Category Archives: Sports

Sports Lifestyle

ระดมทุน ซื้อเครื่องมือแพทย์ห้อง ICU รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19

พุทธศาสนิกชนแห่ร่วมบุญ ระดมทุน ซื้อเครื่องมือแพทย์ห้อง ICU รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่19

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ ลานชมวิวสวนรุกขชาติ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ โดยโครงการมหายานเพื่อการสงเคราะห์ (อโรคยามหายาน) ร่วมกับวัดธรรมปัญญารามบางม่วง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 โครงการธรรมะในสวน สถานีวิทยุ โทรทัศน์ธรรมาธิปไตย และเครือข่ายประชาชน ร่วมจัดพิธีทักษิณานุปทานอุทิศให้กับบรรพบุรุษ ตอบแทนคุณแผ่นดิน และทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ประจำห้อง ICU

โดยมีพระเทพเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (ธรรมยุติ) พระคณานัมธรรมเมธาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ อนัมนิกายแห่งประเทศไทย พระราชวิสุทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (มหานิกาย) องสรภาณอนัมพจน์ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ องสภาณมธุรส ปลัดขวาคณะสงฆ์อนัมนิกาย เจ้าอาวาส วัดถาวรวราราม กาญจนบุรีร่วมงาน โดยมีนายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวักาญจนบุรีเป็นประธานเปิดงาน มีหน่วยงานข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ร่วมบุญในครั้งนี้อย่างล้นหลาม อาทิ พลเอก ธนเดช เหลืองทองคำ , พล. ต. จิโรจน์ แสนทิตย์ , พ.ท. (ญ)วีรวัลย์ นะอ่อน ,คุณขนิษฐา เกียรติพชรพล , คุณธีระพงษ์ ทรงคาศรี , คุณธนากร ศิริสวัสดิ์วงษ์ , คุณกุมรินทรา พานโคตรทูล , คุณสรวิศ สุนทรวิศรุต , คุณกนิษฐา พราหมณ์สเน่ห์

พลเอก ธนเดช เหลืองทองคำ , พล. ต. จิโรจน์ แสนทิตย์ , พ.ท. (ญ)วีรวัลย์ นะอ่อน ,คุณขนิษฐา เกียรติพชรพล , คุณธีระพงษ์ ทรงคาศรี , คุณธนากร ศิริสวัสดิ์วงษ์ , คุณกุมรินทรา พานโคตรทูล , คุณสรวิศ สุนทรวิศรุต , คุณกนิษฐา พราหมณ์สเน่ห์

โดยยอดจากการระดมทุนในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 4,244,506.50 บาท (สี่ล้านสองแสนสี่หมื่นสี่พันห้าร้อยหกบาทห้าสิบสตางค์)โดยมอบให้กับ พระเทพเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (ธ) และส่งมอบให้กับ นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ปฏิบัติการฉุกเฉินห้อง ICU ต่อไป

องสรภาณอนัมพจน์ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ กล่าวถึงที่มาของการจัดระดมทุนในครั้งนี้ว่า
“สืบเนื่องเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 โดยพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย แห่งประเทศไทยรูปที่ 11 ได้นำคณะพุทธศาสนิกชนร่วมมอบพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า (จำลอง) “

เพื่อประดิษฐาน ณ โรงพยาบาลท่าม่วง (ชื่อเดิม) อีกทั้งได้นำจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาล และ
โรงพยาบาลดังกล่าว

ในปี 2543 ได้รับงบประมาณขยายเป็น รพ. ขนาด 120 เตียง และได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกให้ก่อสร้างอาคาร “สกลมหาสังฆปริณายก” ปี 2556 ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19พระราชทานนาม โรงพยาบาล จากเดิม โรงพยาบาลท่าม่วง เป็น โรงพยาบาล สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19

ปัจจุบัน เป็น รพ. ชุมชนแม่ข่าย M2 ขนาด 120 เตียง รองรับบริการประชาชนใน อำเภอท่าม่วงและอำเภอใกล้เคียง รับการส่งต่อจาก รพสต .ในเครือข่าย และ รพ.ใกล้เคียงในจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยจำนวนผู้ป่วย ที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตรากำลังเรื่องเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

อาทิ เครื่องมือช่วยหายใจ อุปกรณ์ประจำเตียงผู้ป่วย และอื่น ๆ ยังขาดแคลนอีกจำนวนมาก ทางโรงพยาบาลจึงได้มีมติในการระดมทุนผ่านสื่อ วิทยุและโทรทัศน์ โดยมอบหมายอาตมา เป็นผู้ดำเนินการจัดหาทุน เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลไว้เป็นกองทุนจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ ห้อง ICU ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ ”

เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง กล่าวต่อว่า “ในวันนี้ เจตนาเพื่อพาญาติโยมสร้างห้องไอซียูถวายให้กับรพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ตอนนี้ตึกสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์หลัก วันนี้เราได้ระดมไปส่วนหนึ่ง ยังเหลืออีกส่วนหนึ่ง ต้องการจำนวนสิบเตียง

ซึ่งตอนนี้ยังไม่ครบ ก็อยากให้ญาติโยมทุกท่านได้มีส่วนร่วม หลังจากนี้สามารถบริจาคกับรพ.โดยตรง หากแม้นผ่านมา ที่รพ.ขอให้ท่านได้แวะมาบริจาคด้วยตัวเองได้เลย ขอบคุณ ทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกันและขอให้ประสบสำเร็จเพื่อให้สมพระเกียรติถวายเป็นสังฆบูชาแก่องค์สมเด็จพระสังฆราช สกลสังคปรินายก สังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”

ด้าน นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เปิดเผยว่า “สำหรับเตียงที่ใช้ในห้องไอซียู 1 เตียงใช้งบประมาณ 1.5 ล้านบาท เริ่มแรกทางโรงพยาบาลเปิดสี่เตียงซึ่งต้องใช้งบ 6 ล้านบาท ปกติรพ. ชุมชนจะไม่มีเตียงไอซียู แต่รพ.สมเด็จพระสังฆราช เปิดเตียงไอซียู เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอท่าม่วงและระแวกใกล้เคียงเข้ามารับบริการได้ในรพ. เพื่อผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือโคม่า”

“ขอบคุณ ผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคทอดผ้าป่าในวันนี้ เงินที่ได้รับจะนำไปเปิดเตียงไอซียู แต่ทอดผ้าป่าในวันนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเปิดเตียงไอซียูสี่เตียง ซึ่งสี่เตียงต้องใช้เงินประมาณหกล้านบาท ที่ได้ในวันนี้คือ สี่ล้านกว่าบาท
ยังขาดอีกล้านกว่าบาท หากท่านใดมีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่โรงพยาบาลโดยตรง” ผอ.รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 กล่าวในตอนท้าย

กรมกิจการผู้สูงอายุ เปิดมหกรรมตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

ยกระดับสร้างอาชีพผู้สูงอายุให้มีรายได้

อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

​วันนี้ (9 เม.ย. 62) เวลา 11.00 น. อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุให้เกิดการสร้างงาน อาชีพและรายได้ พร้อมทั้งอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ภูมิปัญญาไทยไว้กับอนุชน โดยมี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ) หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ องค์กรผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุ ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

​ผู้สูงอายุเป็นทุนทางสังคมที่มีศักยภาพเพราะเป็นผู้ที่มีทั้งภูมิความรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา สมควรส่งเสริมให้เป็นทรัพยากรที่เข้มแข็งและมีคุณค่าให้ยาวนานที่สุด โดยนำจุดแข็งนี้มาสร้างโอกาสในการพัฒนาสังคม กิจกรรมที่เป็นประโยชน์นี้จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีความสุขได้บริหารกาย จิต สังคม เป็นบุคคลที่พัฒนาไปตามกาลสมัยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง พึ่งตนเองได้และสามารถเป็นพลังให้การพึ่งพาแก่ชุมชนและสังคม ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้สูงอายุที่เป็นภูมิปัญญาและมีชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้สูงอายุ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีความรู้และมีจิตอาสาพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม กว่า 20,000 คน แต่อาจยังขาดโอกาส ขาดพื้นที่ในสังคม ขาดงบประมาณ และช่องทางในการเผยแพร่ ภูมิปัญญา ทำให้สังคมเข้าไม่ถึงความรู้ที่มีคุณค่าในขณะที่ผู้เป็นภูมิปัญญาผู้สูงอายุต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ บ้านเมือง เพื่อส่งเสริมการนาศักยภาพ ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุมาถ่ายทอดต่อคนทุกวัยในสังคม

​กรมกิจการผู้สูงอายุ เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุจึงได้จัดงานตลาดนัดคลังปัญญาขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้แสดงศักยภาพ โดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมแก่บุคคลอื่นเพื่อสืบสานภูมิปัญญาให้คงคุณค่าคู่กับชุมชน และส่งเสริมการนำประสบการณ์ ความรู้ของผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยส่งเสริมการทำงานหรือสร้างอาชีพ/รายได้เสริมด้วยภูมิปัญญาให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชน

เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ประกอบด้วย การแสดงดนตรี ศิลปะของผู้สูงอายุ กิจกรรมร่วมสนุกกับการถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ บูธจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ และนิทรรศการแสดงผลงานด้านผู้สูงอายุ กว่า 90 บูธ ได้แก่ บูธถ่ายทอดภูมิปัญญ อาทิ ตะกร้าสานจากเส้นพลาสติก เพนท์ถุงผ้า การทำขนมหยกมณี น้ำยาล้านจานสมุนไพร บูธจำหน่ายสินค้า ประเภทเสื้อผ้า ผ้าพื้นเมือง เครื่องใช้ สมุนไพร อาทิ ผ้าไหม ผ้าภูอัคนี เครื่องประดับราชาวดี เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร และงานประดิษฐ์จากดินไทย

ซึ่งงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุจัดระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2562
ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
#วันผู้สูงอายุแห่งชาติ๒๕๖๒

งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เสด็จฯ ทรงเปิด “นิทรรศการวิทยาศาสตร์ฮาลาล”ในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440” ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ คลองเก้า โดยภายในเป็นโอกาสอันดีที่ “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้จัดให้มีการนำเสนองานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล ให้กับประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องอิสลามกับวิทยาศาสตร์ฮาลาล ตามแนวทางของท่านนบี มูฮัมหมัด (ซ.ล)

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรติเป็นประธานฝ่ายนิทรรศการ โดย แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกเป็นส่วนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระราชาภิเษก” ซึ่งน้อมนำพระมหากรุณาธิคุณและพระราชคุณูปการของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 10 มาจัดแสดงพร้อมทั้งเผยแพร่พระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรมุสลิมไทยอย่างกว้างขวาง

และส่วนที่สอง นิทรรศการ “สิ่งต้องห้ามและต้องสงสัยตามหลักศาสนา” เป็นการจัดแสดงนิทรรศการฮาลาลและหะรอมขึ้น รวมถึงเป็นการจำลองพิพิธภัณฑ์หะรอม (สิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม) ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ วัตถุดิบ สารเคมี ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ที่มีแหล่งที่มาของวัตถุดิบมาจากหะรอมมาจัดแสดง

โดยนิทรรศการทั้งสองส่วนนี้เป็นนิทรรศการ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำมาจัดแสดงเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้พี่น้องชาวมุสลิมและประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ยูบีเอ็ม เอเชีย” พร้อมเปิดตลาดความงาม “ASEANbeauty 2019”
จุดประกายความงาม : โอกาสของธุรกิจความงามไทยในตลาดโลก

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตลาดความงามอาเซียน จัดงานแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “ASEANbeauty 2019” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ที่จะจุดประกายความงาม พร้อมเปิดโอกาสของธุรกิจความงามไทยได้แสดงศักยภาพสู่ตลาดโลก พร้อมต่อยอดธุรกิจเติบโตสู่ตลาดสากล ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ” และเป็นเวทีแสดงสินค้าของผู้ประกอบการกว่า 350 ราย ที่ขนนวัตกรรมด้านความงาม และสุขภาพ ตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ยูบีเอ็มเตรียมต่อยอดความสำเร็จงานแสดงสินค้าความงามและสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน “ASEANbeauty 2019” หรือ “อาเซียน บิวตี้ 2019”
ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพ ศูนย์กลางตลาดความงามในประเทศไทย และอาเซียน บนพื้นที่ 9,600 ตารางเมตร ภายในฮอลล์ 103-104 โดยงานนี้ถือเป็นมหกรรมรวมเทรนด์ความงามจากทั่วทุกมุมโลก มาไว้ในที่เดียว งานนี้ถือโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงสินค้าความงามใหม่ ๆ ให้โลกได้เห็น

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด

นอกจากนี้ในงานยังถือเป็นเวทีสำคัญที่บรรดานักธุรกิจด้านความงามจะได้มาพบกัน ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ”เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการ ผ่านการพบปะพูดคุยกับผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก โดยเมื่อปี 2018 โปรแกรมนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม เพราะมีการจับคู่ธุรกิจกว่า 3,200 คน หรือราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เข้าชมงาน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 9,000 ราย จาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยในงานมีการจัดบูธแสดงนวัตกรรมความงามกว่า 350 ราย ที่รวบรวมมาจากทั่วโลก อีกทั้งยังได้พบกับความรู้จากโปรแกรมสัมมนา และเวิร์คช็อปจากบรรดากูรูความงามชั้นนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน

สำหรับงาน “อาเซียน บิวตี้ 2019” นับเป็นครั้งที่ 5 ของการจัดงาน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการจากทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชียเข้ามานำเสนอสินค้าและธุรกิจของตนเองมากกว่า 350 ราย จาก 20 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2561 มีผู้ประกอบการ 250 ราย โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักธุรกิจภายในประเทศ 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% มาจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ราย

งาน ASEANbeauty 2019 ในปีนี้ มีประเภทของนวัตกรรมและสินค้าด้านความงามที่เข้าร่วมงาน ครอบคลุมครบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, ผลิตภัณฑ์ซาลอน, น้ำหอม, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์สปา, OEM/ODM, บรรจุภัณฑ์, ส่วนผสมเครื่องสำอาง, บริการความงามครบวงจร, อุปกรณ์ด้านความงาม, ผลิตภัณฑ์ตกแต่งเล็บ รวบไปถึงบรรดาผู้ประกอบด้านความงามที่เข้าร่วมงานหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง ผู้ค้าส่ง, ผู้ผลิตรายใหญ่, Makeup Artists, ผู้ประกอบการโรงแรม-สปา, โรงเรียนสอนแต่งหน้า-ทำผม ฯลฯ

นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

ทางด้าน นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมข้อมูลงานว่า จากความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้เราจัดงาน “ASEANbeauty 2019” ขึ้นอีกครั้ง โดยในปีนี้จะมี
ผู้ประกอบการด้านความงามชั้นนำจากทั้งในอาเซียนและทั่วโลก เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นจำนวนมาก

ซึ่งจากการที่ตลาดเครื่องสำอางได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เราได้วางแผนรองรับผู้เข้าร่วมงานที่คาดว่าจะมีมากกว่า 10,000 คน ด้วยสินค้าและบริการใหม่ล่าสุดครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จัดแสดงผ่านบูธสินค้าความงามและสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 350 บูธ พร้อมผู้ซื้อที่มีคุณภาพรวม 50 ประเทศ แบ่งเป็น 50% ผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ เบลเยี่ยม และ ฮังการี โดยในครั้งนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ต้องการตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกครั้ง ด้วยการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของธุรกิจความงามอาเซียนและสากล รวมถึงตั้งเป้าพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมความงามอาเซียนให้ก้าวไปสู่ระดับเอเชียและระดับโลกต่อไป


นอกเหนือจากจะเป็นเวทีสำคัญของผู้ประกอบการความงามสากลแล้ว “ASEANbeauty 2019” ยังถือเป็นเวทียกระดับความรู้ที่สำคัญจากกิจกรรมมากมายในงาน อาทิ การสัมมนาให้ความรู้เรื่องเครื่องสำอางและการดูแลสุขภาพ, การสาธิตคุณสมบัติและการใช้สินค้าบนเวที รวมถึงสินค้านวัตกรรมล่าสุดเกี่ยวกับความงามและสุขภาพในโซน ASEANhealth and wellness รวมไปถึงความรู้ด้านการตลาดเครื่องสำอาง อาทิ การสร้างแบรนด์, กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพ รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการและผู้เยี่ยมชมงานอย่างแท้จริง

นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวต่อไปว่า ทางด้านภาพรวมตลาดสุขภาพและความงามมีแนวโน้มมาแรงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและบุคลิกภาพของตนเอง หรือมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่การมีภาพลักษณ์ที่ดีภายนอก ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดสุขภาพและความงามมีมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละ 7.6% แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.7 แสนล้านบาท และส่งออกอีก 8 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกตลาดหลักจะยังเป็นอาเซียน และประเทศเอเชียอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น และจีน นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวสรุปในตอนท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถจองตั๋วการบินไทย (TG) เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้
รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

งาน “ASEANbeauty 2019”
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ภายในฮอลล์ 103-104 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 19.00 น.
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.aseanbeautyshow.com หรือ โทร. 02 036 0500

เปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก

งาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก รับกระแสมิติใหม่การขนส่งระบบรางปี2020 หลังประกาศตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศลดนำเข้า70,000ล้าน พลิกโฉมไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบรางรถไฟในภูมิภาคอาเซียน ในงานมีนักลงทุนข้ามชาติ ผู้ประกอบการระบบรางไทย สถาบันการศึกษาไทย กว่า 120 รายร่วมประชันนวัตกรรมระบบราง พบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย “เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส”ผู้จัด ชูงานเป็นเจ้าแรกในเอเชียที่รวมบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบรางทั่วโลกไว้ที่เดียวกัน ในขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคมชี้อนาคตมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” เปิดโอกาสให้ ภาคเอกชกรุงเทพมหานคเป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง ด้านร.ฟ.ท.แจ้งได้งบ 300,000ล้านลงทุนรถไฟความเร็วสูง เตรียมเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย

นายเดวิด เอ็ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงานแสดงเทคโนโลยีรถไฟ รถฟ้าความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน เปิดเผยว่า การเปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จัดขึ้นวันที่ 28-29 มีนาคม 2562 ที่ลานกิจกรรม สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ถือเป็นการจัดครั้งที่ 5 ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปีเพราะมีบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีระบบรางทั่วโลกแห่มาโชว์นวัตกรรมกว่า120ราย, มีนักลงทุนต่างชาติร่วมงานกว่าพันคน

งานแสดงในปีนี้ชุมนุมความหลากหลายของ เทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค โดยล่าสุดนี้ มีบริษัทรายใหม่ยืนยันเข้าร่วมแสดงแล้ว อาทิ Bentley, TÜV SÜD, Caddy, Erico, Hoffman, Raychem, Schroff, Tracer, nVent, Damrongsilp, Siam Steel, Kangni Rail Equipment, Egis, Pt Len Industry, GMT, Duali Incorporation และ DB Schenker ขณะที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยังเข้าร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น Bombardier, CRRC, LSIS, Transdev, CRSC, Siemens, Voestalpine, Power Pusher, NuStar, Inoue Rubber, Anyang, Schneider Electric รวมถึงพาวิเลี่ยนประเทศไทย และองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ผู้ให้บริการเดินรถ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ปรึกษาโครงการ ยังมีการจัดแสดงจากพาวิเลียนสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ส่วนแสดงเทคโนโลยีใหม่ เตรียมพบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย
ในขณะเดียวกันการเปิดงาน ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Rail Car Assembly Plants Initiatives for Thailand” การริเริ่มโรงงานประกอบรถไฟในประเทศไทย
มีใจความ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงให้
ระบบรางเป็นตัวเชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อในประเทศไทย และระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จะจัดขึ้น เป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนโยบายว่า ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ภาคเอกชน “จัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศ” กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการหารือร่วมกันในการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศไทยจะเริ่มในปี 2020-2021 ซึ่งนอกจากจะมีการผลิต “Future Projects of SRT” อนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ประกอบรถไฟในประเทศแล้ว ในอนาคตโรงงานผลิตในไทยก็สามารถส่งออกรถไฟฟ้าไปสู่ประเทศในกลุ่ม CLMV ได้

คาดการณ์จะจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้าได้สูงถึง 3 โรงงาน มียอดการผลิตรวมสูงกว่า 900ตู้/ปีในปี 2027 การจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทย ในอนาคต จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศได้กว่า 10 เท่า จากเดิมมีการนำเข้ากว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงงานผลิต ประกอบในไทยจะลดการนำเข้าเหลือเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังลดค่าใช้จ่ายการซ่อม-บำรุงรักษา ได้อีกกว่า ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเสริมให้คนไทยได้มีความรู้ในการผลิต เพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมประกอบผลิตตัวรถได้อีกไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟ รถไฟฟ้าได้อีกกว่า 3,000 รายการ จากเดิมต้องนำเข้ากว่า 7,000-10,000 รายการ รวมถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟในอาเซียนด้วย

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยระบบรางใหม่ในประเทศไทยว่าระบบรางถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งในประเทศแบ่งออกได้เป็น การขนส่งทางถนน 87% , การขนส่งทางน้ำ 12%,ที่เหลือเป็นระบบราง 1 % ในอนาคตประเทศไทย จะมีการขนส่งระบบรางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งโครงการที่จะเห็นในเร็ววันนี้คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑล 10 สาย, โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในภูมิภาค(แทรม) และระบบรางฟีดเดอร์ จะเป็นการให้บริการในกรุงเทพ โดยนำรถเมล์ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เป็นฟีดเดอร์รับส่งผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าไปถึงที่หมายโดยรถเมล์ อนาคตภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน หรือกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง เช่น กรณี รถไฟฟ้าสายสีทอง ล่าสุด กทม. ได้เตรียมเสนอที่จะทำรางฟีดเดอร์ต่อเชื่อมจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสถานีแบริ่งไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ(รถไฟฟ้าสีฟ้าอ่อน) ซึ่งหากมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ประชาชนฝั่งสมุทรปราการสามารถเดินทางด้วยระบบรางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางทิศใต้ของสนามบินได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าสนามบินทางด้านทิศเหนือเหมือนในปัจจุบัน

ด้านนายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ปาฐกถา เรื่อง “Future Projects of SRT”แผนอนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ในการลงทุนยกเครื่องทางรถไฟทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้รถไฟไทยขนส่งสินค้าและผู้โดยสารได้รวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน รถไฟยังได้รับงบประมาณอีกเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน) และกรุงเทพฯ-ระยอง (รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน) ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย แต่การทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนารถไฟอย่างเดียวคงไม่คุ้มค่า ถ้าหากขาดแนวคิดเรื่องการพัฒนารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Transit-oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่โดยใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง
ในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มีโครงการพัฒนา TOD ขนาดใหญ่และทันสมัย อยู่บริเวณ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เพราะเมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดให้บริการในปี 2564 ก็จะกลายเป็น Grand Station แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และของประเทศไทย สามารถรองรับการเดินทางได้ทั้งรถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงรถไฟความเร็วสูง

คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการสถานีกลางบางซื่อจำนวนมาก ร.ฟ.ท. จึงมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อขนาด 2,325 ไร่ ภายใต้ชื่อ ‘โครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน โดยการการพัฒนาจะมีตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ โรงแรม หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดจตุจักร ย่านธุรกิจ ไปจนถึงแหล่งที่พักอาศัย แต่การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่เมืองใหม่ธรรมดา เพราะ ร.ฟ.ท.ได้ ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้วยการใช้เทคโนโลยี 3 ด้าน คือ ด้านคมนาคม ด้านพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะ เพื่อบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

โดยเบื้องต้นร.ฟ.ท. มีแผนจะเปิดประมูลศูนย์คมนาคมพหลโยธินบริเวณพื้นที่แปลง เอ ขนาด 32 ไร่ มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นแปลงแรก คาดว่าจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนได้ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2562 และได้ผู้ชนะการประมูลภายในปีดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนสามารถพัฒนาพื้นที่แปลง เอ บางส่วน ทันกับการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อในปี 2564 จากนั้นรถไฟ ก็จะทยอยเปิดประมูลพื้นที่แปลงอื่นๆ ในศูนย์คมนาคมพหลโยธินต่อไป

โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ผู้สนับสนุนการทำศัลยกรรมให้กับรายการ “Let me in Thailand 4 Reborn”

เพราะปัญหาสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต !!
รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” และ “โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ” จากประเทศเกาหลีใต้ จึงช่วยเนรตมิตให้สาวฝาแฝดที่มีปัญหาขากรรไกรบิดเบี้ยวบี้ จนทำให้เธอต้องปวดขากรรไกรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในอนาคตอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากให้เธอได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเป็นสาวสุขภาพดี พร้อมพ่วงด้วยความสวยที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉาอย่างแน่นอน

ว้าว สวยมากเลย ทั้งใบหน้าที่เปลี่ยนไป และลุคที่ปังมากขึ้น
พลิกโฉมครั้งสำคัญ ที่เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง!!

บี๋ พิมพิกา หญิงสาวจากครอบครัวขายลอตเตอรี่ที่ลืมตาดูโลกมาพร้อม
กับพี่ชายฝาแฝดที่หน้าตาคล้ายกันอย่างกับแกะ แต่เธอมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับขากรรไกร ทำให้เธอปวดขากรรไกรอยู่ตลอดเวลาและในอนาคตอาจจะส่งผลเสียกับสุขภาพขอเธอมากยิ่งขึ้น ซึ่งรายการ
“Let me in Thailand 4 Reborn”

รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” ร่วมกับ ศัลยแพทย์โอชางฮยอน จาก โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ได้เห็นถึงปัญหาสำคัญข้อนี้ จึงเลือกให้เธอได้ทำศัลยกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าเธอทำศัลยกรรมเธอจะกลายไปมีใบหน้าที่ไม่ความคล้ายคลึงกับพี่ชายอีกต่อไป กลายเป็น “แฝดหนีฝา” แต่สิ่งดีที่เกิดขึ้นกับเธอ คือปัญหาสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งครั้งนี้เธอได้ทำศัลยกรรมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ผ่าตัดขากรรไกร, ปรับรูปหน้า โหนกแก้ม กราม คาง แก้ไขปัญหาคางยื่น ฟันไม่สบกัน, ศัลยกรรมจมูกให้ได้ทรงสวยรับกับใบหน้า, เย็บกล้ามเนื้อตาให้ดวงตาดูสดใสโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ, ฉีดฟิลเลอร์ใบหน้าเติมร่องลึกให้เต็ม และฉีดเสต็มเซลล์ ให้ผิวสุขภาพดีขึ้น ซึ่งหลังจากทำศัลยกรรมแล้วเธอจะกลายเป็นสาวสุขภาพดี
ที่เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเธอเอง มั่นใจในการหางานที่เหมาะสม และจะเปิดโอกาสในอาชีพ ช่วยยกระดับชีวิตของเธอและครอบครัวได้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะปัญหาด้านสุขภาพ คางยื่น คางยาว จมูกไม่มีดั้ง หรือ
ปัญหาใดๆ ก็ตาม คุณสามารถสวย หล่อ เพอร์เฟ็คได้อย่างปลอดภัย กับ
ทีมศัลยแพทย์มืออาชีพจากโรงพยาบาลบาโนบากิ ได้อย่าง “บี๋ พิมพิกา”
เช่นนี้ได้ง่ายๆ

http://line.me/ti/p/@thaibanobagi

ซึ่งงานนี้รับประกันว่าจะเป็นสาวสวยสุขภาพดี มั่นใจ พร้อมก้าวสู่โลกกว้าง
เพื่อหางานทำที่เหมาะสมกับตัวเธอและช่วยยกระดับชีวิตครอบครัวของเธอได้อย่างแน่นอน

ติดต่อจองคิวปรึกษาฟรีในประเทศไทย
ที่บาโนบากิ ทองหล่อ ซอย 3

Tel : 02-392-2890
Mobile : 099-112-4777

#LetMeInThailand4
#LetMeInReborn #banobagi
#โรงพยาบาลบาโนบากิ
#หมอโอเจ้าเดิม

พม. ร่วมกับ กคช.เดินหน้าโครงการออมเวลา นำร่องเขตชุมชนดินแดง

วันนี้ (26 ธันวาคม 2561) เวลา 14.00 น. ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายปรเมธี วิมลศิริ) เป็นประธานเปิดโครงการออมเวลา จิตอาสาใส่ใจพัฒนาสังคม โดยมี นางไพรวรรณ พลวัน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การเคหะแห่งชาติ และผู้อยู่อาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 เข้าร่วมในพิธีเปิด

 โดยจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มคนในพื้นที่ดูแลซึ่งกันและกันในรูปแบบธนาคารเวลาเพื่อเปิดการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยใช้รูปแบบของธนาคารเวลา โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 200 คน  ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 บริเวณหัวมุมถนนวิภาวดีรังสิต ตัดกับถนนอโศก – ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ

นายปรเมธี กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากการเคหะแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ดินแดง และเทศบาลตำบลช่องลม อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่อาคารโครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองดินแดง ระยะที่ 1 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่นำร่อง มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพื่อยกระดับระบบการดูแลผู้สูงอายุ และระบบการให้บริการด้านสวัสดิการผู้สูงอายุให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตลอดจนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับทุกคนทุกวัยในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะขยายการดำเนินงานธนาคารเวลาให้ครบทั้ง 50 เขต กรุงเทพมหานคร

ซึ่งการดำเนินโครงการธนาคารเวลาสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. ได้สนับสนุนพื้นที่ที่ดำเนินงานโครงการธนาคารความดีเข้าร่วมการเป็นพื้นที่นำร่องและมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมเป็นพื้นที่นำร่อง รวมมีพื้นที่นำร่องโครงการธนาคารเวลาในส่วนภูมิภาคจำนวน 42 พื้นที่ 28 จังหวัด

นายปรเมธี กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการออมเวลา จิตอาสาใส่ใจพัฒนาสังคม เป็นการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดสวัสดิการ และการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ ซึ่งธนาคารเวลาสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เป็น 1 ในมาตรการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่อง สังคมผู้สูงอายุ โดยศึกษารูปแบบการดำเนินงานธนาคารเวลาในต่างประเทศนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมดูแลซึ่งกันและกัน

โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจิตอาสาจะได้รับการดูแลหรือการตอบแทนอื่น ๆ ตามเวลาจำนวนที่สะสมไว้โดยการดำเนินการที่ชุมชน อาคารแปลงจี ดินแดง ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างสุขฝึกอาชีพ การตรวจสุขภาพ การจัดบริการรับ – ส่ง ไปโรงพยาบาล การให้คำปรึกษา ดูแลความสะอาดภายในห้องผู้สูงอายุ สำหรับผู้อยู่อาศัย จำนวนทั้งสิ้น 956 คน เป็นผู้สูงอายุจำนวน 252 คน และมีจิตอาสาธนาคารเวลา จำนวน 21 คน

“ทั้งนี้ กระทรวง พม. จึงขอฝากทุกท่านได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของสังคมผู้สูงอายุ และส่งเสริมให้คนในสังคมร่วมดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุได้ และขอให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุร่วมกันต่อไป และขอเชิญชวนผู้สนใจ เข้าร่วมเป็นจิตอาสาโครงการธนาคารเวลา

โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th เว็บไซต์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m-society.go.th เฟสบุ๊ค ธนาคารจิตอาสา (FB : Jitarsabank) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ หมายเลข 0-2642-4306 หรือ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300” นายปรเมธี กล่าวตอนท้าย

นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า แม้โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 จะเป็นโครงการใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ แต่ผู้อยู่อาศัยในอาคารเป็นผู้อยู่อาศัยเดิมที่มาจากโครงการเคหะชุมชนดินแดง ซึ่งถือเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่กันมายาวนานกว่า 50 ปี ดังนั้นการอยู่อาศัยร่วมกันของคนในชุมชนจะเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ที่คอยดูแลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่แล้ว เมื่อมีโครงการธนาคารเวลาเข้ามา ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดจิตอาสาให้เข้ามาดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1

ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยในโครงการฯ 956 คน แบ่งออกเป็นผู้สูงอายุ 252 คน ผู้พิการ 12 คน และผู้ป่วยติดเตียง 1 คน ปัจจุบันการดำเนินงานโครงการธนาคารเวลาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากคณะกรรมการเฉพาะกิจอาคารโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 จำนวน 12 คน มีอาสาสมัครที่จะเข้ามาเป็นจิตอาสาคอยให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ 20 คน และจะมีการรับสมัครอาสาสมัครในโครงการธนาคารเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับผู้สูงอายุในโครงการฯ ต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาโครงการธนาคารเวลา สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th เว็บไซต์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m-society.go.th เฟซบุ๊กธนาคารจิตอาสา (FB : Jitarsabank) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ โทร. 0 2642 4306 หรือ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300

UMAPORN Love Is Your Song Concert


คอนเสิร์ตการกุศล UMAPORN Love Is Your Song Concert
ครั้งที่ 2 ยกทัพศิลปินแห่งชาติร่วมงานเพียบ!!

คนผิดหวังในความรักเห็นอะไรก็พลอยคิดโยงถึงคนรักตามความคิดถึงของตัวเอง จะขอพูดถึงเพลง หนึ่งหญิงสองชาย เพลงที่เป็นตำนาน และเป็นบทเพลงที่ไพเราะทั้งคำร้องและทำนอง ผลงานของครูจงรัก จันทร์คณา ครูจงรักเคยเขียนเล่าถึงเพลง”หนึ่งหญิงสองชาย”ในหนังสือ เบื้องหลังเพลงดัง คุณอุมาพร บัวพึ่ง หลังจากได้รางวัลเสาอากาศทองคำก็ไม่ค่อยมีเพลงใหม่ออกมา นายห้างแผ่นเสียงบอกเพลงของอุมาพรขายไม่ดี ครูจงรักวิเคราะห์ว่าเสียงคุณอุมาพรมีพลังล้น สูงก็สูงล้ำ ต่ำก็ต่ำลึก ยากที่ใครจะเลียนเสียงได้ คนจึงไม่นิยมร้องเพลงของเธอ เมื่อวิเคราะห์แล้วได้คำตอบ ครูจงรักมองว่าคุณอุมาพรจะต้องเปลี่ยนแนวการร้องใหม่ จากแนวสากลที่แข็งทื่อมาเป็นลีลาไทยที่อ่อนช้อย ครูจงรักจึงสร้างทำนองเพลงขึ้นมาคล้ายๆเพลงไทยเดิมแต่ผสมเพลงสากลนิดๆ เนื้อร้องต้องเป็นเนื้อหาแบบละครน้ำเน่าที่ถูกใจชาวบ้าน เกิดเป็นเพลง “หนึ่งหญิงสองชาย”ขึ้นมา คุณอุมาพรถ่ายทอดบทเพลงนี้ ด้วยพลังเสียงยอดเยี่ยม เอื้อนเสียง โหนเสียง ทำได้สมบูรณ์แบบ เพลงนี้สร้างชื่อสูงสุดให้กับคุณอุมาพร บัวพึ่ง ซึ่งครูเพลงรุ่นเก่าแต่งเพลงฟังได้อารมณ์มาก

คุณอุมาพร บัวพึ่ง เจ้าของผลงานเพลง หนึ่งหญิงสองชาย

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา คุณอุมาพร บัวพึ่ง เจ้าของผลงานเพลง หนึ่งหญิงสองชาย ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน อาทิ รางวัลเสาอากาศทองคำ พระราชทาน รางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จัดงานแถลงข่าว การจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล อุมาพร  Love is your song ถือเป็นงานคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 2 โดยมีศิลปินระดับชาติมากมายร่วมงาน ณ โรงแรม Amaranta ซึ่งงาน UMAPORN Love Is Your Song Concert ในปี 2561 นี้ 

จัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ.โรงละครเอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพ

คุณอุมาพร กล่าวว่า นอกเหนือจากแฟนเพลงจะได้รับชมและรับฟังบทเพลงที่ไพเราะกันแล้ว ยังถือว่าได้ร่วมกันสร้างบุญกุศลอีกด้วย
โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ เพื่อส่งต่อสมทบทุนสร้างห้อง ไอ.ซี.ยู. แก่โรงพยาบาลท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรองรับกับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี และเพื่อเป็นบุญกุศลแก่ผู้เกี่ยวข้องและแฟนเพลงต่อไป งานนี้ถือเป็นงานคอนเสิร์ตเพลงลูกกรุงที่อัดแน่นไปด้วยบรรดาศิลปินนักร้องระดับตำนานของเมืองไทยมากมาย ที่มาร่วมสร้างกลิ่นไอความสุขให้กับแฟนเพลงอย่างเต็มที่

อาทิ คุณสุเทพ วงศ์กําแหง (ศิลปินแห่งชาติ) คุณจินตนา สุขสถิต (ศิลปินแห่งชาติ) พร้อมด้วย คุณสุดา ชื่นบาน คุณวินัย พันธุรักษ์ คุณศรีไศล สุชาตวุฒิ คุณทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล คุณชรัมภ์ เทพชัย คุณฎากร เทพทอง คุณพรหมเทพ เทพรัตน์ รวมไปถึง คุณสุทธิพงษ์ วัฒนจัง หรือ ชมพู ฟรุตตี้

คอนเสิร์ตการกุศล อุมาพร บัวผึ้ง Love is your song รายได้มอบให้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์
เผยแพร่หลักธรรม ข่าวสาร งานวัด กิจกรรมต่างๆ www.Mahayan.com
ติดต่อทีมงาน mahayuan@gmail.com Line id : 0851779169


รายละเอียด เพิ่มเติมติดต่อได้ที่
บ.ธนาวุฒิ เอ เอส จำกัด โทร. 061-456-6259 ,099-5691446

งานคอนเสิร์ต อุมาพร Love is your song
จัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ.โรงละครเอ็มเธียเตอร์
ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพ 


มหกรรมฮาลาลใหญ่ส่งท้ายปี งาน “ThailandHalal Assembly 2018”

ฉลอง 20 ปี มาตรฐานฮาลาลไทย ภายใต้แนวคิด “บูรณาการฮาลาลแม่นยำยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับกิจการฮาลาลไทยสู่ยุคสมัยแห่งการฮาลาลแม่นยำ

ฉลองครบรอบ 20 ปี มาตรฐานฮาลาลไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย  (สมฮท.)

จัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ “THAILANDHALAL ASSEMBLY 2018” ปีที่ 5 ภายใต้แนวคิด “บูรณาการฮาลาลแม่นยำยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพ” ยกระดับกิจการฮาลาลไทยสู่ยุคสมัยแห่งการฮาลาลแม่นยำกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2561 ณ.ไบเทค บางนา โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นประธานเปิดงาน

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน ThailandHalal Assembly 2018 กล่าวว่า การจัดงาน “Thailand HalalAssembly” หรือ THA นั้นเริ่มจัดขึ้นในปี 2014 โดย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ในฐานะเจ้าภาพหลักร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย (สมฮท.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรศาสนาอิสลามมาโดยตลอด
จึงทำให้งาน THA ถือเป็นงานประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลนานาชาติที่นับว่าดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งงานดังกล่าวเป็นการจัดงานที่รวบรวมงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ฮาลาลประเทศไทยมารวมเข้าด้วยกันเพื่อเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์ที่จะแสดงศักยภาพของกิจการฮาลาลประเทศไทยให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงคุณลักษณะที่โดดเด่นในระบบและกระบวนการดำเนินงานภายใต้หลักการ ศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับอันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทยเป็นที่เชื่อถือในตลาดโลก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน ThailandHalal Assembly 2018

การจัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ  “Thailand Halal Assembly 2518” หรือ THA 2018ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5
ระหว่างวันที่ 14 – 16ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม
ไบเทค (BITEC)กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Precision Halalization in TheBioeconomy Era” หรือ “บูรณาการฮาลาลแม่นยำในยุคเศรษฐกิจชีวภาพ”เพื่อส่งเสริมให้กิจการฮาลาลประเทศไทยพัฒนาสู่ยุคสมัยแห่งการฮาลาลแม่นยำซึ่งการบูรณาการฮาลาลแม่นยำ คือ ระบบที่บูรณาการมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรม เข้ากับกระบวนการฮาลาล โดยความสำเร็จครั้งนี้ย่อมนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพที่คำนึงถึงคุณค่าของสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหารรังสรรค์ประเทศไทยสู่ความมีประสิทธ์ภาพควบคู่ความพอเพียง

การบูรณาการฮาลาลแม่นยำเป็นความพยายามของไทยในการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการรับรองฮาลาล ไม่ว่าจะการตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ฮาลาลโดยนำระบบ H-number ที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้ามาใช้
เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารสามารถเลือกวัตถุดิบฮาลาลได้อย่างถูกต้องไม่จำเป็นต้องตรวจการปนเปื้อนในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อีกต่อไปและเลือกใช้ห้องปฏิบัติการเฉพาะที่จำเป็น ในระบบการมาตรฐานฮาลาลมีการพัฒนาระบบ HAL-QPlus เพื่อให้การดำเนินงานการมาตรฐานฮาลาลเป็นไปอย่างจำเพาะโดยใช้เวลาสั้นและเลือกทำเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนหะรอมเท่านั้น

โดยกิจกรรมภายในงาน THA 2018 ประกอบด้วยงานประชุมวิชาการนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและธุรกิจฮาลาลครั้งที่ 11 (Halal Science, Industry and Business InternationalConference; 11th HASIB 2018) รวมกับงานแสดงสินค้า ThailandInternational Halal Expo 2018 (TIHEX) ที่รวมผู้ประกอบการฮาลาลทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 350 บูท, การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยมาตรฐานฮาลาลจากหน่วยงานตรวจรับรองฮาลาลทั่วโลก,การประชุมคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, กิจกรรมธุรกิจภิวัฒน์,การจับคู่เจรจาทางธุรกิจฮาลาล, การจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องรวมถึงการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล ที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงานด้านฮาลาลต่อไป


รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน ThailandHalal Assembly 2018

และพิเศษสุดภายในปีนี้กับ นิทรรศการ “ฉลอง 20ปี มาตรฐานฮาลาลไทย” จากจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรฐานฮาลาล CODEK มาสู่มาตรฐานฮาลาลของประเทศไทยโดยการบูรณาการศาสนบัญญัติอิสลามเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาล ภายใต้แนวทาง“ศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับ” มุ่งหวังผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลไทยให้ก้าว
ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอาหารโลกรูปแบบความร่วมมือที่ชื่อว่า “ฮาลาลเพชรจากประเทศไทย” หรือ ThailandDiamond Halal เพื่อแสดงถึงความเป็นที่หนึ่งในโลกของฮาลาลประเทศไทยด้วยมาตรฐานฮาลาลของประเทศรศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย

กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2561
ณไบเทค บางนา 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จประทานรางวัล “ประชาบดี”

เชิดชูเกียรติต้นแบบแห่งการให้และแบ่งปัน  เพื่อผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก

วันนี้ (10 ธ.ค. 60) เวลา 15.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จไปประทานรางวัล “ประชาบดี” แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ประจำปี 2561 จำนวน 57 รางวัล

โดยมี พลเอก อนันตพร   กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และ นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมคณะผู้บริหาร เฝ้ารับเสด็จ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ

พลเอก อนันตพร กล่าวว่า “พระประชาบดี” เทพผู้เป็นที่พึ่งและสงเคราะห์ประชาชน ด้วยพลังแห่งการให้และแบ่งปัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากสภาวะยากลำบาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้นำชื่อ “ประชาบดี” มาเป็นชื่อรางวัลแห่งเกียรติยศ อันเป็นที่สุดแห่งความภาคภูมิใจของต้นแบบความดี ในการช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก เพื่อให้ได้รับการยกย่องและเชิดชูคุณความดีเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทั้งนี้ กระทรวง พม.

โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) จึงได้ดำเนินโครงการเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ด้วยการมอบรางวัล “ประชาบดี” ตั้งแต่ ปี 2550 – 2560 โดยมีการมอบรางวัล “ประชาบดี” รวมทั้งสิ้น 730 รางวัล

พลเอก อนันตพร กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2561 นับเป็นปีที่ 12 ของการดำเนินโครงการฯ และด้วยพระเมตตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จประทานรางวัล “ประชาบดี” เป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ 11 ปี โดยมีการประทานรางวัล “ประชาบดี”
จำนวนทั้งสิ้น 57 รางวัล แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย

1) ประเภทบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 13 รางวัล เช่น นายโจนัส แอนเดอร์สัน นักร้องลูกทุ่ง เป็นต้น

2) ประเภทองค์กรที่ทำคุณประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 11 รางวัล เช่น มูลนิธิเอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เป็นต้น

3) ประเภทสื่อที่นำเสนอกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 18 รางวัล เช่น รายการรถปลดทุกข์ ไทยรัฐทีวี เป็นต้น

4) ประเภทบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ทำคุณประโยชน์และดำรง
ชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี  จำนวน 15 รางวัล เช่น นายเซ็ง แซ่ลี ผู้ยากจนและขาพิการ 1 ข้าง ด้วยการนำหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

“ตนขอแสดงความยินดีและยกย่องเชิดชูเกียรติกับทุกท่านและทุกองค์กรที่ได้รับรางวัล “ประชาบดี” และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคมเป็นกลไกสำคัญในการหนุนเสริมภารกิจซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และพัฒนาสังคมร่วมกันอย่างยั่งยืน



ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจเพื่อการพัฒนาสังคมและคนอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสหรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน” พลเอก  อนันตพร  กล่าวในตอนท้าย