Category Archives: ข่าว

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือกรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการย่านสาทร ร่วมเปิด GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020
ในรูปแบบใหม่ที่เพิ่มช่องทางการระดมทุนแบบ Omni-Channel รับนิวนอร์มอล
ชูแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่า และประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) จับมือกรุงเทพมหานคร กลุ่มผู้ประกอบการย่านสาทร และพันธมิตรทางธุรกิจ สานต่อโครงการ “GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ด้วยคอนเซ็ปต์ The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมปรับรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel
ให้มีความเป็นดิจิทัลเพื่อรองรับความปกติรูปแบบใหม่ในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายด้านสุขอนามัย ผ่าน 3 กิจกรรม เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2563 ต่อเนื่องถึงเมษายน 2564 นำร่องด้วย Sathorn District Charity Christmas Tree ต้นคริสต์มาสแห่งการเฉลิมฉลองในย่านสาทร สร้างสรรค์ด้วยแนวคิด “One Give One Gift – หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” ในปลายเดือนธันวาคม 63 ตามด้วย AWC Charity Market Around ตลาดนัดของคนใจบุญ ในเดือนมีนาคม 64 และกิจกรรมปันฝัน ส่งมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เพื่อร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนไทย ในเดือนเมษายน 64

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างคุณค่าและประโยชน์ เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 นี้ ที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก เรายิ่งเล็งเห็นความสำคัญของการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันฝ่าฟันและก้าวพ้นความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกันสู่อนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น โครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020 จึงเดินหน้าต่อเนื่องด้วยแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง ด้วยความเชื่อมั่นว่า พลังแห่งความร่วมมือที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในย่านสาทร จะช่วยส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมสามารถขยายผลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้างของกรุงเทพฯ ตลอดจนทั้งประเทศไทย เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังกันทำให้เทศกาลส่งความสุขท้ายปีนี้มีความหมายและคุณค่ามากยิ่งขึ้น เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ลองมาปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การบริโภคสินค้า การให้ของขวัญและแบ่งปันสิ่งของกับคนอื่น ตลอดจนรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดจะหลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อม และสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับทุกคนได้”

เนื่องด้วยสถานการณ์ด้านสุขอนามัยที่มีความท้าทายในปีนี้ เราได้จัดเตรียมช่องทางในการรับบริจาคในรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพบปะและสัมผัสระหว่างบุคคล ด้วยรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel ที่สามารถร่วมทำบุญได้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ของโครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

  1. กิจกรรม Sathorn District Charity Christmas Tree รวมพลังส่งต่อความสุขเพื่อสร้างสรรค์สังคม ด้วยต้นคริสต์มาสแห่งการแบ่งปัน เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ชวนทุกคนมาร่วมเปลี่ยนเทศกาลแห่งเฉลิมฉลองในปีนี้ให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ผ่านการส่งต่อความสุขให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ภายใต้แนวคิด “One Give One Gift – หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” โดยปีนี้ ต้นคริสต์มาสที่เป็นแลนด์มาร์กของการเฉลิมฉลองในย่านสาทร ได้รับการสร้างสรรค์และตกแต่งด้วยขวดพลาสติก bioPET ที่ใช้แล้ว เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องปัญหาขยะ และการรีไซเคิลโดยนำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ พร้อมเชิญชวนทุกคนที่เดินผ่านไปมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ โดยสแกน QR Code ที่ต้นคริสต์มาส เพื่อส่งข้อความอวยพร หรือให้กำลังใจน้องๆ ยิ่งสแกนมาก ยิ่งเพิ่มความสุขที่มากขึ้นทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือสามารถบริจาคสมทบทุนโดยตรงผ่านมูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล บัญชีหมายเลข: 483 1 15405 3 ธนาคาร กรุงศรีชื่อบัญชี: บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (บัญชีออมทรัพย์) โดยทางมูลนิธิฯ จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ มอบเป็นของขวัญมอบให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน เพิ่มเติม
  2. AWC Charity Market Around ตลาดนัดการกุศล รวมพลังแห่งการบริโภคเพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยรวบรวมสิ่งของบริจาคและสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจและผู้เช่าของแอสเสท เวิรด์
    คอร์ปอเรชั่น และร้านค้าชั้นนำ มาจัดจำหน่ายในช่วงเดือนมีนาคม 2564 ภายในงานนำเสนอสินค้าที่หลากหลายจากผู้บริจาคให้เลือกสรร อาทิ อาหาร ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเพื่อสุขภาพ และและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย โดยจะนำรายได้ไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนและกีฬามอบให้แก่เด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน
  3. กิจกรรมปันฝัน รวมพลังแห่งการให้และแบ่งปันอย่างยั่งยืน หลังจากการระดมทุนผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020 ทางมูลนิธิฯ จะนำอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และทุนการศึกษาร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับโครงการอาคารสำนักงาน และโรงแรมในกลุ่มของ AWC ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 8 โรงเรียนในเดือนเมษายน 2564 อันประกอบด้วย โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดราชสิงขร บางคอแหลม กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดสร้อยทอง บางซื่อ กรุงเทพฯ โรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ โรงเรียนบ้านหนองทะเล กระบี่ โรงเรียนบ้านทับใต้ ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนเกาะสมุย สุราษฏ์ธานี และโรงเรียนเมืองถลาง ภูเก็ต
    และสำหรับกิจกรรม “Empire Tower We Run with Virgin Active” ชวนคนไทยรวมพลังเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนกับนักวิ่งพลังสีเขียวใช้แก้วน้ำแก้วเดียวตลอดการวิ่ง เพื่อเป็นการลดขยะและประหยัดทรัพยากร ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าจะเปิดรับสมัครนักวิ่งในไตรมาสที่ 3 และจัดกิจกรรมวิ่งในช่วงปลายปี 2564ประสานพลังภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากจุดเล็กๆ ย่านสาทรสู่เยาวชนทั่วประเทศ

    มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากกรุงเทพมหานครและผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการและบริษัทในที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในย่านสาทร ในการจัดทั้ง 4 กิจกรรม ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมส่งเสริมพื้นที่ธุรกิจย่านสาทร ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ชุมชนเมืองคุณภาพและเป็นศูนย์กลางธุรกิจอันดับหนึ่งจากปัจจุบันสู่อนาคต เพื่อร่วมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

    โดยบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ ประกอบด้วย บริษัทวีจีไอ โกลบอล มีเดีย จํากัด (VGI) บริษัทเคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จํากัด (KPMG) บริษัท ซี.อี.เอส.จำกัด (CES) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ธนาคารยูโอบี จํากัด (มหาชน) (UOB) บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) (SE-ED)
    ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020และกลุ่มมูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น เพิ่มเติมได้ที่
    Website: www.assetworldcorp-th.com
    Facebook: AssetWorldCorporation
    IG: AssetWorldCorporation

“ทีเส็บ” เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติผ่านแผนแม่บท 3 ปี

“ทีเส็บ”เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติผ่านแผนแม่บท 3 ปี”ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์”พร้อมดึงงานเข้าสู่พื้นที่อีอีซีไม่ต่ำกว่า15งานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติรองรับการจัด Thailand International Air Show เต็มรูปแบบในปี 2568

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)หรือทีเส็บนำคณะสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาภายใต้แผนแม่บทอุตสาหกรรมไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ แผนแม่บทส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้แคมเปญฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์กระตุ้นผู้ประกอบการให้กลับมาจัดงานอีกครั้งด้วยการสนับสนุนด้านต่างๆจากทีเส็บทั้งในด้านของการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์อำนวยความสะดวกในการจัดงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอีกครั้งหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19

กิจกรรมเสวนาในครั้งนี้ทีเส็บมาพร้อมกับวิทยากรรับเชิญที่มาร่วมพูดคุยถึงความพร้อมและความคืบหน้าของแผนแม่บทดังกล่าว ได้แก่ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี, คุณรัตนชัย สุทธิเดชานัย ที่ปรึกษาเมืองพัทยาด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมและคุณธเนศ จันทร์เจริญ คณะทำงาน บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัดหรือยูทีเอ/หัวหน้าคณะทำงานด้านวางแผนกลยุทธ์ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา โดยมีคณะสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 30 สำนัก

นายจิรุตถ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายของทีเส็บในการเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ผ่านแคมเปญส่งเสริมการจัดงานไมซ์เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลายลงและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไมซ์ให้กลับมาเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการกระตุ้นด้วยแผนแม่บทไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนด้านงานแสดงสินค้านานาชาติเป็นหลักผ่านการประสานประโยชน์กับพันธมิตรหลักอย่างอีอีซีและเมืองพัทยาในการสนับสนุนด้านต่างๆเช่น การสนับสนุนด้านการเงินในการจัดงานแบบปกติใหม่ (new normal) การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการสำรวจพื้นที่ค่าประชาสัมพันธ์งาน รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกเมื่อเจ้าของงานเลือกสร้างงานใหม่หรือขยายงานเดิมมาลงยังพื้นที่อีอีซีและพัทยา

แผนแม่บทนี้จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้การจัดงานงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การจัดการภัยธรรมชาติและการรับมือโรคระบาด รองรับผู้ประกอบการด้วยสิทธิประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดงานประสบความสำเร็จ

สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานยุคดิจิทัลที่สำคัญอย่างยิ่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นถึง 10% (ข้อมูลปี พ.ศ. 2562) GISTDA ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจส่งเสริมพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเร่งสนับสนุนพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับสังคม กิจการด้านอุตสาหกรรมอวกาศที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น การสำรวจอวกาศ การขนส่งทางอวกาศ ระบบการหาตำแหน่งทั่วโลก (GPS) และ ดาวเทียมและระบบควบคุมเพื่อการต่าง ๆ (เช่น ดาวเทียมสื่อสาร สำรวจพื้นที่และทรัพยากร พยากรณ์อากาศ และทางทหาร)

อย่างไรก็ตาม ทีเส็บเล็งเห็นพันธกิจของ GISTDA ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนแม่บทไทยแลนด์ ล็อกอิน อีเวนท์คือการยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการจัดงานไมซ์ระดับโลกจึงเป็นที่มาของการจับมือกันระหว่าง TCEB และ GISTDA ในฐานะพันธมิตรภายใต้แผนแม่บทนี้และในฐานะเจ้าภาพร่วมการนำหนึ่งในงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือ Thailand International Air Show ลงพื้นที่ EEC ในอีก 3 ปีข้างหน้านอกจากเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานผ่านการจัดงานไมซ์แล้วอุตสาหกรรมอากาศยานยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงทำให้ส่งเสริมการพัฒนาและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมอวกาศในคราวเดียวกัน

จากนั้นเดินทางสู่ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา และเข้าร่วมงานดินเนอร์ทอล์คริมชายหาด เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทีเส็บ โรงแรมดุสิตธานี และ  องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และการนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บโดยเย็นวันนี้ มีตัวอย่างของดีชุมชนในพัทยามาจัดแสดง ให้ชม ชิม ช้อป และร่วมลองทำด้วยตัวเองอีกด้วย

โรงแรมดุสิตธานี พัทยา
การนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บ
การนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บ

อาทิ การสาธิตการทำพวงมโหตร ชมรมผู้สูงอายุตำบลบางเสร่ , เวิร์คช้อปหน้ากากงิ้ว จากชุมชนจีนโบราบ้านชากแง้ว , กุยช่ายไส้ผัก-ฮ่อยจ๊อปู เมนูอร่อย ชุมชนบ้านชากแง้ว , สลัดโรลดอกไม้ เมนูจากผักออร์แกนิค โดยชุมชนวังน้ำดำ อ.บ้านบึง , สาธิตทำผ้าบาติก จากชุมชนบ้านเก่า ตลาดบางเสร่ อ.สัตหีบ

นับเป็นการผสานความพร้อมของศักยภาพที่มีในพื้นที่ เพื่อเตรียมเดินหน้าทันทีหลังสถานการณ์ณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งถือเป็นมิติแห่งความร่วมมือ ที่สามารถดึงพลังของแต่ละหน่วยงานออกมาเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไป โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญสนับสนุนและแผนแม่บท
ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ จากทีเส็บได้ที่ exhibitions@tceb.or.th

คาราวาน จิตอาสา ฟ้าเปิดทาง พระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ลงพื้นที่เยียวยา ผลกระทบอุทกภัย จ.เลย

โครงการ คาราวาน จิตอาสา ฟ้าเปิดทาง
วันที่ 13 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00น. มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ลงพื้นที่มอบสิ่งของเยียวยาที่ผู้ได้รับผลกระทบอุทกภัย ชาวบ้านสงเปือย และ บ้านสูบ จ.เลย

องพจนกรโกศล ดร. ผู้ช่วยปลัดซ้ายอนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราห์, พระครูปริยัตินันทวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีภูทอก รองเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน, พระครูจริยสารธรรม เจ้าคณะตำบลท่าสวรรค์ เจ้าอาวาสวัดป่าจริยธรรม, พระครูบุญประภาการ เจ้าอาวาสวัดโพนงาม

โดยในการนี้ หม่อมหลวง ภัทรสุดา กิติยากร ได้ร่วมเดินทางไปร่วมเป็นประธานในการมอบสิ่งของและเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยในครั้งด้วย
ซึ่งในการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้มีภาคส่วนราชการมาให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวก โดยมีนายชนาส ชัชวาลวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวต้อนรับคณะ และร่วมมอบสิ่งของให้กับผู้ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำป่าไหลหลาก ท่วมบ้านเรือนขาวบ้าน ณ พื้นที่โรงเรียนบ้านสงเปือย ซึ่งมีนายสุพล แก้ววงษา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสงเปือย ต.ธาตุ อ.เชียงคาน จ.เลย เดินทางมาร่วมในพิธี ซึ่งในการนี้ได้มอบเงินและสิ่งของ ข้าวสารอาหารแห้ง และจองใช้ที่จำเป็น ส่งมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านสงเปือย อ.เชียงคาน จ.เลย จำนวน 60 หลังคาเรือน จากนั้นในเวลา 13.00 น. ทั้งคณะได้เดินทางไปที่ บ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย เพื่อมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ และปูนซีเมนต์ ส่งมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่บ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย จำนวน 60 หลังคาเรือน โดยมี นาย กิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย เป็นผู้ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกและร่วมมอบสิ่งของกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเดือดร้อน จากเหตุการณ์ฝายกั้นน้ำแตกในพื้นที่ บ้านสูบ แห่งนี้

หม่อมหลวงภัทรสุดา กิติยากร

ในการนี้ หม่อมหลวงภัทรสุดา กิติยากร กล่าวให้กำลังใจประชาชนผู้ที่ได้รับประสบภัยในพื้นที่ว่า ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง และมีน้ำใจที่ดีให้กันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปัน น้ำหลากที่ไหลมามันได้ลดไปแล้ว แต่ขออย่าให้น้ำใจของพวกเราในสังคม ลดลงไปตามน้ำ หากเราช่วยกันฟื้นฟูดูแลซึ่งกันและกัน อีกไม่นานเราทุกครอบครัวจะกลับมาสู่ภาวะปกติเช่นเดิม ฟ้าหลังฝนย่อมมีฟ้าที่สดใสใหม่เสมอ ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจส่งต่อให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็ว สำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้าร่วมหรือสนับสนุนโครงการ คาราวาน จิตอาสา ฟ้าเปิดทาง

ติดต่อเข้ามาได้ที่
มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์
เบอร์โทรศัพท์ 094-3398484 ,085-1779169

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยรองรับการเดินทางของผู้โดยสารในช่วงวันหยุดยาว 25 – 28 กรกฎาคม 2563

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาว 25 – 28 กรกฎาคม 2563 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทาง โดยได้เตรียมดำเนินการต่างๆ ดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวก มีการประชาสัมพันธ์จุดให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ (Taxi) ที่แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีพญาไท และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีมักกะสัน

ด้านการรักษาความปลอดภัยมีการจัดทำประกาศ และแจ้งข้อมูลด้านความปลอดภัยในการโดยสารรถไฟฟ้า รวมทั้งมีมาตรการยกระดับการป้องกันอันตรายด้านการเดินรถ โดยให้สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานีมีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และจัดจุดตรวจสัมภาระผู้โดยสารก่อนเข้าระบบรถไฟฟ้า เพื่อตรวจหาวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งประกาศแจ้งเตือนผู้โดยสารเกี่ยวกับการระมัดระวังทรัพย์สิน และกระเป๋าสัมภาระที่ไม่มีเจ้าของในระบบรถไฟฟ้า พร้อมกำชับสถานีต่างๆ ให้ควบคุมติดตามการใช้งานโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) และเฝ้าระวังหน้าจอมอนิเตอร์อยู่เสมอ รวมถึงมีการตรวจตราบนขบวนรถไฟฟ้าโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ เพื่อขอกำลังเข้าสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำสถานี รวมถึงจัดชุดตรวจผสม และชุดสุนัขตรวจวัตถุระเบิด (K9) ออกตรวจสอบพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และพลุดอกไม้ไฟทุกชนิด

นอกจากนั้นบริษัทยังเข้มงวดในมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ทั้งการตั้งจุดคัดกรองอุณหภูมิ และตรวจตราการสวมหน้ากากอนามัยของผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่ขอความร่วมมือผู้โดยสารเว้นระยะห่าง 2 เมตรขณะรอซื้อตั๋วโดยสาร และตรวจวัดอุณหภูมิ หรือยืนในระยะห่างที่เหมาะสมขณะใช้ลิฟต์ และบันไดเลื่อน รวมทั้งมีการจัดระเบียบผู้โดยสารในชั้นชานชาลาให้มีระยะห่างระหว่างกันอย่างเหมาะสม ซึ่งหากในกรณีมีผู้โดยสารหนาแน่น จะดำเนินการจำกัดปริมาณผู้โดยสารที่จะขึ้นสู่ชั้นชานชาลา และภายในขบวนรถไฟฟ้า โดยกำหนดพื้นที่ในการยืนรอห่างกัน 1 เมตร งดเว้นการพูดคุยภายในตู้โดยสาร และมีการเพิ่มความถี่ในการดูแลทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคภายในบริเวณสถานี และขบวนรถ

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

“อพท.7” จับมือ “17 องค์กร” ขับเคลื่อน จ.สุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ “เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล”

อพท.7 ผนึกกำลัง 17 องค์กรพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมพลังขับเคลื่อนและพัฒนาอารยสถาปัตย์ พร้อมรองรับสังคมผู้สูงวัย ส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคของผู้พิการ และคนใช้รถเข็น ยกระดับ จ.สุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่เส้นทาง “เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล”

วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมพลายชุมพล โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)
การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล จังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จัดโดย อพท.7 ซึ่งมีผู้แทนองค์กรทั้งจากภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมลงนามความร่วมมือ จำนวน 17 องค์กร
อาทิ จังหวัดสุพรรณบุรี, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุพรรณบุรี, มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี, โรบินสัน สุพรรณบุรี, และหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น เพื่อร่วมกันส่งเสริม และปรับปรุงพัฒนาตึกอาคาร สถานที่ แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร จุดแวะพัก และบริการที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่เชื่อมโยง ให้มีอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) หรือสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้พักฟื้นสุขภาพ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และคนที่ใช้รถเข็น เช่น ทางลาด ที่จอดรถ ห้องสุขาอารยสถาปัตย์ และป้ายสัญลักษณ์เฟรนด์ลี่ดีไซน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มวัย และทุกสภาพร่างกาย ให้สามารถเข้าถึงได้ และใช้บริการต่างๆได้ โดยสะดวก ปลอดภัย ทันสมัย เป็นธรรม ทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อยกระดับและต่อยอดการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีสู่เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวล

นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี

นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ พระพุทธรูปแกะสลักภูผาใหญ่ที่สุดในโลก ที่วัดเขาทำเทียม อ.อู่ทอง วัดเขาดีสลัก หลวงพ่ออู่ทอง ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง-มังกรสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการพัฒนา ปรับปรุงความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ในแหล่งท่องเที่ยว จะเป็นการขยายโอกาสทางการท่องเที่ยวไปสู่คนทั้งมวล สามารถรองรับการท่องเที่ยวแบบไร้อุปสรรค สอดรับการแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรัฐบาล และองค์การสหประชาชาติ
ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดสุพรรณบุรีมีความยินดี ร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ราชการ รวมถึงส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆให้มีอารยสถาปัตย์ ซึ่งจะยังประโยชน์ให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสุขภาพร่างกาย ให้สามารถเข้าถึง และใช้บริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเสมอภาคเท่าเทียม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ให้แก่คนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้พิการที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆใน จ.สุพรรณบุรี ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท.

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของ อพท.คือ การใช้กลไกการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสุข ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม อพท. มีภารกิจในด้านการประสาน ส่งเสริม สนับสนุน เพื่อบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษให้เกิดความยั่งยืน โดยดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๑ –๒๕๘๐) ซึ่งมีกรอบแนวคิดที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน

โดยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๖๐ –๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งเสริมการเข้าถึง และรองรับการท่องเที่ยวที่ปราศจากอุปสรรคเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ทั้งนี้ อพท. เชื่อมั่นว่าเครือข่ายความร่วมมือที่ร่วมลงนามในวันนี้ จะเร่งพัฒนาตัวเอง สร้างความรู้ความเข้าใจ และจัดให้มีการท่องเที่ยวที่มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามข้อตกลงร่วมกัน ๓ ประการคือ

ข้อ ๑ เพื่อร่วมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน ในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีการจัดการการท่องเที่ยวที่มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)
ข้อ ๒ เพื่อร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อการพัฒนาปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวสถานบริการ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์อย่างยั่งยืน
ข้อ ๓ เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้สถานประกอบการ สถานบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)

นายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

นายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุพรรณบุรี กล่าวว่า การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล หรือ Tourism for All เป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีโครงการที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการและผู้สูงอายุได้ออกมาเปิดประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมด้วยอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล (Friendly Design) ทุกภูมิภาคในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น

  • เส้นทางภาคกลาง ภายใต้ Concept “More Legacy” ณ จังหวัดราชบุรี
  • เส้นทางภาคตะวันออก ภายใต้ Concept “More Fun” ณ จังหวัดชลบุรี
  • เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ Concept “More Gastronomy”
    ณ จังหวัดเลย
  • เส้นทางภาคเหนือ ภายใต้ Concept “More Authentic” ณ จังหวัดเชียงราย
  • และเส้นทางภาคใต้ ภายใต้ Concept “More Inspired” ณ จังหวัดพังงา

การร่วมลงนามในครั้งนี้ ททท. โดย การท่องเที่ยวสำนักงานสุพรรณบุรี มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมขับเคลื่อน การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวลภายในจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่เชื่อมโยง ให้เป็นอีกหนึ่งเส้นทาง Tourism for All เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป พร้อมบูรณาการร่วมกับโครงการ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดี มีความสุข และมั่นใจในความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ปลอดภัยจากการแพร่ระบายของโรคไวรัส COVID – 19

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑ และผู้บริหาร PPT Station สาขาเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่า อารยสถาปัตย์ มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับคนทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักพื้น ผู้พิการ สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็ก ช่วยให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก ปลอดภัย ปตท.หลักเมือง เลี่ยงเมือง สุพรรณบุรี by Lak Muang Group มีความใส่ใจอารยสถาปัตย์หรือ Friendly Design

โดยได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ที่จอดรถวีลแชร์ ทางลาด ห้องน้ำ Friendly Design รวมถึงป้ายสัญลักษณ์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถใช้บริการภายในปั๊มน้ำมันได้อย่างสะดวก และปลอดภัย เราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลสามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในจังหวัดสุพรรณบุรี

นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ อพท.และองค์กรพันธมิตร ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและส่งเสริมอารยสถาปัตย์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวลที่ จ.สุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในครั้งนี้

ที่ผ่านมามูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ ได้ดำเนินงาน รณรงค์ ส่งเสริม สร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่อง “อารยสถาปัตย์” (Friendly Design) และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยพักพื้น สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็ก สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก ปลอดภัย อย่างทั่วถึง เท่าเทียม ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ให้เกิดการตื่นตัวในการพัฒนาและสร้างทำอารยสถาปัตย์ ทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก องค์กรภาครัฐ-ภาคเอกชน ภาคประชาชนเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าชาวสุพรรณบุรีเห็นคุณค่าและความสำคัญของอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล และพร้อมที่จะขับเคลื่อนจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสู่เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อคนทั้งมวลต่อไป

ทั้งนี้รายชื่อ 17 องค์กร ประกอบด้วย จังหวัดสุพรรณบุรี องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวสำนักงานสุพรรณบุรี มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ปตท.หลักเมือง เลี่ยงเมือง สุพรรณบุรี by Lak Muang Group สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี โรงแรมสองพันบุรี โรบินสัน สุพรรณบุรี สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี หอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี สมาคมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการไทย เครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์จังหวัดสุพรรณบุรี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
หลิน ๐๘๑ ๘๕๕ ๑๑๙๙
วิมลรัตน์ สิงห์นิกร โทร ๐๘๑ ๕๖๒ ๙๕๔๑
Fdexpo.th@gmail.com

บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)

กว่า 73 ปี กับประสบการณ์ที่สั่งสมด้านการเป็นผู้นำทางด้านประกันภัย เราดำเนินงานอย่างโปร่งใส ยึดหลัก “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” มาอย่างต่อเนื่อง คุณภาพด้านการบริหารองค์กรที่ได้ศักยภาพ และคุณภาพการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยม ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ให้เป็นบริษัทประกันภัยอันดับหนึ่งมาโดยตลอด เรายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับคนในสังคม ด้วยความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา คำนึงถึงประโยขน์ของทุกฝ่าย และพร้อมที่จะก้าวต่อไปเพื่อเป็นรากฐานบริษัทประกันภัยที่แข็งแกร่งสำหรับประเทศ เพื่อสังคมไทยที่จะเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงตลอดไป

นายถิรพุทธิ์ เปรมาประยูรวงศา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ รับมอบทุนสนับสนุนโครงการสวัสดิการทุนการศึกษาให้กับบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประจำปี 2563 จำนวน 50,000 บาท จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)

โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์  รองผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ ทั้งนี้สมาคมฯ ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นประจำทุกปี เพื่อจัดหาทุนเป็นสวัสดิการและแบ่งเบาภาระให้แก่สมาชิกของสมาคมฯ โดยพิธีมอบจัดขึ้น ณ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ตึกช้าง ถนน พหลโยธิน แขวง จันทรเกษม เขตจตุจักร

ไท่ห่าวซือ ไทยอร่อย ของฝากแสนอร่อย จากไทยสู่ต่างแดน

เคยได้ยินชื่อนี้มั้ย? แบรนด์ “ไทยอร่อย” หรือ ไท่ห่าวชือ ที่ภาษาจีน แปลว่า “อร่อย” ของฝากแสนอร่อยยอดนิยมจากไทยสู่ต่างแดน ไท่ห่าวซือ 泰好吃 แบรนด์ “ไทยอร่อย” เข้าร่วมสนับสนุน งานมอบรางวัล สานสัมพันธ์ไทย-จีน “The Headlines Person Of The Year Awards 2019” ครั้งที่ 7

บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด (Thai Hao Chue Group Co.,Ltd.) แบรนด์ “ไทยอร่อย” ผู้ผลิตผลไม้ฟรีซดราย อันดับหนึ่งของไทย ร่วมกับ บริษัท ไทยเจียระไน กรุ๊ป จัดงาน มอบรางวัลสานสัมพันธ์ไทย-จีน “Thailand Headlines Person Of The Year Awards 2019” ครั้งที่ 7 เพื่อมอบรางวัลเชิดชูบุคคลดีเด่นแห่งปี ซึ่งมีเหล่าคนดังทั้ง ไทย-จีน ร่วมเดินพรมแดงเข้ารับรางวัลกันอย่างล้นหลาม รวมถึงศิลปินเซเลบริตี้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ

นางสาวธัญสิริ แซ่ตง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า ไท่ห่าวชือ หรือ แบรนด์ “ไทยอร่อย” เป็นแบรนด์แรกที่ทำให้คนจีนรู้จักทุเรียนหมอนทองอบกรอบ และผลไม้ไทยอบกรอบอีกหลายชนิด และได้รับความนิยมชื่นชอบทั้งในตลาดไทย และจีน มาเป็นเวลานาน

บริษัทฯ จึงร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนบุคคลที่ทำความดีทุกสาขา เสมือนสินค้าของบริษัทฯ ที่จะรักษาคุณภาพตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ และการผลิตทุกขั้นตอน จนได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

นางสาวธัญสิริ แซ่ตง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด

ภายในงาน บริษัทฯ ได้นำสินค้าของบริษัทฯ แจกความอร่อยให้กับแฟนคลับของศิลปินไทย – จีน เรียกว่า อร่อยกันทั้งงานไปเลย

บริษัทฯ ได้ขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค นอร์เวย์ เยอรมัน ทวีปอเมริกา อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และกลุ่มประเทศเอเชีย อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

แบรนด์ “ไทยอร่อย” หรือ ไท่ห่าวชือ ที่ภาษาจีน แปลว่า “อร่อย” วันนี้จะอร่อยไปทั่วโลก มีทั้ง ทุเรียนอบกรอบ , มะม่วงอบแห้ง ,สับปะรดภูแลอบแห้ง ,เม็ดมะม่วงหิมพานต์รสมะพร้าว ,เม็ดมะม่วงหิมพานต์รสทุเรียน ,เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอบกรอบ , ขนุนทองประเสริฐอบกรอบ ,ลูกอมรสทุเรียน , สาหร่ายสอดไส้ทุเรียน , และเนื้อจระเข้อบแห้ง ทั้งเนื้อสุก และ รสพริกไทยดำ ซึงเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และต่างชาติ จนต้องซื้อเป็นของฝากแสนอร่อย จากไทย….สู่ต่างแดน

สำหรับเมืองไทย มีวางจำหน่ายที่ 7-11 ทั้ง 1,300 สาขา
Big C ราชดำริ Big C พัทยาใต้ และ Big C พัทยาเหนือ
Shopเซ็นทรัลมารีน่า #Shopสวนนงนุช #Shopเซ็นทรัลหาดใหญ่
#Shopเอเซียทีคโกดัง4ตรอก1-2

ติดตามความอร่อย และ สอบถามข้อมูลได้ที่
Fan page : https://www.facebook.com/thaihaochuegroup/
เว็บไซด์ : https://thaihaochuegroup.com/th

ททท.ร่วมกับ ปณท สมาคมขัวศิลปะเชียงราย นำร่อง “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า โครงการตู้ไปรษณีย์เพื่อบริการประชาชนด้วย QR Code “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์” ดังกล่าว สามารถกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมาสู่จังหวัดเชียงรายได้ และตู้ไปรษณีย์เหล่านี้ถือเป็นผลงานศิลปะระดับ Master Piece ของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากแต่ละตู้เป็นชิ้นงานที่รังสรรค์จากศิลปินเชียงราย และยังสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งเป็นตู้ไปรษณีย์แห่งเดียวของประเทศไทยที่วาดภาพศิลปะลงบนตู้ไปรษณีย์

ทั้งนี้ ททท. สำนักงานเชียงราย ยังมีแผนดำเนินการประชาสัมพันธ์ตู้ไปรษณีย์และทำการตลาดส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวชมตู้ไปรษณีย์ “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์” ตามสถานที่ตั้งต่างๆ และให้นักท่องเที่ยวร่วมสนุกโดยการเช็คอินถ่ายภาพคู่กับตู้ไปรษณีย์ 5 ตู้ ต่างสถานที่กัน และต้องเป็นตู้ไปรษณีย์ที่อยู่ต่างอำเภอกันอย่างน้อย 2 อำเภอ และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย แล้วรับรางวัลจาก ททท. สำนักงานเชียงราย และ ปณท ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563

         

สำหรับตู้ไปรษณีย์ดังกล่าวหลังจากการจัดนิทรรศการนี้จบลง ทาง ปณท จะได้นำไปติดตั้งตามสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญทั่วจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้งานจริง ได้แก่

  1. วัดร่องขุ่น
  2. สิงห์ปาร์คเชียงราย
  3. หอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (หอนาฬิกาพุทธศิลป์)
  4. ตลาดไนท์บาร์ซ่า
  5. อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
  6. สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ
  7. พระตำหนักดอยตุง
  8. สามเหลี่ยมทองคำ
  9. จุดผ่านแดนถาวรแม่สาย (วัดพระธาตุดอยเวา)
  10. วัดห้วยปลากั้ง
  11. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ
  12. ไร่ชาฉุยฟง
  13. ตลาดเชียงของ (ชายแดนไทย-สปป.ลาว)
  14. วัดแสงแก้วโพธิญาณ
  15. ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน

สอบถาม ติดต่อได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงราย
โทร. 0 5371 7433, 0 5374 4674-5
ปณท เชียงราย โทร. 0 5371 1616 ต่อ 11

กกท. ปฐมนิเทศนักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือและจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 สนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา และในฐานะผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานการเปิดงานการอบรมปฐมนิเทศและทำสัญญานักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562 กล่าวว่า กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นอีกกองทุนหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษาที่เป็นนักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่มีผลงานทางด้านการแข่งขันกีฬาเป็นที่ประจักษ์และมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน และให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

โดยให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ ในลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายเดือน , ค่าบำรุงการศึกษา แต่ละภาคการศึกษาตามที่ระเบียบกระทรวงการคลังกำหนด และยังเพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป ในกรณีที่ผู้ขอรับทุนรายนั้น ๆ มีความสามารถ ด้านการศึกษาและกีฬาตามที่หลักเกณฑ์กำหนด

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ กองทุนฯได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการให้ความช่วยเหลือ ผลักดันนักกีฬาที่ได้รับทุน ให้สามารถฝึกซ้อม แข่งขัน ศึกษาเล่าเรียนควบคู่กันไปจนจบการศึกษา กรณีพบว่านักกีฬาคนใด เกิดปัญหา ในระหว่างศึกษา เช่น เวลาเรียนไม่เพียงพอ ไม่มีคะแนนเก็บเนื่องจาก ไม่ได้ทำกิจกรรมหรือส่งรายงาน หรือเกิดปัญหาอื่น ๆ ก็ตาม ทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬา เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลให้นักกีฬาลดความกังวล และมีสมาธิมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬามากยิ่งขึ้น

นายพงศ์ภรณ์ สุวิทยารักษ์ (แบนซ์) ม.ธรรมศาสตร์รังสิต กีฬา เทควันโด

ในการพิจารณาให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ยื่นขอรับทุนทั้งหมด จำนวน 209 คน ได้รับพิจารณาให้นักกีฬาทีมชาติ เยาวชนทีมชาติ และนักกีฬาที่อยู่โครงการในแผนการพัฒนาของสมาคมกีฬา จำนวน 160 คน และบุคลากรกีฬา จำนวน 1 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 161 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท
สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ยื่นขอรับทุนทั้งหมด 52 จังหวัด 112 คน ได้รับการพิจารณาให้ทุนตามประกาศฯ กองทุน รวมทั้งสิ้นจำนวน 111 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 6,395,400 บาท ทุนต่อเนื่อง อีกจำนวน 291 คน

เพื่อให้นักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่ได้รับทราบแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ ข้อบังคับ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกองทุน จึงจัดให้มีการอบรม ปฐมนิเทศ ให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน”

ระดมทุน ซื้อเครื่องมือแพทย์ห้อง ICU รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19

พุทธศาสนิกชนแห่ร่วมบุญ ระดมทุน ซื้อเครื่องมือแพทย์ห้อง ICU รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่19

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ ลานชมวิวสวนรุกขชาติ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ โดยโครงการมหายานเพื่อการสงเคราะห์ (อโรคยามหายาน) ร่วมกับวัดธรรมปัญญารามบางม่วง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 โครงการธรรมะในสวน สถานีวิทยุ โทรทัศน์ธรรมาธิปไตย และเครือข่ายประชาชน ร่วมจัดพิธีทักษิณานุปทานอุทิศให้กับบรรพบุรุษ ตอบแทนคุณแผ่นดิน และทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ประจำห้อง ICU

โดยมีพระเทพเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (ธรรมยุติ) พระคณานัมธรรมเมธาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ อนัมนิกายแห่งประเทศไทย พระราชวิสุทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (มหานิกาย) องสรภาณอนัมพจน์ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ องสภาณมธุรส ปลัดขวาคณะสงฆ์อนัมนิกาย เจ้าอาวาส วัดถาวรวราราม กาญจนบุรีร่วมงาน โดยมีนายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวักาญจนบุรีเป็นประธานเปิดงาน มีหน่วยงานข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ร่วมบุญในครั้งนี้อย่างล้นหลาม อาทิ พลเอก ธนเดช เหลืองทองคำ , พล. ต. จิโรจน์ แสนทิตย์ , พ.ท. (ญ)วีรวัลย์ นะอ่อน ,คุณขนิษฐา เกียรติพชรพล , คุณธีระพงษ์ ทรงคาศรี , คุณธนากร ศิริสวัสดิ์วงษ์ , คุณกุมรินทรา พานโคตรทูล , คุณสรวิศ สุนทรวิศรุต , คุณกนิษฐา พราหมณ์สเน่ห์

พลเอก ธนเดช เหลืองทองคำ , พล. ต. จิโรจน์ แสนทิตย์ , พ.ท. (ญ)วีรวัลย์ นะอ่อน ,คุณขนิษฐา เกียรติพชรพล , คุณธีระพงษ์ ทรงคาศรี , คุณธนากร ศิริสวัสดิ์วงษ์ , คุณกุมรินทรา พานโคตรทูล , คุณสรวิศ สุนทรวิศรุต , คุณกนิษฐา พราหมณ์สเน่ห์

โดยยอดจากการระดมทุนในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 4,244,506.50 บาท (สี่ล้านสองแสนสี่หมื่นสี่พันห้าร้อยหกบาทห้าสิบสตางค์)โดยมอบให้กับ พระเทพเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี (ธ) และส่งมอบให้กับ นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ปฏิบัติการฉุกเฉินห้อง ICU ต่อไป

องสรภาณอนัมพจน์ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ กล่าวถึงที่มาของการจัดระดมทุนในครั้งนี้ว่า
“สืบเนื่องเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 โดยพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย แห่งประเทศไทยรูปที่ 11 ได้นำคณะพุทธศาสนิกชนร่วมมอบพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า (จำลอง) “

เพื่อประดิษฐาน ณ โรงพยาบาลท่าม่วง (ชื่อเดิม) อีกทั้งได้นำจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาล และ
โรงพยาบาลดังกล่าว

ในปี 2543 ได้รับงบประมาณขยายเป็น รพ. ขนาด 120 เตียง และได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกให้ก่อสร้างอาคาร “สกลมหาสังฆปริณายก” ปี 2556 ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19พระราชทานนาม โรงพยาบาล จากเดิม โรงพยาบาลท่าม่วง เป็น โรงพยาบาล สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19

ปัจจุบัน เป็น รพ. ชุมชนแม่ข่าย M2 ขนาด 120 เตียง รองรับบริการประชาชนใน อำเภอท่าม่วงและอำเภอใกล้เคียง รับการส่งต่อจาก รพสต .ในเครือข่าย และ รพ.ใกล้เคียงในจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยจำนวนผู้ป่วย ที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตรากำลังเรื่องเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

อาทิ เครื่องมือช่วยหายใจ อุปกรณ์ประจำเตียงผู้ป่วย และอื่น ๆ ยังขาดแคลนอีกจำนวนมาก ทางโรงพยาบาลจึงได้มีมติในการระดมทุนผ่านสื่อ วิทยุและโทรทัศน์ โดยมอบหมายอาตมา เป็นผู้ดำเนินการจัดหาทุน เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลไว้เป็นกองทุนจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ ห้อง ICU ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ ”

เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง กล่าวต่อว่า “ในวันนี้ เจตนาเพื่อพาญาติโยมสร้างห้องไอซียูถวายให้กับรพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ตอนนี้ตึกสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์หลัก วันนี้เราได้ระดมไปส่วนหนึ่ง ยังเหลืออีกส่วนหนึ่ง ต้องการจำนวนสิบเตียง

ซึ่งตอนนี้ยังไม่ครบ ก็อยากให้ญาติโยมทุกท่านได้มีส่วนร่วม หลังจากนี้สามารถบริจาคกับรพ.โดยตรง หากแม้นผ่านมา ที่รพ.ขอให้ท่านได้แวะมาบริจาคด้วยตัวเองได้เลย ขอบคุณ ทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกันและขอให้ประสบสำเร็จเพื่อให้สมพระเกียรติถวายเป็นสังฆบูชาแก่องค์สมเด็จพระสังฆราช สกลสังคปรินายก สังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”

ด้าน นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เปิดเผยว่า “สำหรับเตียงที่ใช้ในห้องไอซียู 1 เตียงใช้งบประมาณ 1.5 ล้านบาท เริ่มแรกทางโรงพยาบาลเปิดสี่เตียงซึ่งต้องใช้งบ 6 ล้านบาท ปกติรพ. ชุมชนจะไม่มีเตียงไอซียู แต่รพ.สมเด็จพระสังฆราช เปิดเตียงไอซียู เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอท่าม่วงและระแวกใกล้เคียงเข้ามารับบริการได้ในรพ. เพื่อผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือโคม่า”

“ขอบคุณ ผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคทอดผ้าป่าในวันนี้ เงินที่ได้รับจะนำไปเปิดเตียงไอซียู แต่ทอดผ้าป่าในวันนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเปิดเตียงไอซียูสี่เตียง ซึ่งสี่เตียงต้องใช้เงินประมาณหกล้านบาท ที่ได้ในวันนี้คือ สี่ล้านกว่าบาท
ยังขาดอีกล้านกว่าบาท หากท่านใดมีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่โรงพยาบาลโดยตรง” ผอ.รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 กล่าวในตอนท้าย