูบุคคลดีเด่นแห่งปี ซึ่งมีเหล่าคนดังทั้ง ไทย-จีน ร่วมเดินพรมแดงเข้ารับรางวัลกันอย่างล้นหลาม รวมถึงศิลปินเซเลบริตี้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ

นางสาวธัญสิริ แซ่ตง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า ไท่ห่าวชือ หรือ แบรนด์ “ไทยอร่อย” เป็นแบรนด์แรกที่ทำให้คนจีนรู้จักทุเรียนหมอนทองอบกรอบ และผลไม้ไทยอบกรอบอีกหลายชนิด และได้รับความนิยมชื่นชอบทั้งในตลาดไทย และจีน มาเป็นเวลานาน

บริษัทฯ จึงร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนบุคคลที่ทำความดีทุกสาขา เสมือนสินค้าของบริษัทฯ ที่จะรักษาคุณภาพตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ และการผลิตทุกขั้นตอน จนได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

นางสาวธัญสิริ แซ่ตง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด

ภายในงาน บริษัทฯ ได้นำสินค้าของบริษัทฯ แจกความอร่อยให้กับแฟนคลับของศิลปินไทย – จีน เรียกว่า อร่อยกันทั้งงานไปเลย

บริษัทฯ ได้ขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค นอร์เวย์ เยอรมัน ทวีปอเมริกา อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และกลุ่มประเทศเอเชีย อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

แบรนด์ “ไทยอร่อย” หรือ ไท่ห่าวชือ ที่ภาษาจีน แปลว่า “อร่อย” วันนี้จะอร่อยไปทั่วโลก มีทั้ง ทุเรียนอบกรอบ , มะม่วงอบแห้ง ,สับปะรดภูแลอบแห้ง ,เม็ดมะม่วงหิมพานต์รสมะพร้าว ,เม็ดมะม่วงหิมพานต์รสทุเรียน ,เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอบกรอบ , ขนุนทองประเสริฐอบกรอบ ,ลูกอมรสทุเรียน , สาหร่ายสอดไส้ทุเรียน , และเนื้อจระเข้อบแห้ง ทั้งเนื้อสุก และ รสพริกไทยดำ ซึงเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และต่างชาติ จนต้องซื้อเป็นของฝากแสนอร่อย จากไทย….สู่ต่างแดน

สำหรับเมืองไทย มีวางจำหน่ายที่ 7-11 ทั้ง 1,300 สาขา
Big C ราชดำริ Big C พัทยาใต้ และ Big C พัทยาเหนือ
Shopเซ็นทรัลมารีน่า #Shopสวนนงนุช #Shopเซ็นทรัลหาดใหญ่
#Shopเอเซียทีคโกดัง4ตรอก1-2

ติดตามความอร่อย และ สอบถามข้อมูลได้ที่
Fan page : https://www.facebook.com/thaihaochuegroup/
เว็บไซด์ : https://thaihaochuegroup.com/th

ททท.ร่วมกับ ปณท สมาคมขัวศิลปะเชียงราย นำร่อง “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า โครงการตู้ไปรษณีย์เพื่อบริการประชาชนด้วย QR Code “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์” ดังกล่าว สามารถกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมาสู่จังหวัดเชียงรายได้ และตู้ไปรษณีย์เหล่านี้ถือเป็นผลงานศิลปะระดับ Master Piece ของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากแต่ละตู้เป็นชิ้นงานที่รังสรรค์จากศิลปินเชียงราย และยังสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งเป็นตู้ไปรษณีย์แห่งเดียวของประเทศไทยที่วาดภาพศิลปะลงบนตู้ไปรษณีย์

ทั้งนี้ ททท. สำนักงานเชียงราย ยังมีแผนดำเนินการประชาสัมพันธ์ตู้ไปรษณีย์และทำการตลาดส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวชมตู้ไปรษณีย์ “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์” ตามสถานที่ตั้งต่างๆ และให้นักท่องเที่ยวร่วมสนุกโดยการเช็คอินถ่ายภาพคู่กับตู้ไปรษณีย์ 5 ตู้ ต่างสถานที่กัน และต้องเป็นตู้ไปรษณีย์ที่อยู่ต่างอำเภอกันอย่างน้อย 2 อำเภอ และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย แล้วรับรางวัลจาก ททท. สำนักงานเชียงราย และ ปณท ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563

         

สำหรับตู้ไปรษณีย์ดังกล่าวหลังจากการจัดนิทรรศการนี้จบลง ทาง ปณท จะได้นำไปติดตั้งตามสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญทั่วจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้งานจริง ได้แก่

  1. วัดร่องขุ่น
  2. สิงห์ปาร์คเชียงราย
  3. หอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (หอนาฬิกาพุทธศิลป์)
  4. ตลาดไนท์บาร์ซ่า
  5. อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
  6. สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ
  7. พระตำหนักดอยตุง
  8. สามเหลี่ยมทองคำ
  9. จุดผ่านแดนถาวรแม่สาย (วัดพระธาตุดอยเวา)
  10. วัดห้วยปลากั้ง
  11. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ
  12. ไร่ชาฉุยฟง
  13. ตลาดเชียงของ (ชายแดนไทย-สปป.ลาว)
  14. วัดแสงแก้วโพธิญาณ
  15. ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน

สอบถาม ติดต่อได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงราย
โทร. 0 5371 7433, 0 5374 4674-5
ปณท เชียงราย โทร. 0 5371 1616 ต่อ 11

กกท. ปฐมนิเทศนักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือและจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 สนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา และในฐานะผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานการเปิดงานการอบรมปฐมนิเทศและทำสัญญานักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562 กล่าวว่า กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นอีกกองทุนหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษาที่เป็นนักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่มีผลงานทางด้านการแข่งขันกีฬาเป็นที่ประจักษ์และมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน และให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

โดยให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ ในลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายเดือน , ค่าบำรุงการศึกษา แต่ละภาคการศึกษาตามที่ระเบียบกระทรวงการคลังกำหนด และยังเพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป ในกรณีที่ผู้ขอรับทุนรายนั้น ๆ มีความสามารถ ด้านการศึกษาและกีฬาตามที่หลักเกณฑ์กำหนด

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ กองทุนฯได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการให้ความช่วยเหลือ ผลักดันนักกีฬาที่ได้รับทุน ให้สามารถฝึกซ้อม แข่งขัน ศึกษาเล่าเรียนควบคู่กันไปจนจบการศึกษา กรณีพบว่านักกีฬาคนใด เกิดปัญหา ในระหว่างศึกษา เช่น เวลาเรียนไม่เพียงพอ ไม่มีคะแนนเก็บเนื่องจาก ไม่ได้ทำกิจกรรมหรือส่งรายงาน หรือเกิดปัญหาอื่น ๆ ก็ตาม ทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬา เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลให้นักกีฬาลดความกังวล และมีสมาธิมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬามากยิ่งขึ้น

นายพงศ์ภรณ์ สุวิทยารักษ์ (แบนซ์) ม.ธรรมศาสตร์รังสิต กีฬา เทควันโด

ในการพิจารณาให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ยื่นขอรับทุนทั้งหมด จำนวน 209 คน ได้รับพิจารณาให้นักกีฬาทีมชาติ เยาวชนทีมชาติ และนักกีฬาที่อยู่โครงการในแผนการพัฒนาของสมาคมกีฬา จำนวน 160 คน และบุคลากรกีฬา จำนวน 1 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 161 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท
สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ยื่นขอรับทุนทั้งหมด 52 จังหวัด 112 คน ได้รับการพิจารณาให้ทุนตามประกาศฯ กองทุน รวมทั้งสิ้นจำนวน 111 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 6,395,400 บาท ทุนต่อเนื่อง อีกจำนวน 291 คน

เพื่อให้นักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่ได้รับทราบแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ ข้อบังคับ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกองทุน จึงจัดให้มีการอบรม ปฐมนิเทศ ให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน”

ระดมทุน ซื้อเครื่องมือแพทย์ห้อง ICU รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19

พุทธศาสนิกชนแห่ร่วมบุญ ระดมทุน ซื้อเครื่องมือแพทย์ห้อง ICU รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่19

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ ลานชมวิวสวนรุกขชาติ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ โดยโครงการมหายานเพื่อการสงเคราะห์ (อโรคยามหายาน) ร่วมกับวัดธรรมปัญญารามบางม่วง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 โครงการธรรมะในสวน สถานีวิทยุ โทรทัศน์ธรรมาธิปไตย และเครือข่ายประชาชน ร่วมจัดพิธีทักษิณานุปทานอุทิศให้กับบรรพบุรุษ ตอบแทนคุณแผ่นดิน และทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ประจำห้อง ICU

โดยมีพระเทพเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (ธรรมยุติ) พระคณานัมธรรมเมธาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ อนัมนิกายแห่งประเทศไทย พระราชวิสุทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (มหานิกาย) องสรภาณอนัมพจน์ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ องสภาณมธุรส ปลัดขวาคณะสงฆ์อนัมนิกาย เจ้าอาวาส วัดถาวรวราราม กาญจนบุรีร่วมงาน โดยมีนายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวักาญจนบุรีเป็นประธานเปิดงาน มีหน่วยงานข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ร่วมบุญในครั้งนี้อย่างล้นหลาม อาทิ พลเอก ธนเดช เหลืองทองคำ , พล. ต. จิโรจน์ แสนทิตย์ , พ.ท. (ญ)วีรวัลย์ นะอ่อน ,คุณขนิษฐา เกียรติพชรพล , คุณธีระพงษ์ ทรงคาศรี , คุณธนากร ศิริสวัสดิ์วงษ์ , คุณกุมรินทรา พานโคตรทูล , คุณสรวิศ สุนทรวิศรุต , คุณกนิษฐา พราหมณ์สเน่ห์

พลเอก ธนเดช เหลืองทองคำ , พล. ต. จิโรจน์ แสนทิตย์ , พ.ท. (ญ)วีรวัลย์ นะอ่อน ,คุณขนิษฐา เกียรติพชรพล , คุณธีระพงษ์ ทรงคาศรี , คุณธนากร ศิริสวัสดิ์วงษ์ , คุณกุมรินทรา พานโคตรทูล , คุณสรวิศ สุนทรวิศรุต , คุณกนิษฐา พราหมณ์สเน่ห์

โดยยอดจากการระดมทุนในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 4,244,506.50 บาท (สี่ล้านสองแสนสี่หมื่นสี่พันห้าร้อยหกบาทห้าสิบสตางค์)โดยมอบให้กับ พระเทพเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (ธ) และส่งมอบให้กับ นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ปฏิบัติการฉุกเฉินห้อง ICU ต่อไป

องสรภาณอนัมพจน์ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ กล่าวถึงที่มาของการจัดระดมทุนในครั้งนี้ว่า
“สืบเนื่องเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 โดยพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย แห่งประเทศไทยรูปที่ 11 ได้นำคณะพุทธศาสนิกชนร่วมมอบพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า (จำลอง) “

เพื่อประดิษฐาน ณ โรงพยาบาลท่าม่วง (ชื่อเดิม) อีกทั้งได้นำจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาล และ
โรงพยาบาลดังกล่าว

ในปี 2543 ได้รับงบประมาณขยายเป็น รพ. ขนาด 120 เตียง และได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกให้ก่อสร้างอาคาร “สกลมหาสังฆปริณายก” ปี 2556 ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19พระราชทานนาม โรงพยาบาล จากเดิม โรงพยาบาลท่าม่วง เป็น โรงพยาบาล สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19

ปัจจุบัน เป็น รพ. ชุมชนแม่ข่าย M2 ขนาด 120 เตียง รองรับบริการประชาชนใน อำเภอท่าม่วงและอำเภอใกล้เคียง รับการส่งต่อจาก รพสต .ในเครือข่าย และ รพ.ใกล้เคียงในจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยจำนวนผู้ป่วย ที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตรากำลังเรื่องเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

อาทิ เครื่องมือช่วยหายใจ อุปกรณ์ประจำเตียงผู้ป่วย และอื่น ๆ ยังขาดแคลนอีกจำนวนมาก ทางโรงพยาบาลจึงได้มีมติในการระดมทุนผ่านสื่อ วิทยุและโทรทัศน์ โดยมอบหมายอาตมา เป็นผู้ดำเนินการจัดหาทุน เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลไว้เป็นกองทุนจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ ห้อง ICU ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ ”

เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง กล่าวต่อว่า “ในวันนี้ เจตนาเพื่อพาญาติโยมสร้างห้องไอซียูถวายให้กับรพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ตอนนี้ตึกสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์หลัก วันนี้เราได้ระดมไปส่วนหนึ่ง ยังเหลืออีกส่วนหนึ่ง ต้องการจำนวนสิบเตียง

ซึ่งตอนนี้ยังไม่ครบ ก็อยากให้ญาติโยมทุกท่านได้มีส่วนร่วม หลังจากนี้สามารถบริจาคกับรพ.โดยตรง หากแม้นผ่านมา ที่รพ.ขอให้ท่านได้แวะมาบริจาคด้วยตัวเองได้เลย ขอบคุณ ทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกันและขอให้ประสบสำเร็จเพื่อให้สมพระเกียรติถวายเป็นสังฆบูชาแก่องค์สมเด็จพระสังฆราช สกลสังคปรินายก สังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”

ด้าน นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เปิดเผยว่า “สำหรับเตียงที่ใช้ในห้องไอซียู 1 เตียงใช้งบประมาณ 1.5 ล้านบาท เริ่มแรกทางโรงพยาบาลเปิดสี่เตียงซึ่งต้องใช้งบ 6 ล้านบาท ปกติรพ. ชุมชนจะไม่มีเตียงไอซียู แต่รพ.สมเด็จพระสังฆราช เปิดเตียงไอซียู เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอท่าม่วงและระแวกใกล้เคียงเข้ามารับบริการได้ในรพ. เพื่อผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือโคม่า”

“ขอบคุณ ผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคทอดผ้าป่าในวันนี้ เงินที่ได้รับจะนำไปเปิดเตียงไอซียู แต่ทอดผ้าป่าในวันนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเปิดเตียงไอซียูสี่เตียง ซึ่งสี่เตียงต้องใช้เงินประมาณหกล้านบาท ที่ได้ในวันนี้คือ สี่ล้านกว่าบาท
ยังขาดอีกล้านกว่าบาท หากท่านใดมีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่โรงพยาบาลโดยตรง” ผอ.รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 กล่าวในตอนท้าย

กรมกิจการผู้สูงอายุ เปิดมหกรรมตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

ยกระดับสร้างอาชีพผู้สูงอายุให้มีรายได้

อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

​วันนี้ (9 เม.ย. 62) เวลา 11.00 น. อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุให้เกิดการสร้างงาน อาชีพและรายได้ พร้อมทั้งอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ภูมิปัญญาไทยไว้กับอนุชน โดยมี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ) หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ องค์กรผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุ ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

​ผู้สูงอายุเป็นทุนทางสังคมที่มีศักยภาพเพราะเป็นผู้ที่มีทั้งภูมิความรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา สมควรส่งเสริมให้เป็นทรัพยากรที่เข้มแข็งและมีคุณค่าให้ยาวนานที่สุด โดยนำจุดแข็งนี้มาสร้างโอกาสในการพัฒนาสังคม กิจกรรมที่เป็นประโยชน์นี้จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีความสุขได้บริหารกาย จิต สังคม เป็นบุคคลที่พัฒนาไปตามกาลสมัยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง พึ่งตนเองได้และสามารถเป็นพลังให้การพึ่งพาแก่ชุมชนและสังคม ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้สูงอายุที่เป็นภูมิปัญญาและมีชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้สูงอายุ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีความรู้และมีจิตอาสาพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม กว่า 20,000 คน แต่อาจยังขาดโอกาส ขาดพื้นที่ในสังคม ขาดงบประมาณ และช่องทางในการเผยแพร่ ภูมิปัญญา ทำให้สังคมเข้าไม่ถึงความรู้ที่มีคุณค่าในขณะที่ผู้เป็นภูมิปัญญาผู้สูงอายุต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ บ้านเมือง เพื่อส่งเสริมการนาศักยภาพ ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุมาถ่ายทอดต่อคนทุกวัยในสังคม

​กรมกิจการผู้สูงอายุ เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุจึงได้จัดงานตลาดนัดคลังปัญญาขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้แสดงศักยภาพ โดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมแก่บุคคลอื่นเพื่อสืบสานภูมิปัญญาให้คงคุณค่าคู่กับชุมชน และส่งเสริมการนำประสบการณ์ ความรู้ของผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยส่งเสริมการทำงานหรือสร้างอาชีพ/รายได้เสริมด้วยภูมิปัญญาให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชน

เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ประกอบด้วย การแสดงดนตรี ศิลปะของผู้สูงอายุ กิจกรรมร่วมสนุกกับการถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ บูธจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ และนิทรรศการแสดงผลงานด้านผู้สูงอายุ กว่า 90 บูธ ได้แก่ บูธถ่ายทอดภูมิปัญญ อาทิ ตะกร้าสานจากเส้นพลาสติก เพนท์ถุงผ้า การทำขนมหยกมณี น้ำยาล้านจานสมุนไพร บูธจำหน่ายสินค้า ประเภทเสื้อผ้า ผ้าพื้นเมือง เครื่องใช้ สมุนไพร อาทิ ผ้าไหม ผ้าภูอัคนี เครื่องประดับราชาวดี เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร และงานประดิษฐ์จากดินไทย

ซึ่งงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุจัดระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2562
ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
#วันผู้สูงอายุแห่งชาติ๒๕๖๒

งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เสด็จฯ ทรงเปิด “นิทรรศการวิทยาศาสตร์ฮาลาล”ในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440” ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ คลองเก้า โดยภายในเป็นโอกาสอันดีที่ “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้จัดให้มีการนำเสนองานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล ให้กับประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องอิสลามกับวิทยาศาสตร์ฮาลาล ตามแนวทางของท่านนบี มูฮัมหมัด (ซ.ล)

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรติเป็นประธานฝ่ายนิทรรศการ โดย แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกเป็นส่วนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระราชาภิเษก” ซึ่งน้อมนำพระมหากรุณาธิคุณและพระราชคุณูปการของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 10 มาจัดแสดงพร้อมทั้งเผยแพร่พระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรมุสลิมไทยอย่างกว้างขวาง

และส่วนที่สอง นิทรรศการ “สิ่งต้องห้ามและต้องสงสัยตามหลักศาสนา” เป็นการจัดแสดงนิทรรศการฮาลาลและหะรอมขึ้น รวมถึงเป็นการจำลองพิพิธภัณฑ์หะรอม (สิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม) ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ วัตถุดิบ สารเคมี ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ที่มีแหล่งที่มาของวัตถุดิบมาจากหะรอมมาจัดแสดง

โดยนิทรรศการทั้งสองส่วนนี้เป็นนิทรรศการ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำมาจัดแสดงเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้พี่น้องชาวมุสลิมและประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ยูบีเอ็ม เอเชีย” พร้อมเปิดตลาดความงาม “ASEANbeauty 2019”
จุดประกายความงาม : โอกาสของธุรกิจความงามไทยในตลาดโลก

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตลาดความงามอาเซียน จัดงานแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “ASEANbeauty 2019” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ที่จะจุดประกายความงาม พร้อมเปิดโอกาสของธุรกิจความงามไทยได้แสดงศักยภาพสู่ตลาดโลก พร้อมต่อยอดธุรกิจเติบโตสู่ตลาดสากล ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ” และเป็นเวทีแสดงสินค้าของผู้ประกอบการกว่า 350 ราย ที่ขนนวัตกรรมด้านความงาม และสุขภาพ ตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ยูบีเอ็มเตรียมต่อยอดความสำเร็จงานแสดงสินค้าความงามและสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน “ASEANbeauty 2019” หรือ “อาเซียน บิวตี้ 2019”
ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพ ศูนย์กลางตลาดความงามในประเทศไทย และอาเซียน บนพื้นที่ 9,600 ตารางเมตร ภายในฮอลล์ 103-104 โดยงานนี้ถือเป็นมหกรรมรวมเทรนด์ความงามจากทั่วทุกมุมโลก มาไว้ในที่เดียว งานนี้ถือโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงสินค้าความงามใหม่ ๆ ให้โลกได้เห็น

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด

นอกจากนี้ในงานยังถือเป็นเวทีสำคัญที่บรรดานักธุรกิจด้านความงามจะได้มาพบกัน ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ”เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการ ผ่านการพบปะพูดคุยกับผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก โดยเมื่อปี 2018 โปรแกรมนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม เพราะมีการจับคู่ธุรกิจกว่า 3,200 คน หรือราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เข้าชมงาน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 9,000 ราย จาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยในงานมีการจัดบูธแสดงนวัตกรรมความงามกว่า 350 ราย ที่รวบรวมมาจากทั่วโลก อีกทั้งยังได้พบกับความรู้จากโปรแกรมสัมมนา และเวิร์คช็อปจากบรรดากูรูความงามชั้นนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน

สำหรับงาน “อาเซียน บิวตี้ 2019” นับเป็นครั้งที่ 5 ของการจัดงาน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการจากทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชียเข้ามานำเสนอสินค้าและธุรกิจของตนเองมากกว่า 350 ราย จาก 20 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2561 มีผู้ประกอบการ 250 ราย โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักธุรกิจภายในประเทศ 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% มาจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ราย

งาน ASEANbeauty 2019 ในปีนี้ มีประเภทของนวัตกรรมและสินค้าด้านความงามที่เข้าร่วมงาน ครอบคลุมครบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, ผลิตภัณฑ์ซาลอน, น้ำหอม, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์สปา, OEM/ODM, บรรจุภัณฑ์, ส่วนผสมเครื่องสำอาง, บริการความงามครบวงจร, อุปกรณ์ด้านความงาม, ผลิตภัณฑ์ตกแต่งเล็บ รวบไปถึงบรรดาผู้ประกอบด้านความงามที่เข้าร่วมงานหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง ผู้ค้าส่ง, ผู้ผลิตรายใหญ่, Makeup Artists, ผู้ประกอบการโรงแรม-สปา, โรงเรียนสอนแต่งหน้า-ทำผม ฯลฯ

นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

ทางด้าน นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมข้อมูลงานว่า จากความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้เราจัดงาน “ASEANbeauty 2019” ขึ้นอีกครั้ง โดยในปีนี้จะมี
ผู้ประกอบการด้านความงามชั้นนำจากทั้งในอาเซียนและทั่วโลก เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นจำนวนมาก

ซึ่งจากการที่ตลาดเครื่องสำอางได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เราได้วางแผนรองรับผู้เข้าร่วมงานที่คาดว่าจะมีมากกว่า 10,000 คน ด้วยสินค้าและบริการใหม่ล่าสุดครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จัดแสดงผ่านบูธสินค้าความงามและสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 350 บูธ พร้อมผู้ซื้อที่มีคุณภาพรวม 50 ประเทศ แบ่งเป็น 50% ผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ เบลเยี่ยม และ ฮังการี โดยในครั้งนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ต้องการตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกครั้ง ด้วยการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของธุรกิจความงามอาเซียนและสากล รวมถึงตั้งเป้าพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมความงามอาเซียนให้ก้าวไปสู่ระดับเอเชียและระดับโลกต่อไป


นอกเหนือจากจะเป็นเวทีสำคัญของผู้ประกอบการความงามสากลแล้ว “ASEANbeauty 2019” ยังถือเป็นเวทียกระดับความรู้ที่สำคัญจากกิจกรรมมากมายในงาน อาทิ การสัมมนาให้ความรู้เรื่องเครื่องสำอางและการดูแลสุขภาพ, การสาธิตคุณสมบัติและการใช้สินค้าบนเวที รวมถึงสินค้านวัตกรรมล่าสุดเกี่ยวกับความงามและสุขภาพในโซน ASEANhealth and wellness รวมไปถึงความรู้ด้านการตลาดเครื่องสำอาง อาทิ การสร้างแบรนด์, กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพ รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการและผู้เยี่ยมชมงานอย่างแท้จริง

นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวต่อไปว่า ทางด้านภาพรวมตลาดสุขภาพและความงามมีแนวโน้มมาแรงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและบุคลิกภาพของตนเอง หรือมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่การมีภาพลักษณ์ที่ดีภายนอก ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดสุขภาพและความงามมีมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละ 7.6% แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.7 แสนล้านบาท และส่งออกอีก 8 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกตลาดหลักจะยังเป็นอาเซียน และประเทศเอเชียอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น และจีน นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวสรุปในตอนท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถจองตั๋วการบินไทย (TG) เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้
รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

งาน “ASEANbeauty 2019”
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ภายในฮอลล์ 103-104 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 19.00 น.
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.aseanbeautyshow.com หรือ โทร. 02 036 0500

เปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก

งาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก รับกระแสมิติใหม่การขนส่งระบบรางปี2020 หลังประกาศตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศลดนำเข้า70,000ล้าน พลิกโฉมไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบรางรถไฟในภูมิภาคอาเซียน ในงานมีนักลงทุนข้ามชาติ ผู้ประกอบการระบบรางไทย สถาบันการศึกษาไทย กว่า 120 รายร่วมประชันนวัตกรรมระบบราง พบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย “เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส”ผู้จัด ชูงานเป็นเจ้าแรกในเอเชียที่รวมบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบรางทั่วโลกไว้ที่เดียวกัน ในขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคมชี้อนาคตมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” เปิดโอกาสให้ ภาคเอกชกรุงเทพมหานคเป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง ด้านร.ฟ.ท.แจ้งได้งบ 300,000ล้านลงทุนรถไฟความเร็วสูง เตรียมเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย

นายเดวิด เอ็ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงานแสดงเทคโนโลยีรถไฟ รถฟ้าความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน เปิดเผยว่า การเปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จัดขึ้นวันที่ 28-29 มีนาคม 2562 ที่ลานกิจกรรม สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ถือเป็นการจัดครั้งที่ 5 ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปีเพราะมีบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีระบบรางทั่วโลกแห่มาโชว์นวัตกรรมกว่า120ราย, มีนักลงทุนต่างชาติร่วมงานกว่าพันคน

งานแสดงในปีนี้ชุมนุมความหลากหลายของ เทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค โดยล่าสุดนี้ มีบริษัทรายใหม่ยืนยันเข้าร่วมแสดงแล้ว อาทิ Bentley, TÜV SÜD, Caddy, Erico, Hoffman, Raychem, Schroff, Tracer, nVent, Damrongsilp, Siam Steel, Kangni Rail Equipment, Egis, Pt Len Industry, GMT, Duali Incorporation และ DB Schenker ขณะที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยังเข้าร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น Bombardier, CRRC, LSIS, Transdev, CRSC, Siemens, Voestalpine, Power Pusher, NuStar, Inoue Rubber, Anyang, Schneider Electric รวมถึงพาวิเลี่ยนประเทศไทย และองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ผู้ให้บริการเดินรถ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ปรึกษาโครงการ ยังมีการจัดแสดงจากพาวิเลียนสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ส่วนแสดงเทคโนโลยีใหม่ เตรียมพบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย
ในขณะเดียวกันการเปิดงาน ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Rail Car Assembly Plants Initiatives for Thailand” การริเริ่มโรงงานประกอบรถไฟในประเทศไทย
มีใจความ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงให้
ระบบรางเป็นตัวเชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อในประเทศไทย และระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จะจัดขึ้น เป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนโยบายว่า ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ภาคเอกชน “จัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศ” กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการหารือร่วมกันในการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศไทยจะเริ่มในปี 2020-2021 ซึ่งนอกจากจะมีการผลิต “Future Projects of SRT” อนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ประกอบรถไฟในประเทศแล้ว ในอนาคตโรงงานผลิตในไทยก็สามารถส่งออกรถไฟฟ้าไปสู่ประเทศในกลุ่ม CLMV ได้

คาดการณ์จะจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้าได้สูงถึง 3 โรงงาน มียอดการผลิตรวมสูงกว่า 900ตู้/ปีในปี 2027 การจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทย ในอนาคต จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศได้กว่า 10 เท่า จากเดิมมีการนำเข้ากว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงงานผลิต ประกอบในไทยจะลดการนำเข้าเหลือเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังลดค่าใช้จ่ายการซ่อม-บำรุงรักษา ได้อีกกว่า ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเสริมให้คนไทยได้มีความรู้ในการผลิต เพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมประกอบผลิตตัวรถได้อีกไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟ รถไฟฟ้าได้อีกกว่า 3,000 รายการ จากเดิมต้องนำเข้ากว่า 7,000-10,000 รายการ รวมถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟในอาเซียนด้วย

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยระบบรางใหม่ในประเทศไทยว่าระบบรางถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งในประเทศแบ่งออกได้เป็น การขนส่งทางถนน 87% , การขนส่งทางน้ำ 12%,ที่เหลือเป็นระบบราง 1 % ในอนาคตประเทศไทย จะมีการขนส่งระบบรางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งโครงการที่จะเห็นในเร็ววันนี้คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑล 10 สาย, โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในภูมิภาค(แทรม) และระบบรางฟีดเดอร์ จะเป็นการให้บริการในกรุงเทพ โดยนำรถเมล์ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เป็นฟีดเดอร์รับส่งผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าไปถึงที่หมายโดยรถเมล์ อนาคตภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน หรือกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง เช่น กรณี รถไฟฟ้าสายสีทอง ล่าสุด กทม. ได้เตรียมเสนอที่จะทำรางฟีดเดอร์ต่อเชื่อมจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสถานีแบริ่งไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ(รถไฟฟ้าสีฟ้าอ่อน) ซึ่งหากมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ประชาชนฝั่งสมุทรปราการสามารถเดินทางด้วยระบบรางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางทิศใต้ของสนามบินได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าสนามบินทางด้านทิศเหนือเหมือนในปัจจุบัน

ด้านนายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ปาฐกถา เรื่อง “Future Projects of SRT”แผนอนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ในการลงทุนยกเครื่องทางรถไฟทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้รถไฟไทยขนส่งสินค้าและผู้โดยสารได้รวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน รถไฟยังได้รับงบประมาณอีกเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน) และกรุงเทพฯ-ระยอง (รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน) ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย แต่การทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนารถไฟอย่างเดียวคงไม่คุ้มค่า ถ้าหากขาดแนวคิดเรื่องการพัฒนารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Transit-oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่โดยใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง
ในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มีโครงการพัฒนา TOD ขนาดใหญ่และทันสมัย อยู่บริเวณ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เพราะเมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดให้บริการในปี 2564 ก็จะกลายเป็น Grand Station แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และของประเทศไทย สามารถรองรับการเดินทางได้ทั้งรถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงรถไฟความเร็วสูง

คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการสถานีกลางบางซื่อจำนวนมาก ร.ฟ.ท. จึงมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อขนาด 2,325 ไร่ ภายใต้ชื่อ ‘โครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน โดยการการพัฒนาจะมีตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ โรงแรม หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดจตุจักร ย่านธุรกิจ ไปจนถึงแหล่งที่พักอาศัย แต่การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่เมืองใหม่ธรรมดา เพราะ ร.ฟ.ท.ได้ ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้วยการใช้เทคโนโลยี 3 ด้าน คือ ด้านคมนาคม ด้านพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะ เพื่อบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

โดยเบื้องต้นร.ฟ.ท. มีแผนจะเปิดประมูลศูนย์คมนาคมพหลโยธินบริเวณพื้นที่แปลง เอ ขนาด 32 ไร่ มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นแปลงแรก คาดว่าจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนได้ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2562 และได้ผู้ชนะการประมูลภายในปีดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนสามารถพัฒนาพื้นที่แปลง เอ บางส่วน ทันกับการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อในปี 2564 จากนั้นรถไฟ ก็จะทยอยเปิดประมูลพื้นที่แปลงอื่นๆ ในศูนย์คมนาคมพหลโยธินต่อไป