Category Archives: ข่าว

24 Hours Flexi ที่เดียวในโลก

โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

One Of The World’s 10 Most Luxurious Airport Hotels  จาก  CNN
โนโวเทล สุวรรณภูมิ ทุ่มงบปรับปรุงครั้งใหญ่ ​​โรงแรมระดับมาตรฐาน 4 ดาว จำนวน 612 ห้องพัก บริหารภายใต้ บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคมและเป็นโรงแรมเพียงแห่งเดียวของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบันโรงแรมแห่งนี้ เป็นโรงแรมเดียวที่เดียวในโลก ที่ให้บริการที่เรียกว่า 24 Hours Flexi


24 Hours Flexi เปิดให้บริการมา 3 ปีกว่าแล้ว นักท่องเที่ยวทั่วโลกทุกวันนี้
เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ผ่านสนามบินสุวรรรภูมิ ตลอด 24 ชั่วโมง และมีจำนวนสายการบินจากทั่วโลก ทำการบิน เข้า-ออก ที่ สนามบิน สุวรณภูมิทุกเวลาตลอดทั้งวัน กลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเป็นฮับที่สำคัญของการภาคการเดินทาง ท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย


โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ระดับมาตรฐาน 4 ดาว จำนวนห้องพัก 612 ห้อง จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทเมื่อ วันที่ 24 ตุลาคม 2546 โดยเป็นบริษัทร่วมทุน ระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 10
ภายใต้ชื่อบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด (มหาชน) หรือ รทส.ใช้งบประมาณการลงทุนไปทั้งสิ้น 1,017.78 ล้านบาท และได้ว่าจ้างกิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที เป็น ผู้บริหารกิจการโรงแรมในลักษณะHotel Chain ภายใต้เครื่องหมาย NOVOTEL ของกลุ่ม ACCOR

ปัจจุบันบริการ 24 Hours Flexi ถือเป็นจุดขายที่มีความโดดเด่น  โรงแรม
ยังนำเสนอทางเลือกให้กับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้น หรือกรณีเครื่องดีเลย์อีกหลากหลายบริการอาทิ สปา, Day use, Fresh up ฯลฯ

โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เตรียมทุ่มงบรีโนเวตโรงแรมครั้งใหญ่ หลังทำยอดขายมีกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 74.30 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ 140 ล้านบาทในรอบปีนี้ พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่ทศวรรษใหม่ที่สดใส ด้วยยอดขายทะลุเป้าสู่ 1,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ในปี 2563

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด เปิดเผยว่า โนโวเทล สุวรรณภูมิ มาถูกทางและเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย ที่สำคัญ โนโวเทล สุวรรณภูมิ เป็นแอสเซสที่ผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายภาคภูมิใจ ด้วยผลประกอบการในปี 2560 นี้เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้เกิดขึ้นมาจากจำนวนห้องพักของโรงแรมเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี มีลูกค้าที่เข้ามาพัก
กับโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น

จากความพยายามในการปรับเปลี่ยนการบริหาร และการทำการตลาดร่วมกันอีกทั้งโรงแรมได้ให้ความสำคัญ ทุกช่องทางอย่างเสมอกันจึงทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากจากช่องทางที่แตกต่างกัน บวกกับกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง รวมถึงรางวัลต่างๆที่ได้รับ เช่น One Of The World’s 10 Most Luxurious Airport Hotels จาก CNN ในปี 2016 รางวัล Top 5 Airport Hotel in Asia ในปี 2016 เช่นกัน จึงส่งผลให้ในปีนี้ โรงแรมสามารถทำกำไรได้ถึง 139.93 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ที่เปิดโรงแรมมา

ในปีหน้าโรงแรมตั้งเป้ายกระดับ และรักษามาตรฐานที่ทำมาได้ดีแล้วให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยการจัดกิจกรรมทางการตลาดและโปรแกรมส่งเสริมการขายต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมา เช่น โปรแกรมการให้บริการ
24 Hours Flexi บริการพิเศษที่ลูกค้าสามารถยึดหยุ่นเวลาเช็คอินและ
เช็คเอ้าท์จากการนับเวลาเข้าพักเป็นแบบ24 ชั่วโมง หากเข้าพักเวลาไหน
สามารถเช็คเอ้าท์นับไปอีก 24 ชั่วโมง โดยจ่ายในราคาเพียง 1 คืนเท่านั้น รวมถึงให้อาหารฟรี1 มื้อ ซึ่งลูกค้าเลือกได้ว่าจะทานเป็นมื้อไหนถือเป็นโรงแรมสนามบินเพียงแห่งเดียวที่ทำได้โปรแกรม Days Use Offer เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาพักช่วงสั้นๆ ระหว่างวัน เพียง 3 ,6 หรือ  9 ชั่วโมง

เพื่อเรียกความสดชื่น ทั้งก่อนหรือหลังเที่ยวบิน ด้วยการพักผ่อนในห้องพักแสนสบาย พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์ใช้บริการห้องออกกำลังกายและสระว่ายน้ำกลางแจ้งได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ และโปรโมชั่นส่งเสริมการขายตามช่วงเวลาต่างๆอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปีซึ่งคาดว่าหลังจากผ่านการรีโนเวตในบางส่วนแล้ว ปีหน้าโรงแรมมีความเชื่อมั่นว่า จะส่งผลให้ยอดขายของโรงแรมสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,000 ล้านบาท อย่างแน่นอน
นายชัยวัฒน์ กล่าว

สำหรับการรีโนเวตในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น และไลฟ์ สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยโรงแรมจะใช้เวลาในการปรับปรุงทั้ง 2 อาคารให้เสร็จภายใน2 ปี โดยจะสลับกันทำทีละอาคาร ทั้งนี้ ในการปรับปรุงครั้งนี้ จะมีการยกระดับห้องพักให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ใส่เทคโนโลยีเข้าไปให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับไลฟ์ สไตล์ยุคดิจิทัลของผู้บริโภค โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นมาของ สปอร์ต
บาร์ ที่เป็นไฮไลท์สำคัญในการปรับปรุงครั้งนี้ โดยจะทำไว้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาทุกชนิด ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดกีฬาชนิดต่างๆ ที่มีการแข่งขันจากทั่วโลกในแต่ละวัน สำหรับรองรับลูกค้าห้องพัก หรือ นักเดินทางที่อยู่ในระหว่างรอเครื่อง กลุ่มสายการบินที่ปฎิบัติงานที่สนามบิน หน่วยงานรอบๆ สนามบิน หรือแม้แต่บุคคลภายนอกที่อาศัยอยู่รอบๆพื้นที่ไม่ห่างจากโรงแรมมากนัก พร้อมบริการเครื่องดื่มและอาหาร

สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ :
โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

คุณนฤมล เฑียรฆโรจนกุล
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด
โทร. 02-131-1021, 086-565-6071
E-mail :marcom@novotelairportbkk.com

สวนผึ้งไฮแลนด์ หนึ่งในสถานที่เคาท์ดาวน์ดีที่สุดของปี

เคาท์ดาวน์เฟสติวัล 2017

สถานที่เคาท์ดาวน์ที่ดีที่สุดของสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี แหล่งท่องเที่ยวในภาคกลาง ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสวนผึ้งเพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ ปีนี้ใครกำลังมองหาสถานที่เคาท์ดาวน์ 2561 Toptotravel  แนะนำให้ไปสัมผัสอากาศเย็นสบายที่ สวนผึ้งไฮแลนด์ อากาศดีมีบอลลูนลอยฟ้า ชมทิวทัศน์สวนผึ้ง ชมฟรีคอนเสริต มานั่งนับดาว ฉลอง Countdown 2018  กับศิลปิน อะตอม ชนกันต์ วงลิปตา วังพอส และสนุกสุดๆ กับวงซีซั่นไฟว์ ร่วมส่งท้ายปี เคาท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2018  กับงานที่ยิ่งใหญ่ ณ. สวนผึ้งไฮแลนด์เคาท์ดาวน์ เฟสติวัล 2017  จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 30-31 ธันวาคม นี้ ซึ่งพบกับคอนเสิร์ตจาก ศิลปินชื่อดังที่จะมาสร้างความสนุกและความประทับใจ

วันที่ 30 ธันวาคม พบกับ อะตอม ชนกันต์ และ วงลิปตา
วันที่ 31 ธันวาคม พบกับ วงพอส และ วงซีซั่นไฟว์

9 8 7 6 5 4 3 2 1 รีบเลยมามา ชวนกันนับเคาท์ดาวน์  พร้อม สวัสดีปีใหม่  2561  อยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไร หาเอาเอง  อย่าได้วอนขอพรจาก
ไหน โชคดีมีกำลังใจเสมอ พร้อมทั้งกิจกรรมบอลลูนที่น่าตื่นตาตื่นใจรอ
ให้ทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ และ ร่วมเคาท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2018 ไปด้วยกัน ณ สวนผึ้งไฮแลนด์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี…พิเศษ!!! ก่อนใคร


เปิดจำหน่ายบัตร  Early Bird ราคาเพียง 400  บาท

(ตั้งแต่วันที  1 – 7 พฤศจิกายนนี้)

จำหน่ายบัตรราคาปกติ 500 บาท (วันที่ 8 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2560)
บัตรสามารถใช้เข้างานได้ทั้ง 2 วัน พร้อมรับเครื่องดื่มฟรี (บัตร 1 ใบ ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น) บรรยากาศสุดโรแมนติกแล้วพบกันให้ได้นะค่ะ !!!

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-711 7788  www.allticketthailand.com
Facebook : Suanphueng Highland

โครงการก้าวคนละก้าว

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุน โครงการ ก้าว คน ละ ก้าว

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบเงิน จำนวน 24,000,000 บาท แก่ คุณอาทิวราห์ คงมาลัย – ตูน บอดี้สแลม (ที่ 3 จากซ้าย) เพื่อสนับสนุน “โครงการก้าวคนละก้าว” จัดกิจกรรมวิ่งการกุศลเส้นทางจาก อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงอำเภอ แม่สาย จังหวัดเชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร

นับเป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ภายใต้   “KING POWER THAI POWER
พลังคนไทย”   ที่มุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้านสาธารณสุข โดยมี พลตรี พีระพล ปกป้อง (ที่ 2 จากซ้าย) เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมด้วย

ณ ห้อง Press Room ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

ตื้น-ลึก-หนา-บาง ได้รู้กันใครเป็นใคร

ใครคือจอมบงการ ​​​ใครได้ประโยชน์
ถ้าโอเอ.ถูกคว่ำ?

แฉเบื้องลึก ขบวนการ ล้มโอเอ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ   นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี และ น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทกลุ่มธุรกิจเครือโอเอ นายอนุชิต ไชยทองงาม รปภใ ที่ถูกรุมทำร้ายจนชีวิตเปลี่ยน พร้อมด้วย นางยุพิน ผู้เป็นมารดา และนายอนันต์ แสงศรี ที่ปรึกษากฎหมาย

วันนี้ ร่วมกัน แถลงข่าวหัวข้อ “แฉเบื้องลึกขบวนการล้มโอเอ”  โดย
น.ส.สายทิพย์ กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัว โรจน์รุ่งรังสี ต้องประสบพบเจอ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยกล้า แม้จะปริปากบอกกับใคร เพราะ ถ้าพูดไปก็อาจจะเป็นอันตรายกับตัวเราหรือคนรอบข้างที่เรารัก จนถึงวันนี้  เราเหมือนกับคนที่ไม่มีที่ไป ไม่มีทางสู้ เพราะสิ่งที่เราเผชิญ คือ อำนาจมืด ที่ผ่านมาเราจึงเลือกที่จะเงียบ เพราะเราหวังลึกๆ ว่าสักวันเรื่องร้ายๆ จะจบลง ซึ่งเราจะได้มีโอกาส จะได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง แต่แล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เรื่องกลับไม่จบ มิหน่ำซ้ำ เราทุกคนในครอบครัวจะโดนลบไปจากพื้นที่ทำมาหากินที่พวกเราได้ร่วมกันสร้างมา อาจจะต้องล้มแบบไม่เหลืออะไรเลย และยังมีหนี้สิ้นก้อนโตท่วมหัว ซึ่งเราไม่มีทางที่จะใช้หนี้สินได้หมดในชาตินี้

นอกจากเราจะโดนกระทำแล้ว ยังมีพี่น้องที่เป็นพนักงานของเราอีกนับหมื่นชีวิต ครอบครัวของพวกเขา กลุ่มธุรกิจชุมชนร่วมถึงพ่อค้าแม่ค้า คู่ค้าของเรา ที่ได้รับผลกระทบ จากสิ่งที่เกิดขึ้นเราคิดอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจออกมาแถลงข้อเท็จจริงในวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่เราไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมดโดยเฉพาะการสั่งปิดกลุ่มธุรกิจในเครือโอเอ เป็นจุดพลิกพลันชะตากรรมของครอบครัวเรา ส่อเค้าลางขึ้นเมื่อปี 2554 มีชายชาวจีนคนหนึ่ง อดีตเคยเป็นไกด์มาก่อน ได้ติดต่อบริษัทของเรา เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเรา แต่ทางเราได้ให้การปฏิเสธไป ต่อมาเขาได้แต่งงานกับคนไทย ซึ่งตอนนั้นเป็นตำรวจท่องเที่ยว เป็นหลานสาวของอดีต ผบ.ตร. และเคยเป็นรัฐมนตรี และก็เป็นเพื่อนสนิทกับอดีตนายทหารมาเฟีย หลังจากนั้นก็ได้เปิดธุรกิจที่ภูเก็ตการเปิดธุรกิจแข่งขันกัน เราก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ ทางเราก็ไม่ได้คิดอะไร

กระทั่งเดือนเมษายน 2555 ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ร้านค้าเราที่ภูเก็ตถูกวางเพลิง เสียหายและ น้อง รปภ. ถูกรุมทำร้ายจนพิการมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นมา ก็จะมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น อย่างเช่น ลูกค้าแจ้งถึงความไม่พอใจกับสินค้าของเรา เมื่อเราได้รับสินค้าคืน ก็พบว่า สินค้าที่ลูกค้านำมาคืนนั้นไม่ใช่สินค้าของร้านเรา เราได้พยายามอธิบายกับลูกค้า แต่ลูกค้าเกิดความรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องก็เริ่มหนักขึ้นเมื่อคู่ค้าที่ขายสินค้าให้กับเรา มีการวางบิลค่าสินค้าที่เราไม่ได้สั่งซื้อ พอเราสอบถามกลับไป ทางคู่ค้าแจ้งว่า มีคนของสาขาได้ติดต่อสั่งซื้อสินค้านี้ แต่ค้างจ้างมาช่วงระยะหนึ่ง เขาเลยตัดสินใจมาวางบิลกับทางเราที่กรุงเทพแทน ทำให้เราต้องทำจดหมายแจ้งกับทางคู่ค้าว่า มีการเกิดเข้าใจผิด ในขณะนั้น เราไม่ได้รู้สึกสะกิดใจเลย แค่รู้สึกว่า อาจเป็นเพราะความสับสนของชื่อที่คล้ายกัน เราจึงแก้ปัญหาด้วยการ เปลี่ยนชื่อ บริษัท เปลี่ยน packaging เพื่อตัดปัญหาความเข้าใจผิด ในส่วนของคดีที่โดนวางเพลิงก็เงียบหายไปไม่มีความคืบหน้าทางคดี เราก็ไม่ได้ติดตามต่อ จนปี 2559 เมื่อคุณพ่อมาทราบว่า คดีวางเพลิงกำลังจะหมดอายุ ก็ได้ให้ทางสาขาลองติดต่อถึงความคืบหน้าของคดี เพราะเราก็อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ รปภ ที่โดนทำร้ายในคืนเกิดเหตุ โดนทำร้ายอย่างแสนสาหัส จนหลับหมดสติ อยู่หลายเดือน จนพิการ ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติเหมือนเดิมได้

เมื่อต้นเดือน สิงหาคม 2559 ทางบริษัทฯ โดนเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย เข้าตรวจ พร้อมโดนข้อหาอั้งยี่ ร่วมกันกระทำความผิดให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แล้วหลังจากนั้น เราก็โดนเจ้าหน้าที่ หลายร้อยนาย เข้าตรวจค้นตลอดจนไม่สามารถที่จะประกอบกิจการได้ โดนยึดอายัดทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร รถบัสกว่า 2000 คัน คุณแม่กับน้องชายคนเล็ก โดนข้อหาฟอกเงิน เพิ่มเติม ตอนไปรายงานตัวที่ สน. และโดนขัดค้านประกันตัว ถูกคุมขัง

ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรม แล้วหลังจากนั้น โดนแจ้งจับเพิ่ม คุณพ่อกับตัวของทิพย์เองก็ได้ไปมอบตัว แสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับโดนจับคุมขัง ไม่ได้รับการประกันตัว ตลอดเวลา ที่ คุณพ่อ คุณแม่ น้องชายและตัวเรา โดนคุมขัง ไร้สิ้นอิสรภาพนั้น น้องชายอีกสองคนที่อายุไม่ถึง 30 ก็ต้องพยายามหาทางประกันตัวพวกเราออกมา เพื่อที่พวกเราจะได้ช่วยกันรวบรวมหลักฐาน ไปสู้คดี เรื่องก็ยิ่งกระหน่ำซ้ำ โดนหลอกบ้าง โดนกลั่นแกล้งบ้าง โดนขมขู่บ้าง จนพวกเราได้แต่เก็บเงียบรับชะตากรรมไป ได้แต่บอกตัวเองว่า นี้คงเป็นเคราะห์กรรมเก่า ที่เราอาจทำอะไรใครไว้
ในที่สุด ศาลก็อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เราก็ไปตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ จนกระทั้ง วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ศาลได้พิพากษา ยกฟ้อง ซึ่งพวกเราก็เข้าใจว่า ทุกอย่างจะจบด้วยดี แต่แล้วก็โดนเรื่องภาษีต่อ โดยได้รู้มาว่า เจ้าหน้าที่ได้รับความกดดันอย่างหนัก มีการแอบอ้างถึงผู้ใหญ่ของประเทศ เพื่อที่จะจัดการเราให้สิ้นซาก จนไม่ต้องผุดต้องเกิดกันเลย เราเลยตัดสินใจ แถลงข่าวครั้งแรก เพื่อจะขอความเมตตาจากสังคม ขอโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก มีที่ยืนในสังคม แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือ การคุกคาม การขมขู่ การติดตาม จนทุกวันนี้ เรารู้สึกไม่อยากจะตื่นเพื่อมาเห็นโลกนี้เลย เพราะเรากลัว กลัวว่าจะโดนอะไรอีก พอมีคนแนะนำให้เราต้องสู้ เราก็ต้องสู้ เพราะเราสูญเสียทุกอย่างแล้ว จนไม่รู้ว่าจะเสียอะไรอีกแล้ว เราเลยไปแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ เพื่อหยุดยั้ง การยัดเยียดข้อกล่าวหา แล้วเราก็ยังโดนข้อหาเพิ่มเติม กลุ่มบริษัทรถเช่าที่โดนเพิ่มเติม อยากจะขออธิบายเพิ่มเติมว่า

ตั้งแต่เริ่มต้น บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เป็นบริษัทเดียวที่โดนฟ้อง
มีรถอยู่ในชื่อบริษัท ประมาณ 200 คัน แต่เราโดนยึดอายัดรถทั้งหมดที่เรามี กว่า 2000 คัน ซึ่งเป็นรถที่อยู่ภายใต้ชื่อ บริษัททั้งหมดที่โดนแจ้งเพิ่ม สิ่งที่สะเทือนใจที่สุด ไม่ใช่เราโดนแล้วโดนอีก เพราะเราโดนกระทำแบบนี้มากว่า 1 ปี แต่เราไม่คาดคิดว่า เพราะเรา เราจะเป็นต้นเหตุ ให้ทำให้ผู้อื่นๆต้องลำบากไปกับเราด้วย นอกจาก ลูกค้าที่เป็นบริษัททัวร์ ที่โดนคุกคาม ข่มขู่ กลั่นแกล้งแล้ว พนักงานบริษัทของเรา คู่ค้าที่ขายสินค้าให้เรา หรือแม้แต่ ร้านค้าอื่นๆ ที่รถของเราได้ไปแวะตามโปรแกรมทัวร์ ก็พลอยโดนไปด้วย ทำให้บรรยากาศของ การท่องเที่ยวที่มีความสุข ได้หายไป ทำให้คนหวาดกลัวที่จะค้าขายทำธุรกิจ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นที่จะจับจ่ายใช่สอย ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกถึงความไม่มั่นใจและไม่ปลอดภัย นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดเป็นที่สุด

ในวันนี้ เป็นวันที่เราขอพูดความจริง ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกกับพวกเรา ถ้าหลังจากวันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับคนในคนหนึ่งในครอบครัวเรา หรือ คนรอบข้างที่เรารัก ก็ขอให้พี่ๆสื่อช่วยตามล่าหาความจริงด้วยนะคะ และครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ออกมาพูด และออกมาเรียกร้อง ตอนนี้เราเหมือนสุนัขจนตรอกที่ไม่มีที่ไป ความหวังสุดท้ายของเรา คือท่านนายกรัฐมนตรี ผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นคนมีคุณธรรม มีความยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้เสมอมา นอกจากที่เราจะไปร้องขอความเป็นธรรมกับท่านแล้ว เราก็จะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ ท่านนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ศรีวราห์ ผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นคนซื่อตรง มีความตรงไปตรงมา และกระทรวงยุติธรรม แต่ก่อนที่จะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ถึงผู้ใหญ่ที่เอ่ยนามมา ช่วงบ่าย และหลังจากนี้ทนายความจะพาน้อง รปภ.เข้าร้องกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้วางเพลิง และผู้จ้างวาน ให้ถึงที่สุด และหากมีเวลาเหลือจะไปร้องขอความเป็นธรรมที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเมตตาให้ท่านช่วยกรุณาตรวจสอบกระบวนการทางคดีที่ผ่านมาทั้งหมดว่า ทำไมถึงใช้เวลานานเหลือเกินกว่า 5 ปี

 

พีแอนด์จีจับมือพันธมิตรสนับสนุนเอสเอ็มอี

กลุ่มธุรกิจค้าส่ง-ปลีก สู่ยุค 4.0

บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือพีแอนด์จี ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และสภานักธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (US – ASEAN Business Council) จัด “โครงการอบรมผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในยุค 4.0 หรือ “Retail Business 4.0 Conference” และ “P&G Leadership College” หวังเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมความเป็นผู้นำ ให้กลุ่มผู้ประกอบการค้าส่ง-ปลีกของไทย จากการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตัล สอดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0

สำหรับโครงการอบรมผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในยุค 4.0 หรือ
“Retail Business 4.0 Conference” และ “P&G Leadership College” จัดโดยบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือพีแอนด์จี ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), และหน่วยงานสนับสนุนได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และสภานักธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (US – ASEAN Business Council)

โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมความเป็นผู้นำ ให้กลุ่มผู้ประกอบการค้าส่ง-ปลีกของไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ ได้มีความรู้และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตัล โดยครั้งนี้มีผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สาขาการค้าส่งและค้าปลีก และศูนย์กระจายสินค้า ร่วมเข้าอบรมกว่า 120 คน

มีวิทยากรที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ทางด้านการใช้ดิจิตัลจากหลากหลายองค์กรทั้งจากบริษัทสมาชิกในสภานักธุรกิจอาเซียน – สหรัฐอเมริกา (US – ASEAN Business Council) ได้แก่ P&G, PayPal, Uber และจากองค์กรอื่นได้แก่ องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาผ่าน ASEAN Connectivity through Trade and Investment project หรือ US-ACTI, ไปรษณีย์ไทย, มหาวิทยาลัยศรีปทุม, จิฟฟี่ รีเทล, T2P และ บริษัท 24 Shopping

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดอบรมในครั้งนี้นับเป็นการบูรณาการการทำงานภาครัฐเอกชนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ นำไปสู่การต่อยอดของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้เป็นอย่างดี”

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า “ทางสมาคมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งฝ่ายภาครัฐ และเอกชนให้ความสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ที่ถือเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในยุคหลังที่มีการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอี ก็ยิ่งจะทำให้มีผู้สนใจเข้ามาทำธุรกิจการค้ามากขึ้น ซึ่งเราคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความเข้าตลาดยุคดิจิตัล และสามารถวางแผนดำเนินธุรกิจให้ก้าวทันยุคประเทศไทย 4.0 ที่กำลังมาถึงได้ดียิ่งขึ้น”

นางกรรณิการ์ จรัสอุไรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “พีแอนด์จีมีพันธกิจในการสนับสนุนนโยบาย”ประชารัฐ” ของรัฐบาลโดยการช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยใช้ประโยชน์ของการนำนวัตกรรมดิจิตัลใหม่ๆมาช่วยบริหารจัดการการส่งเสริมตลาด, วิธีการจัดการที่ดี สำหรับลูกค้าออนไลน์ และเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ที่ประสบความสำเร็จและเข้าถึงบริการด้าออนไลน์จากวิทยากรมืออาชีพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจ และนำองค์ความรู้ที่ได้นำไปปรับใช้ให้เกิดการเติบโตของธุรกิจได้มากขึ้น”

การอบรมสัมมนาในหัวข้อ “Retail Business 4.0 Conference” และ “P&G Leadership College” จัดขึ้นทั้งหมด 2 วัน ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายน 2560 ณ ห้องจิตรลดา 3 ชั้น 2 โรงแรมแมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพมหานคร หัวข้อสัมมนาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลักก็คือ
(1) โอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในสาขาค้าส่งค้าปลีกของไทยในยุค 4.0

(2) รูปแบบของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือ ในการบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่

(3) วิธีการจัดการที่ดี สำหรับผู้บริโภคออนไลน์ การบริการลูกค้า และการค้าปลีกใน “P&G Leadership College” (4) เรื่องราวและประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการขายปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Retailing), และ (5) ความสำเร็จในการขยายธุรกิจค้าปลีกในกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia , Laos , Myanmar , Vietnam)”

ซึ่งนอกเหนือจากงานอบรมสัมมนาครั้งนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของกลุ่มสถาบัน ASEAN SME Academy ที่มีการฝึกอบรม และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านทาง www.asean-sme-academy.org

ข้อมูลมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม สาขาการค้าส่ง ค้าปลีก

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. รายงานว่า ปี 2559 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (หรือ GDP SME) ของไทยมีมูลค่ารวม 6,061,143 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.2 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งหมดในประเทศ โดยมีอัตราขยายตัวร้อยละ 4.8 โดยสาขาการค้าส่งและค้าปลีกมีมูลค่า GDP เท่ากับ 1,596,441 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (GDP SME) มีอัตราขยายตัวร้อยละ 10 จากปีที่แล้ว และหากดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี (เทียบปี พ.ศ. 2555) จะเห็นว่ามีอัตราขยายตัวของมูลค่า GDP ถึงร้อยละ 52 ซึ่งถือเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตัล จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า “ข้อมูลล่าสุดปี 2559 ธุรกิจภาคการค้าส่งและค้าปลีกมีมูลค่า GDP SME เท่ากับ 1,596,441 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 78.2%ของ GDP ในภาคธุรกิจ นอกจากนี้ สาขาการค้าส่งและค้าปลีกมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 10.19% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นภาคธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล สสว. จึงได้ดำเนินกิจกรรมอบรมผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในยุค 4.0 หรือ “Retail Business 4.0
Conference”

ในวันนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกที่มีศักยภาพสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้การดำเนินธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสมาชิกของสภานักธุรกิจอาเซียน – สหรัฐอเมริกา สสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอบรมในวันนี้จะสามารถช่วยพัฒนาทักษะในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มธุรกิจภาคการค้าของไทยต่อไป”

นายราฟฟี ฟาฮาร์โด กรรมการผู้จัดการบริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ประเทศไทย พม่าและลาว กล่าวว่า “พีแอนด์จีตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะในกลุ่มค้าส่ง และค้าปลีก ที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิตอลที่การเติบโต และแข่งขันทางการตลาดสูงมากยิ่งขึ้นซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอบรมครั้งนี้ โดยการร่วมนำเสนอนวัตกรรม และความรู้โดยวิทยาลัยเพื่อความเป็นผู้นำพีแอนด์จีเพื่อช่วยให้คู่ค้าของเราสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ให้เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งหน้าร้าน และการค้าธุรกิจออนไลน์ และเรายังยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้จากวิทยากรจากแหล่งอื่นอีกด้วย”

เกี่ยวกับพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล  พีแอนด์จี เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องอุปโภค และบริโภคที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลกในมาตรฐานคุณภาพที่ดี โดยพีแอนด์จีมีแบรนด์สินค้าชั้นนำในเครือทั้ง ออลเวย์, แอมบิเพอร์, เอเรียล, เบาวท์ตี, ชาร์มิน,เครส, ดาวน์, ดาวน์นี, แฟรี, แฟบรีส, เกนน์, ยิลเลตต์, เฮด แอนด์ โชว์เดอร์, ลีเนอร์, โอเลย์, ออรัล-บี, แพมเพอร์ส, แพนทีน, เอสเค-ทู, ไทด์, วิคส์, และวิสเปอร์ ซึ่งมีโครงข่ายของบริษัทอยู่กว่า 70 ประเทศทั่วโลก

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมของพีแอนด์จีได้ที่ http://www.pg.com

มูลนิธิสัมมาชีพ มอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2560

รางวัลต้นแบบสัมมาชีพ คัดเลือกผู้นำธุรกิจ
วิสาหกิจชุมชน-เอสเอ็มอี-บุคคลต้นแบบบุคคลและธุรกิจต้นแบบที่โดดเด่น

มูลนิธิสัมมาชีพจึงก่อเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือร่วใจของบุคคลสำคัญจากหลากหลาย สาขาอาชีพ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดำเนินการนำธรรมะและองค์ความรู้ที่ดีงาม ให้เข้าถึงกลุ่ม คนทุกสาขาอาชีพมุ่งเน้นการทำมาหากินอย่างสุจริตเพื่อพัฒนาจิตของตนให้ไปในการทางที่ ถูกต้อง อันจะเป็นการสร้างสังคมที่น่าอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน

เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจและสังคมไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อันจะช่วยนำประเทศไทยไปสู่สังคมอุดมสุขอย่างแท้จริง มูลนิธิสัมมาชีพ มอบรางวัล-ประกาศเกียรติคุณต้นแบบสัมมาชีพ เชิดชูผู้นำธุรกิจ ครั้งที่ 5 พร้อมวางรากฐานสร้างผู้นำที่แข็งแกร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย

มูลนิธิสัมมาชีพ จัดงานมอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประกาศเกียรติคุณและยกย่องเชิดชูบุคคลสัมมาชีพ ครั้งที่ 5 คัดเลือกบุคคลและธุรกิจต้นแบบที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับจากสังคม พร้อมวางรากฐานสร้างผู้นำที่แข็งแกร่งเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจและสังคมไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อันจะช่วยนำประเทศไทยไปสู่สังคมอุดมสุขอย่างแท้จริง

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการการจัดงานกล่าวว่า การจัดงานมอบรางวัล “ต้นแบบสัมมาชีพ” มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องเชิดชูบุคคลและธุรกิจต้นแบบที่มีความโดดเด่น เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากสังคมในการประกอบอาชีพโดยสุจริตและดำเนินธุรกิจตามหลักสัมมาชีพโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคและสังคมบนแนวทางสัมมาชีพอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้มูลนิธิสัมมาชีพจัดให้มีรางวัลบุคคลสัมมาชีพแห่งปีตั้งแต่ปี 2552 และในปี 2559 จึงได้ขยายให้มีรางวัลเพิ่มขึ้นอีก 2 รางวัล คือรางวัล SMEs-สัมมาชีพ และวิสาหกิจชุมชน-สัมมาชีพ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ดังปรัชญาของมูลนิธิ “สร้างให้เต็ม เติมรากฐานให้แข็งแกร่ง” สำหรับบุคคลสัมมาชีพแห่งปีเปรียบเสมือนต้นแบบที่สัมผัสได้และมีตัวตนอีกทั้งยังเป็นผู้จุดประกายสร้างพลังและแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคมทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขา อาชีพ ในการตั้งมั่นและยึดถือการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมตามหลักสัมมาชีพ ด้วยการรับฟังและการเรียนรู้ผ่านการปาฐกถาพิเศษการถ่ายทอดแนวคิดและหลักการดำเนินชีวิตที่ดีงามของบุคคลสัมมาชีพ ด้วยอาวุธสำคัญ คือ ประสบการณ์และคมปัญญาที่จะส่งผลให้กับผู้คนในสังคมมีพลังขับเคลื่อนความฝันของตนเองสู่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ดีต่อไป

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นผู้มอบรางวัลบุคคลต้นแบบสัมมาชีพประจำปี 2560 ซึ่งบุคคลต้นแบบสัมมาชีพ ในปีนี้ได้แก่ นายตง ธีระนุสรณ์กิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่

“ผู้ที่จะได้รับรางวัลนับเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ได้รับการยอมรับจากสังคมในการประกอบอาชีพอย่างซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในการปฏิบัติตนที่ดีต่อบุคคลอื่น ยึดหลักการทำธุรกิจบนความถูกต้องดีงาม คำนึงถึงการรักษาสภาวะแวดล้อมและไม่เอาเปรียบผู้อื่น รวมทั้งเป็นผู้บริหารที่บริหารธุรกิจให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคความยากลำบากจากวิกฤติการณ์มาได้” นายประเสริฐ กล่าว

 

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีบุคคลชั้นนำในสังคมไทยได้รับเกียรติเป็นบุคคลสัมมาชีพแล้ว 4 ท่าน ได้แก่ บุคคลสัมมาชีพประจำปี 2552 นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหารเครือสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ,บุคคลสัมมาชีพ ประจำปี 2553 นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มน้ำตาลมิตรผล จำกัด ,บุคคลสัมมาชีพ ประจำปี 2554 นายไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบุคคลสัมมาชีพ ประจำปี 2555 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับงานในปีนี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2560 เวลา 09.00 – 13.30 น. ณ โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park (สุขุมวิท22)

ด้าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ กล่าวว่า การจัดงานมอบรางวัล ต้นแบบสัมมาชีพ มีจุดเริ่มต้นมาจากปรัชญาการดำเนินงานของมูลนิธิสัมมาชีพที่มีความเชื่อมั่นว่า สังคมไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดผู้นำสัมมาชีพในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้นำที่มีหลักคิด ทัศนคติ และมีทักษะในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และเป็นพลังอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อันจะช่วยนำประเทศไทยไปสู่สังคมอุดมสุขที่เป็นจริงได้ สำหรับเรื่องสัมมาชีพนั้นถือเป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุด บ้านเมืองหรือประเทศจะร่มเย็นเป็นสุขได้ก็ต่อเมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ซึ่งสัมมาชีพก็คืออาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ ฉะนั้นเวลาเกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ จึงเกิดความร่มเย็นเป็นสุข เศรษฐกิจก็ดี จิตใจก็ดี สังคมก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี

ดังนั้น เพื่อให้สัมมาชีพเต็มพื้นที่เกิดขึ้นได้จริงอย่างที่คนคิดดีทำดีหวังไว้ การมอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่ง “บุคคลสัมมาชีพ” แห่งปี จึงดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 5 ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายให้ความคิดและการกระทำของบุคคลสัมมาชีพ กลายแบบอย่างอันดี ทอันควรที่ปฏิบัติได้จริงแก่สังคม

สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ก้าวสู่ Thailand 4.0

จัดทำแผนกลยุทธ์  TPA CLUSTER
เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาไปสู่ธุรกิจใหม่ Social Innovation

สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. (Technology Promotion Association or TPA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างศักยภาพขององค์กร และบุคลากรในการให้บริการ  การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย ภายใต้อุดมการณ์ เผยแพร่วิทยาการ สร้างฐานเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลา 44 ปี ในการดำเนินกิจกรรมของ ส.ส.ท. มีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ และมีความหลากหลายมากขึ้น อาทิ การฝึกอบรม ศูนย์สอบเทียบเครื่องมือ โรงเรียนสอนภาษา และจัดพิมพ์หนังสือ สรุปได้ดังนี้สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. (Technology Promotion Association or TPA)

-มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม และสัมมนา จำนวนกว่า 1,000,000 คน

– มีผู้เข้ารับบริการสอบเทียบเครื่องมือวัดอุตสาหกรรม เครื่องมือวัดวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม และเครื่องมือแพทย์    จำนวนกว่า 10,000 องค์กร และมีเครื่องมือวัดที่เข้ารับบริการ กว่า 700,000 เครื่อง

– มีผู้เข้าเรียนด้านภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ จีน เกาหลี และไทย
จำนวนกว่า 280,000 คน

– มีการจัดพิมพ์หนังสือ อาทิ ภาษาและวัฒนธรรม วิศวกรรม เทคโนโลยี เทคนิคอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการ   จำนวนกว่า 1,400 รายการ
และมียอดพิมพ์ กว่า 6,500,000 เล่ม พ.ศ. 2550

พ.ศ. 2550 .ส.ท. ได้ดำเนินการจัด  ตั้ง สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น หรือ ส.ท.ญ. (Thai-Nichi Institute of Technology or TNI) โดยมีเป้าหมาย
เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้  ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และ
ภาคอุตสาหกรรม ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ซึ่งตลอด
10 ปี นับแต่ก่อตั้งสถาบันมีผู้สำเร็จการศึกษากว่า 4,500 คน และมีอัตรา
เข้าทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน  ด้วยเทคโนโลยี  และนวัตกรรม


พ.ศ. 2558 รัฐบาลได้ประกาศใช้โมเดลประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 เพื่อนำประเทศมุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม   โดยมีแผนยุทธศาสตร์ให้พื้นที่ใหม่ๆ ของอุตสาหกรรม และการเติบโตจะถูกระบุเป็น 10 S-Curves ใหม่ นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ริเริ่มจัดทำโครงการระเบียง เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC: Eastern Economic Corridor ซึ่งเป็นส่วนที่ผลักดันให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความท้าทายสำคัญจึงเกิดขึ้นแก่ภาครัฐ และ  ภาคเอกชน ในการเพิ่มขีดความสามารถองค์กร และบุคลากร เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ อาทิ การเพิ่มผลผลิต ความสามารถด้านนวัตกรรม และการพัฒนาธุรกิจด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ ดังนั้น หนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันให้เป็นประเทศไทย 4.0 จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่ขับเคลื่อน   ด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตภาคอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสที่ ส.ส.ท. จะครบรอบการก่อตั้ง 45 ปี และ ส.ท.ญ. ครบรอบการก่อตั้ง 10 ปี ในปีนี้ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการจัดทำแผนกลยุทธ์ TPA Cluster เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาไปสู่ธุรกิจใหม่ Social Innovation โดยเป็นองค์การชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนในด้านการพัฒนาองค์กรและทรัพยากรมนุษย์ สร้างความเข้มแข็งด้านวิชาการ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเข้มข้น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจไทยสู่ระดับโลก โดยอาศัยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.), Japan-Thailand Economic Cooperation Society or JTECS และหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กรอบการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี กลุ่ม ส.ส.ท. ก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างยั่งยืน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้ก้าวทันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับองค์กร (Stakeholders) อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ และเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ การพัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้โดยใช้ระบบสารสนเทศอย่างเหมาะสม ด้วยการเปิดหลักสูตรออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์ม MOOC: Massive Open Online Course ในการฝึกอบรม และการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรเพื่อให้บริการ HRD: Human Resource Development ในพื้นที่ที่จำเป็นและห่างไกล อาทิ

Monodzukuri ในด้านการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การสร้างศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ โดยการจัดตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญหลายแขนง อาทิ TQM, TPM, Intelligent System Integration และ Data Science & Analy

สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)   ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จัดงานแถลงข่าวแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี กลุ่ม ส.ส.ท. ก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างยั่งยืน โดยมี รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) กล่าวเปิดงาน พร้อมแถลงกลยุทธ์ TPA Cluster และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ให้เกียรติเข้าร่วมงาน อาทิ รศ. ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. Mr. Takeshi Uchiyamada Chairman of Japan-Thailand Economic Cooperation Society (JTECS) Mr. Hirofumi Miyake Minister-Counselor สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Mr. Manabu Kahara ประธานคณะกรรมการTNI-JCC Mr. Hiroki Mitsumata ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) Mr. Hiroo Tanaka หัวหน้าสำนักงานผู้แทน JICA Mr. Shinya Kuwayama ประธาน AOTS และ Mr. Yoshinori Furukawa หัวหน้าสำนักงานผู้แทน NEDO

VESPA เผยเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ตระกูล GTS รุ่นใหม่

ค้นหาความหมายของชีวิต
ในแบบที่ไม่เหมือนใคร
ผ่านการเดินทางเวสป้าตระกูล GTS รุ่นใหม่

อนันดา เอเวอริงแฮม, ธาดา วาริช และ รักกิจ ควรหาเวช ชายหนุ่มผู้มีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นเผยเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ให้ชวนค้นหาความหมายของชีวิตในแบบที่ไม่เหมือนใครผ่านการเดินทาง กับเวสป้าตระกูล GTS รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมมุมมองในการใช้ชีวิตที่ไม่จำเจจาก
เป๋า วฤธ  และ อาร์ม  วรท ที่จะปลุกให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างสนุกและสร้างสรรค์ ในงาน The Launch of Vespa’s Masterpieces, Vespa GTS and Vespa Sprint Sport Edition

บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถพรีเมี่ยม
สกู๊ตเตอร์ชั้นนำ “พิอาจิโอ” และ “เวสป้า” พร้อมทั้งมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน “อาพริเลีย” และ “โมโต กุซซี่”  สัญชาติอิตาเลี่ยน  แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ร่วมเปิดเผยเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจพร้อมกระตุ้นให้ออกเดินทางไปกับเหล่าดาราและศิลปินชั้นนำผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางในรูปแบบที่หลากหลาย ให้ชวนค้นหาความหมายของชีวิตอย่างมีเอกลักษณ์ผ่านการเดินทาง นำโดย นักแสดงฝีมือดีที่สวมบทบาทมาแล้วมากมาย “อนันดา เอเวอริงแฮม” พร้อมด้วยกราฟิกดีไซเนอร์และศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดัง ที่ ณ ตอนนี้ หลายๆ มุมเมืองล้วนมีงานของเขาประดับอยู่เป็นแลนด์มาร์คไปแล้วเรียบร้อยกับผลงานของ “รักกิจ ควรหาเวช” ร่วมด้วยช่างภาพแฟชั่นที่มีงานเป็นเอกลักษณ์และชัดเจนที่สุดคนหนึ่งของวงการ “ธาดา วาริช” ที่มาร่วมเผยความเป็นตัวตนให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระผ่านสมรรถนะที่แร็ว แรง และปลอดภัยยิ่งกว่ากับเวสป้าตระกูล GTS  รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้ง “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์  300 ABS (Vespa GTS Super 300 ABS)” และ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 150 i-Get ABS (Vespa GTS Super 150 i-Get ABS)”พร้อมถ่ายทอดมุมมองในการใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ในเมืองแบบไม่จำเจกับ“เป๋า วฤธ” และ “อาร์ม วรท”ผ่าน
“เวสป้า สปริ้นท์ 150 i-Getสปอร์ต อิดิชั่น (Vespa Sprint 150 i-Get Sport Edition)”ในงาน The Launch of Vespa’s Masterpieces, Vespa GTS and VespaSprint Sport Edition

ภายในงาน คุณพรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการเปิดตัวรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่พร้อมตอบโจทย์ชายหนุ่มที่หลงใหลการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในระยะไกลและการขับขี่ในเมืองที่คล่องตัว ทั้งเวสป้าตระกูล GTS และ Vespa Sprint Sport Edition ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ NOT FOR EVERYONE. IS IT FOR YOU? ซึ่งเป็นแคมเปญไลฟ์สไตล์ที่ต้องการส่งผ่านเอกลักษณ์และความเป็นแบรนด์ไอคอน เชื่อมโยงถึงผู้ที่รักความโดดเด่นและแตกต่างอย่างมีสไตล์ตามแบบฉบับของตัวเอง โดยแคมเปญได้เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ สาวกเวสป้าอย่างอบอุ่นวันนี้ บริษัทฯ จึงภูมิใจนำเสนอยานพาหนะสองล้อทั้งสองรุ่นที่เปี่ยมด้วยความสง่างามในทุกการเคลื่อนไหวในเมืองใหญ่และสามารถพาคุณท่องเที่ยวไปได้ทุกที่ ขับขี่ได้อย่างสนุกในทุกๆ เส้นทางที่ท้าทาย โดยรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากดาราและศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่ “อนันดา เอเวอริงแฮม” และ “รักกิจ ควรหาเวช” ผู้เป็นตัวแทนของผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางด้วย “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 300 ABS” ที่มอบสมรรถนะความเร็วแรงไร้ขีดจำกัดผสานความสะดวกสบายทุกขณะขับขี่ เติมเต็มสุนทรียภาพการออกเดินทางสไตล์ทัวร์ริ่งอย่างเหนือชั้น และ “ธาดา วาริช” ที่ควงคู่มากับ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 150 i-Get ABS”โดดเด่นด้วยความหรูหราสไตล์สปอร์ตบนความปลอดภัยเหนือระดับกับฟังก์ชั่นและฟีเจอร์หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของชายหนุ่มอย่างครบถ้วนลงตัว นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งรุ่นที่ถือเป็นขวัญใจของสาวกเวสป้า กับ “เวสป้า สปริ้นท์ 150 i-Get สปอร์ต อิดิชั่น” มาพร้อม 2 สีใหม่พิเศษสำหรับปี 2560 ให้สัมผัสแห่งการขับขี่สไตล์สปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ร่วมถ่ายทอดการใช้ชีวิตแบบไม่จำเจโดย  “เป๋า วฤธ” และ “อาร์ม วรท”

อนันดา เอเวอริงแฮม พระเอกแถวหน้าของประเทศไทย  ที่ควบเก้าอี้มือโปรดิวเซอร์ผลิตงานละครดัง เผยถึงวิธีคิดในการใช้ชีวิตว่า “สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมคือความสุขง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน” นอกเหนือจากบทบาทดังกล่าวแล้ว อนันดายังเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของ boutique hotel บนถนนนิมมานเหมินทร์ อีกด้วย ดูเหมือนว่าในตัวตนของเขานั้นมีบทบาทที่หลากหลายและแตกต่างเป็นอันมากที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นศิลปินและนักธุรกิจควบคู่กันไปได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เขาสามารถสร้างความสมดุลในชีวิตได้ นั่นคือ “การเดินทาง” อนันดากล่าวว่า

“การที่รู้สึกถึงสายลมปะทะบนใบหน้าผมนั้น มันคือความสุขง่ายๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกและสัมผัสได้ถึงการมีชีวิตชีวา ไม่ว่าสายลมนั้นจะเป็นลมแรงด้วยความเร็วที่ 120 กม.ต่อชั่วโมงก็ตาม หรือจะเป็นสายลมเอื่อยๆ ที่ทำให้ผมละเลียดไปกับวิวจากสองข้างทางก็ตาม ล้วนสร้างอิสระและความสนุก เพราะความสุขง่ายๆ ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางในทุกๆ ครั้งนั้นมันช่วยเป็นแรงผลักดันให้ผมลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ ที่ผมต้องทำต่อไป เพราะเรารู้ว่าชีวิตมันมีสิ่งที่สวยงามรอเราอยู่”

อีกหนึ่งคนที่ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยการเดินทางเช่นกัน สำหรับ รักกิจ ควรหาเวช เจ้าของผลงานกราฟฟิตี้ด้วยเทคนิคสเตนซิล  (stencil)  ที่มีเส้นสายกราฟิกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนมีผลงานมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก บอกเล่าความหมายของชีวิตผ่านวิถีการทำงานของตนเองไว้ว่า “เมื่อได้ทำงาน 1 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ นั่นหมายความว่านี่คือโอกาสในการให้คนอื่นได้เห็นถึงตัวตนของเรา ผลงานมันจะสะท้อนถึงความตั้งใจ ความทุ่มเทของเราที่มีต่องานชิ้นนั้น ส่วนตัวแล้วผมชอบทำงานที่ท้าทาย ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และสนุกไปกับงานนั้นๆ อย่างเวลาเรา
ได้พื้นที่มาส่วนหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่มีขนาดจำกัด หรือบางพื้นที่อาจมีอุปสรรคขัดขวางขณะเราทำงาน เราจะต้องออกแบบงานเราอย่างไรเพื่อให้สุดท้ายงานสามารถไปอยู่บนพื้นที่นั้นได้อย่างกลมกลืน  และเป็นที่จดจำ    ” จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นบนหนทางสตรีทอาร์ทของรักกิจ ทำให้เขาต้องเดินทางไปสร้างสรรค์ผลงานในหลายๆ เมืองทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ “ผมรู้สึกแฮปปี้มาก  ที่ผลงานของผมได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของการท่องเที่ยว นำพาให้คนได้ออกไปสนุกในพื้นที่นั้นๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบสตรีทอาร์ทฝีมือคนไทย” สำหรับตัวตนของรักกิจที่มักจะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวที่รายล้อมตัวเขานั้น “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 300 ABS” คือตัวเลือกที่ลงตัวและเหมาะสมที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์ของผู้รักการเดินทางเพื่อออกไปค้นหาแรงบันดาลใจ

ทั้งคู่กล่าวตรงกันว่า  ถ้าจะต้องเลือกออกเดินทางท่องเที่ยว เวสป้า จีทีเอส
ซูเปอร์ 300 ABS คือพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ตอบทุกความต้องการที่สุดด้วยดีไซน์ที่หรูหรา ให้ลุคที่ดูดุดัน แข็งแกร่ง และยังคงความเท่คลาสสิคในแบบฉบับของเวสป้า อีกทั้งยังให้สมรรถนะที่เร็ว แรง ตอบสนองได้ดั่งใจปรารถนาอีกด้วย โดยรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 300 ABS มีให้เลือก 3 สี วางจำหน่ายในราคาพิเศษช่วงแนะนำ ได้แก่

สีขาว (Montebianco) ราคา195,900บาท
สีเขียวเมทัลลิก(Verde Speranza) ราคา 195,900 บาท
สีเทาด้าน (GrigioTitanio) ในราคา 196,900 บาท

สำหรับ จอร์จ-ธาดา วาริช ช่างภาพแฟชั่นชั่นนำของเมืองไทย คืออีกหนึ่งคนที่สร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่จดจำด้วยการทำงานที่ไร้กรอบ แหกกฎของการถ่ายแฟชั่นบนหน้านิตยสารในประเทศไทยด้วยสไตล์ที่เน้นการดึงตัวตนของนางแบบและถ่ายทอดเสน่ห์ของบรรยากาศของสถานที่ถ่ายทำนั้นๆ ออกมาอย่างละเอียดที่สุด และสวยที่สุดในแบบที่เป็น ทำให้เกิดกระแสของการถ่ายภาพแฟชั่นในแนวเดียวกันนี้ในบ้านเราอยู่ช่วงหนึ่งโดยภาพส่วนใหญ่ของธาดาจะแสดงอารมณ์ความดิบ ไม่เน้นความสมบูรณ์แบบ ถือเป็นเอกลักษณ์และเป็นจุดขายของช่างภาพมากประสบการณ์ผู้นี้ ธาดาเปิดเผยถึงการทำงานของเขาว่า “ภาพถ่ายของผมมันก็จะสะท้อนการใช้ชีวิตหรือประสบการณ์ในช่วงนั้นๆ ของผม เช่น “ถ้าผมต้องการหาสถานที่แปลกใหม่ในกรุงเทพเพื่อถ่ายงาน ผมก็จะเฟ้นหาสถานที่แปลกใหม่ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของชิ้นงาน งานผมมันก็จะสื่ออารมณ์ออกมาตามสิ่งที่ผมพบเจอ สำหรับผมแล้ว การเดินทางใช้ชีวิตในเมืองมันช่วยทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงว่าความคล่องตัวนั้นสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน“ดังนั้นเวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 150 i-Get ABS คือตัวเลือกที่ลงตัวและเหมาะสมที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์ในเมืองและให้ความปลอดภัย มั่นใจ ในทุกๆการเดินทางด้วยระบบเบรก ABS ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยมีให้เลือก 3 สี จำหน่ายในราคาพิเศษช่วงแนะนำ ได้แก่ สีขาว
(Montebianco) ราคา 149,900 บาท
สีดำ (Nero Vulcano) ราคา 149,900 บาท
สีแดงด้าน (Rosso Matt) ราคา 150,900 บาท

สำหรับในรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เวสป้าตระกูล GTS ทั้งสองรุ่นนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ล้วนมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่าและยังเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับเวสป้าตระกูลนี้ ได้แก่ ระบบ Tilt Sensor ตรวจจับการเอียงของรถเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ รีโมทคอนโทรลสำหรับเปิดเบาะนั่ง และระบบค้นหาตัวรถ (Bike Finder) ซึ่งอำนวยความสะดวกในการค้นหาเวสป้า GTS  ท่ามกลางรถมากมายในลานจอดรถ นอกจากนี้  ยังมีระบบ USB Port ซึ่งสามารถชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงชุดไฟ LED  (LED Daytime Running Light) เพิ่มความโดดเด่นขณะขับขี่ในเวลากลางวัน และล้ำสมัยด้วยชุดหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาดกะทัดรัดที่ระบุข้อมูลที่เกี่ยวกับการเดินทางอันครบถ้วน อาทิ มาตรวัดความเร็ว แผงควบคุมดิจิทัลแบบมัลติฟังก์ชั่น ล้อมรอบด้วยไฟเตือนมากถึง 6 สัญญาณ และแสดงปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมมาตรวัดระยะทาง 2 ตัว
ในงานนี้ยังได้ร่วมพูดคุยไปกับอีกสองหนุ่มเซเลบริตี้ ได้แก่ “เป๋า วฤธ”และดาราหนุ่มหน้าใหม่มากความสามารถ “อาร์ม วรท” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการใช้ชีวิตโดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นของทั้งคู่ในการสร้างสีสันให้ชีวิตเป็นประจำ เพื่อให้ทุกๆ นาทีไม่จำเจอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ การสังเกตุสิ่งต่างๆ รอบตัว คิดบวกในทุกๆ เรื่องเพื่อให้เป็นพลังบวกทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง รวมถึงการออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักและหลงใหล เช่น กีฬาฟุตบอล ล้วนแล้วอาจจะเป็นหนทางของการดำเนินชีวิตของใครหลายๆ คน โดยทั้งสองหนุ่มต่างได้จุดประกายไฟแห่งแรงบันดาลใจ ปลุกให้ทุกๆ คนได้ออกไปใช้ชีวิตแบบไร้ขอบเขตผ่านเวสป้า สปริ้นท์
150i-Get สปอร์ต อิดิชั่น ให้สัมผัสอันโดดเด่นและแตกต่างด้วยเฉดสีพิเศษ 2 สีใหม่ ได้แก่ สีเงินด้าน (GialloGelosia) และสีเหลืองด้าน (ArgentoOpaco) ให้ทุกๆ การเคลื่อนไหวมีสไตล์ เท่ และไม่เหมือนใคร และยังโดดเด่น  ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสีดำด้าน ทั้งล้อแม็กหน้า-หลัง กระจกมองข้าง กรอบหน้าตัวรถ ที่ครอบท่อไอเสีย และตะแกรงหลัง พร้อมชิวด์สั้นสีสโม้ค เสริมความเร้าใจสไตล์สปอร์ตสุดแอคทีฟด้วยลายเส้นกราฟิกด้านข้างตัวถังรถ พร้อมรับชุดของพรีเมี่ยมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ อาทิ หมวกกันน็อคสีเข้าคู่กับตัวรถ หมวกแก๊ป ผ้าเช็ดหน้า และกระเป๋า URFACE เสริมการเดินทางให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น โดยเวสป้า สปริ้นท์ 150i-Get สปอร์ต อิดิชั่น จำหน่ายในราคา 132,900 บาท

สำหรับเวสป้าตระกูล GTS ทั้ง 2 รุ่นใหม่นี้ และ
เวสป้าสปริ้นท์ 150 i-Get สปอร์ต อิดิชั่น

เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่  เดือนสิงหาคม 2560
ที่ตัวแทนจำหน่ายเวสป้าทุกสาขาทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ได้ที่
www.vespa.co.thหรือ www.facebook.com/vespathailand
และอินสตาแกรม @vespathailand

นวัตกรรมใหม่ของ นมโคสดแท้100% ไม่ผสมนมผง

นมคิดดี นมดีที่คุณแม่รอคอย นวัตกรรมใหม่ของนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง
ภายใต้ตราสินค้า ไทย-เดนมาร์ค

อ.ส.ค.สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์นมเด็ก  ตราไทย-เดนมาร์ค “คิดดี” แกะกล่องนวัตกรรมระดับพรีเมียมเพื่อกลุ่มคุณแม่ที่ฉลาดซื้อสำหรับลูกวัย 3-8 ขวบ ชูจุดเด่นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสมองและสายตา ตั้งเป้าปีแรกทำยอด 25 ล้านบาท

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกและตอบโจทย์ให้กับกลุ่มคุณแม่หรือผู้ปกครองที่แสวงหาผลิตภัณฑ์นมที่เติมสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและการเจริญเติบโตของลูก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความหลากหลายให้กับสินค้าแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ซึ่งจะขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อ.ส.ค.จึงร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. ตราไทย-เดนมาร์ค “คิดดี” (Kid-D) ขึ้นโดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดระดับพรีเมียม มีจุดเด่นและแตกต่างจากนมยี่ห้ออื่นตรงที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ไม่มีน้ำมันพืชผสม

และที่สำคัญยังเติมสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านสมองและสายตาของวัยเด็ก ทั้งดีเอชเอ, ลูทีน, โคลีน. และวิตามินรวม ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 3-8 ขวบโดยเฉพาะอ.ส.ค. ได้ใช้โรงงานนม อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย เป็นฐานการผลิตนม ยู.เอช.ที. ตราไทย-เดนมาร์ค “คิดดี” เนื่องจากมีเครื่องจักรแบบไฮสปีด (High Speed) ที่ทันสมัย สนองต่อการผลิตที่รวดเร็วและขนส่งสะดวก ทั้งยังมีความพร้อมเรื่องสถานที่ในการบริหารจัดการสินค้าด้วย เบื้องต้น อ.ส.ค.มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. คิดดี ป้อนเข้าสู่ตลาดวันละ 20 ตัน หรือประมาณ 3,300 หีบ/วัน โดยมีช่องทางกระจายสินค้ากว่า 10 ช่องทาง เพื่อให้กลุ่มคุณแม่หรือผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น ได้แก่ ห้างแม็คโคร, เดอะมอลล์ (โฮมเฟรชมาร์ท) ทุกสาขา, สยามพารากอน, ดิเอ็มโพเรียม, เทอมินอล21,Lazada


“นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์นมคิดดียังมีวางจำหน่ายที่ร้านนมสดไทย-เดนมาร์ค สาขาตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ(ตรงข้ามสวนจตุจักร), ร้านค้าที่ตึก TOT ถนนแจ้งวัฒนะ, สหกรณ์ร้านค้าไทย-เดนมาร์ค และร้านฟาร์มท่องเที่ยวไทย-เดนมาร์ค อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นต้น ซึ่งในช่วงปีแรก อ.ส.ค.ตั้งเป้ายอดขายผลิตภัณฑ์นมคิดดีไว้ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท คาดว่า ผลิตภัณฑ์นมพรีเมียมนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น โดยส่วนแบ่งการตลาดจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องในปีถัดไป” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ผอ.อ.ส.ค.กล่าวถึงสถานการณ์การตลาดนม ยู.เอช.ที.สำหรับวัยเด็กว่า โดยภาพรวมตลาดนมเด็กมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งปริมาณและมูลค่า ซึ่งในช่วงปี 2559ที่ผ่านมา นม ยู.เอช.ที. สำหรับเด็กมีมูลค่าตลาดรวม 4,631.64 ล้านบาท อนาคตคาดว่า นม ยู.เอช.ที. ตราไทย-เดนมาร์ค “คิดดี” จะเป็นทางเลือกใหม่ของกลุ่มคุณแม่หรือผู้ปกครองวัย 26-35 ปี ที่ฉลาดซื้อเพื่อลูก ด้วยคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ไม่ผสมน้ำมันพืช และยังมีสารอาหารที่จำเป็นและมีคุณประโยชน์เหมาะสำหรับวัยเด็ก ประกอบกับชื่อเสียงของแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่คุ้นเคย คาดว่าจะทำให้กลุ่มคุณแม่และผู้ปกครองตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นมคิดดีเพิ่มมากขึ้น ทำให้นมคิดดีเป็นที่ยอมรับและติดอยู่ในใจของกลุ่มคุณแม่ สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดนมเด็กได้

“ปัจจุบันเด็กมีการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีด้วยอุปกรณ์สื่อสารต่างๆมากขึ้น ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและแท็ปเล็ต ทำให้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคทางสายตาที่ผิดปกติ และส่งผลต่อระบบการพัฒนาของสมองที่อยู่ในช่วงแห่งการเจริญเติบโต ผลิตภัณฑ์นมคิดดีเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมองและช่วยบำรุงสายตาสำหรับเด็ก แนะนำให้ดื่มอย่างน้อยวันละ 2 กล่อง ร่วมกับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู้

ร่วมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ นมคิดดี…นมดี ที่คุณแม่รอคอย
นมไทย-เดนมาร์ค  งานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

นมคิดดี…นมดี ที่คุณแม่รอคอย นมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560 ณ. ศูนย์การเรียนรู้นานมีบุ๊คส์ (ชั้น 2)
สุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี)  ถนนสุขุมวิท ตั้งแต่เวลา 10.00 – 12.00 น

VIERA OLED TV ที่สุดของคุณภาพ การันตีโดยทีมฮอลลีวูด

VIERA OLED TV  ความเป็นพรีเมียม ด้วยคุณภาพญี่ปุ่น (Premium Products with Japan Quality) แห่งเทคโนโลยีด้านภาพ เอกลักษณ์เฉพาะพานาโซนิค

พานาโซนิคเดินหน้าทำตลาดผลิตภัณฑ์ภาพและเสียง รับกระแส 4K เติบ
โตต่อเนื่อง ส่ง Panasonic VIERA 10 ซีรี่ย์ 24 รุ่น รุกขยายฐานลูกค้าระดับกลางถึงไฮเอ็นด์ ด้วยความเป็นพรีเมี่ยม คุณภาพญี่ปุ่น พร้อมเปิดตัว

Panasonic VIERA OLED TV  ที่สุดของคุณภาพทางด้านภาพที่แท้จริงจากมุมมอง ของผู้สร้างภาพยนต์  สู้ศึกตลาดจอภาพ  ชูจุดขายดำสนิท
ทุกพิกเซล คมชัดทุกเฉดสี ดึงทีมฮอลลีวูด  ร่วมปรับแต่งสีสันให้ตรงกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากที่สุด   พร้อมทัพผลิตภัณฑ์
เพื่อความบันเทิง  ที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์  ของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

Panasonic VIERA OLED TV  ที่ได้นำนวัตกรรมจอภาพ OLED ผสานกับ 4K Hexa Chroma Drive Pro ที่สุดแห่งเทคโนโลยีด้านภาพ เอกลักษณ์เฉพาะพานาโซนิค ควบคู่ไปกับการพัฒนาร่วมกันกับทีมสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวูด  ทำให้ได้ภาพที่ดำสนิท สีสันคมชัดทุกเฉดสี สมจริง  ดังที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการ  หรือตรง  กับมาตรฐานของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากที่สุด ขณะเดียวกันพานาโซนิคยังได้ นำเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ มาพัฒนาในผลิตภัณฑ์ LED TV รุ่นอื่นๆ เพื่อนำเสนอคุณภาพที่ดีที่สุดต่ อผู้บริโภค ส่วนผลิตภัณฑ์  Home Audio  พานาโซนิคยังคงเน้นคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม เต็มอิ่มทุกความหนักแน่นของดนตรีทุกรูปแบบ มีความง่ายในการเชื่อมต่อ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด 4K  เพิ่มมากขึ้น จึงได้แนะนำผลิตภัณฑ์  Ultra HD Blu-ray Player เข้าสู่ตลาด


ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในปีนี้ ได้แก่ พานาโซนิค เวียร่า จำนวน 10 ซีรี่ย์ 24 รุ่น ตั้งแต่ขนาด 32 นิ้ว ถึง 77 นิ้ว โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ คือ
Panasonic VIERA OLED TV รุ่น TH-65EZ1000T ขนาด 65 และ 77 นิ้ว ภายใต้คอนเซ็ปท์ COLOUR ALIVE in TRUE BLACK ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ  ปรับแต่งสี (Tuning) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสี จากฮอลลีวูดเพื่อให้ได้
คุณภาพของสีสมจริงตรงกับที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการ ระบบประมวลผลเฉดสี (Processor) ด้วยเทคโนโลยี 4K Hexa Chroma Drive Pro ซึ่งแสดงผลของเฉดสีได้ถึง 6 สี แบบ 3 มิติ ให้รายละเอียดในทุกความสว่างตั้ งแต่ดำสนิทที่สุดในระดับ 0 ถึงจนถึงสว่างที่สุดถึง 1,000 nit เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่อย่าง HEXA AI  เพื่อปรับปรุงสีให้ สดใส แสดงสีผิวได้ดียิ่งขึ้น  และ  HEXA Boost ซึ่งสามารถสั่งใช้งานได้ผ่านรี โมทคอนโทรล เพื่อปรับสีให้สดใส  จอภาพ (Panel)  Master HDR OLED  ทำให้ได้ภาพจากเทคโนโลยี  OLED  ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มฟังก์ชั่ น HDR Multi Support เพื่อให้สามารถรองรองรับภาพระดั บ HDR (High Dynamic Range) ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล ภาพยนตร์จากเครื่องเล่นบลูเรย์ และจากการส่งสัญญาณของสถานีโทรทัศน์  ซึ่งผู้ชมสามารถรับชมภาพที่มี
รายละเอียดเต็ม 100% จากต้นฉบับ และคมชัดในทุกองศาของจอภาพ

คุณหลุยส์ สก็อต มาร่วมโชว์พร้อมสร้างสีสันสุดอลังการ

นายฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงาน   PANASONIC COLOUR ALIVE in TRUE BLACK เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียงว่า ในปีที่ผ่านมา กลุ่มผลิตภัณฑ์ภาพและเสียงของพานาโซนิค มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นที่จะพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุด  ด้วยแนวคิด ความเป็นพรีเมียม  ด้วยคุณภาพญี่ปุ่น (Premium  Products  with  Japan Quality)  เพื่อตอบรับความต้องการ
และทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์นั้น
มาพร้อมกับจุดเด่นด้าน “คุณภาพ (Quality) และ ดีไซน์ (Design) อันเป็นเอกลักษณ์ของพานาโซนิค

ด้าน  นายโยสุเกะ อิชิกาวะ ผู้อำนวยการส่วนการขายและการตลาด ผลิตภัณฑ์คอนซูมเมอร์ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าความต้องการจอภาพในกลุ่ม 4K จะมีโอกาสเติบโตกว่า 140% โดยในส่วนของพานาโซนิคจะมุ่งเน้นที่กลุ่มพรีเมียม (Premium Marketing) ให้มากยิ่งขึ้นและตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 10% มีการทำตลาดกลุ่มจอภาพที่เป็น Strategic Product คือ 4K และ OLED ผ่านดีลเลอร์หรือพาร์ทเนอร์ที่ มีศักยภาพ และสื่อสารถึงคุณสมบัติที่เหนือกว่าด้านคุณภาพญี่ปุ่น  (Japan Quality)  และเทคโนโลยี 4K Hexa Chroma Drive Pro ซึ่งเป็นเทคโนโลยี เฉพาะของพานาโซนิค

ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในปีนี้ ได้แก่ พานาโซนิค เวียร่า จำนวน 10 ซีรี่ย์ 24 รุ่น ตั้งแต่ขนาด 32 นิ้ว ถึง 77 นิ้ว  โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ คือ  Panasonic VIERA OLED TV รุ่น TH-65EZ1000T ขนาด 65 และ 77 นิ้ว ภายใต้คอนเซ็ปท์ COLOUR ALIVE in TRUE BLACK ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ การปรับแต่งสี (Tuning) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสี จากฮอลลีวูดเพื่อให้ได้คุณภาพของสีสมจริงตรงกับที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการ ระบบประมวลผลเฉดสี (Processor) ด้วยเทคโนโลยี 4K Hexa Chroma Drive Pro ซึ่งแสดงผลของเฉดสีได้ถึง 6 สี แบบ 3 มิติ ให้รายละเอียดในทุกความสว่างตั้ งแต่ดำสนิทที่สุดในระดับ 0 ถึงจนถึงสว่างที่สุดถึง 1,000 nit เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่อย่าง HEXA AI เพื่อปรับปรุงสีให้ สดใสและแสดงสีผิวได้ดียิ่งขึ้น และ HEXA Boost ซึ่งสามารถสั่งใช้งานได้ผ่านรี โมทคอนโทรล เพื่อปรับสีให้สดใส และ จอภาพ (Panel) Master HDR OLED ทำให้ได้ภาพจากเทคโนโลยี OLED ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มฟังก์ชั่ น HDR Multi Support เพื่อให้สามารถรองรองรับภาพระดั บ HDR (High Dynamic Range) ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล ภาพยนตร์จากเครื่องเล่นบลูเรย์ และจากการส่งสัญญาณของสถานี โทรทัศน์ ซึ่งผู้ชมสามารถรับชมภาพที่มี รายละเอียดเต็ม 100% จากต้นฉบับ และคมชัดในทุกองศาของจอภาพ

ดีไซน์ Panasonic VIERA OLED TV มาพร้อมกับ Dynamic Blade Speaker Sound bar ที่ติดตั้งแบบ built in บริเวณฐานขาตั้งของทีวี ให้เสียงกังวานคมชัดเหนือกว่า และในผลิตภัณฑ์ 4K รุ่นอื่นๆ อาทิ  EX750 EX600 และ ES680  ยังมีการออกแบบขาตั้งให้สามารถป รับทิศทางหรือระดับความสู งของขาตั้งให้เข้ากับการตกแต่ งห้องได้หลากหลายสไตล์

พานาโซนิคเอาใจคนรัก 4K มอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วยแคมเปญสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ พานาโซนิคเตรียมไว้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่ม 4K ได้แก่ กิจกรรม “4K Double Excite” ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2560 โดยมอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซี ฟ* เพียงสั่งจอง Panasonic VIERA OLED TV รุ่นTH-65EZ1000T รับฟรีตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 ที่นั่ง มูลค่า 48,310 บาท และรับเครื่องเล่นบลูเรย์ 4K Player มูลค่า 13,990 บาท นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิ์ผ่อนสิ นค้า 0% สูงสุด 15 เดือนผ่านบัตรเครดิตที่ร่ วมรายการ รับคะแนนสะสม Club Panasonic ทันที 2 เท่า และรับชมภาพยนตร์ผ่าน MONOMAXXX ฟรีถึง 2 เดือน

ภายในงานนอกจากจะมีทีมผู้บริหารระดับสูงจากพานาโซนิคร่วมพิธีเปิด พร้อมแถลงนโยบายต่างๆ แล้ว ยังมีหนุ่มมาดเท่อย่าง คุณหลุยส์ สก็อต มาร่วมโชว์พร้อมสร้างสีสันสุดอลังการ ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด รัชดา

#Panasonic #VIERA #OLED #TV” #4KDoubleExcite