Category Archives: Travel

Travel-Food-Drink-Party

พาณิชย์หนุนกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน1

ESAN Expo 2018 เสริมภาพลักษณ์อีสานใหม่

ESAN EXPO 2018 แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาสกลุ่มจัหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน1 หรือกลุ่มจังหวัดสบายดี มี 5 จังหวัด คืออุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย และบึงกาฬ ยกของดีแต่ละจังหวัดทั้งในด้านอาหาร ดนตรี วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของอีสานยุคใหม่ ในการเป็นดินแดนแห่งโอกาส จัดงาน ESAN EXPO 2018 แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาส

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน ESAN EXPO 2018 “แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาส” ในวันนี้ (20 ก.ค. 61) กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า งาน ESAN EXPO 2018 จัดขึ้นสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลอย่างยิ่ง เพราะเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เพื่อให้ทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงผู้ประกอบ สามารถแข่งขันทางการค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างการยอมรับในสินค้าและบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมกับขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ
กระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งในการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2561-2564 ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจการค้าเติบโตจากฐานรากสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ภายในปี 2564 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัดทั้งหมด 18 กลุ่มด้วยกัน โดยแบ่งตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ได้แบ่งเป็น กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ,กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2

เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มจังหวัดต่างๆ ได้เกิดการพัฒนาและเจริญเติบโตไปพร้อมกันกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 มี 5 จังหวัด คือหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู มียุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญคือ เป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยังเป็นประตูสู่อาเซียนตะวันออกและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้กลุ่มจังหวัดนี้มีศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้าจากต่างประเทศให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น นอกจากนี้ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 ยังมีจุดแข็งในด้านสินค้าเกษตร อาหารพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งการบริการด้านท่องเที่ยว

ในลุ่มน้ำโขง จึงเป็นการสร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางการค้าใน
กลุ่มจังหวัด เพื่อให้ผู้ผลิตและเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย และผู้บริโภคในกลุ่มจังหวัดได้รับความเป็นธรรม และผลประโยชน์จากการค้าที่เกิดขึ้น
อย่างทั่วถึง

กิจกรรมภายในงาน ESAN Expo 2018 รวบรวมร้านค้ามากว่า 200 ร้านค้า ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผ้าทอพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น เครื่องประดับ ของใช้ สมุนไพร สินค้าศิลปหัตกรรม และสินค้านวัตกรรมจากภาคอีสาน พร้อมจำหน่ายบริการด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดสบายดี นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่เกี่ยววิถีชีวิตของคนอีสาน การประกวดทำอาหาร ประกวดร้องเพลง ประกวดภาพถ่าย และการแสดงของเหล่าศิลปินลูกอีสานมากมายทุกวัน อาทิ อี๊ด โปงลาง วงโตโน่แอนด์เดอะดัสต์ โจนัส ด๊อกเตอร์แคน นกน้อย อุไรพร และวงเดอะพาราไดซ์บางกอก

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24 กรกฎาคม 2561
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ESAN Expo 2018 “แซ่บอีสานตอนบน ดินแดนแห่งโอกาส”

อุดรธานี จับมือกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1จัดงาน ESAN Expo 2018  แซ่บอีสานตอนบน ดินแดนแห่งโอกาส

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 คืออุดรธานี   หนองคาย หนองบัวลำภู เลย และ บึงกาฬ  ยกของดีแต่ละจังหวัด ทั้งอาหาร วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่ง จัดงาน  “ESAN EXPO 2018 “
อีสาน ดีหลาย ดีไลท์พลัส” ที่เซ็นทรัลเวิลด์

นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดงาน ESAN EXPO 2018 “แซ่บอีสานบนดินแดนแห่งโอกาส” ในวันนี้ (13 ก.ค.61) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในกลุ่มจังหวัดสบายดี หรือกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 ที่ต้องการนำเสนอของดีในกลุ่มจังหวัด เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมภาพรวมของเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว การเกษตรในกลุ่มจังหวัด รวมไปถึงภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้แต่ละจังหวัดได้ยกขบวนของดีหลายๆ อย่างมาให้ ช้อป ชม ชิม กันอย่างเต็มที่ สมกับความเป็น “อีสาน ดีหลาย ดีไลท์พลัส”

ในด้านเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดสบายดี มีศักยภาพโดดเด่นในด้านภูมิศาสตร์
ที่สามารถเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งในกลุ่มประเทศอาเซียน มีโครงการรถไฟฟ้าทางคู่ที่กำลังดำเนินการ สายขอนแก่น-หนองคาย และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของจีนด้วย กล่าวได้ว่ากลุ่มจังหวัดสบายดี กำลังก้าวสู่ความเป็นอีสานยุคใหม่ ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง พร้อม ๆ กับการเป็นดินแดนแห่งโอกาส (The Land of Opportunities) สำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของฐานการผลิตและการบริการใหม่ ให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลุดพ้นไปจากความยากจน สามารถพึ่งพาตนเองตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ เพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ยกระดับการท่องเที่ยวทางประเพณีและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ภายในงาน ESAN EXPO  2018  นอกจากคาราวานสินค้าดีราคาถูกจากท้องถิ่น ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ สามารถเจรจาเชื่อมโยงธุรกิจด้านการค้า การบริการ และการท่องเที่ยวระหว่างกัน มีนิทรรศการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวอันน่าประทับใจ การประกวดภาพถ่ายที่แสดงถึงวิถีชีวิตและแหล่งท่องเที่ยวอีสานที่น่าทึ่ง การประกวดทำอาหารอีสาน โดยเชฟขาบสุทธิพงษ์ สุริยะ เชฟและฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังที่จะมาสาธิตการทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบของภาคอีสาน การร้องเพลงแบบอีสานดั้งเดิมโดยแม่นกน้อย อุไรพร และการประยุกต์ดนตรีอีสานแนวใหม่ โดยศิลปินลูกอีสานด็อกเตอร์แคน ในแต่ละวัน

งาน ESAN EXPO 2018 พร้อมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัดอย่างวิจิตรงดงาม   รวมถึงมีสินค้าดีราคา
พิเศษ และของรางวัลมากมาย

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24 กรกฎาคม 2561
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ย้อนตำนานสระบุรี สืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก

“ตักบาตรดอกเข้าพรรษา” ประจำปี 2561

เชื่อว่า “ดอกเข้าพรรษา” เมื่อนำมาตักบาตรจะได้บุญกุศลแรง และสีของกลีบประดับมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีขาว และ สีม่วง ซึ่งแต่ละสีมีความเชื่อ ดังต่อไปนี้ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา สีเหลือง
หมายถึง สีแห่งพระสงฆ์ สีม่วง เป็นสีที่หายากที่สุด และ ชาวอำเภอพระพุทธบาทเชื่อว่าการใส่บาตรด้วยดอกสีม่วงจะได้บุญกุศลมากที่สุด

ซึ่งเมื่อพระสงฆ์ได้รับบิณฑบาตแล้วก็จะนำไปสักการะรอยพระพุทธบาท อันจะส่งผลบุญให้ผู้ทำบุญตักบาตรได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ดอกเข้าพรรษาหรือดอกหงส์เหิน   ซึ่งหนึ่งปีจะออกดอกเพียงครั้งเดียว เฉพาะในช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษาเท่านั้น ในท้องที่อำเภอพระพุทธบาท พบว่ามี 2 สกุล ได้แก่ สกุลกระเจียว มีดอกสีขาวหรือขาวอมชมพู และสกุลหงส์เหิน ดังกล่าวไว้ข้างต้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวอำเภอพระพุทธบาทจะพากันไปเก็บดอกเข้าพรรษา  ตามไหล่เขาโพธิลังกาหรือเขาสุวรรณบรรพต เทือกเขาวง และเขาพุในเขต อำเภอพระพุทธบาท นำมาจัดรวมกับธูปเทียนเพื่อตักบาตรถวายพระ  ที่จังหวัดสระบุรีได้จัดพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพระราชทาน ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารพระอารามหลวง ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และเป็นสถานที่ประดิษฐาน

“รอยพระพุทธบาท” อันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพบูชา ซึ่งมีความเชื่อในคติชาวลังกาว่า พระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ 5 แห่ง และรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทฯ แห่งนี้ เป็น 1 ใน 5 แห่ง ต่อมารอยพระพุทธบาทนี้ถูกค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม

จังหวัดสระบุรีร่วมกับเทศบาลเมืองพระพุทธบาท เตรียมจัดงานประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวสระบุรี “ตักบาตรดอกเข้าพรรษา” ประจำปี 2561 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเผยแพร่อีกหนึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมย้อนตำนานสระบุรี สืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2561 นี้

นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า การจัดงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพระราชทาน จังหวัดสระบุรีเป็นงานที่จัดขึ้นระหว่างจังหวัดสระบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองพระพุทธบาท วัดพระพุทธราชวรมหาวิหาร และภาคเอกชน เพื่อเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น จนมาเป็นประเพณีของจังหวัด และปัจจุบันเป็นประเพณีระดับประเทศ และได้ชื่อว่าเป็น “ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก” และเป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารมาช้านาน พี่น้องประชาชนชาวพระพุทธบาท และพื้นที่ใกล้เคียง จะถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปีเป็นวันตักบาตรดอกเข้าพรรษา

งานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา เป็นประเพณีสำคัญ ถือเป็นหนึ่งเดียวของไทย ที่อยู่คู่กับวัด พระพุทธบาทราชวรมหาวิหารมาช้านาน โดยพี่น้องประชาชนชาวพระพุทธบาท และใกล้เคียง ที่นำดอกเข้าพรรษามาบูชาสักการะรอยพระพุทธบาท เป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ ของชาวจังหวัดสระบุรี โดยวันจัดงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา จะถือเอาวันเข้าพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หรือช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษาของทุกปี เป็น วันจัดงาน ตามความเชื่อที่มีสืบต่อกันมานั้น โดยผู้เฒ่าผู้แก่ ประชาชน และคนหนุ่มสาว ทุกเพศ ทุกวัย ต่างพากันไปทำบุญตักบาตรดอกเข้าพรรษา เนื่องในวันเข้าพรรษาที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่น และจังหวัดสระบุรี ตามนโยบายของรัฐบาล และแผนยุทธศาสตร์ รวมทั้งนโยบายของจังหวัด ที่ได้ผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด ในปี พ.ศ. 2561 นี้ จังหวัดสระบุรีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนทุกแขนง รวมทั้งประชาชนชาวจังหวัดสระบุรีตื่นตัว และเตรียมตัวต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่จะเดินทางมาชมงานครั้งนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมย้อนตำนานสระบุรี สืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก
-ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าว

นายชนัตถ์ นันทปัญญา ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงานฯ หนึ่งในคณะกรรมการการจัดงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาฯ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศไทย และวัฒนธรรมอันล้ำค่าของท้องถิ่นทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสระบุรีอีกทางหนึ่งด้วย เทศบาลเมืองพระพุทธบาท จึงได้กำหนดให้มีการจัดงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา และถวายเทียนพระราชทาน ประจำปี 2561 โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2561 ณ บริเวณถนนสายคู่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ในวันแรกของการจัดงาน จะเป็นพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในอาณาบริเวณพระพุทธบาท การแสดงศิลปะพื้นบ้าน วัฒนธรรม และขบวนต่างๆ จะเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองพระพุทธบาท ไปตามถนนพหลโยธิน และเลี้ยวเข้าบริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร โดยดอกไม้ที่ใช้ตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์นั้นจะต้องเป็น “ดอกเข้าพรรษา” เท่านั้น ซึ่งในปีนี้จะมีพิธีเปิดงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2561

สำหรับขบวนรถบุปผชาติที่มีความสวยงาม เป็นที่สนใจของทั้งชาวสระบุรีและนักท่องเที่ยวที่มาชมนั้น ในปีนี้ประกอบด้วย ขบวนที่ 1 ขบวนพยุหยาตราและขบวนเจ้าเมืองสระบุรี ขบวนที่ 2 ขบวนเทียนพรรษาพระราชทาน ขบวนเทียนพรรษาสระบุรี ขบวนที่ 3 ขบวนรถบุปผชาติ ขบวนที่ 4 ขบวนศาสนาและวัฒนธรรม

ในอดีตเมื่อถึงวันเข้าพรรษา คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวอำเภอพระพุทธบาทและบุคคลทั่วไปจะพากันไปเก็บดอกเข้าพรรษาตามไหล่เขาโพธิลังกาหรือเขาสุวรรณบรรพต เทือกเขาวง และเขาพุในเขตอำเภอพระพุทธบาท นำมาจัดรวมกับธูปเทียนเพื่อตักบาตรถวายพระ ซึ่งในปัจจุบันทางจังหวัดสระบุรีได้ร่วมอนุรักษ์โดยการจัดพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพระราชทาน ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง และเป็นสถานที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาท” อันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพบูชา ซึ่งมีความเชื่อในคติชาวลังกาว่า พระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ 5 แห่ง และรอยพระพุทธบาทที่วัด พระพุทธบาทฯ แห่งนี้ เป็น 1 ใน 5 แห่ง ต่อมารอยพระพุทธบาทนี้ถูกค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เมื่อพระสงฆ์ได้รับบิณฑบาตแล้วก็จะนำไปสักการะรอยพระพุทธบาท อันจะส่งผลบุญให้ผู้ทำบุญตักบาตรได้ขึ้นสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์

สำหรับ ดอกเข้าพรรษา หรือ ดอกหงส์เหิน เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลขิง เป็นไม้ดอกเมืองร้อน และเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นหัวประเภทเหง้าแบบมีรากสะสมอาหาร คล้ายกระชาย กาบใบเรียงตัวกันแน่น สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหอก ออกเรียงสลับซ้ายขวาเป็นสองแถว ส่วนดอกมีลักษณะอ่อนช้อยสวยงามยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีสีเหลืองสดใสคล้ายรูปหงส์กำลังเหินบิน และสีของกลีบประดับมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีขาว และสีม่วง ซึ่งหนึ่งปีจะออกดอกเพียงครั้งเดียว เฉพาะช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษา เท่านั้น

ไทยสมายล์ฉลองก้าวสู่ปีที่7 ในวันที่7 เดือน7

เสิร์ฟเมนูพิเศษสตาร์บัคส์-อาฟเตอร์ ยู
ทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบินตลอด 7 วัน

สร้างความแปลกใหม่นำบาริสต้าขึ้นเครื่องเสิร์ฟสตาร์บัคส์ในชั้นสมายล์ พลัส ครั้งแรกในไทยตอกย้ำสายการบินฟูลเซอร์วิสที่พร้อมสร้างรอยยิ้มและความประทับใจแก่ผู้โดยสารในทุกเที่ยวบิน

สายการบินไทยสมายล์ฉลองก้าวสู่ปีที่ 7 ในวันที่ 7 เดือน 7 มอบรอยยิ้มและความประทับใจแก่ผู้โดยสารด้วยเมนูพิเศษสร้างสรรค์โดย 2 ผู้นำด้านกาแฟและขนมหวาน “สตาร์บัคส์-อาฟเตอร์ ยู” พร้อมเสิร์ฟแก่ผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบินตลอด 7 วัน ระหว่างวันที่ 7 – 13 กรกฎาคม ศกนี้ ตอกย้ำสายการบินฟูลเซอร์วิสที่มุ่งมั่นนำเสนอและพัฒนาการบริการที่เหนือกว่าคู่แข่ง พร้อมประกาศก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างแข็งแกร่งด้วยแผนการพัฒนาการบริการที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยให้สมบูรณ์ขึ้น โดยไม่กระทบค่าใช้จ่าย และเตรียมเปิดเส้นทางบินเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 3 เส้นทางภายในปีนี้ ล่าสุดคว้ารางวัลจาก Trip Advisor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย (Best Airline in Thailand) สายการบินยอดเยี่ยมในภูมิภาคเอเชีย (Best Regional Airline in Asia) ตลอดจนรางวัลสายการบินที่มีที่นั่งชั้นประหยัดยอดเยี่ยมในภูมิภาคเอเชีย (Best Economy Class in Asia) เป็นปีแรก

นายฉัตรชัย ปานอยู่ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สายการบินไทยสมายล์ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การให้บริการในหลากหลายมิติ เพื่อสอดรับกับความต้องการของนักเดินทางมาโดยตลอด โดยยังคงมีเป้าหมายของการเป็นสายการบินฟูลเซอร์วิสชั้นนำในภูมิภาค ที่มุ่งเน้นในมาตรฐานการให้บริการที่เยี่ยมยอดควบคู่ไปกับความคุ้มค่าของราคา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้านักเดินทางระยะสั้น แต่ขณะเดียวกันยังคงให้ความสะดวกสบายสูงสุด สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการบริการที่เป็นเลิศ ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 7 ของการให้บริการ ผู้โดยสารจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเราที่ล้วนมุ่งสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และพัฒนาปรับปรุงบริการที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก รวมถึงการปรับโฉมนิตยสาร WE Smile บนเครื่อง โดยให้ผู้โดยสารมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยทุกการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเพิ่มเติมนั้น ไทยสมายล์จะคำนึงถึงความต้องการของผู้โดยสาร และมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้ได้

นอกจากนี้ ไทยสมายล์ยังมีแผนเปิดเส้นทางการบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ-กวางโจว แทนเส้นทางเดิม คือ ภูเก็ต-กวางโจว และ กรุงเทพฯ-โกลกาตา
ในอนาคตอันใกล้นี้

นางเนตรนภางค์  ธีระวาส   ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า
สายการบินไทยสมายล์ กล่าวว่า ไทยสมายล์กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างแข็งแกร่งด้วยแผนการพัฒนาการบริการที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยให้สมบูรณ์ขึ้น โดยไม่กระทบค่าใช้จ่าย อาทิ ปรับเปลี่ยนวิธีการเสิร์ฟให้คล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานการบริการไว้ หรือรูปแบบการเสิร์ฟไม่ได้วางถาดแบบเดิม แต่ปรับลูกเล่นของกล่องให้สามารถเสิร์ฟแทนถาดได้ มีการปรับ Packaging Smile Bag ใหม่ รวมทั้งได้มีการปรับโทนสีผ้าคลุมที่นั่งให้ดูพรีเมี่ยมขึ้น ด้วยการใช้สีเทาในชั้น Smile PLUS เป็นต้น อีกทั้งการพัฒนาและผลักดันผู้ให้บริการให้ทำตามข้อกำหนดให้ได้ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการสำรวจความพึงพอใจกันทุกเดือน แล้วนำมาระดมความเห็นเพื่อปรับแผนหรือแก้ไขอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องออกไปตรวจสอบการทำงานพื้นที่ปฏิบัติงานจริงมากขึ้น และในอนาคตไทยสมายล์จะมีบทบาทในการให้บริการภาคพื้น (Ground Operating) มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้สามารถควบคุมมาตรฐานการบริการตามกำหนดครอบคลุมวงแหวนการบริการทั้งหมด (Smile Service Rings) ได้จริง

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ไทยสมายล์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ในวันที่ 7 กรกฎาคม นี้
ไทยสมายล์ยังเดินหน้าสร้างความประทับใจและเ
ซอร์ไพรส์ไม่รู้จบด้วยบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยร่วมมือกับพันธมิตรอย่างอาฟเตอร์ ยู สร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษ ได้แก่ Trio Chocolate Fudge Cake (ช็อคโกแลตเค้ก ผสมมาร์ชแมลโลว์ โรยหน้าด้วยครัมเบิลช็อคโกแลต) Strawberry Cheese Cake Verrine (ชีสเค้กสลับชั้นเลเยอร์กับซอสสตรอเบอร์รี่ โรยหน้าด้วยครัมเบิล) และ Mango Coconut Sago Pudding (สาคูอัญชันน้ำกะทิราดซอสมะม่วง) ทั้งสามเมนูนี้จะหมุนเวียนให้บริการคู่กับกาแฟ สตาร์บัคส์ เวีย อิตาเลียน โรสต์ (Starbucks VIA® Italian roast) นวัตกรรมกาแฟพร้อมชงจากสตาร์บัคส์ โดยจะให้บริการแก่ผู้โดยสารในชั้นประหยัด พรีเมี่ยม (Smile Plus) และชั้นประหยัด (Smile Class) ทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบิน ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและเส้นทางบินต่างประเทศ ในระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ ยังเซอร์ไพรส์ผู้โดยสารด้วย บาริสต้าจากสตาร์บัคส์ขึ้นเสิร์ฟกาแฟสด “ม่วนใจ๋ เบลนด์” และบริการสุดพิเศษ “Toast on Board” เมนูที่เป็นเอกลักษณ์จาก After You ให้แก่ผู้โดยสารในชั้นประหยัดพรีเมี่ยม (Smile Plus) อีกด้วย

ปัจจุบัน สายการบินไทยสมายล์ให้บริการ 10 เส้นทางภายในประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และนราธิวาส นอกจากนี้ ไทยสมายล์ยังให้บริการเส้นทางข้ามภาคระหว่างเชียงใหม่และภูเก็ต พร้อม 18 เส้นทางบินต่างประเทศสู่ ย่างกุ้ง, เสียมราฐ, ปีนัง, ฉางซา, ฉงชิ่ง, เจิ้งโจว, คยา, พาราณสี, ชัยปุระ, ลัคเนา, มัณฑะเลย์, เวียงจันทน์, พนมเปญ, กัวลาลัมเปอร์, เกาสง, หลวงพระบาง, มุมไบ และเส้นทางภูเก็ต-กวางโจว โดยมีแผนที่จะเพิ่มความถี่ของเส้นทางบินภายในประเทศและเปิดตัวเส้นทางใหม่ระหว่างประเทศต่อไปในอนาคต

The Colors of the green Season เที่ยวหน้าฝนสุดเก๋ไก๋ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

กลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออก
ชวนเที่ยวงานสีสันตะวันออก ครั้งที่ 14

สีสันตะวันออก ครั้งที่ 14 ประจำปี 2561 ภายใต้คอนเซปต์ “The Colors of the green Season เที่ยวหน้าฝนสุดเก๋ไก๋ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน” จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561

ภายในงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 47 ณ ฮอลล์ 102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา โดยกลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่ง 4 จังหวัดนี้ สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลนานาชาติ เชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว การสร้างความหลากหลายของกิจกรรมการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งภายในงานนี้ ได้รวมธุรกิจผู้ประกอบการชั้นนำ มากคุณภาพ ทั้งผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก และสินค้าท้องถิ่นของภาคตะวันออก มากมายกว่า 76 บูธ เรียกได้ว่า มางานเดียว เที่ยวครบ 4 จังหวัด พร้อมโปรโมชั่น ช้อปครบตั้งแต่ 3,000 บาท เป็นต้นไป แลกรับผลิตภัณฑ์โอท็อปจากภาคตะวันออก พร้อมลุ้นรางวัลโรงแรม ที่พัก จำนวน 20 รางวัล และ รางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 รางวัล

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2561 เวลา 18.00 น. โดยประธานในพิธี คือ นายภวัต เลิศมุกดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีหัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนจากจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ให้เกียรติร่วมงานพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน กับการแสดงพิธีเปิด The Power of green season ความสุขแห่งวัสสานฤดู สัมผัสสีสันแห่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นในบรรยากาศแห่งความชุ่มฉ่ำของฤดูฝน

นอกจากนี้  ยังมีโซนนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวชุม
ชน เชิงศาสนา และวิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณีภาคตะวันออก พร้อมชมการแสดงสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นเอกลักษณ์เฉพาะภาคตะวันออก อาทิ การทำสละลอยแก้ว สูตรเฉพาะจากจังหวัดระยอง, การชงกาแฟกระวาน สมุนไพรท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และ การทำซูชิข้าวคลุกกะปิ  จากกะปิเคยไม่เหม็น จากจังหวัดตราด และในทุกวันงานชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของภาคตะวันออก การเล่นเกมส์แจกของรางวัลตลอด 4 วันงาน

สีสันตะวันออก ครั้งที่ 14 “The Colors of the green Season เที่ยวหน้าฝนสุดเก๋ไก๋ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน” วันที่ 28 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561 “The Colors of the green Season เที่ยวหน้าฝนสุดเก๋ไก๋ สร้างรายได้
อย่างยั่งยืนานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 47 ณ ฮอลล์ 102

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา และวางแผนเที่ยวรับลมหนาวกันต่อที่งานสีสันตะวันออกครั้งที่ 15

“Colors of Vibrant Sea ท่องเที่ยวหลากสีสัน เมืองชายทะเลนานาชาติ
ในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 โซนสีสันตะวันออก
แพลนนารีฮอลล์งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 48 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/colorsoftheeastbyimc

 

Familiarization Trip เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ เชื่อมโยง๔มรดกโลก

ทกจ.เพชรบูรณ์ จัดทริป ดึงผู้ประกอบการไทย-ต่างชาติ เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยง ๔ มรดกโลก

เส้นทางประวัติศาสตร์ อุทยานประวัติศาสตร์ อีกแห่งที่นักเรียน นักศึกษา นิยมมาลั๊นลากันอยู่บ่อยครั้งหลายคนอาจจะคุ้นหู และได้ยินคำว่า ‘มรดกโลก’ กันมาบ้างแล้ว ซึ่งมรดกโลกที่ว่านี้ อาจจะ
ไม่ได้หมายถึงแค่เมือง หรืออนุสาวรีย์เสมอไป มาตามรอยเมืองแห่งตำนาน ๔มรดกโลกเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยง ๔ มรดกโลก

นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา  จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดกิจกรรม Familiarization Trip ดึงผู้ประกอบการไทย-ต่างชาติ เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยง ๔ มรดกโลก อยุธยา ศรีเทพ สุโขทัย หลวงพระบาง พร้อมจัดสัมมนาทางวิชาการและเจรจาธุรกิจ เพื่อสร้างเครือข่าย  ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น

นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ดำเนินโครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ให้กับภาคเหนือ และสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศให้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวใหม่และสนใจการท่องเที่ยวในประเทศไทย และเป็นสื่อแนะนำผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน

โดยจัดกิจกรรม Familiarization Trip และสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยใช้โอกาสด้านศักยภาพที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างภาคและเชื่อมโยงการพัฒนาตาม North-South Economic Corridor และ East-West Economic Corridor และประตูเชื่อมโยงชายแดนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ที่จังหวัดตาก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่จังหวัดเลย

Familiarization Trip และสำรวจแหล่งท่องเที่ยวบนเส้นทางเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก ที่ขึ้นชื่อว่า  เส้นทางดังกล่าวเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยจะมีการสัมมนาทางวิชาการและเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมต่อยอดธุรกิจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลบวกให้กับการท่องเที่ยวรวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

Toptotravel ได้เดินทางไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวบนเส้นทางเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยว โดยเราเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวทางมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่สำคัญที่บันทึกประวัติศาสตร์การดำรงชีวิตมากว่า 5,000 ปี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑ มุ่งสู่จังหวัดเพชรบูรณ์

ซึ่งมีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ซึ่งคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ปี และกำลังเสนอรายชื่อเป็น Tentative List เพื่อรับรองให้เป็นมรดกโลกในอนาคตของประเทศไทย จากนั้นเดินทางต่อผ่านเมืองเพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่าของจังหวัดเพชรบูรณ์

ที่มีวัฒนธรรมไทหล่มที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยผ่านด่านพรมแดนบ้านนากระเซ็ง จังหวัดเลย เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากนั้นมุ่งสู่เมืองหลวงพระบาง แหล่งท่องเที่ยวทางมรดกโลกที่สำคัญ จากนั้นกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้ง แล้วเดินทางมุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก คือ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองเก่าสุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เชื่อมโยงต่อไปยังจังหวัดตาก และออกจากประเทศไทยอีกครั้งที่ด่านแม่สอด ไปยังประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และหลังจากนั้นเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้งจากด่านแม่สอด จังหวัดตาก มายังจังหวัดพิษณุโลก และกลับสู่กรุงเทพมหานคร

ขอคุณข้อมูลการเดินทาง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Familiarization Trip
โครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก
ครั้งที่ 1 วันที่ 8-12 มิ.ย. 2561
ครั้งที่ 2 วันที่ 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2561

 

ตามรอยเมืองแห่งตำนาน ๔มรดกโลก

เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวใหม่…
เชื่อมโยง ๔ มรดกโลก

เรื่องประวัติศาสตร์นี่ไม่ต้องพูด  ถึงยาวนานมาตามลำดับ ตั้งแต่ยุคโบราณอยู่แล้ว ท่านที่ชื่นชอบกับแผ่นดินในแนวเทพนิยายนี่บอกเลยว่าอย่าพลาดเมืองที่มีสถานที่ทางธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก” เมืองที่ซุกตัวอยู่ใต้เงาของเทือกเขาไม่มีเบื่อเมื่อต้องเดินทาง ฤดูฝนของที่นี่วิวสวยอากาศสบาย อาหารอร่อย ดีใช้ได้ ที่น่าสนใจเยอะแยะมาก สับขา ลางาน แล้วไปเที่ยวกันเถอะ

สำหรับในช่วงวันหยุดสุดสัมปดาห์แบบนี้  ใครที่เบื่องานในเมืองกรุง อยากจะหมายมุ่งตามรอยเมืองแห่งในตำนานมรดกโลก โดยการเริ่มต้นจากการออกเดินทางจากกรุงเทพฯ  มุ่งหน้า จังหวัดที่ฤดูฝนสวยกว่าฤดูหนาวอย่างเพชรบูรณ์  แวะรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าแรกในตำนาน ณ. ร้านไก่ย่างตาแป๊ะ 2 ที่ร้านขายไก่ย่างต้นตำรับหนังกรอบเนื้อนุ่ม ของอำเภอวิเชียรบุรี ส่งต่อความอร่อยมายาวนานกว่า 50 ปี ตั้งอยู่ริมถนนสายสระบุรี-หล่มสัก
ว่ากันว่าใครมาถึงเพชรบูรณ์แล้ว ไม่แวะมากินไก่ย่างร้านนี้ก็เหมือนมาไม่ถึง
เพชรบูรณ์

อิ่มท้องแล้วไปตามจุดหมาย  การเยี่ยมชม  อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ โบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่ง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ หนึ่งในมกรดกโลก ที่เราอยากไปชมให้เห็นด้วยตาตัวเองคือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นเมืองน่าเที่ยวน่าสัมผัสความเก่าแก่แบบลึกลับ เมื่อก้าวแรกที่ข้ามผ่านประตูเมืองโบราณ เหมือนได้เข้าสู่เมืองเทพนิยาย ตัวเมืองเก่าถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองใหญ่ขนาดใหญ่ที่แข็งแรงและมีความงดงาม

ศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพ เดิมมีชื่อว่า “เมืองอภัยสาลี” ถูกค้นพบเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” เมื่อปี พ.ศ. 2447-2448 เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ตั้งของเมืองอยู่ในชุมทาง ที่สามารถติดต่อกับภาคอื่นๆ ได้สะดวก
ดังนั้น  จึงได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง มาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น

อุทยานมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ

เมืองศรีเทพ สร้างขึ้นในยุคของขอมเรืองอำนาจ ซึ่งคาดว่า  มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี โดยดูจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สันนิษฐานว่าเจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16

วัดธรรมยาน  เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2554 พระอุโบสถวัดธรรมยานนี้ มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบล้านนา-ล้านช้าง เข้ากับสถาปัตยกรรมไทยแบบร่วมสมัย ที่มีความเรียบง่าย แต่งดงามภายใน

บริเวณสระน้ำด้านหน้าพระอุโบสถ ยังมีประติมากรรมพญานาคขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งคู่กัน ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปและสักการะขอพร โดยผู้ที่ออกแบบพระอุโบสถและประติมากรรมพญานาค โดย คุณเทวินทร์ วรรณะบำรุง สถาปนิกอาวุโส บริษัท เอสซีจี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างดังกล่าว จึงทำให้พระอุโบสถวัดธรรมยาน และประติมากรรมพญานาค เป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ประกอบกับความร่มรื่น เงียบสงบภายในบริเวณวัด ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม

เพื่อความรู้ ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมภูมิปัญญาต่าง ๆ จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดเพชรบูรณ์ประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม  และสิ่งที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดเส้นทางเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก ศรีเทพ-สุโขทัย-พระนครศรีอยุธยา-หลวงพระบาง มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

Toptotravel  จึงเดินทางไปยัง หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2556 เดิมเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์หลังเก่า เมื่อมีการย้ายศาลากลางจังหวัดไปอยู่ศูนย์ราชการ ทางเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จึงขอใช้สถานที่นี้  เพื่อทำเป็นหอโบราณคดี  โดยมีดำริมาจากบุคคลที่มีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมภูมิปัญญาต่าง ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นห้องโถงต้อนรับ ห้องกาแฟและห้องว่าด้วยของกินในเพชรบูรณ์ ชื่อว่า “ห้องครัวเพชรบูรณ์” การจัดแสดงเรื่องราวของเพชรบูรณ์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคศรีเทพ  จัดแสดงในช่วงต่อมาคือ สมัยสุโขทัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ จนถึงยุคร่วมสมัย มีห้องสมุดทางวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์และห้องจัดนิทรรศการหมุนเวียน นอกจากนั้นยังเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการการท่องเที่ยวของเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์อีกด้วย สำหรับชื่อ เพ็ชรบูรณ์อินทราชัยนั้น เป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสอันดับที่ 72 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เดินชมด้านในการจัดแสดงแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 โรงหนังไทยเพชรบูรณ์เป็นการจำลองโรงหนังแห่งแรกของเพชรบูรณ์ ห้องที่ 2 ห้องจากเขาคะนาถึงศรีเทพจัดแสดงเป็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเพชรบูรณ์ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคศรีเทพ ห้องที่ 3 จัดแสดงเกี่ยวกับความเป็นมาของเมืองเพชรบูรณ์ในสมัยสุโขทัย พบหลักฐานสำคัญให้ทราบว่าชื่อเดิมของเพชรบูรณ์คือเพชบุระ และห้องที่ 4 จัดแสดงเกี่ยวกับแผนการให้จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นเมืองหลวงของไทย มีห้องหลักเมือง ห้องเพชรบูรณ์เมื่อวันวาน ห้องตำนานเพชรบูรณ์ และห้องครัวเพชรบูรณ์ มาที่นี่ครบจบทุกเรื่องราว

 

หลังจากนั้น  เราออกเดินทางต่อไปยัง ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งอยู่บริเวณ
ไม่ไกลจากหอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย  เพื่อไปสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เสาหลักเมืองเพชรบูรณ์ เป็นแท่งเสาหินทรายสีเทา มีลักษณะปลายป้านโค้งมน มีความสูงจากฐานล่างถึงปลายยอด 184 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ความหนาประมาณ 15-16 เซนติเมตร มีจารึกอักษรขอมทั้ง
4 ด้าน ปลายฐานด้านล่างสุดมีลักษณะแผ่ขยายออกคล้ายวงกลมแบน

ในปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ทำการอ่านและแปลศิลาจารึกเสาหลักเมืองเพชรบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สรุปได้ความว่า เป็นการจารึก  ลงในเสาหินทรายสีเทาใน 2 ยุคด้วยกัน คือ ครั้งแรก  เป็นการจารึกในด้านที่ 1 เป็นอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต มีข้อความ 22 บรรทัด จารึกเมื่อมหาศักราช 943 ตรงกับพุทธศักราช 1564 เป็นข้อความการสรรเสริญพระศิวะ
ในศาสนาพราหมณ์ ส่วนการจารึกครั้งที่ 2 เป็นการจารึกใหม่ในด้านที่
เหลือ 3 ด้านเมื่อจุลศักราช 878 ตรงกับพุทธศักราช 2059 เป็นอักษรขอม ภาษาไทย บาลีและเขมร เป็นข้อความเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีข้อความ
ที่ให้ช่วยกันสืบสานพระพุทธศาสนาให้ได้ 5,000 ปี

บนเส้นทาง ท่องวิถี๔มรดกโลก ท่านใดเดินทางมา  จังหวัด เพชรบูรณ์
ต้องแวะ  สักการะและชมความงดงามของ  พระพุทธมหาธรรมราชา พระประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นพระพุทธรูปเนื้อโลหะ  หล่อด้วยทองเหลืองบริสุทธิ์ ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นองค์ประธาน ประดิษฐาน
ณ พุทธอุทยานเพชบุระ ถนนสายสระบุรี-หล่มสัก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ยอดพระเกตุบรรจุพระบรม สารีริกธาตุ  ขนาดหน้าตัก 11.984 เมตร มีความหมาย 1 หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์เอก หนึ่งในดวงใจของชนชาวไทย
1 หมายถึง พระพุทธมหาธรรมราชา ซึ่งมีเพียงองค์เดียวในโลก เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์ เป็นองค์พระที่อัญเชิญมาประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเพชรบูรณ์9 หมายถึง รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ 84 หมายถึง วโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา

พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์

อยากเดินเที่ยวถนนคพื้นเดิน ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอหล่มสัก พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์” สถานที่ที่รวบรวมเรื่องราว เหตุการณ์ ความเป็นมาและวิถีชีวิต ของ “เมืองหล่มสัก” ชุมชนที่มีประวัติมาช้านานและมีความสำคัญอย่างมากของจังหวัดเพชรบูรณ์ มาจัดแสดงไว้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์ เป็นสถานที่ที่รวบรวมเรื่องราว เหตุการณ์ ความเป็นมาและวิถีชีวิต ของ “เมืองหล่มสัก”ในอีกมุมนึง  ของเส้นทาง  ท่องวิถี๔มรดกโลก  หากใครที่อยากดื่มด่ำบรรยากาศถนนคนเดินไทหล่ม สัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นผ่านถนนคนเดิน ไทหล่ม ตลาดนัดน่าเดินบนถนนสายรณกิจ ถนนสายเก่าแก่ของอำเภอหล่มสัก ซึ่งตลอดสองฟากฝั่งถนนยังคงความคลาสสิกของบ้านเรือนไม้โบราณ 2 ชั้น ไว้ให้เห็นอย่างงามตา สีสันความคึกคักของถนนคนเดินไทหล่มจะเริ่มต้นทุกเย็นวันเสาร์ตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนถึง 4 ทุ่ม จัดแสดงได้สวยงามมากๆ

ชมวิถีชีวิต ของ “เมืองหล่มสัก”ในอีกมุมนึงในพิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์ เราเริ่ม
หิวใกล้กันนั้น เป็นถนนคนเดิน ไทหล่ม จึงออกเดินทางเพื่อไปเพลิดเพลินชมบรรยากาศวิถีชีวิตกับการออกร้านต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าชาวหล่มสัก ทั้งร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมืองที่หารับประทานขนมจีนไทหล่ม ปิ้งไก่ข้าวเบือ ข้าวหลามพญาลืมแกง ฯลฯ สินค้าพื้นเมือง เสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าทำมือของชาวบ้านที่สามารถซื้อเป็นของฝากของที่ระลึกมากมาย

นอกจากนี้ ที่บริเวณโดยรอบของถนนคนเดินมีการแสดงทางวัฒนธรรม ซุ้มสาธิตการตีมีดโบราณ จากกลุ่มตีมีดบ้านใหม่ที่สืบทอดช่างฝีมือมานานนับ 100 ปี จากช่างชาวเวียงจันทน์ การแสดงดนตรีพื้นเมือง ตลอดจนกิจกรรมรำวงย้อนยุคให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวร่วมรำวงกันอย่างสนุกสนาน

เช้าวันที่สาม ของการเดินทางท่องวิถี๔มรดกโลก เดินทางไปต่อเพื่อสักการะพระธาตุศรีสองรัก บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมสถานที่ได้ แต่ขอให้เคารพสถานที่ แต่งกายให้สุภาพ พระธาตุศรีสองรัก  สร้างขึ้นตั้งแต่ในปี พ.ศ.2103 สมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือกันระหว่างพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา(ไทย) และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง(ลาว) เนื่องจากยุคนั้นพม่าเรืองอำนาจ และมีการรุกรานดินแดนต่างๆ เพื่อขยายอำนาจ กษัตริย์ทั้งสองพระองค์จึงเห็นว่าควรจับมือกันเพื่อความมั่นคง

จึงได้กระทำสัตยาธิษฐานว่า  จะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกัน พร้อมได้ร่วมกันสร้างเจดีย์ขึ้นถวายมีพระนามว่า  “พระธาตุศรีสองรัก”   ริมลำน้ำหมัน เป็นดังสักขีพยานแห่งสัจจะไมตรี และจะมีการจัดงานสมโภชพระธาตุในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ผู้ที่จะมาสักการะพระธาตุศรีสองห้ามใส่เสื้อผ้า “สีแดง” หรือถือสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ เพราะสีแดง อาจเปรียบได้กับเลือดที่เป็นผลของการทำสงคราม คนโบราณจึงมีการห้ามไม่ให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีแดง เข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบันด้วยเช่นกัน

เราเดินทาง ต่อเเพื่อเข้าสู่อำเภอเขาค้อ ด้วยการไปชม วัดพระธาตุผาแก้ว เดิมชื่อ พุทธธรรมสถานพระธาตุผาซ่อนแก้ว ไปแล้วจะหลงรัก ที่นี่เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเต็มไปด้วยโบราณสถานเก่าแก่งดงามที่พึ่งพิงธรรมชาติอย่างชาญฉลาดไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามรอบด้าน มองเห็นผาซ่อนแก้วและทิวเขาสลับซับซ้อน มีศาลาปฎิบัติธรรมประดิษฐานพระพุทธรูปหยกงดงามภายในตกแต่งด้วยภาพวาดศิลปะสวยงามแปลกตา ตั้งอยู่ ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างในราวปลายปี 2547 โดย คุณภาวิณี และ  คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป วิถีชีวิตคนที่จังหวัดสุขโขทัย ไปไหนมาไหนยิ้มทักท้าย ดูแล้วมีความสุขจริงๆ

ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม 91 ไร่ สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม บนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น  มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา มีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาแก้ว อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

วัดพระธาตุผาแก้ว อำเภอเขาค้อ  วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วเดิมชื่อ  พุทธธรรมสถานพระธาตุผาซ่อนแก้ว เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม มีทิวทัศน์สวยงามรอบด้านมองเห็นผาซ่อนแก้วและทิวเขาสลับซับซ้อน บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมสถานที่ได้ แต่ขอให้เคารพสถานที่ แต่งกายให้สุภาพ ถ้าอยากจะถ่ายรูป มีศาลาปฎิบัติธรรมประดิษฐานพระพุทธรูปหยกงดงามภายในตกแต่งด้วยภาพวาดศิลปะสวยงามแปลกตา ตั้งอยู่ ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดงต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างในราวปลายปี 2547 โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม 91 ไร่ สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า ผาซ่อนแก้ว พุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขา พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

อุทยานประวัติศาตร์สุโขทัย หรือ เมืองเก่าสุโขทัย ตั้งอยู่นอกตัวเมืองสุโขทัย ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุโขทัยไป ตามทางหลวงหมายเลข 12 สายสุโขทัย-ตาก ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร

เดินทางสู่ จังหวัดสุโขทัย พักรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊แฮ แล้วไปต่อ  เมื่อผ่านเข้าเขตเมืองเก่า จะแลเห็นยอดพระเจดีย์แบบต่างๆ อันสง่างามและวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ กำแพงเมืองสุโขทัย ตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นกำแพงพูนดิน 3 ชั้น โดยการขุดเอาดินขึ้นมาถมเป็นกำแพงและพื้นดินที่ขุด ขึ้นยังเป็นคูขังน้ำไว้ ใช้สอยและเป็นกำแพงน้ำขึ้นอีก 2 ชั้น กำแพงด้านทิศเหนือจดทิศใต้ยาว 2,000 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 1,600 เมตร มีประตูเมือง 4 ประตู ด้านเหนือเรียกว่า “ประตูศาลหลวง” ด้านใต้เรียกว่า “ประตูนะโม” ด้านทิศตะวันออกเรียกว่า “ประตูกำแพงหัก” ด้านทิศ ตะวันตกเรียกว่า “ประตูอ้อ” ภายนอกกำแพงเมืองในรัศมี 5 กิโลเมตร มีโบราณสถานประมาณ 70 แห่ง สร้างขึ้นไว้ในพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม  โดยกรมศิลปากร ได้รับการจัดตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ในปี 2537

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะในยุคสุโขทัย ภายในยังคงเหลือร่องรอยพระราชวังและวัด ช่วงเช้าร่วมกิจกรรมตักบาตรรับอรุณ บริเวณวัดตระพังทอง

ครั้งนี้  ในช่วงเช้าเรารีบตื่นมาชมวิถีชีวิตคนไปเที่ยวแบบง่ายๆ คืออัศจรรย์ธรรมชาติที่แท้จริงแล้วอยู่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของผู้คน ที่เมืองนี้นักท่องเที่ยวจะรู้กันเลยว่าผู้คนมีความเป็นมิตรสูงมากๆ เมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ตำนานเก่าแก่ของเมืองเก่าสุโขทัย

เมืองนี้เป็นเมืองเก่าแก่นักเดินทางมากมายต่างอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอดีตราชธานีที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครองจำนวนทั้งหมด 33 พระองค์ ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ บรรพชนของไทยได้สร้างสรรค์ศิลปกรรม สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ไว้เป็นอนุสรณ์มากมาย ปรากฏเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีพื้นที่โบราณสถานทั้งสิ้นประมาณ 3,000 ไร่

เคยถูกรุกรานจากกองทัพต่างชาติ เมืองนี้มีความน่ารักสามารถเดินเล่นสบายๆ จัดไว้ในแพลนให้เป็นเมืองผ่านคั่นกลางในการเดินทางได้ดีทีเดียว โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนครศรีอยุธยาภายใต้ชื่อ โครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2525 และต่อมาในปี พ.ศ. 2534 อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมกิจกรรมมากมาย

ขอคุณข้อมูลการเดินทาง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Familiarization Trip
โครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก
ครั้งที่ 1 วันที่ 8-12 มิ.ย. 2561
ครั้งที่ 2 วันที่ 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2561

แซ่บนัวของกิน เมืองสุรินทร์ถิ่นช้าง อย่ามองข้ามเด็ดขาด

เส้นทางสายกิน อาหารถิ่นในตำนาน (Gastronomy Tourism)

จังหวัดสุรินทร์เที่ยวเองได้สบายๆ ถ้าใช้เวลาตามหาความหมายของชีวิตมาตลอดจนวันหนึ่งก็พบว่าจังหวัดสุรินทร์ ก็ยังคงเป็น สุรินทร์ แบบนี้เลยตั้งแต่โบราณ เมืองที่ชนะขาดเรื่องของธรรมชาติสวยนี่ไม่ต้องพูด และงานย้อนยุคของบ้านเมือง ที่ปัจจุบันเราแทบไม่พบวิถีแบบนี้กันแล้ว ไม่ว่าจะสายธรรมชาติ ไม่ว่าหรือเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่ได้เกินกว่าจินตนาการ เรียกได้ว่าไปเมืองเดียวครบทุกแบบ

ลาก่อนฤดูร้อน! อุตุฯ ประกาศไทยเข้าสู่ฤดูฝนเรียบร้อยแล้ว  Toptotravel ชวนมาเที่ยวเส้นทางสายกิน อาหารถิ่นในตำนาน สร้างสรรค์และออกแบบสินค้าเส้นทางอาหารไทย (Gastronomy Tourism) เส้นทางสายภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้เกิดการรับรู้ และเป็นไปตาม Lifestyle ของกลุ่มเป้าหมายสำหรับ นักท่องเที่ยว และกลุ่มตลาดในประเทศ เราพบว่าแท้จริงแล้ว หนทางสู่ความเส้นทางท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ รับรู้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในการเป็น World Destination ทางด้านอาหาร ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็น World Destination ทางด้านอาหาร ซึ่งอาหารไทยเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่สำคัญสามารถกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจและสัมผัสแต่ละสถานที่อย่างอิ่มเอม เที่ยวอย่างมีคุณค่าและถึงแต่ละสถานที่อย่างแท้จริง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แนะนำเส้นทางเที่ยว พาเที่ยวสำรวจและจัดทำเส้นทางสายกิน อาหารถิ่นในตำนาน (Gastronomy Tourism) สัมผัสธรรมชาติให้ชุ่มฉ่ำกันทั้งปี จำนวน 10 เส้นทาง ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ของเราไปกันได้ กระจายไปทุกภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดตาก พะเยา สกลนคร สุรินทร์ ตราด ราชบุรี ระนอง สตูล อ่างทอง-สิงห์บุรี และลพบุรี เพื่อขานรับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคของรัฐบาล ด้วยการใช้การท่องเที่ยวมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เส้นทางยอดนิยม 10 เส้นทาง ลองมาอยู่ด้วยกัน จะเหลืออะไรอีกไหมที่ต้องปรับ ต้องรู้จัก ครั้งนี้ ททท. พิจารณาเลือก 5 เส้นทางได้แก่ จังหวัดตาก สุรินทร์ ตราด สตูล และลพบุรี มาดำเนินการจัดเป็น กิจรรมท่องเที่ยวนำร่องเพื่อให้สื่อมวลชนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ทริปนี้เจออะไรใน เส้นทางมาดูกันค่ะ อร๊ายยย.. ต้องไปแล้ว!

ปราสาทบ้านพลวง ความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหน มีความสวยงามและล้ำค่าเป็นปราสาทขนาดเล็ก ๑ องค์ ก่อสร้างด้วยหินทรายสีขาว บนฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ ๘ เมตร ยาวประมาณ ๒๓ เมตร ปราสาทมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าออกด้านทิศตะวันออก ส่วนอีก ๓ ด้านทำเป็นประตูหลอก ทับหลังด้านทิศตะวันออกและทิศใต้สลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทับหลังด้านทิศเหนือเป็นภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ ส่วนทับหลังด้านทิศตะวันตกไม่ได้สลักภาพ ซึ่งหน้าบันด้านทิศตะวันออกสลักเป็นภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ หน้าบันทิศเหนือสลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และหน้าบันด้านทิศใต้สลักเป็นภาพบุคคลประทับนั่งเหนือหน้ากาล บริเวณรอบปราสาทมีสระน้ำล้อมรอบเว้นทางเข้าด้านหน้า โดยลักษณะของปราสาทบ้านพลวง จะคล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนมรุ้ง ประกอบกับลวดลายที่พบบนหน้าบันและทับหลัง กำหนดรูปแบบทางศิลปะได้ว่าป็นศิลปะขอมแบบบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖

เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสวาย มีพื้นที่ทั้งหมด 18,145 ไร่

วนอุทยานพนมสวาย สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เมืองที่ชนะขาดเรื่องของธรรมชาติ และงานย้อนยุคที่มีร่องรอยอารยธรรมของชาวขอมโบราณ หลอมรวมกลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ความสวยของโบราณสถานที่ยังอนุรักษ์กันไว้ได้เหมือนเดิมเด๊ะ ตั้งแต่อตีดยันปัจจุบัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนา ที่มีชื่อเสียง ทุกปีจะมีประเพณีสำคัญในช่วงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ชาวเมืองสุรินทร์จะชวนกันเดินขึ้นเขาพนมสวาย จนเป็นประเพณีที่ทำสืบทอดกันมาเพื่อเป็นสิริมงคลต่อตนเอง คำว่า พนมสวาย เป็นคำภาษาพื้นเมืองของชาวสุรินทร์ การเดินทาง เที่ยวง่ายๆ เมืองที่มีความหมายว่า ภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาบัว อำเภอเมือง และตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสวาย มีพื้นที่ทั้งหมด 18,145 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2527 ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ของจังหวัดสุรินทร์ เต็มไปด้วยป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม  นอกจากนี้ยังเป็นวนอุทยานเฉลิมพระเกียรติในประเทศไทย และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธา

ช้อปปิ้งที่ตลาดน้ำราชมงคลสุรินทร์ อยู่บริเวณท่าน้ำลำห้วย หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ถนน สุรินทร์ – ปราสาท ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ห่างจากตัวจังหวัด 3 กิโลเมตร โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ร่วมกับ กองกำลังสุรนารี ร่วมก่อตั้ง เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ภายในจังหวัด แวะชิวหาของกินที่นี่เป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอย ในบริเวณตลาดริมน้ำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เลาะเลี้ยวริมฝั่งลำน้ำห้วยเสนงแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนสุรินทร์มายาวนาน รวมถึงกิจกรรมนั่งช้างชมป่า ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยการนั่งช้างไปตามเส้นทางประวัติศาสตร์ 60 ปี การเสด็จประพาสสุรินทร์ ตลาดน้ำราชมงคลสุรินทร์ เปิดเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น.–18.00 น. ตลาดน้ำแห่งนี้จะคึกคักเป็นพิเศษในวันอาทิตย์ เนื่องจากมีตลาดนัดกรีนมอร์ จำหน่ายสินค้าชุมชนในบริเวณเดียวกันด้วย

 

ผ้าไหมทอบ้านท่าสว่าง ตามแบบฉบับที่ร่ำลือกันว่าหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมผ้าไหมแห่งเดียวของประเทศไทย บ้านท่าสว่าง หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ลองเที่ยวเมืองที่มีเป็นหนึ่งหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ บ้านท่าสว่างเดิมชื่อบ้านเตรี๊ยะ เป็นภาษาพื้นบ้าน (เขมร) คำว่าเตรี๊ยะ เป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง ภาษาไทยว่าต้นชาด บรรพบุรุษของชาวบ้านเตรี๊ยะ ได้อพยพมาจากบ้านระเภาร์ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ห่างจากบ้านเตรี๊ยะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร ในปี พ.ศ. 2485 ได้รวมหมู่บ้านเตรี๊ยะกับหมู่บ้านอื่นๆ เป็นตำบลท่าสว่าง และบ้านเตรี๊ยะ ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นบ้านท่าสว่างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลวดลายผ้าไหมสวยเก๋น่าซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทุกมุมของที่นี่ช่างน่าเก็บภาพความประทับใจเอาไว้ทั้งหมด

สวยเริ่ดเชิ่ดได้! เพราะในปี 2553 บ้านท่าสว่าง ได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมผ้าไหม แห่งเดียวของประเทศ โดยกรมการพัฒนาชุมชนกรมพัฒนาชุมชนได้ดำเนินงานโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาหมู่บ้านที่มีจุดเด่น และมีเอกลักษณ์ ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในหมู่บ้านจากบริการด้านท่องเที่ยว

โลกแห่งความจริง ที่ปราสาทศีขรภูมิ สวยจนแทบหยุดหายใจ ความสวยงามสงบร่มรื่นดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสำรวจและพักผ่อนที่นี่ แม้ว่าการเดินทางอาจจะไกลสักหน่อย ตั้งอยู่ที่ตำบลระแงง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 226 โดยอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปอีก 1 กิโลเมตร ปราสาทศรีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ที่มุมทั้งสี่บนฐานเดียวกัน ที่ธรรมชาติช่างเสกสรรค์ ก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง

ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ มีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออกปรางค์ทั้งห้าองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งส่วนที่เป็นทับหลังและเสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง และกลีบขนุนปรางค์ ส่วนหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น องค์ปรางค์ประธานมีทับหลังสลักเป็นรูปศิวนาฏราช (พระอิศวรกำลังฟ้อนรำ) บนแท่น มีหงส์แบก 3 ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเนศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (นางอุมา) อยู่ด้านล่าง เสาประตูสลักเป็นลวดลายเทพธิดาลายก้ามปูและรูป

หมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก ทวารบาล ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิถีความเป็นอยู่ ความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับช้าง รวมทั้งประเพณี และวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านตากลางแต่ละครัวเรือนจะมีช้างที่เลี้ยงไว้อาศัยอยู่รวมกัน จนช้างที่พวกตนเลี้ยงไว้เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของตน ก่อให้เกิดสายใยความผูกพันที่แน่นเฟ้นขึ้น ระหว่างคนกับช้าง ณ บ้านตากลาง จ. สุรินทร์ ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก

ชาวบ้านตากลาง ดั้งเดิมเป็น ชาวส่วย (กูย) หรือ กวย ที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง ส่วนมากต้องเดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ปัจจุบันสภาวะการเมืองระหว่างประเทศทำให้ชาวบ้านตากลาง ไม่สามารถไปคล้องช้างเช่นแต่ก่อนได้ ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้าง และฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงานช้าง (Thailand Elephant show) บรรยากาศป่าเขตร้อนอันเขียวชอุ่มร่มรื่นของจังหวัดทุกปี

ชีวิตเป็นของเรา..ออกไปใช้มันสะ ที่นี่ควรค่าแก่การไปทำความรู้จัก หมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก ลักษณะการเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลาง เหมือนการเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน นอนร่วมชายคาเดียวกับตน ดังนั้นถ้านักท่องเที่ยวได้ไปที่บ้านตากลาง นอกจากจะได้เห็นสภาพโรงช้างดังกล่าวแล้ว ยังจะได้สัมผัสการดำรงชีวิตของ ชาวส่วย โดยเฉพาะในพื้นที่จะได้พบปะพูดคุยกับหมอช้าง ที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้างมาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา รวมทั้งยังสามารถเดินทางชมจุดบริเวณที่แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลไหลมารวมกัน ซึ่งห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตร มีทัศนียภาพที่งดงามน่าพักผ่อนหย่อนใจ ชวนให้ศึกษาในเชิงของธรรมชาติด้วย

สถานที่ : ทีกล้า ฟาร์ม จังหวัดสุรินทร์

รับทานมื้อเย็นในระหว่างเดินนทางท่องเที่ยว เส้นทางสายกิน อาหารถิ่นในตำนาน (Gastronomy Tourism) ทีกล้า ฟาร์ม มีส่วนร่วมในงาน ตามรอยอาหารถิ่น ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ และ ได้มีโอกาศ ทำอาหารถิ่น อาหารที่ให้ ผลผลิตจากฟาร์ม ชวนชิมอาหารอีสานแซ่บๆ ง่ายๆ กับเมนูอาหารพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์

หมก เป็นอาหารอีสานและอาหารลาวประเภทหนึ่ง เป็นการนำเนื้อสัตว์และผักมาเคล้ากับน้ำพริกแกง ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ห่อด้วยใบตองทรงสูง นำไปนึ่งหรือย่างให้สุก ใส่ต้นหอมและใบแมงลักซึ่งเป็นเครื่องปรุงสำคัญ บางบ้านใส่ผักชีลาวด้วย ตัวอย่างอาหารประเภท หมก ได้แก่ หมกหน่อไม้ หมกไข่ปลา หมกหัวปลี หมกไข่มดแดง หมกปลา หมกเห็ด หมกฮวก เครื่องแกงส่วนใหญ่ประกอบด้วย พริกขี้หนูแห้ง หอมแดง ตะไคร้ซอย ใบมะกรูด เป็นหลัก หรือบางบ้านก็จะใส่กระชายหรือข่าด้วย

สลอตราว หรือแกงเผือก เป็นอาหารที่มีรสจืด นิยมใส่ปลาเป็นส่วนประกอบ อาจใช้รับประทานเปล่า ๆ คล้ายก๋วยเตี๋ยวก็ได้ ชาวเขมรและชาวกูย ที่มีฐานะ นิยมปรุงให้จืดเพื่อรับประทานเปล่า ๆ เผือกเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรทสูง ใช้รับประทานแทนข้าวได้ ปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง อาจใช้รับประทานเปล่าคล้ายก๋วยเตี๋ยว พร้อมรับประทานขณะร้อนๆ

ซันลอเจก (แกงกล้วย) “ซันลอเจก” เป็นภาษาเขมร หมายถึง “แกงกล้วย” ซันลอ = แกง, เจก = กล้วย เนื่องจากเมื่อก่อน การคมนาคมขนส่งต่าง ๆ ยังไม่สะดวก อาหารการกินต่าง ๆ ล้วนหาได้จากเรือกสวน ไร่นา และรอบ ๆ บริเวณบ้าน เมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน เจ้าของงานจะจัดหาอาหารต้อนรับผู้มาร่วมงานศพ ซึ่งมักจะทำแกงกล้วยเป็นอาหารหลัก เพราะบ้านเกือบทุกหลัง นิยมปลูกต้นกล้วย เพราะต้นกล้วยสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

อันซอมจรุ๊ก “อันซอมจรุ๊ก” ลักษณะเป็นท่อนยาวๆ ข้างในเป็นข้าวเหนียวผสมกับถั่วลิสง เนื้อหมูและมันหมู ปรุงรสให้ออกเค็มๆ หน่อยแล้วห่อด้วยใบตอง ชิมแล้วก็ถือว่ารสชาติไม่เลวเลยได้รสเค็มๆ มันๆ พร้อมกลิ่นหอมจากใบตอง จะว่าไปรสชาติก็ออกจะคล้ายๆ กับ “บ๊ะจ่าง” อยู่หน่อยๆ เพียงแต่ไม่ได้มีเครื่องเคราเหมือนกับบ๊ะจ่างของคนจีน

มอร์นิ่งงงจ้า เรื่องที่พัก อยากได้ที่พักดีๆ อาหารเช้าอร่อยๆ Slive Hotel ที่พักกลางใจเมืองสุรินทร์เมืองช้าง ที่พักแนวใหม่เอาใจลูกค้า Slive Hotel ตั้งอยู่ในเมืองสุรินทร์ ตรงกันข้ามโรงพยาบาลสุรินทร์ การเดินทางสะดวก ใกล้7-11 ใกล้สนามบิน แห่งความหรูหราอลังการ Slive Hotel ลองไปสัมผัสประสบการณ์พิเศษ Slive….สะอาด ทันสมัย มีสไตล์ คุ้มค่าคุ้มราคา บริการ Wifi ฟรี ทั้งพื้นที่โรงแรม ตื่นจากเตียงนุ่มๆ Slive….สะดวก Slive….สบาย Slive Hotel Surin ณ.โรงแรมน่ารักทั้งสถานที่และราคา คุ้มค่าสุดๆ คิดจะพักคิดถึง #Slivehotel
169 Luck Muang Rd,
Muang Surin, Surin, Thailand
@slivehotel โทร 044 060 322

ชิลล์แค่ไหนต้องลองไปดู หลายคนบอกว่ากระแสการท่องเที่ยวโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ส่งผลให้ทุกภาคส่วน ต้องใช้ศักยภาพ ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความเป็นเลิศทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องกำหนดทิศทาง และสร้างความชัดเจนในกระบวนการส่งเสริม ผลักดัน ปรับเปลี่ยน และสร้างสินค้า บริการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ความสุขอยางหนึ่งเมื่อได้มาเที่ยวเมืองไทย นั่นคงไม่พ้นการได้เรียนรู้ เปิดรับประสบการณใหม่ๆ กับเรื่องราวการกิน หนึ่งในซิกเนเจอร์ของเมืองไทย ที่ใครก็พลาดไม่ได้ ไม่เพียงแค่เปิดตาให้เห็นถึงความ มหัศจรรย์แห่งอาหารไทยที่ทำให้สัมผัสถึงวิถีชีวิต เรื่องราวความน่าสนใจในศาสตร์และศิลป์แห่งศิลปะ วัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตในแง่มุมต่างๆ แล้ว ยังสนุกเพลิดเพลิน อิ่มเอมไปกับอรรถรสของรสชาติอาหารที่ แตกต่างกัน ในแต่ละพื้นถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ ความโดดเด่นของอาหาร
ในแต่ละภูมิภาคได้อย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ เมืองไทยจึงไม่ได้มีดีเพียงแค่อาหารริมทาง เมื่อเราเริ่มจากรู้จัก
สไตลสตรีทฟู้ด อาหารไทยที่ชวนสร้าง ความอะเมซซิ่ง ยังมีอาหารถิ่นจานอร่อย สไตล์วิถีไทยดั้งเดิมแบบพื้นบ้าน และอาหารไทยต้นตำรับ ที่เน้นความ วิจิตรบรรจง ในการปรุงแต่ง จัดจานสไตล์ชาววัง ชวนให้ตื่นตาตื่นใจไปกับรูปแบบการนำเสนอ เช่นเดียวกับการยกระดับการพัฒนา เมนูสตรีทฟู้ดพื้นถิ่นแบบโลคัล สู่การเป็นอาหารไทยเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการ ประยุกต์เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าก็ยิ่งทำให้ อาหารไทยครบรส ทั้งอาหารตา อาหารใจ และอาหารที่คุณสัมผัส และรับรู้ถึงรสชาติความอร่อยได้ในแบบที่บางครั้งอาจคาดไม่ถึง สนุกสนานกันได้ทั้งครอบครัว

ชม Review ครั้งนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะแพลนทริปในใจกันแล้ว ใครแพลนไปเที่ยวอยู่แล้วลองหาเวลาสักวันสองวันไปชมกัน

สวนไทย อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของพัทยา

แต่งไทย คลายร้อน เที่ยวแบบไทย สวนไทย พัทยา จังหวัดชลบุรี สถานที่ให้ความรู้ควบคู่กับการพักผ่อนของนักท่องเที่ยว

ใครที่กำลังอยากไป รับรองว่า สวยละลาย สวยบาดใจ ได้ฟีลซัมเมอร์ไม่แพ้ที่อื่นๆ เลยทีเดียว เสน่ห์แห่งความงดงาม ลักษณะท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่วนหนึ่งของงานถูกจัดให้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสตร์พระราชา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวไทยทั่วทั้ง 6 ภูมิภาค

ร้อนนี้ ชวนมาเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ แต่งไทยคลายร้อนกันที่ พัทยา ยังไม่ไกลจากรุงเทพฯ ขับรถเพียง 2 ชม.เท่านั้นเองชวนเที่ยวสวนไทย พัทยา เป็น สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดชลบุรีล่องเรือ ขี่ช้าง นั่งรถม้า ห่มสไบไปเที่ยวชมวิถีชีวิตคนไทยสมัยก่อนที่ สวนไทย พัทยา จังหวัดชลบุรี แหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่ ที่รวมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของไทยเราทั้ง 6 ภูมิภาค สวนไทย พัทยา อาณาจักรแห่งความเป็นไทย บนเนื้อที่ 250 ไร่ จะพาเราย้อนไปใช้ชีวิตกินอยู่แบบไทยดั้งเดิม เรียนรู้วิถีชีวิตคนไทยใน 6 ภูมิภาค คือ เหนือ กลาง ใต้ อีสาน ตะวันตก ตะวันออก และเพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมหลายแขนง ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้

ที่นี่มีกิจกรรมที่น่าสนใจมีอยู่มากมายหลายโซนเลยทีเดียว เริ่มจาก โซนศาสตร์พระราชา..ตำราของพ่อ ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วน ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ได้แก่ นาข้าว 30% แหล่งน้ำ 30% สวนผลไม้ 30% และที่พักอาศัยอีก 10%

ประติมากรรมองค์พญานาคนี้ผ่านการเนรมิต โดยช่างฝืมือของไทยด้วยจินตนาการ ความปราณีตงดงาม อีกทั้งผ่านพิธีกรรมบวงสรวงอย่างครบถ้วน

จึงทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาที่สวนไทย พัทยา ได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการ ความร่มเย็นและความศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยว และชาวสวนไทย พัทยา ได้รับพร และโชคลาภจากองค์ท่าน

มาแวะโซนปางช้างสวนไทย ชมโชว์ศิลปะการต่อสู้ และนั่งช้างชมสวนสวยรอบบริเวณ / โซนสวนไทย การ์เด้น ลอดอุโมงค์พรรณไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยกว่า 99 เมตร / กราบไหว้พระพุทธรูปจาก 9 วัดทั่วประเทศ ด้านใน โซนหอพระ มีหลวงพ่อโสธรเป็นองค์ประธาน / ประติมากรรมแผนที่ประเทศไทยประดับกระจก มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความสูงกว่า 20 เมตร

มาต่อกันที่โซนตลาดน้ำวิถีไทย 6 ภาค เลือกอิ่มอร่อยไปกับอาหาร ขนม และผลไม้ไทย นานาชนิด

นอกจากนี้ยังมีโซนถ้ำและน้ำตกพญานาคสุดอลังการ นั่งรถม้าลำปางเที่ยวชมรอบๆ สวนไทย ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค พร้อมอิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์นานาชาติ

โซนปางช้างสวนไทย ชมโชว์ศิลปะการต่อสู้ และนั่งช้างชมสวนสวยรอบบริเวณ / โซนสวนไทย การ์เด้น ลอดอุโมงค์พรรณไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยกว่า 99 เมตร / กราบไหว้พระพุทธรูปจาก 9 วัดทั่วประเทศ ด้านใน โซนหอพระ มีหลวงพ่อโสธรเป็นองค์ประธาน / ประติมากรรมแผนที่ประเทศไทยประดับกระจก มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความสูงกว่า 20 เมตร

ที่นี่มีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวมากมาย  ดินแดนแห่งความเป็นไทยที่ยิ่งใหญ่สุดจินตนาการ ปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รู้จักและอนุรักษ์ความเป็นไทย

ค่าเข้าชมคิดเป็น ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท และชาวต่างชาติ 300 บาท สำหรับกิจกรรมบางอย่าง + ค่าเข้า ราคา 200 บาท

มาสัมผัสได้ทุกวันเวลา 09.00-18.00 น. เพียงท่านละ 100 บาท เข้าชมได้ทุกโซน พร้อมทุกกิจกรรมฟรี สำหรับชาวไทย

เคล็ดลับความชิลล์   มาเที่ยวทั้งที แต่งไทยถ่ายรูปได้ความสนุกเพลิดเพลินกับการแต่งชุดไทยทำกิจกรรมและถ่ายภาพแถมได้ความรู้กันแล้ว ได้ของดีราคาถูกติดไม่ติดมือกลับบ้านแน่นอน

Suanthai Pattaya 泰国芭提雅爽泰度假庄园, Amphoe Bang Lamung.
ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 313/1 กม.22 หมู่ 3 ตำบลห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150
วิ่งตรงจากถนนสาย 7 หรือมอเตเวย์จากรุงเทพ พัทยาออกทางออกระยอง เชื่่อมสาย 36 กลับรถมาทางสัตหีบ 4 กิโลเมตรจากแยกพัทยาระยองก็จะถึงสวนไทย พัทยา
โทร.088-0998788 fackbook : suanthaipattaya line : suanthaipattaya

ชวนไปเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก

เปิดแล้ววันนี้ “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก”
เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง
๔ มรดกโลก กลางใจเมือง

“ท่องวิถี ๔ มรดกโลก” หรือ “World Heritage Journey” เป็นการนำผู้ชมงานเดินทางท่องเที่ยวไปบนเส้นทาง ๔ มรดกโลก ภายในงานจะแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ วิถีอารยธรรม (Exhibition Zone) นิทรรศการที่บอกเล่าความเป็นมาและข้อมูลรายละเอียดของ ๔ มรดกโลก วิถีย้อนอดีต (Photo Zone) เป็นจุดถ่ายภาพที่จะดึงดูดให้ผู้เข้าชมงานเก็บบันทึกภาพความประทับใจผ่านเลนส์ โดยจัดสถานที่และอุปกรณ์ประกอบฉากที่จะเนรมิตให้ผู้ที่ร่วมถ่ายภาพเสมือนหนึ่งได้ไปเยือนทั้ง ๔ มรดกโลก วิถีประเพณีวัฒนธรรม (Performance Zone)

ส่วนของเวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น การแสดงของศิลปิน กิจกรรมสร้างสีสันให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสนุก และวิถีของดีพื้นถิ่น (Product Zone) โซนร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีจังหวัดต่าง ๆ บนเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก ที่รวบรวมไว้ทั้ง อาหาร งานฝีมือ สินค้าหัตถกรรม/อุตสาหกรรม ที่พัก ฯลฯ

 

ท่องวิถี ๔ มรดกโลก  จัดโดยสำนักงาน การท่องเที่ยว และกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์  เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก  อยุธยา ศรีเทพ สุโขทัย หลวงพระบาง พร้อมรวบรวมผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่
มีคุณภาพ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ วัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน รวมทั้งอาหารและของดีประจำจังหวัดมานำเสนอในงานระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ ลานกิจกรรมสแควร์ ซี ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวในพิธีเปิดงาน “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก” ว่า “การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากสถิตินักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง ๒-๓ ปี ที่ผ่านมา จากในปี ๒๕๕๙ มีนักท่องเที่ยว จำนวน ๑.๙๕ ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น ๒.๒๐ ล้านคนในปี ๒๕๖๐ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐที่กำหนดให้เพชรบูรณ์เป็น ๑๒ เมืองต้องห้าม..พลาด ที่ต้องการการกระจายการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองที่มีศักยภาพที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเพชรบูรณ์มีความพร้อมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ แหล่งน้ำ พรรณไม้ระบบนิเวศฯ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอีกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริการมีความสมบูรณ์และสมดุลในเชิงกายภาพทางสังคมสูง มีประวัติความเป็นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในเชิงประวัติศาสตร์อารยธรรมและวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น มีการสั่งสมองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าอย่างมากมาย โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งกำลังรอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมืองโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม คาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ปี”

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการประชาสัมพันธ์และทำตลาดเชิงรุก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ จึงจัดทำโครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก และจัดงาน “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก” โดยนำเสนอเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์บนเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงแหล่งมรดกโลก ๔ กลุ่ม คือ พระนครศรีอยุธยา ศรีเทพ สุโขทัย หลวงพระบาง ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ อารยธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นภาพรวมแห่งการเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ของดินแดนสุวรรณภูมิ และสัมผัสกับมิติของการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของตน

ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ ลานกิจกรรมสแควร์ ซี ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แนวคิดของงานครั้งนี้กำหนดเอาไว้ว่า มาเที่ยวทั้งที อาหารและของดีประจำจังหวัด ขอนำเสนอให้ได้ชมกัน มีทั้ง มะขามหวาน ทุเรียนลับแล น้ำพริก ข้าวหลาม ชา กาแฟสด สัปปะรด ผัก ผลไม้ออแกนิค แหนมเห็ด ผลิตภัณฑ์จากขิง กล้วยตาก เห็ดหลินจือ อาหารและเครื่องดื่มจากไร่กำนันจุล รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่มีมาให้เลือกสรรกันอีกมายมาย อาทิ เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสังคโลก น้ำมันนวด ผ้าทอมือ เครื่องนอนสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ประดิษฐ์จากไม้ ซึ่งรับรองว่าไม่สร้างความผิดหวังให้กับผู้เข้าชมงานอย่างแน่นอน” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวทิ้งท้าย