Category Archives: ข่าวสังคม

โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ผู้สนับสนุนการทำศัลยกรรมให้กับรายการ “Let me in Thailand 4 Reborn”

เพราะปัญหาสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต !!
รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” และ “โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ” จากประเทศเกาหลีใต้ จึงช่วยเนรตมิตให้สาวฝาแฝดที่มีปัญหาขากรรไกรบิดเบี้ยวบี้ จนทำให้เธอต้องปวดขากรรไกรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในอนาคตอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากให้เธอได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเป็นสาวสุขภาพดี พร้อมพ่วงด้วยความสวยที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉาอย่างแน่นอน

ว้าว สวยมากเลย ทั้งใบหน้าที่เปลี่ยนไป และลุคที่ปังมากขึ้น
พลิกโฉมครั้งสำคัญ ที่เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง!!

บี๋ พิมพิกา หญิงสาวจากครอบครัวขายลอตเตอรี่ที่ลืมตาดูโลกมาพร้อม
กับพี่ชายฝาแฝดที่หน้าตาคล้ายกันอย่างกับแกะ แต่เธอมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับขากรรไกร ทำให้เธอปวดขากรรไกรอยู่ตลอดเวลาและในอนาคตอาจจะส่งผลเสียกับสุขภาพขอเธอมากยิ่งขึ้น ซึ่งรายการ
“Let me in Thailand 4 Reborn”

รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” ร่วมกับ ศัลยแพทย์โอชางฮยอน จาก โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ได้เห็นถึงปัญหาสำคัญข้อนี้ จึงเลือกให้เธอได้ทำศัลยกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าเธอทำศัลยกรรมเธอจะกลายไปมีใบหน้าที่ไม่ความคล้ายคลึงกับพี่ชายอีกต่อไป กลายเป็น “แฝดหนีฝา” แต่สิ่งดีที่เกิดขึ้นกับเธอ คือปัญหาสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งครั้งนี้เธอได้ทำศัลยกรรมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ผ่าตัดขากรรไกร, ปรับรูปหน้า โหนกแก้ม กราม คาง แก้ไขปัญหาคางยื่น ฟันไม่สบกัน, ศัลยกรรมจมูกให้ได้ทรงสวยรับกับใบหน้า, เย็บกล้ามเนื้อตาให้ดวงตาดูสดใสโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ, ฉีดฟิลเลอร์ใบหน้าเติมร่องลึกให้เต็ม และฉีดเสต็มเซลล์ ให้ผิวสุขภาพดีขึ้น ซึ่งหลังจากทำศัลยกรรมแล้วเธอจะกลายเป็นสาวสุขภาพดี
ที่เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเธอเอง มั่นใจในการหางานที่เหมาะสม และจะเปิดโอกาสในอาชีพ ช่วยยกระดับชีวิตของเธอและครอบครัวได้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะปัญหาด้านสุขภาพ คางยื่น คางยาว จมูกไม่มีดั้ง หรือ
ปัญหาใดๆ ก็ตาม คุณสามารถสวย หล่อ เพอร์เฟ็คได้อย่างปลอดภัย กับ
ทีมศัลยแพทย์มืออาชีพจากโรงพยาบาลบาโนบากิ ได้อย่าง “บี๋ พิมพิกา”
เช่นนี้ได้ง่ายๆ

http://line.me/ti/p/@thaibanobagi

ซึ่งงานนี้รับประกันว่าจะเป็นสาวสวยสุขภาพดี มั่นใจ พร้อมก้าวสู่โลกกว้าง
เพื่อหางานทำที่เหมาะสมกับตัวเธอและช่วยยกระดับชีวิตครอบครัวของเธอได้อย่างแน่นอน

ติดต่อจองคิวปรึกษาฟรีในประเทศไทย
ที่บาโนบากิ ทองหล่อ ซอย 3

Tel : 02-392-2890
Mobile : 099-112-4777

#LetMeInThailand4
#LetMeInReborn #banobagi
#โรงพยาบาลบาโนบากิ
#หมอโอเจ้าเดิม

พม. ร่วมกับ กคช.เดินหน้าโครงการออมเวลา นำร่องเขตชุมชนดินแดง

วันนี้ (26 ธันวาคม 2561) เวลา 14.00 น. ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายปรเมธี วิมลศิริ) เป็นประธานเปิดโครงการออมเวลา จิตอาสาใส่ใจพัฒนาสังคม โดยมี นางไพรวรรณ พลวัน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การเคหะแห่งชาติ และผู้อยู่อาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 เข้าร่วมในพิธีเปิด

 โดยจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มคนในพื้นที่ดูแลซึ่งกันและกันในรูปแบบธนาคารเวลาเพื่อเปิดการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยใช้รูปแบบของธนาคารเวลา โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 200 คน  ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 บริเวณหัวมุมถนนวิภาวดีรังสิต ตัดกับถนนอโศก – ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ

นายปรเมธี กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากการเคหะแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ดินแดง และเทศบาลตำบลช่องลม อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่อาคารโครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองดินแดง ระยะที่ 1 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่นำร่อง มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพื่อยกระดับระบบการดูแลผู้สูงอายุ และระบบการให้บริการด้านสวัสดิการผู้สูงอายุให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตลอดจนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับทุกคนทุกวัยในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะขยายการดำเนินงานธนาคารเวลาให้ครบทั้ง 50 เขต กรุงเทพมหานคร

ซึ่งการดำเนินโครงการธนาคารเวลาสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. ได้สนับสนุนพื้นที่ที่ดำเนินงานโครงการธนาคารความดีเข้าร่วมการเป็นพื้นที่นำร่องและมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมเป็นพื้นที่นำร่อง รวมมีพื้นที่นำร่องโครงการธนาคารเวลาในส่วนภูมิภาคจำนวน 42 พื้นที่ 28 จังหวัด

นายปรเมธี กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการออมเวลา จิตอาสาใส่ใจพัฒนาสังคม เป็นการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดสวัสดิการ และการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ ซึ่งธนาคารเวลาสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เป็น 1 ในมาตรการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่อง สังคมผู้สูงอายุ โดยศึกษารูปแบบการดำเนินงานธนาคารเวลาในต่างประเทศนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมดูแลซึ่งกันและกัน

โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจิตอาสาจะได้รับการดูแลหรือการตอบแทนอื่น ๆ ตามเวลาจำนวนที่สะสมไว้โดยการดำเนินการที่ชุมชน อาคารแปลงจี ดินแดง ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างสุขฝึกอาชีพ การตรวจสุขภาพ การจัดบริการรับ – ส่ง ไปโรงพยาบาล การให้คำปรึกษา ดูแลความสะอาดภายในห้องผู้สูงอายุ สำหรับผู้อยู่อาศัย จำนวนทั้งสิ้น 956 คน เป็นผู้สูงอายุจำนวน 252 คน และมีจิตอาสาธนาคารเวลา จำนวน 21 คน

“ทั้งนี้ กระทรวง พม. จึงขอฝากทุกท่านได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของสังคมผู้สูงอายุ และส่งเสริมให้คนในสังคมร่วมดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุได้ และขอให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุร่วมกันต่อไป และขอเชิญชวนผู้สนใจ เข้าร่วมเป็นจิตอาสาโครงการธนาคารเวลา

โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th เว็บไซต์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m-society.go.th เฟสบุ๊ค ธนาคารจิตอาสา (FB : Jitarsabank) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ หมายเลข 0-2642-4306 หรือ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300” นายปรเมธี กล่าวตอนท้าย

นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า แม้โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 จะเป็นโครงการใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ แต่ผู้อยู่อาศัยในอาคารเป็นผู้อยู่อาศัยเดิมที่มาจากโครงการเคหะชุมชนดินแดง ซึ่งถือเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่กันมายาวนานกว่า 50 ปี ดังนั้นการอยู่อาศัยร่วมกันของคนในชุมชนจะเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ที่คอยดูแลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่แล้ว เมื่อมีโครงการธนาคารเวลาเข้ามา ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดจิตอาสาให้เข้ามาดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1

ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยในโครงการฯ 956 คน แบ่งออกเป็นผู้สูงอายุ 252 คน ผู้พิการ 12 คน และผู้ป่วยติดเตียง 1 คน ปัจจุบันการดำเนินงานโครงการธนาคารเวลาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากคณะกรรมการเฉพาะกิจอาคารโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 จำนวน 12 คน มีอาสาสมัครที่จะเข้ามาเป็นจิตอาสาคอยให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ 20 คน และจะมีการรับสมัครอาสาสมัครในโครงการธนาคารเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับผู้สูงอายุในโครงการฯ ต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาโครงการธนาคารเวลา สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th เว็บไซต์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m-society.go.th เฟซบุ๊กธนาคารจิตอาสา (FB : Jitarsabank) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ โทร. 0 2642 4306 หรือ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300

UMAPORN Love Is Your Song Concert


คอนเสิร์ตการกุศล UMAPORN Love Is Your Song Concert
ครั้งที่ 2 ยกทัพศิลปินแห่งชาติร่วมงานเพียบ!!

คนผิดหวังในความรักเห็นอะไรก็พลอยคิดโยงถึงคนรักตามความคิดถึงของตัวเอง จะขอพูดถึงเพลง หนึ่งหญิงสองชาย เพลงที่เป็นตำนาน และเป็นบทเพลงที่ไพเราะทั้งคำร้องและทำนอง ผลงานของครูจงรัก จันทร์คณา ครูจงรักเคยเขียนเล่าถึงเพลง”หนึ่งหญิงสองชาย”ในหนังสือ เบื้องหลังเพลงดัง คุณอุมาพร บัวพึ่ง หลังจากได้รางวัลเสาอากาศทองคำก็ไม่ค่อยมีเพลงใหม่ออกมา นายห้างแผ่นเสียงบอกเพลงของอุมาพรขายไม่ดี ครูจงรักวิเคราะห์ว่าเสียงคุณอุมาพรมีพลังล้น สูงก็สูงล้ำ ต่ำก็ต่ำลึก ยากที่ใครจะเลียนเสียงได้ คนจึงไม่นิยมร้องเพลงของเธอ เมื่อวิเคราะห์แล้วได้คำตอบ ครูจงรักมองว่าคุณอุมาพรจะต้องเปลี่ยนแนวการร้องใหม่ จากแนวสากลที่แข็งทื่อมาเป็นลีลาไทยที่อ่อนช้อย ครูจงรักจึงสร้างทำนองเพลงขึ้นมาคล้ายๆเพลงไทยเดิมแต่ผสมเพลงสากลนิดๆ เนื้อร้องต้องเป็นเนื้อหาแบบละครน้ำเน่าที่ถูกใจชาวบ้าน เกิดเป็นเพลง “หนึ่งหญิงสองชาย”ขึ้นมา คุณอุมาพรถ่ายทอดบทเพลงนี้ ด้วยพลังเสียงยอดเยี่ยม เอื้อนเสียง โหนเสียง ทำได้สมบูรณ์แบบ เพลงนี้สร้างชื่อสูงสุดให้กับคุณอุมาพร บัวพึ่ง ซึ่งครูเพลงรุ่นเก่าแต่งเพลงฟังได้อารมณ์มาก

คุณอุมาพร บัวพึ่ง เจ้าของผลงานเพลง หนึ่งหญิงสองชาย

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา คุณอุมาพร บัวพึ่ง เจ้าของผลงานเพลง หนึ่งหญิงสองชาย ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน อาทิ รางวัลเสาอากาศทองคำ พระราชทาน รางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จัดงานแถลงข่าว การจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล อุมาพร  Love is your song ถือเป็นงานคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 2 โดยมีศิลปินระดับชาติมากมายร่วมงาน ณ โรงแรม Amaranta ซึ่งงาน UMAPORN Love Is Your Song Concert ในปี 2561 นี้ 

จัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ.โรงละครเอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพ

คุณอุมาพร กล่าวว่า นอกเหนือจากแฟนเพลงจะได้รับชมและรับฟังบทเพลงที่ไพเราะกันแล้ว ยังถือว่าได้ร่วมกันสร้างบุญกุศลอีกด้วย
โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ เพื่อส่งต่อสมทบทุนสร้างห้อง ไอ.ซี.ยู. แก่โรงพยาบาลท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรองรับกับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี และเพื่อเป็นบุญกุศลแก่ผู้เกี่ยวข้องและแฟนเพลงต่อไป งานนี้ถือเป็นงานคอนเสิร์ตเพลงลูกกรุงที่อัดแน่นไปด้วยบรรดาศิลปินนักร้องระดับตำนานของเมืองไทยมากมาย ที่มาร่วมสร้างกลิ่นไอความสุขให้กับแฟนเพลงอย่างเต็มที่

อาทิ คุณสุเทพ วงศ์กําแหง (ศิลปินแห่งชาติ) คุณจินตนา สุขสถิต (ศิลปินแห่งชาติ) พร้อมด้วย คุณสุดา ชื่นบาน คุณวินัย พันธุรักษ์ คุณศรีไศล สุชาตวุฒิ คุณทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล คุณชรัมภ์ เทพชัย คุณฎากร เทพทอง คุณพรหมเทพ เทพรัตน์ รวมไปถึง คุณสุทธิพงษ์ วัฒนจัง หรือ ชมพู ฟรุตตี้

คอนเสิร์ตการกุศล อุมาพร บัวผึ้ง Love is your song รายได้มอบให้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์
เผยแพร่หลักธรรม ข่าวสาร งานวัด กิจกรรมต่างๆ www.Mahayan.com
ติดต่อทีมงาน mahayuan@gmail.com Line id : 0851779169


รายละเอียด เพิ่มเติมติดต่อได้ที่
บ.ธนาวุฒิ เอ เอส จำกัด โทร. 061-456-6259 ,099-5691446

งานคอนเสิร์ต อุมาพร Love is your song
จัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ.โรงละครเอ็มเธียเตอร์
ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพ 


มหกรรมฮาลาลใหญ่ส่งท้ายปี งาน “ThailandHalal Assembly 2018”

ฉลอง 20 ปี มาตรฐานฮาลาลไทย ภายใต้แนวคิด “บูรณาการฮาลาลแม่นยำยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับกิจการฮาลาลไทยสู่ยุคสมัยแห่งการฮาลาลแม่นยำ

ฉลองครบรอบ 20 ปี มาตรฐานฮาลาลไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย  (สมฮท.)

จัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ “THAILANDHALAL ASSEMBLY 2018” ปีที่ 5 ภายใต้แนวคิด “บูรณาการฮาลาลแม่นยำยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพ” ยกระดับกิจการฮาลาลไทยสู่ยุคสมัยแห่งการฮาลาลแม่นยำกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2561 ณ.ไบเทค บางนา โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นประธานเปิดงาน

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน ThailandHalal Assembly 2018 กล่าวว่า การจัดงาน “Thailand HalalAssembly” หรือ THA นั้นเริ่มจัดขึ้นในปี 2014 โดย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ในฐานะเจ้าภาพหลักร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย (สมฮท.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรศาสนาอิสลามมาโดยตลอด
จึงทำให้งาน THA ถือเป็นงานประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลนานาชาติที่นับว่าดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งงานดังกล่าวเป็นการจัดงานที่รวบรวมงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ฮาลาลประเทศไทยมารวมเข้าด้วยกันเพื่อเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์ที่จะแสดงศักยภาพของกิจการฮาลาลประเทศไทยให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงคุณลักษณะที่โดดเด่นในระบบและกระบวนการดำเนินงานภายใต้หลักการ ศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับอันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทยเป็นที่เชื่อถือในตลาดโลก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน ThailandHalal Assembly 2018

การจัดการประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ  “Thailand Halal Assembly 2518” หรือ THA 2018ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5
ระหว่างวันที่ 14 – 16ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม
ไบเทค (BITEC)กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Precision Halalization in TheBioeconomy Era” หรือ “บูรณาการฮาลาลแม่นยำในยุคเศรษฐกิจชีวภาพ”เพื่อส่งเสริมให้กิจการฮาลาลประเทศไทยพัฒนาสู่ยุคสมัยแห่งการฮาลาลแม่นยำซึ่งการบูรณาการฮาลาลแม่นยำ คือ ระบบที่บูรณาการมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรม เข้ากับกระบวนการฮาลาล โดยความสำเร็จครั้งนี้ย่อมนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพที่คำนึงถึงคุณค่าของสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหารรังสรรค์ประเทศไทยสู่ความมีประสิทธ์ภาพควบคู่ความพอเพียง

การบูรณาการฮาลาลแม่นยำเป็นความพยายามของไทยในการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการรับรองฮาลาล ไม่ว่าจะการตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ฮาลาลโดยนำระบบ H-number ที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้ามาใช้
เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารสามารถเลือกวัตถุดิบฮาลาลได้อย่างถูกต้องไม่จำเป็นต้องตรวจการปนเปื้อนในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อีกต่อไปและเลือกใช้ห้องปฏิบัติการเฉพาะที่จำเป็น ในระบบการมาตรฐานฮาลาลมีการพัฒนาระบบ HAL-QPlus เพื่อให้การดำเนินงานการมาตรฐานฮาลาลเป็นไปอย่างจำเพาะโดยใช้เวลาสั้นและเลือกทำเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนหะรอมเท่านั้น

โดยกิจกรรมภายในงาน THA 2018 ประกอบด้วยงานประชุมวิชาการนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและธุรกิจฮาลาลครั้งที่ 11 (Halal Science, Industry and Business InternationalConference; 11th HASIB 2018) รวมกับงานแสดงสินค้า ThailandInternational Halal Expo 2018 (TIHEX) ที่รวมผู้ประกอบการฮาลาลทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 350 บูท, การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยมาตรฐานฮาลาลจากหน่วยงานตรวจรับรองฮาลาลทั่วโลก,การประชุมคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, กิจกรรมธุรกิจภิวัฒน์,การจับคู่เจรจาทางธุรกิจฮาลาล, การจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องรวมถึงการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล ที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงานด้านฮาลาลต่อไป


รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน ThailandHalal Assembly 2018

และพิเศษสุดภายในปีนี้กับ นิทรรศการ “ฉลอง 20ปี มาตรฐานฮาลาลไทย” จากจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรฐานฮาลาล CODEK มาสู่มาตรฐานฮาลาลของประเทศไทยโดยการบูรณาการศาสนบัญญัติอิสลามเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาล ภายใต้แนวทาง“ศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับ” มุ่งหวังผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลไทยให้ก้าว
ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอาหารโลกรูปแบบความร่วมมือที่ชื่อว่า “ฮาลาลเพชรจากประเทศไทย” หรือ ThailandDiamond Halal เพื่อแสดงถึงความเป็นที่หนึ่งในโลกของฮาลาลประเทศไทยด้วยมาตรฐานฮาลาลของประเทศรศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย

กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2561
ณไบเทค บางนา 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จประทานรางวัล “ประชาบดี”

เชิดชูเกียรติต้นแบบแห่งการให้และแบ่งปัน  เพื่อผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก

วันนี้ (10 ธ.ค. 60) เวลา 15.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จไปประทานรางวัล “ประชาบดี” แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ประจำปี 2561 จำนวน 57 รางวัล

โดยมี พลเอก อนันตพร   กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และ นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมคณะผู้บริหาร เฝ้ารับเสด็จ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ

พลเอก อนันตพร กล่าวว่า “พระประชาบดี” เทพผู้เป็นที่พึ่งและสงเคราะห์ประชาชน ด้วยพลังแห่งการให้และแบ่งปัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากสภาวะยากลำบาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้นำชื่อ “ประชาบดี” มาเป็นชื่อรางวัลแห่งเกียรติยศ อันเป็นที่สุดแห่งความภาคภูมิใจของต้นแบบความดี ในการช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก เพื่อให้ได้รับการยกย่องและเชิดชูคุณความดีเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทั้งนี้ กระทรวง พม.

โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) จึงได้ดำเนินโครงการเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ด้วยการมอบรางวัล “ประชาบดี” ตั้งแต่ ปี 2550 – 2560 โดยมีการมอบรางวัล “ประชาบดี” รวมทั้งสิ้น 730 รางวัล

พลเอก อนันตพร กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2561 นับเป็นปีที่ 12 ของการดำเนินโครงการฯ และด้วยพระเมตตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จประทานรางวัล “ประชาบดี” เป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ 11 ปี โดยมีการประทานรางวัล “ประชาบดี”
จำนวนทั้งสิ้น 57 รางวัล แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย

1) ประเภทบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 13 รางวัล เช่น นายโจนัส แอนเดอร์สัน นักร้องลูกทุ่ง เป็นต้น

2) ประเภทองค์กรที่ทำคุณประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 11 รางวัล เช่น มูลนิธิเอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เป็นต้น

3) ประเภทสื่อที่นำเสนอกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 18 รางวัล เช่น รายการรถปลดทุกข์ ไทยรัฐทีวี เป็นต้น

4) ประเภทบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ทำคุณประโยชน์และดำรง
ชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี  จำนวน 15 รางวัล เช่น นายเซ็ง แซ่ลี ผู้ยากจนและขาพิการ 1 ข้าง ด้วยการนำหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

“ตนขอแสดงความยินดีและยกย่องเชิดชูเกียรติกับทุกท่านและทุกองค์กรที่ได้รับรางวัล “ประชาบดี” และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคมเป็นกลไกสำคัญในการหนุนเสริมภารกิจซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และพัฒนาสังคมร่วมกันอย่างยั่งยืน



ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจเพื่อการพัฒนาสังคมและคนอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสหรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน” พลเอก  อนันตพร  กล่าวในตอนท้าย

เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. ผนึกภาคีทุกภาคส่วน

ถือฤกษ์วันดินโลก แถลงความสำเร็จ
โครงการ “รวมพลังตามรอยพ่อฯ” ปี 6

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน ถือฤกษ์วันดินโลก ประกาศความสำเร็จโครงการ ’พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ปี 6 จบเฟสที่ 2 “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” ด้วยชุมชนต้นแบบใน 4 จังหวัด ทั่วประเทศ เตรียมเปิดเฟส 3 ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย ยกระดับสู่การแข่งขัน วางรากฐานการพัฒนามนุษย์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเชื่อมโยง
25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในวันดินโลก พ.ศ.2561 ที่จะมาถึงในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันดินโลก เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชา และน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน

รวมทั้งสร้างความตระหนักด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อความมั่นคงทางอาหารโลกอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด ‘Be the solution to soil pollution’ เน้นเรื่องมลพิษทางดินซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร

“โครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ เองมุ่งเน้นในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในการจัดการดิน น้ำ ป่า ตลอด 6 ปีเต็มที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จในการส่งเสริมให้ชุมชนทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำอื่นๆ ร่วมกันฟื้นฟูดิน ด้วยการสร้างหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บน้ำ การปลูกหญ้าแฝกเพื่อฟื้นฟูดินและป้องกันดินพังทลาย ส่งเสริมการทำกสิกรรมธรรมชาติ ขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์โดยให้ความรู้ใน เรื่องการใช้สารชีวภาพทดแทนสารเคมีในการป้องกันแมลงที่เป็นศัตรูพืช

การทำปุ๋ยชีวภาพ และการล้างพิษสารเคมีในดินด้วยน้ำหมักชีวภาพ เพิ่มความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นการสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร จึงนับว่าเป็นโครงการที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของวันดินโลกในปีนี้โดยตรง”

โครงการฯ ปีนี้ นับเป็นการสิ้นสุดการดำเนินงานในเฟสที่ 2 คือ ระยะของการแตกตัว ซึ่งในปีถัดไปโครงการฯ จะก้าวต่อไปสู่เฟสที่ 3 คือ การขยายผลเชื่อมโยงทั้งระบบ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย ยกระดับสู่การแข่งขัน วางรากฐานการพัฒนามนุษย์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเชื่อมโยง 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศต่อไป

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า โครงการฯ นี้ตอบโจทย์เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสังคมขององค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างคน องค์ความรู้ และจิตสำนึกที่ดี จึงทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเห็นว่าศาสตร์พระราชานั้นพิสูจน์แล้วว่าแก้ปัญหาได้ในทุกพื้นที่หากลงมือทำจริง และสามารถสร้างต้นแบบและแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลต่อไป

“เราทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ที่เป็นปีแรกที่เชฟรอนน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ในการจัดการดิน-น้ำ-ป่า-คน สู่การปฏิบัติ เพื่อหยุดท่วม หยุดแล้งอย่างยั่งยืน และขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงริเริ่มไว้ ไปสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ในปีแรกๆ สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องแปลกในสังคม วันนี้เราเห็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้กระจายตัวทั่วประเทศ และมีคนสนใจแนวคิดนี้มากขึ้น เราจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร ลงมือและเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าแบบไหนทำแล้วสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ พอไปถึงจุดหนึ่งเราจะมองหาคอขวดตัวต่อๆ ไป” นายอาทิตย์กล่าว

สำหรับปีนี้ โครงการฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามแนวคิด “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” โดยมีผู้ให้ความสนใจร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้นถึง 2,510 คน เข้าร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมใน 4 พื้นที่

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยแต่ละพื้นที่มีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “คนต้นแบบ” ที่หลากหลาย
ให้ผู้คนมาเรียนรู้และส่งต่อแรงบันดาลใจต่อไป

ในปีนี้ กิจกรรมเอามื้อสามัคคีเริ่มต้นขึ้นที่ ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนเมษายน 2561 มีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 300 คน นำโดย นายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ หนึ่งในผู้จัดตั้งฐานธรรมธุรกิจ กล่าวว่า “เราตั้งใจให้ที่นี่ เป็นตลาดกลางกระจายสินค้าของเครือข่ายจากทั่วประเทศ ในราคาเป็นธรรมต่อผู้ซื้อและผู้ผลิต และมีเป้าหมายในการสร้างให้เป็นศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง โดยวางแผนจะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน ยโสธรในอนาคตด้วย”

ส่วนกิจกรรมครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของนางแววศิริ ฤทธิโยธี เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน โดยมุ่งให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค พร้อมแนะแนวทางการรับรองมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System)

หรือ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมคือเกษตรกรด้วยกันเองเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ โดยอิงระบบการรับรองตามมาตรฐาน IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements ซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานสภาเกษตรกร จ.จันทบุรี เข้าร่วมงาน

ครั้งที่ 3 จัดขึ้นบนพื้นที่ 47 ไร่ ที่บ้านโคกสมอ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 มีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีในพื้นที่ของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดเดียวกัน มาร่วมกันพัฒนาพื้นที่เกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดย บอย-พิษณุ นิ่มสกุล หนึ่งในเจ้าของพื้นที่ พร้อมด้วย นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงาน มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ให้ข้อมูลว่า การออกแบบพื้นที่เป็นไปตามหลักภูมิสังคม คือตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิก

ซึ่งทำให้ได้พบกับบทพิสูจน์ว่า ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหนทางรอดที่แท้จริง จากเหตุการณ์ฝนตกหนักก่อนหน้าวันจัดกิจกรรมเพียง 2 วัน ทำให้พื้นที่โดยรอบโดนน้ำท่วมกันหมด เหลือแต่พื้นที่กิจกรรมที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้เกือบ 1,000 คน และทำกิจกรรมร่วมกันให้สำเร็จลุล่วงไปได้

และครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2561 ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน บนพื้นที่ของนางสาววริศรา จันธี (กานต์) ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน โดยมีนายบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่านเป็นแกนนำ ทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายจำนวน 329 คน เพื่อสร้างต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

“เดิมทีชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่ถูกกัน ผมจึงใช้แนวทางปลูกป่าในใจคน ตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยลงพื้นที่เข้าหาอย่างเป็นมิตร และทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ชวนให้ชาวบ้านปลูกข้าวแทนการกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านเข้าอบรมและลงมือทำตามแล้ว 9 คน ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งสมัครใจลงชื่อเข้าอบรมและสนใจพร้อมลงมือทำตามหลายร้อยคน เพราะถ้าทุกคนทำตามศาสตร์พระราชาแล้ว ชาวบ้านก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องบุกรุกป่า อุทยานก็จะได้พื้นที่ป่าเพิ่ม” นายบัณฑิต กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” เพิ่มเติมได้หลายช่องทาง อาทิ เฟซบุ๊ก: พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน

เว็บไซต์ https://ajourneyinspiredbytheking.org
Instagram: ajourneyinspiredbytheking
Line ID: @inspiredbytheking
YouTube: inspiredbytheking

ใครที่กำลังมองหาสถานที่เคาท์ดาวน์ต้อนรับปี 2018

พิกัดนับถอยหลังสู่ปี 2019

ใครที่กำลังมองหาสถานที่เคาท์ดาวน์ต้อนรับปี 2018…..เราขอแนะนำ คอนเสิร์ตสุดโรแมนติกแบบใกล้ชิดศิลปิน ท่ามกลางลมหนาวและหมู่ดาวในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! เพื่อให้ทุกคนได้เต็มอิ่มกับบรรยากาศแห่งความสุขไปพร้อมๆ กัน กับสถานที่เคาท์ดาวน์”สวนผึ้ง ไฮแลนด์ เคาท์ดาวน์ เฟสติวัล 2018″ มาสัมผัสลมหนาวแรกของสวนผึ้ง พร้อมปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่า ในสองค่ำคืนแห่งความทรงจำ ร่วมกันนับถอยหลังเข้าสู่ปี 2019 ไปพร้อมๆกัน กับศิลปินสุดพิเศษ

วันที่ 30 ธันวาคม 2561  พบกับ ป๊อป ปองกูล และวงมายด์ วันที่ 31 ธันวาคม
2561 พบกับ วงพอส , พีท พล และวง The Mousses ที่ “สวนผึ้งไฮแลนด์” แลนมาร์คแห่งใหม่ของ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี บนลานคอนเสิร์ต แบบ Amphitheater บนพื้นหญ้านุ่มๆ เขียวชะอุ่มและร่มรื่น พร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่จะทำให้การฉลองปีใหม่ปีนี้ไม่ซ้ำใครแน่นอน ภายในงานยังมีซุ้มอาหารมากมายให้เลือกสรรและกิจกรรมขึ้นบอลลูนที่จะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่อีกด้วย

สนใจซื้อบัตรได้ที่ 7-11 (เพียงแจ้งชื่อคอนเสิร์ตกับพนักงาน) หรือ www.allticketthailand.com ***เริ่มขายบัตร Early Bird ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคมนี้เท่านั้น!!! ในราคาเพียง 500 บาท (จากราคาปกติ 700 บาท) ซึ่งสามารถเข้างานได้ทั้ง 2 วัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook : Suanphueng Highland

กรมพก.ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการฯ เตรียมจัดใหญ่ งาน”วันคนพิการสากล ปี 61”

มุ่งเน้นสิทธิความเท่าเทียม

องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับคนพิการและเปิดโอกาสให้คนพิการได้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของสังคมอย่างสร้างสรรค์ เป็นธรรมและเสมอภาคกับคนทั่วไป ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ได้จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคนพิการสากลเป็นประจำทุกปี ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย จัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2561 ขึ้น เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคนพิการสากล นอกจากนั้น
ยังเป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้ร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียม เป็นสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 

โดยแนวคิดในการจัดงานวันพิการสากลได้สอดคล้องกับองค์การสหประชาชาติ กำหนดหัวข้อการจัดงานตามประเด็นหลัก (Theme) คือ
“การเสริมพลังคนพิการ และการประกันการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม” (Empowering persons with disabilities and ensuring inclusiveness and equality) ในปี 2562 ประเทศไทยโดยนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยต่อจากสิงคโปร์

โดยนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแนวคิดหลัก (theme) สำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทย คือ “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการ 1) การก้าวไกล (Advancing) โดยให้อาเซียนมองและก้าวไปด้วยกันสู่อนาคตอย่างมีพลวัต 2) การร่วมมือ ร่วมใจ (Partnership) ผ่านการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนภายในอาเซียนและกับประเทศคู่เจรจาและประชาคมโลก 3) ความยั่งยืน (Sustainability) กล่าวคือ การสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ

นอกจากนี้ในระดับอาเซียน ประเทศไทยได้ผลักดันแผนแม่บทอาเซียน
พ.ศ. 2568 (ASEAN Enabling Masterplan) เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และบูรณาการงานด้านคนพิการเข้าไปมีส่วนร่วมในประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) เพื่อให้คนพิการสามารถ
เข้ามามีส่วนร่วมในทุกมิติอย่างแท้จริง

สำหรับภายในประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เน้นให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอื่นอันเป็นสาธารณะอย่างเท่าเทียม ปราศจากการถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความพิการ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรเครือข่ายด้านคนพิการให้มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560 – 2564) ที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “คนพิการเข้าถึงสิทธิได้จริง ดำรงชีวิตอิสระ ในสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งความเท่าเทียม (EQUAL) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2561 ซึ่งจะเน้นถึงการฉายภาพความสำเร็จของการอยู่ในสังคมของคนพิการได้อย่างยั่งยืน ผ่านการมีงานทำของคนพิการ ตามมาตรา 33 34 และ 35

ดังนั้น การที่จะให้เห็นถึงศักยภาพคนพิการอย่างแท้จริง คือการที่คนพิการมีงานทำ ซึ่งมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 33 34 35 ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำ ดำรงชีวิตด้วยตนได้เองอย่างยั่งยืน จึงเกิดแนวคิดว่าการจัดงานคนพิการ ประจำปี 2561 จะเน้นในเรื่องของงานและการจ้างงาน เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับคนพิการ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนพิการอย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน เพราะการมีงานทำมีรายได้ เป็นการบ่งบอกถึงการทำหน้าที่ของบุคคลเต็มตามศักยภาพและส่งผลให้บุคคลนั้นมีศักดิ์ศรีความ
เป็นมนุษย์อย่างภาคภูมิ

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย อาทิ องค์กรคนพิการ ๗ ประเภท คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ไอชาร์) กระทรวงแรงงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายคนพิการ

กิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ
1.โซนพิธีการ เป็นรูปแบบเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรูปประสบการณ์ในการมีงานทำของคนพิการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงานคนพิการอย่างมีศักดิ์ศรี และยั่งยืน เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านคนพิการและปัจจัยความสำเร็จ (Key success) ร่วมกันระหว่างคนพิการ องค์กรคนพิการ ภาคเอกชน และภาครัฐ เวทีเสวนา ขอนแก่นโมเดล … เดินหน้าการจ้างงานคนพิการผ่านชุมชน เป็นการยกตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เน้นการใช้องค์ความรู้ในการขยายเครือข่ายคนพิการ และผู้ดูแลให้รวมตัวร่วมคิดร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมทำงานจนพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองได้ และเป็นที่ยอมรับของชุมชน มีกระบวนการทำงานที่โดดเด่น สามารถสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม และส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 และ 35 ในหน่วยงานต่าง ๆ และ การทำ Work shop ช่องทางทำกิน “ขนมไทย ทำกินได้ ทำขายรวย” เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประกอบอาชีพของคนพิการ โดยได้นำครูจากศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านทองพูนเผ่าพนัส จ.อุบลราชธานี
มาเป็นผู้ฝึกสอนในงานและให้คนพิการได้ทดลองปฏิบัติจริง

2.โซนนิทรรศการ ประกอบด้วย องค์กรคนพิการ ๗ ประเภท สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน ภาคเอกชนที่สนับสนุนงานด้านคนพิการดีเด่น และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

3. โซนบูธขายผลิตภัณฑ์คนพิการ ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพคนพิการ อาทิ เช่น งานศิลปะ งานฝีมือและงานประดิษฐ์เครื่องใช้ งานจักรสาน งานตัดเย็บ งานทอผ้า อาหาร อาหารแปรรูป จำนวนกว่า 150 บูธ

โดยงานจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-4  ธันวาคม 2561
เวลา 9.00 – 18. 00 น. ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

World Halal Day 2018

วันฮาลาลโลก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับเชิญจาก United World Halal Development และ HDCMICE middle east เป็นวิทยากรบรรยายและร่วมเปิดงาน ประชุมวิชาการนานาชาติ “World Halal Day 2018”

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อสร้างเครือข่ายความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลระดับนานาชาติ
ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  โดยนายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย) และนางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการบริษัท (ขวา) ดำเนินการโครงการ “ความดีคืนสู่สังคมไทย” มอบเงินจำนวน 50,000 บาท สมทบโครงการย่อย หนังสือ ต.เต่าออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการรักสัตว์ให้เป็น (Give Then A Hug) ของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ สัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำฯ (กลาง) เป็นผู้รับมอบ

โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสมทบซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และนำมาช่วยเหลือสัตว์ป่วยต่อไป รับมอบที่ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอนโฮม สี่พระยา เมื่อวันก่อน