Category Archives: ข่าว

โครงการเทศกาลนครแห่งอาหารทะเล เทศบาลนครสมุทรสาคร

กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว
ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ในนามของ นครแห่งอาหารทะเล ตำบลท่าฉลอม มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกับสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อส่งเสริม สร้างภาพลักษณ์ และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโชว์การเป็นผู้นำแห่งการผลิตอาหาร แปรรูปและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูป และเพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เทศบาลนครสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสาคร

นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิด  “โครงการเทศกาลนครแห่งอาหารทะเล เทศบาลนครสมุทรสาคร” โดยมี นายชิงชัย บุญประคอง ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมทั้ง ประธานสภาเทศบาลฯ เลขานุการสภาเทศบาลฯ สมาชิกสภาเทศบาลฯ   และรองปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานเทศบาล เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในเขตเทศบาลนครสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสาคร ให้เป็นที่รู้จักกันในนามของ

ชม ช็อป ชิม บรรยากาศริมทะเล  ในงาน“นครแห่งอาหารทะเล” แบบดั่งเดิมกับชุมชนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง  รวมทั้งการจัดงานยังเป็นการช่งย กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์  การท่องเที่ยว และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ของเทศบาลนครสมุทรสาคร

 

จึงขอเชิญร่วมชม ช็อป ชิม ท่ามกลางบรรยากาศชิลๆ  ในงาน   “ นครแห่งอาหารทะเล” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2561 เริ่มตั้งแต่  เวลา 16.00 น เป็นต้นไป ณ บริเวณสะพานริมเขื่อนหน้าวัดสุทธิวาตวราราม หรือวัดช่องลม ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร มาร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์  สุขาภิบาลแห่งแรกประเทศไทย  โดยมีการจัดนิทรรศการประวัติความเป็นมา มุมถ่ายรูปย้อนยุค ล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมงและวิวปากอ่าว ฟรี ช็อปอาหารทะเลทั้งสดและแปรรูป ชิมเมนูเด็ด/อาหารพื้นบ้าน ในบรรยากาศสุดชิลริม

ขอเชิญ ร่วมงานโครงการเทศกาลนครแห่งอาหารทะเล เดินชมนิทรรศการ และร้านจำหน่ายอาหาร ณ บริเวณริมเขื่อนหน้าวัดสุทธิวาตวราราม
(วัดช่องลม) และ ถนนถวาย ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร
จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 มีนาคม 2561

ดันอาหารไทยสู่เวทีโลก เพราะ อาหารคือหนึ่งในปัจจัยสี่

บุญรอดฯ ตั้ง Food factors
สร้างเครือข่ายธุรกิจ เชื่อมต่อช่องทางอาหารไทยสู่เวทีโลก

อาหาร คือหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ล่าสุดได้จัดตั้ง บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เพื่อเข้ามาสร้างเครือข่ายการดำเนินธุรกิจอาหาร ทั้งตลาดภายในไทยและต่างประเทศ โดยวางแผนกรอบการลงทุนในระยะ 3 ปี ข้างหน้า (2561-2563) จะใช้เม็ดเงินลงทุนในกลุ่มธุรกิจ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งการลงทุนออกเป็นการลงทุนใน บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในวงเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท และ ลงทุนในบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ในกลุ่มธุรกิจซัพพลายเชน 2,500 ล้านบาท

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน และกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

“ปิติ ภิรมย์ภักดี” กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน และกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร เปิดเผยถึงแผนและยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจกลุ่มบุญรอดฯ ว่าบริษัทมีความมุ่งมั่นและมีความพร้อมเดินหน้าขยายกลุ่มธุรกิจอาหารในเชิงรุก ด้วยเชื่อว่าอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น อาหารจึงเป็นกลุ่มธุรกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์ที่จะไม่ได้รับผลกระทบจาก
ดิจิทัลดิสรัปชั่น

ทั้งนี้ การจัดตั้ง บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตร เชื่อมต่อช่องทางธุรกิจอาหารสู่ตลาดโลก (Network) โดยรูปแบบการลงทุนเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละประเทศ
ซึ่งที่ผ่านมา ได้เจรจากับผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายราย ในจำนวนนี้มีอยู่
3-4 รายที่อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุน ทั้งนี้ หลังจากได้ข้อสรุปการร่วมลงทุนภายในไตรมาส 2 แล้ว เชื่อว่าความร่วมมือ ที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างฟู้ดเน็ตเวิร์กให้กับสินค้ากลุ่มอาหารของบุญรอดฯ  ให้มีความแข็งแกร่งมาก
ยิ่งขึ้น

บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตร เชื่อมต่อช่องทางธุรกิจอาหารสู่ตลาดโลก (Network)

“การขยายกลุ่มธุรกิจอาหารในช่วงที่ผ่านมานั้น กลุ่มบุญรอดฯ จะอาศัยเครือข่ายของเบียร์สิงห์ ในการขยายตลาดเป็นหลัก แต่หลังจากจัดตั้งบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด จะช่วยให้ทางกลุ่มเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายตลาดในต่างประเทศ” นายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัท ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายอาหาร เพื่อศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เรามีความพร้อมทั้งในด้านงานวิจัยและพัฒนาสินค้าอยู่แล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บุญรอดได้มีการจัดตั้ง ฟู้ด แล็บ ในจังหวัดปทุมธานี เพื่อการวิจัยและพัฒนาอาหาร

ปัจจุบันมีบริษัทผลิตอาหารในเครือบุญรอดฯ ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนการขยายตลาดของธุรกิจอาหาร อาทิ บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจซอสปรุงรส และอาหารพร้อมทาน, บริษัท มหาศาล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจข้าว ตราพันดี เป็นต้น โดยปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอาหารในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มีรวมมูลค่าทางธุรกิจอาหารในมือประมาณ 2,500 ล้านบาท

ในส่วนแผนดำเนินธุรกิจในกลุ่มธุรกิจอาหารของกลุ่มบุญรอดฯจากนี้ไป เน้นการพัฒนาอาหารไทยเป็นหลัก โดยจะมีการพัฒนาทั้งอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงปีแรกจะให้ความสำคัญกับตลาดไทย โดยวางเป้าว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากตลาดในประเทศ 80% และรายได้จากตลาดต่างประเทศ20% และจะทยอยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นภายในสามปี

อย่างไรก็ดี การขยายตลาดในต่างประเทศจะให้น้ำหนักการขยายตลาดในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน เนื่องจากสินค้ามีราคาดีและสามารถสร้างกำไรได้สูง รวมทั้งยังคงให้น้ำหนักการขยายตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังวางแผนโยกฐานการผลิตของ บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด จากระทุ่มแบนและบริเวณย่านบางนา มาที่โครงการ “World Food Valley Thailand” จังหวัดอ่างทอง เพื่อรองรับกับความต้องการในอนาคตขณะเดียวกันในโครงการดังกล่าวมีความพร้อมทางด้านการผลิตช่วยลดต้นทุนลงได้

นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง บริษัท เอสบีพี ดิจิทัล เซอร์วิส จำกัด ดำเนินธุรกิจทางด้านดิจิทัล เพื่อรองรับกับโลกดิจิลทัล ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจต้องปรับตัว สำหรับเป้าหมาย 3 ปี ภายใต้ 3 บริษัทใหม่ของบุญรอดฯ สามารถสร้างรายได้แตะ 15,000 ล้านบาท จากปัจจุบันโครงสร้างรายได้มาจากกลุ่มซัพพลายเชนราว 2,500 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจอาหาร 2,500 ล้านบาท และหากธุรกิจอาหารของบุญรอดบุกตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ มีแผนใช้โมเดลธุรกิจอาหารเป็นต้นแบบการขยายธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อเปิดตลาดต่างประเทศในอนาคตอีกด้วย

เอาใจคนรักสุขภาพตามแบบ Tang Chao Farm

BAAC ศูนย์จำหน่าย ถั่งเช่าฟาร์ม
คุณสมบัติพิเศษ

ด้วยเกล้ากรุ๊ป  ByAndee  จับมือพันธมิตร  BAAC  เป็นศูนย์จำหน่ายถั่งเช่าฟาร์ม ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยเกล้ากรุ๊ป ByAndee ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถั่งเช่าฟาร์ม โดย  นายอนุชา นวลจำรัสศรี และ น้าต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร หุ้นส่วน แถลงข่าวเปิดตัวคู่มิตรด้านการตลาดร่วมกับศูนย์ดูแลสุขภาพ Bangkok Anti-Aging Center ( BAAC ) คลีนิคชลอวัย  โดย น.ส. วราลี จิตรปรีดา ผู้อำนวยศูนย์ และรายการไทยไทยมาร์เก็ต โดย นางสาวบุญฑริกา แทนมณี กรรมการผู้จัดการ

ทั้งนี้ มี นางสาว เสมอขวัญ ตะพังพินิจกาญ  กรรมการผู้จัดการ ชีวโกโอสถ
ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าฟาร์ม อาจารย์ นิรันดร์ ไพรจิตร ศิลปินวาดภาพด้วยพลังฝ่ามือ ,นายปราโมทย์ พันธ์เสน กรรมการบริหารสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย,  ดร. จิตตวุฒิ์  ลิ้มศิริเศรษฐกุล ,
ดร.พลวราเทพ จิรบรรเจิดสิรี , นายสุรพงษ์ กิตชิต ผู้บริหารบริษัทวิริยะประ
กันภัยจำกัด (มหาชน) และนายวรพล สมประสิทธิ์ เจ้าของค่ายซุปตาร์เฮ้าส์ สถาบันปั้นดาว พร้อมด้วย  ดาราสาวชื่อดัง  น.ส. รัล  ณัทธมณกาญจน์
ให้เกียรติร่วมงาน ที่  BAAC  Antiagin  Clenic  ซอย ประมวลสุข สุทธิสารวินิจฉัย กรุงเทพฯ

งานนี้มี อาจารย์ นิรันดร์ ไพรจิตร  ให้เกียรติวาดภาพด้วยฝ่ามือ พร้อมกับการเป่าแซ็กโซโฟน โดย น้าต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร เป็นการสร้างสีสันบรรยากาศ เอาใจคนรักสุขภาพตามแบบ Tang Chao Farm

ด้วยคุณสมบัติอันเลอเลิศและสรรพคุณอันเหลือเชื่อถั่งเช่าฟาร์ม สินค้าเพื่อสุขภาพคุณภาพสูงพืชตระกูลเชื้อราที่มีคุณสมบัติพิเศษ คุณประโยชน์มากมายในหนึ่งเดียว โดยสามารถช่วยเพิ่มอ๊อกซิเจ่นในกระแสเลือด มีสารช่วยยับยั้งเซลมะเร็ง ช่วยบำรุงตับ ไต และมีส่วนช่วยลดความดันรวมถึงลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด สมุนไพรชนิดนี้ยังคงความนิยมสูงสุด สามารถหาข้อมูลดังกล่าวได้ไปในอินเตอร์เน็ต

พิเศษสุด สำหรับทุกท่าน ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของถั่งเช่าฟาร์มทุกชนิด
มูลค่า 5,000 บาท รับ Gift voucher ตรวจสุขภาพเชิงรุก จาก Bangkok Anti-Aging Center ( BAAC ) มูลค่า 7,500 บาท ฟรี!!
วันนี้ถึง 30 มีนาคม 2561 เท่านั้น

สำหรับท่านที่สนใจ tangchaofarm ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าฟาร์ม
ติดต่อ:
http://www.tangchaofarm.com
สามารถหาซื้อได้ที่ ศูนย์ดูแลสุขภาพ BAAC Antiagin Clenic
ซอยประมวลสุข สุทธิสารวินิจฉัย ถ.รัชดาฯ กรุงเทพฯ
โทร. 02-2772893 – 4

มหกรรมการอ่านแห่งชาติ “มหัศจรรย์การอ่านเพื่อเด็กปฐมวัย”

28 องค์กร สานพันธกิจระดับชาติ คลายปมวิกฤตพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็ก 0-6 ปี

การอ่านสร้างการเปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ร่วมกับ แผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน  สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560 – 2564 : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน 28 แห่ง จัดงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติ  “มหัศจรรย์การอ่านเพื่อเด็กปฐมวัย”

ภายในงาน ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจและสนุกสนานมากมาย ได้แก่ โซนเวทีมหัศจรรย์การอ่าน พบคนดลใจร่วมสร้างมหัศจรรย์แห่งการอ่าน มหัศจรรย์ลิเกนิทานและการอ่านบนฐานภูมิปัญญา บ้านอ่านยกกำลังสุขและโซนนวัตกรรมชุมชนอ่านยกกำลังสุข โดยเครือข่ายศูนย์ประสานงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านในชุมชนท้องถิ่น จาก 15 พื้นที่ต้นแบบนำร่อง โซน Reading in Wonderland : ดินแดนนิทานจินตนาการ โซนตลาดนัดนักอ่านจาก 20 สำนักพิมพ์ โซนสานพลังองค์กรร่วมจัด มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการและกิจกรรมหนังสือดีเพื่อพัฒนาการ EF การขับเคลื่อนจังหวัดแห่งการอ่าน กิจกรรมบ้านนักเขียนหนังสือเด็ก กิจกรรมอ่านสร้างเสริมสุขภาพ ระดมจิตอาสาอ่านหนังสือเสียงให้กับน้องๆ ผู้พิการทางสายตา ฯลฯ


พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง ประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในฐานะประธานเปิดงาน ว่า “จากมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560-2564 ทางรัฐบาลได้มีการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนวัฒนธรรมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย กำหนดแนวทาง มาตรการเพื่อผลักดันให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ กับภาคเอกชน หรือประชาสังคม

โดยมี 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ปลูกสร้างพฤติกรรมรักการอ่านที่เข้มแข็งให้กับคนทุกช่วงวัย อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสื่อการอ่านของประชาชนทั้งในชุมชนเมืองและภูมิภาค ยกระดับคุณภาพแหล่งเรียนรู้และสื่อการอ่านเพื่อการเรียนรู้ และ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมการอ่าน โดยเฉพาะเด็กเล็ก เป็นวัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนการที่ครอบครัว โรงเรียน ได้ปลูกต้นไม้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดินอย่างไร เขาก็จะเติบโตขึ้นมาแบบนั้น หนังสือที่เหมาะสมกับช่วงวัย ก็เป็นสารอาหารชั้นดีที่จะเป็นรากฐานในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของประเทศอย่างมีคุณภาพ”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า   “จากวิกฤตพัฒนาการของเด็กปฐมวัย (0-6 ปี)  ที่สำรวจ
โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า พัฒนาการล่าช้าโดยรวมร้อย
ละ 30 และพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้าสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดปี 2557 เฉลี่ยร้อยละ 38.2 ส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ อาทิ การสื่อสาร การพัฒนาด้านอารมณ์ สังคม ดังนั้น กิจกรรม มหกรรมการอ่านแห่งชาติ

“มหัศจรรย์การอ่านเพื่อเด็กปฐมวัย” เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ที่จะช่วยพ่อแม่ ครู ได้คัดเลือกหนังสือเด็กให้ลูกๆ และนักเรียนได้อ่าน ขณะเดียวกันจะได้เห็นเทคนิคการอ่าน การส่งเสริมการอ่านมากมาย โดยเฉพาะการเล่านิทาน การอ่านในครอบครัว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัวด้วย การอ่านตั้งแต่เยาว์วัย เป็นรากฐานสำคัญของการแสวงหาความรู้และสร้างเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ตลอดชีวิต รวมถึงสร้างเสริมสุขภาพในทุก ๆ มิติ ช่วยหนุนเสริมพัฒนาเด็ก ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านสติปัญญา ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจคุณธรรม และด้านทักษะความสามารถต่างๆ เพื่อให้เด็กพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประเทศไทย 4.0”

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวเสริมว่า “ในขณะที่หนังสือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก แต่จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2558 พบว่า เด็กเล็กยังเข้าไม่ถึงการอ่าน 1.8 ล้านคน และผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ.2558 – 2559 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติด้วยการสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย พบว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศไทยเกือบ 6 ใน 10 คน (ร้อยละ 60) ที่มีหนังสือเด็กอยู่ที่บ้านไม่ถึง 3 เล่ม ในครอบครัวที่ยากจนมากเด็กเกือบ 8 ใน 10 คน (ร้อยละ 77) มีหนังสือในบ้านไม่ถึง 3เล่ม นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอีกว่ามี “พ่อ”เพียง 1 ใน 3คน ที่ทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้กับลูก เช่น อ่านหนังสือหรือร้องเพลงให้ลูกฟังเท่านั้น”

การขับเคลื่อนงานของแต่ละหน่วยงานในปัจจุบันที่ได้นำนโยบายของหน่วยงาน สู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการสานพลังขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย อาทิ กศน. มีบ้านหนังสือชุมชนเพื่อขอใช้พื้นที่ในบริเวณบ้านเป็นที่อ่านหนังสือ โดยกระจายให้อยู่ตามหมู่บ้าน จำนวน 19,254 แห่ง มีโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่ค้าขาย ผู้มาซื้อสินค้ารวมถึงเด็กและเยาวชนเกิดนิสัยรักการอ่าน กรุงเทพมหานครที่เปิดห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ และพัฒนาการอ่านไปสู่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ยังคงเป็นสะพานแห่งความรู้ คู่สะพานแห่งความรักใช้หนังสือถักทอสติปัญญาให้แก่เด็กไทยต่อไป อย่างมีพลัง และเข้มแข็ง อุทยานการเรียนรู้ TK park ที่พัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ให้สังคมไทย ในรูปแบบ”ห้องสมุดมีชีวิต” เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านในการส่งเสริมให้เกิดการใช้กองทุนสุขภาพตำบลเพื่อพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือและการอ่าน ลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงสื่ออ่าน และ15 พื้นที่นำร่อง Best Practise การอ่านสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติของศูนย์ประสานงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านในชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น
การอ่านสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติของศูนย์ประสานงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านในชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 คณะทำงานและภาคีเครือข่ายได้จัดพิธีประกาศพันธสัญญาประชารัฐหนุนเสริมแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560-2564 “เพื่อสานพลังสร้างพลเมืองไทยด้วยการอ่านสู่ Thailand 4.0” โดยมี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรองประธานคณะกรรมการบูรณาการการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นประธานรับมอบพันธสัญญา จากผู้แทน 28 องค์กร อาทิ กรมอนามัย,
กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น, สำนักวัฒนธรรม กีฬา และ การท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร, สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.), สภาการศึกษา, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park, องค์การยูนิเซฟประเทศไทย, มูลนิธิคนตาบอดไทย, สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป), โครงการเด็กไทยคิดได้ ต้านภัยสังคม, สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.), มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นิทานคำคล้องจองของเจ้าห่านหน้าบึ้งที่ชื่อ อีเล้งเค้งโค้ง ครองใจเด็กไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว เรื่องและภาพ โดย ครูชีวัน วิสาสะ

นายวีระ   โรจน์พจนรัตน์ กล่าวว่า “การได้เห็นภาพแห่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในงานครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ทุกหน่วยงานแม้แต่ประชาชนพร้อมที่จะส่งเสริมและพัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้เติบโตด้วยความพร้อมจากการรักหนังสือ มีนิสัยรักการอ่านเป็นพื้นฐาน แผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านฯ

ด้วยทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงลำพัง ต้องทำงาน
บูรณาการร่วมกับทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากที่ปัจจุบันสภาพสังคมและเศรษฐกิจของทุกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต  ของมนุษย์อย่างมาก ส่งผลให้ทุกประเทศ ต้องปรับตัวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งการอ่านและการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาคุณภาพประชากรให้เป็นพลเมืองที่มีศักยภาพ มีขีดความสามารถ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี
ที่กำหนดให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มุ่งสู่การเป็ประเทศไทยยุค 4.0

มหัศจรรย์การอ่านเพื่อเด็กปฐมวัย
ระหว่างวันที่ 10-11 ก.พ. 2561 เวลา 9.00-16.00 น.
ณ แอร์พอร์ตเรลลิ้งก์ มักกะสัน

วัตถุดิบทดแทน ที่มาจากการรีไซเคิลขยะ แปรรูปเป็นพลังงานทดแทน

กระบวนการผลิตแล้วนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทน!

กพร. ตั้งเป้าส่งเสริมและพัฒนาของเสียเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทน เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ตั้งเป้าส่งเสริมและพัฒนาของเสียเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนด้านแร่ โลหะ และสารประกอบโลหะ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 เน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมสร้างการมีส่วนร่วมและการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
ตัวอย่างเศษวัสดุต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้รีไซเคิล

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า… ตามนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมไทย 4.0 กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการปรับโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรมที่เน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม การสร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กพร. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น

โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานในฐานะที่เป็นหน่วยงานจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Natural Mineral Resources หรือ Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทน ที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) ที่เป็นแร่ โลหะ สารประกอบโลหะชั้นคุณภาพสูง เพื่อรองรับ
การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิง ชีวภาพ และ  เคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร รวมทั้งรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือ Mega Projects ของรัฐบาล ซึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (ยกเว้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว) และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ดังกล่าว จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบตั้งต้นที่เป็นแร่ โลหะ สารประกอบจากแร่และโลหะ ที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพสูง
มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

อพร.เดินชมผลงานจากการใช้เทคโนโลยีรีไซเคิล

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ในเรื่องของวัตถุดิบทดแทนที่มาจากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย กพร. ได้ให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย เพื่อแยกสกัดแร่และโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน หรือที่เรียกกันในหลายประเทศว่า   “การทำเหมืองแร่ในเมือง”
หรือ “Urban mining” โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการนำขยะ วัสดุเหลือใช้ รวมถึงผลพลอยได้ (By-products) จากกระบวนการผลิต กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากร ทดแทนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ลดการเกิดขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนสู่  Zero Waste Society
โดยอาศัยจุดแข็งของกรมฯ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแต่งแร่ และด้านเทคโนโลยีโลหการ ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยีรีไซเคิล ร่วมดำเนินงานกับที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้วัสดุเหลือใช้และกากของเสียที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเฉลี่ย 50 ล้านตันต่อปี กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบด้านแร่ โลหะ และพลังงานทดแทนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจากการติดตามประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจากผู้ประกอบการที่ได้รับการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีรีไซเคิลจาก กพร. พบว่า ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการลงทุนและ/หรือการรีไซเคิลของเสียเป้าหมาย 100–130 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบัน กพร. มีเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสีย รวม 69 ชนิด โดย 39 ชนิด ได้พัฒนาเป็นเทคโนโลยีรีไซเคิลต้นแบบของ กพร. ซึ่งมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

และภายใน  เดือนสิงหาคม 2561 นี้  กพร. จะเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเทค
โนโลยีรีไซเคิลของรัฐแห่งแรกของประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab scale) และขยายผล
ไปสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot scale) เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการได้ศึกษาเรียนรู้กระบวนการรีไซเคิล และการจัดการมลพิษที่เกิดขึ้นตามหลักวิชาการ โดยจะสามารถรองรับการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีรีไซเคิล
ให้แก่ผู้ประกอบการ  ทั้งใน Lab scale และ  Pilot scale ได้ไม่น้อยกว่า
200 รายต่อปี

ประเทศไทยมีขยะหรือของเสียเกิดขึ้นเฉลี่ย 50 ล้านตันต่อปี เป็นของเสียครัวเรือน 25-26 ล้านตันต่อปี   โดยมีสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในประเทศเฉลี่ยเพียง 18-20% และของเสียอุตสาหกรรม 25-30 ล้านตันต่อปี โดยมีสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในประเทศเฉลี่ย 70-75% ซึ่งหากสามารถเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของเสียครัวเรือนและอุตสาหกรรมได้อีก 10% มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขยะ หรือของเสียที่มีประสิทธิภาพ  และครบวงจรตั้งแต่กิจกรรม/กระบวนการที่ก่อให้เกิดของเสีย กระบวนการคัดแยก การจัดเก็บรวบรวม การขนส่ง การรีไซเคิล การบำบัด และการกำจัด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลในประเทศ คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการลงทุน/การนำของเสียเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยกุญแจสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือแบบ 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ผมมองว่า ด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เราสามารถเปลี่ยนขยะหรือของเสียให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนที่สำคัญ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตของประเทศได้ ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหลายประเทศไม่มีแหล่งแร่ธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ลดการเกิดขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนสู่  Zero Waste Society
-นายวิษณุ กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมกันนี้ กพร. เตรียมจัดสัมมนาหัวข้อ “Innovation for materials value-added” มีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายทิศทางความต้องการใช้วัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม  สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน  ในวันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561
เวลา 08.30 – 15.45 น. ณ ห้องวาสนา 6 – 8 ชั้น 3
โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพมหานคร

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม
ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2202 3555
www.dpim.go.th

งานตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2561 ร่ำรวย โชคดี ปีหมาทอง

ฉลองนักษัตรปีจอ ร่วมสืบสาน  ร่วมสัมผัสบรรยากาศมงคล ร่ำรวย โชคดี ปีหมาทอง

งานเฉลิมฉลองประเพณีสำคัญของชาวจีนในท้องถิ่นเยาวราช  เที่ยวชม “งานตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2561” ภายใต้แนวคิด
ร่ำรวย โชคดี ปีหมาทอง

พร้อมใจกันรับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกับคณะกรรมการการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ สภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกันจัดงานตรุษจีนเยาวราชขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน

การจัดงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2561 ในปีนี้ กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช และถนนต่อเนื่องบริเวณใกล้เคียง เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร โดย สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ สภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธวงศ์ กลุ่มประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ นักธุรกิจ ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่น

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในปีนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้ธำรงอยู่ และสืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการจัดงานประเพณีของท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ให้เดินทางมาท่องเที่ยว และร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ (ตรุษจีน) ซึ่งเป็นการส่งเสริมรายได้ และเป็นมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น สำหรับในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน ในวันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 17.30 น. และในวันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 19.00 น. ณ บริเวณเวทีใหญ่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวอวยพรพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน เนื่องในวันตรุษจีน

ปีมหามงคลนี้ คณะกรรมการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2561 ได้ร่วมกันจัดงานให้ยิ่งใหญ่ มีการแสดงรวมทั้งกิจกรรมให้ชมมากมาย อาทิ การแสดงเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมย การแสดงมายากลเปลี่ยนหน้ากากจีน การแสดงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีจีน กู่เจิ้ง เอ้อหู ขลุ่ย ขิม การแสดงกายกรรมต่อตัว ไร้กระดูก การแสดงรำพัด นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน บนเวทีหลักให้ชมตลอดงานทั้ง 2 วัน ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่าน มาร่วมงานตรุษจีนเยาวราช
ปี 2561 ในปีนี้ ในชื่องานว่า  “ร่ำรวย โชคดี ปีหมาทอง”

ชื่อภาษาไทย “ร่ำรวย โชคดี ปีหมาทอง”
ชื่อภาษาอังกฤษ “Year of Golden Dog Wealthy Lucky Happiness”

ประธานฝ่ายรับเสด็จพระราชดำเนิน (นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ) กล่าวถึงการ
เตรียมความ พร้อมด้านการรับเสด็จ ว่า “การจัดงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2561 นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธี  เปิดงานตรุษจีนเยาวราช ปี  2561
ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา
ในวันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 17.30 น.

ในวันดังกล่าว ได้มีหมายกำหนดการเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนิน ดังนี้ ทรงนมัสการพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร จากนั้นเสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงาน ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ทอดพระเนตรการแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและการแสดงจากประเทศไทย ต่อจากนั้นเสด็จ ฯ โดยรถรางไปยังมูลนิธิเทียนฟ้าเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าแม่กวนอิม เสด็จฯ ชมบูธต่าง ๆ อาทิ ร้านภูฟ้า, ร้านมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาฯ, ร้านมูลนิธิเจ้าฟ้าสิรินธร, ร้านมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง, ร้านภัทรพัฒน์, ร้านมูลนิธิรามาธิบดี, บูธสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และบูธอาหาร หน้าภัตตาคาร หูฉลามไชน่าทาวน์ สกาล่า สาขา 2 จากนั้นเสด็จฯ ห้างขายยาเซี้ยงเฮงฮั่วกี่ และธนาคารกสิกรไทย (สาขาเยาวราช) แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ”

ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 2 (พันตำรวจเอก สุวโรจน์ โชติกาญจนรัศมิ์) กล่าวถึงเรื่องการเตรียมการรักษาความปลอดภัยว่า ในการจัดงานตรุษจีน เยาวราช ปี 2561 มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 เรื่อง คือ การจราจร และการรักษาความปลอดภัย

ด้านการจราจรจะมีการปิดการจราจร ตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถึง แยกราชวงศ์ โดยจะทำการปิดการจราจร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 23.30 – 05.30 น. ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 จะเริ่มเปิดถนนทางเข้าให้เข้าได้แค่ช่องจราจรเดียว และในเวลา 24.00 น. ของวันดังกล่าว ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 06.00 น. จะปิดการจราจรเต็มพื้นที่ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวก ด้านการจราจร และจัดเส้นทางจราจรทางเลี่ยงให้แก่ประชาชนที่มีความจำเป็นจะต้องผ่านบริเวณดังกล่าว

ด้านการรักษาความปลอดภัย ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล สถานีตำรวจนครบาลท้องที่ เจ้าหน้าที่เทศกิจ
เจ้าหน้าที่ทหาร พัน.ร.นรด. และ อปพร. เตรียมพร้อมในการดูแลประชาชน
ในด้านความปลอดภัย โดยจะมีกำลัง ทั้งใน และนอกเครื่องแบบประจำในจุดต่างๆ ทั้งพื้นที่ตลอดการจัดงาน รวมทั้งมีการบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางการจัดงาน นอกจากนี้ยังได้มีการประสานกำลังเจ้าหน้าที่จากพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อให้การสนับสนุนกรณีเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ด้วย

ประธานประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ (นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์) กล่าวถึงกิจกรรมภายในงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2561 …

การจัดงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2561 ในปีนี้ กลุ่มประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ นักธุรกิจ ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่น ได้ร่วมมือร่วมใจกัน สนับสนุนการจัดงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยและ โดยเฉพาะ การส่งเสริมรายได้ให้กับท้องถิ่นเยาวราช และร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ (ตรุษจีน)

ปีมหามงคลนี้ ได้ร่วมกันจัดงานให้ยิ่งใหญ่ มีการแสดงพิเศษจากศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงบนเวทีหลัก ให้ชมตลอดงานทั้ง 2 วัน
ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นี้จะมีคอนเสิร์ต จากฟีล์ม บงกช และศิลปินวงกะลา คืนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เราจะมี คอนเสิร์ตจาก พลพล โตโน่ และวงอินสติงท์ มาร่วมสร้างความสนุกสนาน และความคึกครึ้นให้กับงานตรุษจีน ในปีนี้ และนอกจากนั้นเรายังมีการร่วมสนุกชิงรางวัล โดยทางฮอนด้า ได้มอบมอเตอร์ไซค์ จำนวน 2 คัน และยังมีทองคำและของรางวัลอื่นๆอีกมากมาย ให้สมกับปีมงคล   “ร่ำรวย โชคดี ปีหมาทอง”


ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร โดย สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกับ คณะกรรมการการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2561 ขอเชิญชวน พี่น้องชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนทุกท่าน มาร่วมเที่ยวงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช กันให้เนืองแน่น สนุกกับกิจกรรม ลุ้นรับโชค พร้อมไหว้พระ ขอพร เสริมสร้างมงคลแก่ชีวิต แก้ปีชง ตามความศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีน
ในวันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2561 นี้

24 Hours Flexi ที่เดียวในโลก

โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

One Of The World’s 10 Most Luxurious Airport Hotels  จาก  CNN
โนโวเทล สุวรรณภูมิ ทุ่มงบปรับปรุงครั้งใหญ่ ​​โรงแรมระดับมาตรฐาน 4 ดาว จำนวน 612 ห้องพัก บริหารภายใต้ บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคมและเป็นโรงแรมเพียงแห่งเดียวของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบันโรงแรมแห่งนี้ เป็นโรงแรมเดียวที่เดียวในโลก ที่ให้บริการที่เรียกว่า 24 Hours Flexi


24 Hours Flexi เปิดให้บริการมา 3 ปีกว่าแล้ว นักท่องเที่ยวทั่วโลกทุกวันนี้
เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ผ่านสนามบินสุวรรรภูมิ ตลอด 24 ชั่วโมง และมีจำนวนสายการบินจากทั่วโลก ทำการบิน เข้า-ออก ที่ สนามบิน สุวรณภูมิทุกเวลาตลอดทั้งวัน กลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเป็นฮับที่สำคัญของการภาคการเดินทาง ท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย


โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ระดับมาตรฐาน 4 ดาว จำนวนห้องพัก 612 ห้อง จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทเมื่อ วันที่ 24 ตุลาคม 2546 โดยเป็นบริษัทร่วมทุน ระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 10
ภายใต้ชื่อบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด (มหาชน) หรือ รทส.ใช้งบประมาณการลงทุนไปทั้งสิ้น 1,017.78 ล้านบาท และได้ว่าจ้างกิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที เป็น ผู้บริหารกิจการโรงแรมในลักษณะHotel Chain ภายใต้เครื่องหมาย NOVOTEL ของกลุ่ม ACCOR

ปัจจุบันบริการ 24 Hours Flexi ถือเป็นจุดขายที่มีความโดดเด่น  โรงแรม
ยังนำเสนอทางเลือกให้กับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้น หรือกรณีเครื่องดีเลย์อีกหลากหลายบริการอาทิ สปา, Day use, Fresh up ฯลฯ

โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เตรียมทุ่มงบรีโนเวตโรงแรมครั้งใหญ่ หลังทำยอดขายมีกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 74.30 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ 140 ล้านบาทในรอบปีนี้ พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่ทศวรรษใหม่ที่สดใส ด้วยยอดขายทะลุเป้าสู่ 1,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ในปี 2563

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด เปิดเผยว่า โนโวเทล สุวรรณภูมิ มาถูกทางและเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย ที่สำคัญ โนโวเทล สุวรรณภูมิ เป็นแอสเซสที่ผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายภาคภูมิใจ ด้วยผลประกอบการในปี 2560 นี้เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้เกิดขึ้นมาจากจำนวนห้องพักของโรงแรมเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี มีลูกค้าที่เข้ามาพัก
กับโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น

จากความพยายามในการปรับเปลี่ยนการบริหาร และการทำการตลาดร่วมกันอีกทั้งโรงแรมได้ให้ความสำคัญ ทุกช่องทางอย่างเสมอกันจึงทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากจากช่องทางที่แตกต่างกัน บวกกับกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง รวมถึงรางวัลต่างๆที่ได้รับ เช่น One Of The World’s 10 Most Luxurious Airport Hotels จาก CNN ในปี 2016 รางวัล Top 5 Airport Hotel in Asia ในปี 2016 เช่นกัน จึงส่งผลให้ในปีนี้ โรงแรมสามารถทำกำไรได้ถึง 139.93 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ที่เปิดโรงแรมมา

ในปีหน้าโรงแรมตั้งเป้ายกระดับ และรักษามาตรฐานที่ทำมาได้ดีแล้วให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยการจัดกิจกรรมทางการตลาดและโปรแกรมส่งเสริมการขายต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมา เช่น โปรแกรมการให้บริการ
24 Hours Flexi บริการพิเศษที่ลูกค้าสามารถยึดหยุ่นเวลาเช็คอินและ
เช็คเอ้าท์จากการนับเวลาเข้าพักเป็นแบบ24 ชั่วโมง หากเข้าพักเวลาไหน
สามารถเช็คเอ้าท์นับไปอีก 24 ชั่วโมง โดยจ่ายในราคาเพียง 1 คืนเท่านั้น รวมถึงให้อาหารฟรี1 มื้อ ซึ่งลูกค้าเลือกได้ว่าจะทานเป็นมื้อไหนถือเป็นโรงแรมสนามบินเพียงแห่งเดียวที่ทำได้โปรแกรม Days Use Offer เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาพักช่วงสั้นๆ ระหว่างวัน เพียง 3 ,6 หรือ  9 ชั่วโมง

เพื่อเรียกความสดชื่น ทั้งก่อนหรือหลังเที่ยวบิน ด้วยการพักผ่อนในห้องพักแสนสบาย พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์ใช้บริการห้องออกกำลังกายและสระว่ายน้ำกลางแจ้งได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ และโปรโมชั่นส่งเสริมการขายตามช่วงเวลาต่างๆอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปีซึ่งคาดว่าหลังจากผ่านการรีโนเวตในบางส่วนแล้ว ปีหน้าโรงแรมมีความเชื่อมั่นว่า จะส่งผลให้ยอดขายของโรงแรมสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,000 ล้านบาท อย่างแน่นอน
นายชัยวัฒน์ กล่าว

สำหรับการรีโนเวตในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น และไลฟ์ สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยโรงแรมจะใช้เวลาในการปรับปรุงทั้ง 2 อาคารให้เสร็จภายใน2 ปี โดยจะสลับกันทำทีละอาคาร ทั้งนี้ ในการปรับปรุงครั้งนี้ จะมีการยกระดับห้องพักให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ใส่เทคโนโลยีเข้าไปให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับไลฟ์ สไตล์ยุคดิจิทัลของผู้บริโภค โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นมาของ สปอร์ต
บาร์ ที่เป็นไฮไลท์สำคัญในการปรับปรุงครั้งนี้ โดยจะทำไว้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาทุกชนิด ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดกีฬาชนิดต่างๆ ที่มีการแข่งขันจากทั่วโลกในแต่ละวัน สำหรับรองรับลูกค้าห้องพัก หรือ นักเดินทางที่อยู่ในระหว่างรอเครื่อง กลุ่มสายการบินที่ปฎิบัติงานที่สนามบิน หน่วยงานรอบๆ สนามบิน หรือแม้แต่บุคคลภายนอกที่อาศัยอยู่รอบๆพื้นที่ไม่ห่างจากโรงแรมมากนัก พร้อมบริการเครื่องดื่มและอาหาร

สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ :
โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

คุณนฤมล เฑียรฆโรจนกุล
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด
โทร. 02-131-1021, 086-565-6071
E-mail :marcom@novotelairportbkk.com

สวนผึ้งไฮแลนด์ หนึ่งในสถานที่เคาท์ดาวน์ดีที่สุดของปี

เคาท์ดาวน์เฟสติวัล 2017

สถานที่เคาท์ดาวน์ที่ดีที่สุดของสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี แหล่งท่องเที่ยวในภาคกลาง ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสวนผึ้งเพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ ปีนี้ใครกำลังมองหาสถานที่เคาท์ดาวน์ 2561 Toptotravel  แนะนำให้ไปสัมผัสอากาศเย็นสบายที่ สวนผึ้งไฮแลนด์ อากาศดีมีบอลลูนลอยฟ้า ชมทิวทัศน์สวนผึ้ง ชมฟรีคอนเสริต มานั่งนับดาว ฉลอง Countdown 2018  กับศิลปิน อะตอม ชนกันต์ วงลิปตา วังพอส และสนุกสุดๆ กับวงซีซั่นไฟว์ ร่วมส่งท้ายปี เคาท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2018  กับงานที่ยิ่งใหญ่ ณ. สวนผึ้งไฮแลนด์เคาท์ดาวน์ เฟสติวัล 2017  จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 30-31 ธันวาคม นี้ ซึ่งพบกับคอนเสิร์ตจาก ศิลปินชื่อดังที่จะมาสร้างความสนุกและความประทับใจ

วันที่ 30 ธันวาคม พบกับ อะตอม ชนกันต์ และ วงลิปตา
วันที่ 31 ธันวาคม พบกับ วงพอส และ วงซีซั่นไฟว์

9 8 7 6 5 4 3 2 1 รีบเลยมามา ชวนกันนับเคาท์ดาวน์  พร้อม สวัสดีปีใหม่  2561  อยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไร หาเอาเอง  อย่าได้วอนขอพรจาก
ไหน โชคดีมีกำลังใจเสมอ พร้อมทั้งกิจกรรมบอลลูนที่น่าตื่นตาตื่นใจรอ
ให้ทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ และ ร่วมเคาท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2018 ไปด้วยกัน ณ สวนผึ้งไฮแลนด์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี…พิเศษ!!! ก่อนใคร


เปิดจำหน่ายบัตร  Early Bird ราคาเพียง 400  บาท

(ตั้งแต่วันที  1 – 7 พฤศจิกายนนี้)

จำหน่ายบัตรราคาปกติ 500 บาท (วันที่ 8 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2560)
บัตรสามารถใช้เข้างานได้ทั้ง 2 วัน พร้อมรับเครื่องดื่มฟรี (บัตร 1 ใบ ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น) บรรยากาศสุดโรแมนติกแล้วพบกันให้ได้นะค่ะ !!!

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-711 7788  www.allticketthailand.com
Facebook : Suanphueng Highland

โครงการก้าวคนละก้าว

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุน โครงการ ก้าว คน ละ ก้าว

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบเงิน จำนวน 24,000,000 บาท แก่ คุณอาทิวราห์ คงมาลัย – ตูน บอดี้สแลม (ที่ 3 จากซ้าย) เพื่อสนับสนุน “โครงการก้าวคนละก้าว” จัดกิจกรรมวิ่งการกุศลเส้นทางจาก อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงอำเภอ แม่สาย จังหวัดเชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร

นับเป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ภายใต้   “KING POWER THAI POWER
พลังคนไทย”   ที่มุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้านสาธารณสุข โดยมี พลตรี พีระพล ปกป้อง (ที่ 2 จากซ้าย) เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมด้วย

ณ ห้อง Press Room ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

ตื้น-ลึก-หนา-บาง ได้รู้กันใครเป็นใคร

ใครคือจอมบงการ ​​​ใครได้ประโยชน์
ถ้าโอเอ.ถูกคว่ำ?

แฉเบื้องลึก ขบวนการ ล้มโอเอ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ   นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี และ น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทกลุ่มธุรกิจเครือโอเอ นายอนุชิต ไชยทองงาม รปภใ ที่ถูกรุมทำร้ายจนชีวิตเปลี่ยน พร้อมด้วย นางยุพิน ผู้เป็นมารดา และนายอนันต์ แสงศรี ที่ปรึกษากฎหมาย

วันนี้ ร่วมกัน แถลงข่าวหัวข้อ “แฉเบื้องลึกขบวนการล้มโอเอ”  โดย
น.ส.สายทิพย์ กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัว โรจน์รุ่งรังสี ต้องประสบพบเจอ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยกล้า แม้จะปริปากบอกกับใคร เพราะ ถ้าพูดไปก็อาจจะเป็นอันตรายกับตัวเราหรือคนรอบข้างที่เรารัก จนถึงวันนี้  เราเหมือนกับคนที่ไม่มีที่ไป ไม่มีทางสู้ เพราะสิ่งที่เราเผชิญ คือ อำนาจมืด ที่ผ่านมาเราจึงเลือกที่จะเงียบ เพราะเราหวังลึกๆ ว่าสักวันเรื่องร้ายๆ จะจบลง ซึ่งเราจะได้มีโอกาส จะได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง แต่แล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เรื่องกลับไม่จบ มิหน่ำซ้ำ เราทุกคนในครอบครัวจะโดนลบไปจากพื้นที่ทำมาหากินที่พวกเราได้ร่วมกันสร้างมา อาจจะต้องล้มแบบไม่เหลืออะไรเลย และยังมีหนี้สิ้นก้อนโตท่วมหัว ซึ่งเราไม่มีทางที่จะใช้หนี้สินได้หมดในชาตินี้

นอกจากเราจะโดนกระทำแล้ว ยังมีพี่น้องที่เป็นพนักงานของเราอีกนับหมื่นชีวิต ครอบครัวของพวกเขา กลุ่มธุรกิจชุมชนร่วมถึงพ่อค้าแม่ค้า คู่ค้าของเรา ที่ได้รับผลกระทบ จากสิ่งที่เกิดขึ้นเราคิดอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจออกมาแถลงข้อเท็จจริงในวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่เราไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมดโดยเฉพาะการสั่งปิดกลุ่มธุรกิจในเครือโอเอ เป็นจุดพลิกพลันชะตากรรมของครอบครัวเรา ส่อเค้าลางขึ้นเมื่อปี 2554 มีชายชาวจีนคนหนึ่ง อดีตเคยเป็นไกด์มาก่อน ได้ติดต่อบริษัทของเรา เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเรา แต่ทางเราได้ให้การปฏิเสธไป ต่อมาเขาได้แต่งงานกับคนไทย ซึ่งตอนนั้นเป็นตำรวจท่องเที่ยว เป็นหลานสาวของอดีต ผบ.ตร. และเคยเป็นรัฐมนตรี และก็เป็นเพื่อนสนิทกับอดีตนายทหารมาเฟีย หลังจากนั้นก็ได้เปิดธุรกิจที่ภูเก็ตการเปิดธุรกิจแข่งขันกัน เราก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ ทางเราก็ไม่ได้คิดอะไร

กระทั่งเดือนเมษายน 2555 ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ร้านค้าเราที่ภูเก็ตถูกวางเพลิง เสียหายและ น้อง รปภ. ถูกรุมทำร้ายจนพิการมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นมา ก็จะมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น อย่างเช่น ลูกค้าแจ้งถึงความไม่พอใจกับสินค้าของเรา เมื่อเราได้รับสินค้าคืน ก็พบว่า สินค้าที่ลูกค้านำมาคืนนั้นไม่ใช่สินค้าของร้านเรา เราได้พยายามอธิบายกับลูกค้า แต่ลูกค้าเกิดความรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องก็เริ่มหนักขึ้นเมื่อคู่ค้าที่ขายสินค้าให้กับเรา มีการวางบิลค่าสินค้าที่เราไม่ได้สั่งซื้อ พอเราสอบถามกลับไป ทางคู่ค้าแจ้งว่า มีคนของสาขาได้ติดต่อสั่งซื้อสินค้านี้ แต่ค้างจ้างมาช่วงระยะหนึ่ง เขาเลยตัดสินใจมาวางบิลกับทางเราที่กรุงเทพแทน ทำให้เราต้องทำจดหมายแจ้งกับทางคู่ค้าว่า มีการเกิดเข้าใจผิด ในขณะนั้น เราไม่ได้รู้สึกสะกิดใจเลย แค่รู้สึกว่า อาจเป็นเพราะความสับสนของชื่อที่คล้ายกัน เราจึงแก้ปัญหาด้วยการ เปลี่ยนชื่อ บริษัท เปลี่ยน packaging เพื่อตัดปัญหาความเข้าใจผิด ในส่วนของคดีที่โดนวางเพลิงก็เงียบหายไปไม่มีความคืบหน้าทางคดี เราก็ไม่ได้ติดตามต่อ จนปี 2559 เมื่อคุณพ่อมาทราบว่า คดีวางเพลิงกำลังจะหมดอายุ ก็ได้ให้ทางสาขาลองติดต่อถึงความคืบหน้าของคดี เพราะเราก็อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ รปภ ที่โดนทำร้ายในคืนเกิดเหตุ โดนทำร้ายอย่างแสนสาหัส จนหลับหมดสติ อยู่หลายเดือน จนพิการ ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติเหมือนเดิมได้

เมื่อต้นเดือน สิงหาคม 2559 ทางบริษัทฯ โดนเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย เข้าตรวจ พร้อมโดนข้อหาอั้งยี่ ร่วมกันกระทำความผิดให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แล้วหลังจากนั้น เราก็โดนเจ้าหน้าที่ หลายร้อยนาย เข้าตรวจค้นตลอดจนไม่สามารถที่จะประกอบกิจการได้ โดนยึดอายัดทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร รถบัสกว่า 2000 คัน คุณแม่กับน้องชายคนเล็ก โดนข้อหาฟอกเงิน เพิ่มเติม ตอนไปรายงานตัวที่ สน. และโดนขัดค้านประกันตัว ถูกคุมขัง

ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรม แล้วหลังจากนั้น โดนแจ้งจับเพิ่ม คุณพ่อกับตัวของทิพย์เองก็ได้ไปมอบตัว แสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับโดนจับคุมขัง ไม่ได้รับการประกันตัว ตลอดเวลา ที่ คุณพ่อ คุณแม่ น้องชายและตัวเรา โดนคุมขัง ไร้สิ้นอิสรภาพนั้น น้องชายอีกสองคนที่อายุไม่ถึง 30 ก็ต้องพยายามหาทางประกันตัวพวกเราออกมา เพื่อที่พวกเราจะได้ช่วยกันรวบรวมหลักฐาน ไปสู้คดี เรื่องก็ยิ่งกระหน่ำซ้ำ โดนหลอกบ้าง โดนกลั่นแกล้งบ้าง โดนขมขู่บ้าง จนพวกเราได้แต่เก็บเงียบรับชะตากรรมไป ได้แต่บอกตัวเองว่า นี้คงเป็นเคราะห์กรรมเก่า ที่เราอาจทำอะไรใครไว้
ในที่สุด ศาลก็อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เราก็ไปตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ จนกระทั้ง วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ศาลได้พิพากษา ยกฟ้อง ซึ่งพวกเราก็เข้าใจว่า ทุกอย่างจะจบด้วยดี แต่แล้วก็โดนเรื่องภาษีต่อ โดยได้รู้มาว่า เจ้าหน้าที่ได้รับความกดดันอย่างหนัก มีการแอบอ้างถึงผู้ใหญ่ของประเทศ เพื่อที่จะจัดการเราให้สิ้นซาก จนไม่ต้องผุดต้องเกิดกันเลย เราเลยตัดสินใจ แถลงข่าวครั้งแรก เพื่อจะขอความเมตตาจากสังคม ขอโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก มีที่ยืนในสังคม แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือ การคุกคาม การขมขู่ การติดตาม จนทุกวันนี้ เรารู้สึกไม่อยากจะตื่นเพื่อมาเห็นโลกนี้เลย เพราะเรากลัว กลัวว่าจะโดนอะไรอีก พอมีคนแนะนำให้เราต้องสู้ เราก็ต้องสู้ เพราะเราสูญเสียทุกอย่างแล้ว จนไม่รู้ว่าจะเสียอะไรอีกแล้ว เราเลยไปแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ เพื่อหยุดยั้ง การยัดเยียดข้อกล่าวหา แล้วเราก็ยังโดนข้อหาเพิ่มเติม กลุ่มบริษัทรถเช่าที่โดนเพิ่มเติม อยากจะขออธิบายเพิ่มเติมว่า

ตั้งแต่เริ่มต้น บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เป็นบริษัทเดียวที่โดนฟ้อง
มีรถอยู่ในชื่อบริษัท ประมาณ 200 คัน แต่เราโดนยึดอายัดรถทั้งหมดที่เรามี กว่า 2000 คัน ซึ่งเป็นรถที่อยู่ภายใต้ชื่อ บริษัททั้งหมดที่โดนแจ้งเพิ่ม สิ่งที่สะเทือนใจที่สุด ไม่ใช่เราโดนแล้วโดนอีก เพราะเราโดนกระทำแบบนี้มากว่า 1 ปี แต่เราไม่คาดคิดว่า เพราะเรา เราจะเป็นต้นเหตุ ให้ทำให้ผู้อื่นๆต้องลำบากไปกับเราด้วย นอกจาก ลูกค้าที่เป็นบริษัททัวร์ ที่โดนคุกคาม ข่มขู่ กลั่นแกล้งแล้ว พนักงานบริษัทของเรา คู่ค้าที่ขายสินค้าให้เรา หรือแม้แต่ ร้านค้าอื่นๆ ที่รถของเราได้ไปแวะตามโปรแกรมทัวร์ ก็พลอยโดนไปด้วย ทำให้บรรยากาศของ การท่องเที่ยวที่มีความสุข ได้หายไป ทำให้คนหวาดกลัวที่จะค้าขายทำธุรกิจ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นที่จะจับจ่ายใช่สอย ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกถึงความไม่มั่นใจและไม่ปลอดภัย นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดเป็นที่สุด

ในวันนี้ เป็นวันที่เราขอพูดความจริง ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกกับพวกเรา ถ้าหลังจากวันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับคนในคนหนึ่งในครอบครัวเรา หรือ คนรอบข้างที่เรารัก ก็ขอให้พี่ๆสื่อช่วยตามล่าหาความจริงด้วยนะคะ และครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ออกมาพูด และออกมาเรียกร้อง ตอนนี้เราเหมือนสุนัขจนตรอกที่ไม่มีที่ไป ความหวังสุดท้ายของเรา คือท่านนายกรัฐมนตรี ผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นคนมีคุณธรรม มีความยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้เสมอมา นอกจากที่เราจะไปร้องขอความเป็นธรรมกับท่านแล้ว เราก็จะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ ท่านนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ศรีวราห์ ผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นคนซื่อตรง มีความตรงไปตรงมา และกระทรวงยุติธรรม แต่ก่อนที่จะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ถึงผู้ใหญ่ที่เอ่ยนามมา ช่วงบ่าย และหลังจากนี้ทนายความจะพาน้อง รปภ.เข้าร้องกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้วางเพลิง และผู้จ้างวาน ให้ถึงที่สุด และหากมีเวลาเหลือจะไปร้องขอความเป็นธรรมที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเมตตาให้ท่านช่วยกรุณาตรวจสอบกระบวนการทางคดีที่ผ่านมาทั้งหมดว่า ทำไมถึงใช้เวลานานเหลือเกินกว่า 5 ปี