สปาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ต้องลองให้ได้สักครั้งในชีวิต

The Oasis Spa Pattaya

ทางเข้าโอเอซีสสปา พัทยา จอดรถบริเวณนี้ได้ประมาณ 4 คัน

ทริปนี้มาเที่ยวพัทยาระยะเวลาแบบสั้น ๆ เป็นทริปกินกิน นอนนอน ไม่ได้เน้นเที่ยวไหน ช่วงนี้รู้สึกอากาศร้อนเหนื่อยล้า เครียดกับการทำงาน เสาร์-อาทิตย์ นอกจากจะหาที่พักดีๆ พักผ่อนที่พัทยาแล้ว เรายังมีตัวช่วยอีกทางเลือกของการลดความรู้สึกปวดเมื่อยได้ก็คือ การนวดแผนไทยหรือการนวดสปา นวดผ่อนคลายให้สบายตัวกัน มาชาร์ทพลังเต็มที่ และแน่นอนไม่พลาดที่จะแวะไปใช้บริการที่ The Oasis Spa Pattaya ทิ้งความเหนื่อยล้ามานวดสปาให้หายเมื่อยกันดีกว่าคะ

บรรยากาศสวย ตกแต่งแบบไทยล้านนา ทางเข้าเราเดินตามสะพานไม้ ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ เดินตามไปโคมผ้า สปาของที่นี่ วิลล่าข้างชั้นล่างมีจำนวน1 ห้อง ส่วนที่เหลือจะเป็นชั้น 2 ทั้งหมด โดยรวมมีทั้งหมด 10 ห้องคู่และ 1 ห้องเดี่ยว แต่ละห้องเตียงนอนสำหรับทำทรีตเมนท์กว้าง มีขนาดใหญ่ตามมาตรฐาน เทอราปิส มากประสบการณ์ ปรนนิบัติ ดุจคนพิเศษ

กระบวนการต้อนรับทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานของสปา เทอราปิส นำแบบฟอร์มให้กรอกแบบฟอร์มเพื่อสอบถามข้อมูลส่วนตัว จุดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ น้ำหนักในการนวด จุดที่ต้องการให้เน้นแต่ละส่วนของร่างกาย ปล่อยกายและใจให้ผ่อนคลายความเครียด และบำบัดร่างกายไปกับทรีทเมนท์ต่างๆ ในบรรยากาศที่สงบเงียบและผ่อนคลาย ใส่ใจกับความรู้สึกตลอดเวลา ชอบมาก ที่มาของการนวดบำบัดผ่อนคลาย ที่จะเติมเต็มพลังชีวิตร่างกายของเราได้อย่างสมบูรณ์

เติมพลังให้ร่างกายที่ Oasis Spa
เทอราปิส สอบถามข้อมูลเบื้องต้นก่อนโดยจะมีกระดาษเป็นแบบสอบถามเพื่อประเมินว่าเราควรนวดแบบไหน พานั่งอีกห้องหนึ่งเพื่อเปลี่ยนรองเท้า ก่อนที่เข้าไปทำสปา เพื่อกรอกประวัติส่วนตัวเล็กน้อย พร้อมเวลคัมดริ๊ง อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อแล้วก็ใส่ชุดที่เค้าเตรียมไว้ สปาของที่นี่มีครบถ้วน แพคเกจของสปาแห่งนี้มีหลากหลาย

Toptotravel เลือกโปรแกรม Queen of Oasis สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เป็นการนวดแบบผ่อนคลาย วิธีการนวดที่เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงและมีการใช้หินร้อนเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสุขภาพและความต้องการมากความรู้สึกหลังนวด คือรู้สึกผ่อนคลาย ในส่วนกล้ามเนื้อไหล่ที่เมื่อยล้า รู้สึกโล่งสบาย มาตรฐานของผู้นวดเค้าผ่านการอบรมมาอย่างดีทั้งด้านเทคนิค และช่วยให้หายจากความอ่อนเพลียจากการเดินทางหรือ ต้องการลืมความเครียด
– Queen of Oasis (ราคา 3,990++ บาท)

จากวันที่วุ่นวายด้วย Queen of Oasis ทรีทเมนท์ที่ดึงพลังกลับมา ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือคุณ ด้วยสปาแพ็กเกจที่หลากหลายให้เลือก ตั้งแต่สปาแพ็กเกจฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึง สปาทรีทเมนท์ดูแลผิวหน้าและเรือนร่าง เพื่อเพิ่มความงามและความสดชื่น ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกคน

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มอุ่น ซึ่งก่อนนวดจะเป็นเครื่องดื่มเย็น หลังนวดจะเป็นเครื่องดื่มอุ่น พร้อมผลไม้
แนะนำให้มาลองนวดที่ The Oasis Spa กันนะคะ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

การเดินทาง โอเอซีสสปาพัทยา เริ่มจากเส้น ถ.สุขุมวิท เลี้ยวเข้า ถนน.เทพประสิทธิ์ ขับตรงมาเจอสามแยกเลี้ยวขวาไปทางเขาพระตำหนัก เพียง 400 เมตร ก็กลับรถมา 200 เมตร จะเห็นป้ายซ้ายมือเลยค่ะ โดย โอเอซิส สปา เข้าทางเดียวกับโครงการ CHATEAU DALE

Oasis Spa Pattaya
322 Moo 12 Chateau Dale
Tappraya Road, Banglamung Pattaya, Chonburi
Open Daily 10.00am-10.00pm
www.oasisspa.net
Pattaya: +66 38115 888
email: res@oasisspa.net

#oasisspalovesyou #15yearsoasisspa

#oasisspathailand #oasisspa #spa #thailand #chiangmai #bangkok #pattaya #phuket #oasisspalovesyou #15yearsoasisspa #toptotravel

กรมกิจการผู้สูงอายุ เปิดมหกรรมตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

ยกระดับสร้างอาชีพผู้สูงอายุให้มีรายได้

อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

​วันนี้ (9 เม.ย. 62) เวลา 11.00 น. อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุให้เกิดการสร้างงาน อาชีพและรายได้ พร้อมทั้งอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ภูมิปัญญาไทยไว้กับอนุชน โดยมี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ) หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ องค์กรผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุ ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

​ผู้สูงอายุเป็นทุนทางสังคมที่มีศักยภาพเพราะเป็นผู้ที่มีทั้งภูมิความรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา สมควรส่งเสริมให้เป็นทรัพยากรที่เข้มแข็งและมีคุณค่าให้ยาวนานที่สุด โดยนำจุดแข็งนี้มาสร้างโอกาสในการพัฒนาสังคม กิจกรรมที่เป็นประโยชน์นี้จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีความสุขได้บริหารกาย จิต สังคม เป็นบุคคลที่พัฒนาไปตามกาลสมัยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง พึ่งตนเองได้และสามารถเป็นพลังให้การพึ่งพาแก่ชุมชนและสังคม ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้สูงอายุที่เป็นภูมิปัญญาและมีชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้สูงอายุ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีความรู้และมีจิตอาสาพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม กว่า 20,000 คน แต่อาจยังขาดโอกาส ขาดพื้นที่ในสังคม ขาดงบประมาณ และช่องทางในการเผยแพร่ ภูมิปัญญา ทำให้สังคมเข้าไม่ถึงความรู้ที่มีคุณค่าในขณะที่ผู้เป็นภูมิปัญญาผู้สูงอายุต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ บ้านเมือง เพื่อส่งเสริมการนาศักยภาพ ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุมาถ่ายทอดต่อคนทุกวัยในสังคม

​กรมกิจการผู้สูงอายุ เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุจึงได้จัดงานตลาดนัดคลังปัญญาขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้แสดงศักยภาพ โดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมแก่บุคคลอื่นเพื่อสืบสานภูมิปัญญาให้คงคุณค่าคู่กับชุมชน และส่งเสริมการนำประสบการณ์ ความรู้ของผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยส่งเสริมการทำงานหรือสร้างอาชีพ/รายได้เสริมด้วยภูมิปัญญาให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชน

เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ประกอบด้วย การแสดงดนตรี ศิลปะของผู้สูงอายุ กิจกรรมร่วมสนุกกับการถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ บูธจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ และนิทรรศการแสดงผลงานด้านผู้สูงอายุ กว่า 90 บูธ ได้แก่ บูธถ่ายทอดภูมิปัญญ อาทิ ตะกร้าสานจากเส้นพลาสติก เพนท์ถุงผ้า การทำขนมหยกมณี น้ำยาล้านจานสมุนไพร บูธจำหน่ายสินค้า ประเภทเสื้อผ้า ผ้าพื้นเมือง เครื่องใช้ สมุนไพร อาทิ ผ้าไหม ผ้าภูอัคนี เครื่องประดับราชาวดี เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร และงานประดิษฐ์จากดินไทย

ซึ่งงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุจัดระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2562
ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
#วันผู้สูงอายุแห่งชาติ๒๕๖๒

งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เสด็จฯ ทรงเปิด “นิทรรศการวิทยาศาสตร์ฮาลาล”ในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440” ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ คลองเก้า โดยภายในเป็นโอกาสอันดีที่ “ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้จัดให้มีการนำเสนองานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล ให้กับประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องอิสลามกับวิทยาศาสตร์ฮาลาล ตามแนวทางของท่านนบี มูฮัมหมัด (ซ.ล)

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรติเป็นประธานฝ่ายนิทรรศการ โดย แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกเป็นส่วนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระราชาภิเษก” ซึ่งน้อมนำพระมหากรุณาธิคุณและพระราชคุณูปการของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 10 มาจัดแสดงพร้อมทั้งเผยแพร่พระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรมุสลิมไทยอย่างกว้างขวาง

และส่วนที่สอง นิทรรศการ “สิ่งต้องห้ามและต้องสงสัยตามหลักศาสนา” เป็นการจัดแสดงนิทรรศการฮาลาลและหะรอมขึ้น รวมถึงเป็นการจำลองพิพิธภัณฑ์หะรอม (สิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม) ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ วัตถุดิบ สารเคมี ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ที่มีแหล่งที่มาของวัตถุดิบมาจากหะรอมมาจัดแสดง

โดยนิทรรศการทั้งสองส่วนนี้เป็นนิทรรศการ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำมาจัดแสดงเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้พี่น้องชาวมุสลิมและประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

หน้าร้อนทั้งทีจะขาดเมนู ข้าวแช่ไปได้อย่างไร?

พร้อมแล้ว…ไปทานข้าวแช่ด้วยกันนะ ณ. ห้องอาหารศาลาไทย โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ Toptotravel ชวนไปคลายร้อน อาหารหน้าร้อนทั้งสูตรต้นตำรับจากวัง และสำหรับเมนูมื้อเที่ยงอากาศร้อนๆ หาเมนูอร่อยและคลายร้อน ด้วยการทานข้าวแช่สูตรต้นตำรับชาววัง จากเชฟอาหารไทยฝีมือดี เชฟบังอร มาลาเล็ก เชิญทุกท่าน มาลิ้มลองความอร่อย ข้าวแช่สูตรต้นตำรับชาววัง

“ข้าวแช่ชาววัง” อาหารประจำฤดูร้อนที่มีเครื่องเคียงนานาชนิด มีรสชาติอร่อย สวยงามพิถีพิถัน “ข้าวแช่” กลิ่นหอมเย็น สดชื่นรับประทานแล้วคลายร้อนในเดือนที่ร้อนอบอ้าว
อย่าลืมมาดีบร้อนกันนะคะ กับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้กันที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ สำหรับ “ข้าวแช่ชาววัง” ที่นี่นั้นถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟ บังอร มาลาเล็ก (หัวหน้าครัวไทย) ห้องอาหารศาลาไทยโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

เชฟบังอร มาลาเล็ก

หลังจากได้ลองลิ้มชิมรสความอร่อยและความหอมชื่นใจจากข้าวแช่ อบควันเทียนและดอกมะลิ พร้อมด้วยเครื่องเคียงสุดพิเศษ ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันอาทิ กะปิชุบไข่ทอด, พริกหยวกสอดไส้หมูกุ้ง, ปลาช่อนหวานแห้งผัด, หมูฝอย, ไข่เค็ม, หอมยัดไส้ปลาชุบแป้งทอด อิ่มอร่อยสดชื่นไปกับเมนูสุดชื่นใจนี้ได้ที่ห้องอาหารศาลาไทยบริเวณชั้น 1โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

คลายร้อนตำรับโบราณต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ด้วย“ข้าวแช่” ชิมรสความหอมอร่อยชื่นใจจากข้าวแช่อบควันเทียนและดอกมะลิพร้อมด้วยเครื่องเคียงปรุงสุดพิถีพิถันสูตรต้นตำรับชาววัง

Experince a traditional royal Thai dish “Khao Chae” during this Songkran Festival. Feel the authentic taste of rice soaked in cold jasmine and candle fume scented water served with flavourful side dishes to retreat the summer heat, available for lunch during 10th – 18th April 2019 at Sala Thai restaurant.

ตลอดช่วงสงกรานต์ระหว่างวันที่ 10– 18 เมษายน 2562 นี้
ในมื้อกลางวันที่ห้องอาหารศาลาไทย ตั้งแต่เวลา 11.30 – 14.30 น.
ที่หมายเลข 02-131-1111


จองผ่าน https://www.facebook.com/NovotelBangkokSuvarnabhumiAirport/
ณ ห้องอาหารศาลาไทย โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต


นิทรรศการ “ด้วยรักและภักดีจากหัวใจสุวรรณภูมิ” ​

โนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เปิดนิทรรศการ “ด้วยรักและภักดีจากหัวใจสุวรรณภูมิ” ​ชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิด นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ด้วยรักและภักดีจากหัวใจสุวรรณภูมิ” เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันพระราชสมภพ ทรงเจริญพระชนมายุ 64 พรรษา 2 เมษายน 2562

ภายในงานมีการจัดแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์มากกว่า 60 ภาพ จากฝีมือจิตรกรสุวรรณภูมิ 12 ท่าน และจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่ท่านได้ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรที่ด้อยโอกาสในชนบทห่างไกลและถิ่นทุรกันดาร ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายภาพส่วนหนึ่งจะนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อสมทบกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ​

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรตินี้ ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มศิลปินสุวรรณภูมิในการจัดแสดงผลงาน ได้แก่ วัฒนา พูลเจริญ, สุวิทย์ ใจป้อม, ดินหิน รักพงษ์อโศก, ลาภ อำไพรัตน์, บรรจบ ปูธิปิน, ชิงชัย อุดมเจริญกิจ, พรชัย สินนท์ภัทร, สุรัชต์ สดแสงสุก, นาวี เรืองระเบียบ, สมยศ คำแสง, ยุทธนา พงศ์ผาสุกและเปรมมิกา พฤฒินารากร

โดยจัดแสดงผลงานจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อปสมุทรปราการและผลิตภัณฑ์จากโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนมาบเอื้อง จ.ชลบุรี รวมถึงเวิร์คช็อปวาดภาพศิลปะ

ณ บริเวณล๊อบบี้ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

แพ้ทางให้ร้านนี้แบบหมดท่า Benihana เบนิฮานา สเต็กเฮ้าส์สไตล์ญี่ปุ่น

เพลิดเพลินกันทั้งครอบครัวกับบริการใหม่ “มื้อสายวันเสาร์”

ใครชอบทานอาหารญี่ปุ่นยกมือขึ้น ปลุกตัวเองให้สดชื่นในเช้าวันเสาร์แสนสบาย อร่อย ฟิน กินพร้อมหน้า ณ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Tototravel มีโอกาสไปทาน สเต็กเฮ้าส์สไตล์ญี่ปุ่น
มื้อสายวันเสาร์ที่ ห้องอาหารเบนิฮานา เรามาเริ่มต้นกันตั้งแต่ทางเข้าและบรรยากาศภายใน ห้องอาหารเทปปันยากิสเต็กเฮาส์สไตล์ญี่ปุ่น เบนิฮานา อันเลื่องชื่อของโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท

มีความสุขกับอาหารแสนอร่อยที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศแบบเป็นกันเองสบายๆ มาลองชิมอาหารอร่อยในสไตล์เทปปันยากิพร้อมรับควมสนุกสนานจากเชฟที่เบนิฮานา พร้อมหน้ากับคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเะป็นกลุ่มเพื่อน คนรู้ใสจ อาหารดีทำให้เกิดช่วงเวลาดี เมื่อมี ” ฮิบาชิ” วัตถุดิบชั้นพรีเมี่ยมที่นำมาปรุงสดตรงหน้าคุณ เบนิฮานา สั่งสมชื่อเสียงและเปิดมาอย่างยาวนานกว่า 55 ปี ตัวแทนของความสนุกสนาน ตื่นตา ทุกมื้ออาหาร คือ การแสดง โดดเด่นด้วย เชฟเทปันยากิ จาก Benihana วาดลวดลายและโชว์ลีลากับกระทะร้อนสุดเร้าใจ ไฟลุกท่วม ซึ่งยังสัมผัสได้ถึง ความอร่อยจากวัตถุดิบพรีเมี่ยมและการปรุงแบบสดใหม่สไตล์โฮมเมด

ตกแต่งภายในอย่างมีสไตล์ รอยยิ้มและเสียงต้อนรับจากพนักงานที่ห้องอาหาร เบนิฮานาเพลิดเพลินกันได้ทั้งครอบครัวกับบริการใหม่ “มื้อสายวันเสาร์” มีโซนที่นั่งมีให้เลือกหลายโซน แบบห้องไพรเวทก็มีให้จองแบบไม่คิดราคาเพิ่มห้องอาหารเทปปันยากิสเต็กเฮาส์สไตล์ญี่ปุ่น เบนิฮานา อันเลื่องชื่อของโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท เพิ่มบริการใหม่เอาใจทั้งครอบครัวด้วยบริการ

“มื้อสายวันเสาร์ที่เบนิฮานา” ทุกวันเสาร์ เวลา 12.00 – 15.00 น. พร้อมกับบุฟเฟต์เติมไม่อั้นกับหอยนางรมสดๆ พร้อมเครื่องเคียง รวมไปถึงของหวาน และผลไม้ตามฤดูกาลให้เลือกทานกัน ในโปรโมชั่นนี้ยังมีชาเขียวร้อน-เย็นให้ด้วย อร่อยสุดพลังพูดเลย

สูตรเฉพาะของทางร้าน เติมความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นด้วยซอสสูตรเฉพาะของเบนิฮานา 3 สไตล์ แนะนำให้ลองทั้ง 3 แบบ

Benihana Dipping Sauce
1 Mustard Cream Sauce: ซอสมัสตาร์ด
เหมาะสำหรับทานคู่กับเนื้อ และหมู

2 Ginger Sauce: ซอสขิงกลิ่นหอม ทานคู่กับปลา ซีฟู๊ด และผัก

3 Spicy Sauce: ซอสเผ็ดเบนิฮานา (สาขาในเมืองไทย) รสชาติเผ็ดจัดทานคู่ได้กับอาหารคาวทุกชนิด

ด้วยความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจนนั่นคือ เทปันยากิโชว์ ที่เราทุกคนจะตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงที่ไม่ธรรมดาของ เชฟศุภโชค Teppan Chef Supachok สัมผัสประสบการณ์การปรุงอาหารแบบกึ่งโชว์อันแสนเร้าใจ โดยแต่ละมื้อจะประกอบไปด้วย 4 คอร์ส ที่รวมอาหารคาวหวาน ไว้อย่างลงตัว มื้ออาหารจะเริ่มต้นด้วยซาชิมิและซูชิที่เคาท์เตอร์บาร์ ที่เตรียมพร้อมให้คุณเลือกสรรตามใจชอบ โดยจะมีเมนูเด่นของร้าน เช่น ซูชิและซาชิมิแซลมอน ซูชิปูอลาสก้า ไข่ตุ๋นญี่ปุ่น พร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นยำสาหร่าย ตามด้วยมิโซะซุป

หลังจากนั้นจะเป็นคอร์สสำคัญเพราะความตื่นเต้นของโชว์จะเริ่มต้นขึ้นโดยแต่ละโต๊ะจะมีเชฟส่วนตัวคอยกระตุ้นความอยากอาหารของคุณ เช่น การโชว์ฝีมือการใช้หั่นชั้นเซียน โดยจะมีการผัด หั่น ปรุง รวมไปถึงโชว์การใช้อุปกรณ์แบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเบนิฮานา ส่วนดาวเด่นอย่างเมนูเทปปันยากิสำหรับคอร์สนี้จะประกอบไปด้วย เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ออสเตรเลีย เนื้อหมูคุโรบูตะ แซลมอนจากนอร์เวย์ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ รวมไปถึงผักผัด สุดท้ายโชว์ข้าวผัดไข่อันน่าทึ่ง เชฟปั้นข้าวผัดไข่เป็นรูปหัวใจ

ปิดท้ายด้วยคอร์ส ที่สายขนมหวานรอคอย คอร์สของหวานที่มีให้คุณเลือกตั้งแต่ เค้กฟักทองมิโซะ เค้กงาดำและเค้กราสเบอร์รี่ หรือ ชาเขียวคาราเมลเครเมอร์ และอื่น ๆ ที่มาช่วยปิดท้ายมื้อสายสุดพิเศษอีกมากมาย อร่อยสุดพลังพูดเลย!!!

Hightlight : เนื้อสเต็กระดับพรีเมี่ยม US Prime Steak ในสไตล์เทปปันยากิ แบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ ในแบบ Benihana

คุณสามารถเลือกบริการ “มื้อสายวันเสาร์ที่เบนิฮานา” ที่ห้องอาหารเบนิฮานา โรงแรม อนันตรา ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ให้เข้ากับสไตล์การผ่อนคลายในวันหยุดสุดสัปดาห์ ระหว่างเลือกเป็นมื้อสายพร้อมชาเขียวเติมได้ไม่อั้นที่ราคา 1,500++ บาทต่อท่าน หรือเลือกแบบมื้อสายพร้อมเบียร์สดอาซาฮีที่ราคา 1,900++ บาทต่อท่าน และ 600++ บาท
สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี

Wagyu never fails to excite our taste buds. Double tap if you agree!
แล้วเจอกันที่ Benihana at Anantara Riverside เสาร์นี้เลยนะคะ
**ราคาข้างต้นยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

Anantara Riverside Bangkok Resort
Avani+ Riverside Bangkok Hotel
257/1-3 Charoennakorn Road, Thonburi, Bangkok 10600, Thailand
T +66 2 476 0022 Ext. 1912 | F +66 2 476 1120 | M +66 9 1435 9893 | E narisa_kr@anantara.com

สำรองที่นั่งได้ที่โทรศัพท์ 02 476 0022 ต่อ 1416 อีเมล์ riversidedining@anantara.com
เว็บไซต์ bangkok-riverside.anantara.com

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ยูบีเอ็ม เอเชีย” พร้อมเปิดตลาดความงาม “ASEANbeauty 2019”
จุดประกายความงาม : โอกาสของธุรกิจความงามไทยในตลาดโลก

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตลาดความงามอาเซียน จัดงานแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “ASEANbeauty 2019” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ที่จะจุดประกายความงาม พร้อมเปิดโอกาสของธุรกิจความงามไทยได้แสดงศักยภาพสู่ตลาดโลก พร้อมต่อยอดธุรกิจเติบโตสู่ตลาดสากล ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ” และเป็นเวทีแสดงสินค้าของผู้ประกอบการกว่า 350 ราย ที่ขนนวัตกรรมด้านความงาม และสุขภาพ ตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ยูบีเอ็มเตรียมต่อยอดความสำเร็จงานแสดงสินค้าความงามและสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน “ASEANbeauty 2019” หรือ “อาเซียน บิวตี้ 2019”
ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพ ศูนย์กลางตลาดความงามในประเทศไทย และอาเซียน บนพื้นที่ 9,600 ตารางเมตร ภายในฮอลล์ 103-104 โดยงานนี้ถือเป็นมหกรรมรวมเทรนด์ความงามจากทั่วทุกมุมโลก มาไว้ในที่เดียว งานนี้ถือโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงสินค้าความงามใหม่ ๆ ให้โลกได้เห็น

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด

นอกจากนี้ในงานยังถือเป็นเวทีสำคัญที่บรรดานักธุรกิจด้านความงามจะได้มาพบกัน ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ”เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการ ผ่านการพบปะพูดคุยกับผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก โดยเมื่อปี 2018 โปรแกรมนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม เพราะมีการจับคู่ธุรกิจกว่า 3,200 คน หรือราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เข้าชมงาน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 9,000 ราย จาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยในงานมีการจัดบูธแสดงนวัตกรรมความงามกว่า 350 ราย ที่รวบรวมมาจากทั่วโลก อีกทั้งยังได้พบกับความรู้จากโปรแกรมสัมมนา และเวิร์คช็อปจากบรรดากูรูความงามชั้นนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน

สำหรับงาน “อาเซียน บิวตี้ 2019” นับเป็นครั้งที่ 5 ของการจัดงาน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการจากทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชียเข้ามานำเสนอสินค้าและธุรกิจของตนเองมากกว่า 350 ราย จาก 20 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2561 มีผู้ประกอบการ 250 ราย โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักธุรกิจภายในประเทศ 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% มาจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ราย

งาน ASEANbeauty 2019 ในปีนี้ มีประเภทของนวัตกรรมและสินค้าด้านความงามที่เข้าร่วมงาน ครอบคลุมครบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, ผลิตภัณฑ์ซาลอน, น้ำหอม, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์สปา, OEM/ODM, บรรจุภัณฑ์, ส่วนผสมเครื่องสำอาง, บริการความงามครบวงจร, อุปกรณ์ด้านความงาม, ผลิตภัณฑ์ตกแต่งเล็บ รวบไปถึงบรรดาผู้ประกอบด้านความงามที่เข้าร่วมงานหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง ผู้ค้าส่ง, ผู้ผลิตรายใหญ่, Makeup Artists, ผู้ประกอบการโรงแรม-สปา, โรงเรียนสอนแต่งหน้า-ทำผม ฯลฯ

นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

ทางด้าน นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมข้อมูลงานว่า จากความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้เราจัดงาน “ASEANbeauty 2019” ขึ้นอีกครั้ง โดยในปีนี้จะมี
ผู้ประกอบการด้านความงามชั้นนำจากทั้งในอาเซียนและทั่วโลก เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นจำนวนมาก

ซึ่งจากการที่ตลาดเครื่องสำอางได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เราได้วางแผนรองรับผู้เข้าร่วมงานที่คาดว่าจะมีมากกว่า 10,000 คน ด้วยสินค้าและบริการใหม่ล่าสุดครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จัดแสดงผ่านบูธสินค้าความงามและสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 350 บูธ พร้อมผู้ซื้อที่มีคุณภาพรวม 50 ประเทศ แบ่งเป็น 50% ผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ เบลเยี่ยม และ ฮังการี โดยในครั้งนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ต้องการตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกครั้ง ด้วยการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของธุรกิจความงามอาเซียนและสากล รวมถึงตั้งเป้าพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมความงามอาเซียนให้ก้าวไปสู่ระดับเอเชียและระดับโลกต่อไป


นอกเหนือจากจะเป็นเวทีสำคัญของผู้ประกอบการความงามสากลแล้ว “ASEANbeauty 2019” ยังถือเป็นเวทียกระดับความรู้ที่สำคัญจากกิจกรรมมากมายในงาน อาทิ การสัมมนาให้ความรู้เรื่องเครื่องสำอางและการดูแลสุขภาพ, การสาธิตคุณสมบัติและการใช้สินค้าบนเวที รวมถึงสินค้านวัตกรรมล่าสุดเกี่ยวกับความงามและสุขภาพในโซน ASEANhealth and wellness รวมไปถึงความรู้ด้านการตลาดเครื่องสำอาง อาทิ การสร้างแบรนด์, กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพ รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการและผู้เยี่ยมชมงานอย่างแท้จริง

นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวต่อไปว่า ทางด้านภาพรวมตลาดสุขภาพและความงามมีแนวโน้มมาแรงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและบุคลิกภาพของตนเอง หรือมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่การมีภาพลักษณ์ที่ดีภายนอก ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดสุขภาพและความงามมีมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละ 7.6% แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.7 แสนล้านบาท และส่งออกอีก 8 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกตลาดหลักจะยังเป็นอาเซียน และประเทศเอเชียอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น และจีน นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวสรุปในตอนท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถจองตั๋วการบินไทย (TG) เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้
รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

งาน “ASEANbeauty 2019”
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ภายในฮอลล์ 103-104 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 19.00 น.
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.aseanbeautyshow.com หรือ โทร. 02 036 0500

“หมอชลธิศ” เปิดเวทีหนุนศัลยกรรมแบบธรรมชาติ ชวนเซเลบแถวหน้า แชร์ไอเดีย “อยู่อย่างไรในยุค 4.0”

“หมอชลธิศ” ย้ำเมืองไทยคือผู้นำแห่งโลกศัลยกรรมความงาม เปิดเวที
MR. & MISS NATURAL BEAUTY & HANDSOME 2019 หนุนหนุ่มสาวไทยสวยใสแบบธรรมชาติ พร้อมจัดเสวนา TRP Exclusive Speaker 2019 แชร์แนวคิด “ปรัชญาการดำรงชีวิตในยุค 4.0” โดย “ดร.สมศักดิ์ ชลาชล”
เหล่าไฮโซ ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงแรม มิลเลเนียมฮิลตัน กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมเจ้าของคลินิกศัลยกรรมความงาม “ธีรพรคลินิก” เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม TRP Exclusive Speaker 2019 เพื่อเชิญแขกผู้มีเกียรติที่ใช้บริการของธีรพรคลินิกมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ร่วมพบปะและแสดงถึงศักยภาพด้านการศัลยกรรมของแพทย์ไทย ที่ช่วยสร้างบุคลิกและความมั่นใจให้กับคนในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน โดยงานนี้ได้เชิญช่างผมระดับแนวหน้าของเมืองไทย “ดร.สมศักดิ์ ชลาชล” มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในการใช้ชีวิต และการปรับตัวเพื่ออยู่อย่างมีความสุข ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเซเลบริตี้ชื่อดัง “คุณวี มาร์” ไฮโซสาวอมตะที่ปรึกษาด้านการตลาดนิตยสาร Thailand Latler เข้าร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ในการดูแลตัวเองแบบสาวรุ่นใหญ่ที่ยังดูอ่อนวัย สดใสและมีความสุข

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้คิดว่าทุกคนที่เข้ามาใช้บริการเป็นลูกค้าหรือคนไข้ แต่เป็นเหมือนญาติพี่น้องที่ผูกพันกันมานาน บางคนเรียกแม่ พ่อ พี่ น้อง ลูก อย่างคุณวี มาร์ สาวอมตะที่ใครมองแล้วก็ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่ เพราะเธอมีการดูแลตัวเองที่ดีมาก ขณะที่คุณสมศักดิ์ ชลาชล ก็คือคนที่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิต ทั่งเรื่องความสวยความงาม และแง่คิดดีๆ ต่างๆ วันนี้เราจึงถือโอกาสนัดพบปะญาติพี่น้อง เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีต่อกัน”

“คุณวี มาร์” ไฮโซสาวอมตะที่ปรึกษาด้านการตลาดนิตยสาร Thailand Latler

นพ.ชลธิศ กล่าวต่อว่า กิจกรรมการประกวด MR. & MISS NATURAL BEAUTY & HANDSOME 2019 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 5 เป็นการเฟ้นหาหนุ่มสาวที่มีความงามตามธรรมชาติ และไม่เคยผ่านการศัลยกรรมมาก่อน โดยหนุ่มสาวเหล่านี้ จะได้รับการดูแลทั้งด้านความสวยความและบุคลิกภาพ
เพื่อปูทางสู่เส้นทางในวงการบันเทิงและการประกวดในเวทีอื่นๆ ต่อไป รวมทั้งผู้ที่ได้รับรางวัล จะได้รับการศัลยกรรมจากธีรพรคลินิก เพื่อเสริมความงามให้เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกระดับ แต่ยังอยู่ภายใต้แนวคิดความสวยแบบธรรมชาติ

กิจกรรมการประกวด MR. & MISS NATURAL BEAUTY & HANDSOME 2019 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 5

ด้านภาพรวมของธุรกิจศัลยกรรมความงามของประเทศไทย นพ. ชลธิศ กล่าวว่า ยังคงมีทิศทางที่ดี เพราะประเทศไทย ถือเป็นผู้นำในด้านศัลยกรรมความงาม มีคนมากมายจากทั่วโลกเข้ามาใช้บริการในเมืองไทย เช่นเดียวกับธีรพรการแพทย์ ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันได้รับความสนใจจากหลายประเทศ เข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่า แนวโน้มของธุรกิจศัลยกรรมความงามของประเทศไทยจะยังคงก้าวหน้าต่อไป

ดร.สมศักดิ์ ชลาชล กูรูด้านเส้นผม

ด้าน ดร.สมศักดิ์ ชลาชล กูรูด้านเส้นผม เซเลบริตี้ระดับแนวหน้าของเมืองไทย กล่าวว่า คนในยุค 4.0 มีลักษณะที่เปลี่ยนไปจากอดีตเป็นอย่างมาก โดยให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนมนุษย์” หรือ Human Capital ที่ไม่ได้หมายถึงตัวเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นต้นทุนที่อาจจะมองไม่เห็น แต่ต้นทุนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความสุข นำพาสู่ความสำเร็จให้กับคนในยุคนี้
ต้นทุนมนุษย์ของคนในยุค 4.0 ประกอบด้วย 3 ประการ คือ 1.บุคลิกภาพจากภายในและภายนอก ทั้งการพัฒนาจิตใจให้ผ่องใส ลดเลิกจากตัณหาราคะหรือความโกรธเกลียด ซึ่งสามารถใช้แนวทางของพุทธศาสนาเป็นเครื่องขัดเกลา ส่วนบุคลิกภายนอก เป็นการสร้างให้ตัวเองดูดี ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม ผิวพรรณ หรือความงามด้านต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องแพง แต่ต้องดูดี 2.การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เนื่องจากปัจจุบันมีช่องทางอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนเราได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคนในวัยใด ก็สามารถศึกษาความรู้ในเรื่องที่ตัวเองสนใจได้ และ 3.เทคโนโลยี โดยเฉพาะในยุค Disruption ที่ทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป เช่น การซื้อขายออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องศึกษาเพื่อความรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่ก้าวไป ไม่เฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่หมายถึงคนทุกวัย

องค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนในปัจจุบันได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น เรื่องของความงาม แต่เดิมคนไทยอาจมีค่านิยมว่าต้องสวยจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ใช่ว่าทุกคนจะมีธรรมชาติที่สร้างมาให้สวยงามดังใจ ดังนั้นการศัลยกรรมจากคุณหมอที่มีความน่าเชื่อถือ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คนในปัจจุบันมีความมั่นใจและมีความสุข
“ต้นทุนมนุษย์ไม่ได้สร้างแค่ความสุขให้กับตัวเอง เพราะเป็นหนึ่งในหนทางของความสำเร็จ เราทราบดีว่า First Impression มีผลมากกับการใช้ชีวิต หากเรามีบุคลิกที่ดี มีการพูดจาดี แต่งตัวดี เสื้อผ้าหน้าผมชวนมอง ดูแล้วมันก็แฮปปี้ หากไปสมัครงานหรือคุยธุรกิจ มันก็สร้างความสุขที่นำไปสู่ความสำเร็จได้ แต่หากคนที่ไม่ได้มีต้นทุนมนุษย์ที่ดีมาแต่เริ่ม ก็ต้องค้นหา หากยังสวยไม่พอ หรือมีจุดบกพร่อง ศัลยกรรมก็ช่วยได้ ”

เวทีเสวนาเป็นไปอย่างมีความสุข สนุกสนาน จากการแบ่งปันประสบการณ์ของเหล่าเซเลบริตี้ที่ได้ชื่อว่า มีต้นทุนมนุษย์ที่ดี นอกจากนั้น ในงานนี้ นพ.ชลธิศ ก็ได้แนะนำทีมแพทย์จากธีรพรคลินิก ที่เข้ามาเสริมศักยภาพในการให้บริการทางการแพทย์ พร้อมทั้งแนะนำบุตรชาย “โจ ธนจักร สินรัชตานันท์ “ซึ่งเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาสืบสานให้ธีรพรคลินิก ยังคงเป็นคลินิกศัลยกรรมชั้นแนวหน้าของเมืองไทยอีกต่อไป

นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ อดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งเอเซียน

เกี่ยวกับ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์
นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ อดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งเอเซียน ผู้ก่อตั้งธีรพรคลินิก สถาบันศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าศูนย์กลางแห่งอาเซียนในประเทศไทย ซึ่งเป็นเบื้องหลังผู้พัฒนาการวงการศัลยแพทย์ไทยสู่สากลจนเป็นที่รู้จักด้วยเทคนิคการทำตาสองชั้นที่ได้รับการยอมรับจากอดีตถึงปัจจุบัน พร้อมพัฒนาฝีมือในด้านการยกกระชับใบหน้าด้วยเทคนิค Face Lock & Face Lift โดยศัลยแพทย์จากนานาประเทศต่างยอมรับในฝีมือ อีกทั้งยังเป็นผู้เผยแพร่ความรู้เทคนิคในการทำศัลยกรรมสู่ศัลยแพทย์ทั่วโลก ด้วยประสบการณ์และความสามารถทางด้านการทำศัลยกรรมมามากกว่า 40 ปี

ปัจจุบันท่านได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์ไปสอนทั้งในยุโรปอเมริกาและ กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และจีน เป็นอาจารย์ ของคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จบการศึกษา แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากนั้น คุณหมอเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูคอจมูกตา

“กาย” จูงมือ “ฮารุ” ……..

“กาย” จูงมือ “ฮารุ” พาอัพหน้าใหม่เกาหลี
ณ “รพ.บาโนบากิ” เพิ่มรักหวาน

เป็นอีกหนึ่งครอบครัวตัวอย่างที่รักยังหวานชื่น หยดย้อยเสียจริง แม้จะมีลูกสามแล้วก็ตาม สำหรับครอบครัวหนุ่ม “กาย รัชชานนท์” และสาว “ฮารุ สุประกอบ” ที่ล่าสุดคุณสามีกาย จูงมือสาวฮารุ อัพหน้าใหม่ ซึ่งข่าววงในอัพเดทว่างานนี้สาวฮารุ อัพเกรดหน้าใหม่ ตานิด จมูกหน่อย ณ โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ประเทศเกาหลีใต้ โดยหมอคิมฮักยอง หมอศัลยกรรมมืออาชีพ (คุณหมอที่คนเดิมที่เคยอัพดั้งใหม่ให้สาวกุ๊บกิ๊บ จนสวยปัง ปัง”
ผ่านมาแค่ 2 week ยังเป๊ะได้ขนาดนี้ ถ้าทุกอย่างเข้าที่จะปังได้ขนาดไหน..พิสูจน์ความสวยได้จากภาพโฉมใหม่ของสาวฮารุนะจ๊ะ บอกได้คำเดียวว่าสวยเว่อร์ สวยวัง กันเลยทีเดียว อิอิ #banobagithailand #บาโนบากิ #toptotravel #ชัญญ่าว่าดี

เปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก

งาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก รับกระแสมิติใหม่การขนส่งระบบรางปี2020 หลังประกาศตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศลดนำเข้า70,000ล้าน พลิกโฉมไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบรางรถไฟในภูมิภาคอาเซียน ในงานมีนักลงทุนข้ามชาติ ผู้ประกอบการระบบรางไทย สถาบันการศึกษาไทย กว่า 120 รายร่วมประชันนวัตกรรมระบบราง พบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย “เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส”ผู้จัด ชูงานเป็นเจ้าแรกในเอเชียที่รวมบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบรางทั่วโลกไว้ที่เดียวกัน ในขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคมชี้อนาคตมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” เปิดโอกาสให้ ภาคเอกชกรุงเทพมหานคเป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง ด้านร.ฟ.ท.แจ้งได้งบ 300,000ล้านลงทุนรถไฟความเร็วสูง เตรียมเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย

นายเดวิด เอ็ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงานแสดงเทคโนโลยีรถไฟ รถฟ้าความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน เปิดเผยว่า การเปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จัดขึ้นวันที่ 28-29 มีนาคม 2562 ที่ลานกิจกรรม สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ถือเป็นการจัดครั้งที่ 5 ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปีเพราะมีบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีระบบรางทั่วโลกแห่มาโชว์นวัตกรรมกว่า120ราย, มีนักลงทุนต่างชาติร่วมงานกว่าพันคน

งานแสดงในปีนี้ชุมนุมความหลากหลายของ เทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค โดยล่าสุดนี้ มีบริษัทรายใหม่ยืนยันเข้าร่วมแสดงแล้ว อาทิ Bentley, TÜV SÜD, Caddy, Erico, Hoffman, Raychem, Schroff, Tracer, nVent, Damrongsilp, Siam Steel, Kangni Rail Equipment, Egis, Pt Len Industry, GMT, Duali Incorporation และ DB Schenker ขณะที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยังเข้าร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น Bombardier, CRRC, LSIS, Transdev, CRSC, Siemens, Voestalpine, Power Pusher, NuStar, Inoue Rubber, Anyang, Schneider Electric รวมถึงพาวิเลี่ยนประเทศไทย และองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ผู้ให้บริการเดินรถ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ปรึกษาโครงการ ยังมีการจัดแสดงจากพาวิเลียนสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ส่วนแสดงเทคโนโลยีใหม่ เตรียมพบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย
ในขณะเดียวกันการเปิดงาน ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Rail Car Assembly Plants Initiatives for Thailand” การริเริ่มโรงงานประกอบรถไฟในประเทศไทย
มีใจความ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงให้
ระบบรางเป็นตัวเชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อในประเทศไทย และระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จะจัดขึ้น เป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนโยบายว่า ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ภาคเอกชน “จัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศ” กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการหารือร่วมกันในการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศไทยจะเริ่มในปี 2020-2021 ซึ่งนอกจากจะมีการผลิต “Future Projects of SRT” อนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ประกอบรถไฟในประเทศแล้ว ในอนาคตโรงงานผลิตในไทยก็สามารถส่งออกรถไฟฟ้าไปสู่ประเทศในกลุ่ม CLMV ได้

คาดการณ์จะจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้าได้สูงถึง 3 โรงงาน มียอดการผลิตรวมสูงกว่า 900ตู้/ปีในปี 2027 การจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทย ในอนาคต จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศได้กว่า 10 เท่า จากเดิมมีการนำเข้ากว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงงานผลิต ประกอบในไทยจะลดการนำเข้าเหลือเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังลดค่าใช้จ่ายการซ่อม-บำรุงรักษา ได้อีกกว่า ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเสริมให้คนไทยได้มีความรู้ในการผลิต เพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมประกอบผลิตตัวรถได้อีกไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟ รถไฟฟ้าได้อีกกว่า 3,000 รายการ จากเดิมต้องนำเข้ากว่า 7,000-10,000 รายการ รวมถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟในอาเซียนด้วย

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยระบบรางใหม่ในประเทศไทยว่าระบบรางถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งในประเทศแบ่งออกได้เป็น การขนส่งทางถนน 87% , การขนส่งทางน้ำ 12%,ที่เหลือเป็นระบบราง 1 % ในอนาคตประเทศไทย จะมีการขนส่งระบบรางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งโครงการที่จะเห็นในเร็ววันนี้คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑล 10 สาย, โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในภูมิภาค(แทรม) และระบบรางฟีดเดอร์ จะเป็นการให้บริการในกรุงเทพ โดยนำรถเมล์ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เป็นฟีดเดอร์รับส่งผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าไปถึงที่หมายโดยรถเมล์ อนาคตภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน หรือกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง เช่น กรณี รถไฟฟ้าสายสีทอง ล่าสุด กทม. ได้เตรียมเสนอที่จะทำรางฟีดเดอร์ต่อเชื่อมจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสถานีแบริ่งไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ(รถไฟฟ้าสีฟ้าอ่อน) ซึ่งหากมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ประชาชนฝั่งสมุทรปราการสามารถเดินทางด้วยระบบรางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางทิศใต้ของสนามบินได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าสนามบินทางด้านทิศเหนือเหมือนในปัจจุบัน

ด้านนายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ปาฐกถา เรื่อง “Future Projects of SRT”แผนอนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ในการลงทุนยกเครื่องทางรถไฟทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้รถไฟไทยขนส่งสินค้าและผู้โดยสารได้รวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน รถไฟยังได้รับงบประมาณอีกเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน) และกรุงเทพฯ-ระยอง (รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน) ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย แต่การทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนารถไฟอย่างเดียวคงไม่คุ้มค่า ถ้าหากขาดแนวคิดเรื่องการพัฒนารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Transit-oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่โดยใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง
ในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มีโครงการพัฒนา TOD ขนาดใหญ่และทันสมัย อยู่บริเวณ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เพราะเมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดให้บริการในปี 2564 ก็จะกลายเป็น Grand Station แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และของประเทศไทย สามารถรองรับการเดินทางได้ทั้งรถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงรถไฟความเร็วสูง

คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการสถานีกลางบางซื่อจำนวนมาก ร.ฟ.ท. จึงมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อขนาด 2,325 ไร่ ภายใต้ชื่อ ‘โครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน โดยการการพัฒนาจะมีตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ โรงแรม หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดจตุจักร ย่านธุรกิจ ไปจนถึงแหล่งที่พักอาศัย แต่การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่เมืองใหม่ธรรมดา เพราะ ร.ฟ.ท.ได้ ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้วยการใช้เทคโนโลยี 3 ด้าน คือ ด้านคมนาคม ด้านพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะ เพื่อบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

โดยเบื้องต้นร.ฟ.ท. มีแผนจะเปิดประมูลศูนย์คมนาคมพหลโยธินบริเวณพื้นที่แปลง เอ ขนาด 32 ไร่ มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นแปลงแรก คาดว่าจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนได้ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2562 และได้ผู้ชนะการประมูลภายในปีดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนสามารถพัฒนาพื้นที่แปลง เอ บางส่วน ทันกับการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อในปี 2564 จากนั้นรถไฟ ก็จะทยอยเปิดประมูลพื้นที่แปลงอื่นๆ ในศูนย์คมนาคมพหลโยธินต่อไป

เที่ยวทั่วไทย อร่อยไปทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว การเงิน อสังหาฯ IT Hot! คนดัง บันเทิง เซเลบ แฟชั่น ความงาม