สุดพิเศษสุด สำหรับลูกค้า “ ซุปเปอร์ริช สีเขียว”

ใช้โทรศัพท์มือถือเครือข่าย True รับส่วนลด 0.05%

สุดพิเศษ !! สำหรับลูกค้า “ซุปเปอร์ริช สีเขียว” ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเครือข่าย True รับส่วนลดทันที 0.05% ทันที เมื่อแลกเงินไทยเป็นสกุลต่างประเทศตั้งแต่ 1,000 – 100,000 บาท ท่านละ 2 สิทธิ์ / 1 passport / 1 เดือน จำนวน 10,000 สิทธิ์ / เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2562  นี้ เท่านั้น
สิทธิพิเศษแบบนี้ สำหรับลูกค้าซุปเปอร์ริช สีเขียว เท่านั้น หรือสามารถสอบถามข้อมูล รวมถึงบริการสั่งจองเงินล่วงหน้า ได้ที่
• Call center 02-254-4444
• ช่องทางออนไลน์
– Line@ / Facebook / Twitter / Application : SuperrichTH
• www.superrichthailand.com 
สัมผัสประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในอัตราที่ดีที่สุด พร้อมการให้บริการที่ประทับใจได้แล้ววันนี้ ที่ ซุปเปอร์ริช สีเขียว ทั้ง 13 สาขา

บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ในราคาที่คุณเอื้อมถึง

BlueSpice Dining Room @Grande Centre Point Sukhumvit 55
ร้านอาหารสไตล์ร่วมสมัยที่ไม่ธรรมดา

วันนี้ขอเอาใจสายกินบุฟเฟ่ต์โรงแรม อิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งใจกลางทองหล่อที่ร้าน BlueSpice Dining Room สุดหรู!!  ในโรงแรม Grande Centre Point Sukhumvit 55 ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนในย่านทองหล่อ บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งเจ้าเดียวในทองหล่อ ภายในร้านตกแต่งสุดหรู การบริการดีระดับโรงแรม 5 ดาว

BlueSpice Dining Room มีเมนูอาหารทั้งของคาวและของหวาน นำเอาความเป็นสากลของอาหารต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง เข้ามาเป็นตัวชูโรงให้รสชาติของ BlueSpice นำเสนอ “ข้าวต้มกุ๊ย” ไม่ธรรมดาเพราะเป็นบุฟเฟ่ต์ระดับโรงแรม ซึ่งทางร้านมีเมนู “ข้าวต้ม” ให้เลือกทานหลากหลายแบบจัดเต็ม ทั้งข้าวต้มธัญพืช ข้าวต้มเผือก ข้าวต้มข้าวกล้อง ข้าวต้มมันเทศ หรือข้าวต้มธรรมดา มาพร้อมกับเครื่องเคียงสูตรดั้งเดิมให้ได้เลือกสรร โดดเด่นด้วยเมนูหลากหลายรสชาติ

บรรยากาศภายในร้านโด่ดเด่นด้วยดีไซน์และการตกแต่งด้วยศิลปะ โดยใช้เฉดสีขาว เพื่อตอกย้ำคอนเซ็ปต์และเชื่อโยงแต่ละโซนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บรรยากาศที่เรียบง่าย และมีกลิ่นอายของความสุข

สำหรับเมนูอาหารที่นี่ใส่ใจเรื่องวุตถุดิบที่สดใหม่ ให้รายละเอียดทุกขั้นตอนของการปรุง กับเมนูอาหารรสเลิศ กินไม่อั้นกักันแบบจุใจ ไม่จำกัด เมนูประจำสุดฮอต อาทิ ขาหมูพะโล้ แซลม่อนแซ่บ กุ้งอบวุ้นเส้น พร้อมโจ๊กสุดอร่อย และที่สำคัญสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ผลงานในการทำอาหาร ได้ทั้งความสนุก และความอร่อย ยำ DIY ที่คุณสามารถเลือกวัตถุดิบและความแซ่บตามใจชอบ อร่อยลงตัวและสวยงาม สารพัดเมนูผัดผักให้คุณเลือกและนำไปให้เชฟปรุงกันสด ๆ และเมนูอาหารพิเศษสุดอร่อยที่ขนกันมาแบบไม่ซ้ำกัน ปิดท้ายความอร่อยด้วยของหวานนานาชนิด ทั้งไอศกรีมโฮมเมด แพนเค้ก ผลไม้ เต้าฮวย ขนมปัง อีกทั้งยังมีเมนูน้ำแข็งใสคลายร้อน เย็นฉ่ำถึงใจ ให้คุณได้ DIY เพียงแค่ทุกคนเลือกท็อปปิ้งอีกกว่า 20 รายการ และความพิเศษอยู่ที่ สังขยาใบเตย หรือ สังขยา-ชาไทย สูตรลับของทางร้าน มีความหอมหวานกลมกล่อม การันตีว่าเข้มข้นและอร่อยที่สุด

เราจะมาบอกว่าต่อไปนี้มันจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป ชวนสังสรรค์กันพร้อมหน้ากับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว อิ่มฟินได้อย่างจุใจ ให้คุณและเพื่อนๆ ได้ฟินแบบไม่จำกัดเวลา กินอร่อย เพลิน ๆ ยาว ๆ เอาใจคนนอนดึก พร้อมเปิดประสบการณ์จัดเต็มเมนูข้าวต้มพร้อมอาหารหลากรสชาติ ให้ได้ลิ้มลอง อิ่มอร่อยด้วยความฟินในบรรยากาศสุดชิลล์เคล้าแสงไฟอบอุ่นในยามค่ำคืนที่คุณจะตกหลุมรักจนอยากจะไปซ้ำแล้วซ้ำอีก

สำหรับเมนูอาหารรสเลิศ กันแบบจุใจ ไม่จำกัดเวลา ด้วยข้าวต้มข้าวต้มร้อนๆให้เลือกรับประทานถึง 5 แบบ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวต้มธัญพืช ข้าวต้มเผือก ข้าวต้มข้าวกล้อง ข้าวต้มมันม่วง หรือข้าวต้มธรรมดา เครื่องข้าวต้มที่มีให้เลือกอย่างจุใจกว่า 20 รายการมีเมนูประจำสุดฮอตเรียกน้ำย่อยให้เลือกจนตาลาย ไม่ว่าจะเป็นขาหมูพะโล้ กระเพาะปลาน้ำแดง แซลม่อนแซ่บ กุ้งอบวุ้นเส้น ก๋วยจั๊บญวน พร้อมโจ๊กสุดอร่อยที่สามารถเลือกส่วนผสมได้เอง แต่ที่เด็ดสุดยำ DIY ที่คุณสามารถเลือกวัตถุดิบและความแซ่บได้ตามใจชอบ สารพัดเมนูผัดผักให้คุณเลือกและนำไปให้เชฟปรุงกันสดๆ เมนูอาหารพิเศษสุดอร่อยที่ขนกันมาแบบไม่ซ้ำกัน เช่น ต้มเล้งแซ่บ ไก่ทอดซอสเหล้าแดง ปลาหมึกผัดผงกระหรี่ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ฯลฯ ปิดท้ายความอร่อยด้วยของหวานนานาชนิด ทั้งไอศกรีมโฮมเมด แพนเค้ก ขนมปังสังขยาใบเตย หรือ สังขยาชาไทย ผลไม้ เต้าฮวย และน้ำแข็งใสอีกกว่า 20 รายการ ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหน ก็เต็มไปด้วยของอร่อยทั้งนั้นเลย คุ้มเว่อร์ๆ อร่อยด้วยน้า

ได้มานั่งรับประทานอาหารอร่อย ถ่ายรูปสนุก ในบรรยากาศสบายๆ เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ ไปเลยสำหรับการมาทาน บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่ง ในครั้งนี้ ถ้าเย็นนี้ไม่รู้จะทานอะไรดี ลองมาสัมผัสความอร่อย ที่ BlueSpice บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งเจ้าเดียวในทองหล่อ แล้วคุณจะหลงรักและอยากกลับมาทานอีกหลายๆ ครั้งเหมือน Toptotravel

กระซิบอีกนิด สายปาร์ตี้ห้ามพลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด นำเข้ามาดื่มได้ฟรีไม่คิดค่าเปิดขวด ทางร้านมีแก้วและน้ำแข็งให้บริการ ดื่มด่ำในบรรยากาศดี ๆ เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย พร้อมรับประทานอาหาร
อร่อยๆ ได้อีกด้วย

จองได้เลย นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย ทางร้านยังมีโปรโมชั่นส่วนลดสุงสุด บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งลด 50% ที่ BlueSpice บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งห้องอาหาร BlueSpice Dining Room @Grande Centre Point Sukhumvit 55

บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งเจ้าเดียวในทองหล่อ นำเสนอ “ข้าวต้มกุ๊ย” ไม่ธรรมดาเพราะเป็นบุฟเฟ่ต์ระดับโรงแรม มีลูกค้ามานั่งทานเรื่อยๆ ตลอดเวลา

จัดโปรโมชั่นเอาใจ บุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งลด 50% สำหรับท่านที่ 2 ในวันจันทร์ – พฤหัสบดี เมื่อมา 2 ท่าน ท่านที่ 2 ลด 50% (ท่านที่ 1 จ่ายราคาปกติ 420 net) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 – 28 กุมภาพันธ์ 2562

ใครที่มองหามุมนั่งทานอาหารสบายๆ มาแล้วต้องติดใจ บุฟเฟ่ต์ข้าวต้ม พร้อมส่วนลดสูงสุด มาร่วมเติมความสุขกันได้แล้ว
วันนี้– 28 กุมภาพันธ์  2562
ตั้งแต่เวลา 17.00 – 23.00 น. (วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี)
เวลา 17.00 – 02.00 น. (วันศุกร์ – วันเสาร์) แบบไม่จำกัดเวลา
ที่ BlueSpice Dining Room @Grande CentrePoint Sukhumvit 55

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ สำรองที่นั่งก่อนล่วงหน้าได้ที่ โทร. 02-020-8000 ext. 4440

ข้าวต้มบุฟเฟต์โต้รุ่งเจ้าเดียวในทองหล่อ #BlueSpiceDiningRoom

ดีป้าเผยตัวเลขตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ในไทยปี 60 ทะยาน 25,000 ล้านบาท

อุตสาหกรรมเกมนำโด่งเกือบ 20,000 ล้านบาท คาดขยายตัวต่อเนื่อง

วันที่ 11 ธันวาคม 2561, เซ็นทาราแกรนด์แอท แซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพ ฯ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล (depa) หรือ  ดีป้า หน่วยงานในสังกัด
กระทรวงดิจิทัลพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมือกับสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ไทย (TACGA) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) และสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (Bangkok ACM SIGGRAPH) เผยผลสำรวจมูลค่าดิจิทัลคอนเทนต์ของปี 2560 ในประเทศไทย โดยครอบคลุมสามสาขาหลักได้แก่ อุตสาหกรรมแอนิเมชัน อุตสาหกรรมเกม และอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์

โดยผลสำรวจระบุทั้งสามอุตสาหกรรมมีมูลค่ารวมกันประมาณ 25,040 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมแอนิเมชันจำนวน 3,799 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 ขณะที่อุตสาหกรรมเกมมีมูลค่ารวมที่ 19,281 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าสูงสุดถึง 18 เปอร์เซ็นต์ และอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์มีมูลค่ารวม 1,960 ล้านบาทมีอัตราการเติบเพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์  เมื่อเทียบกับปี 2559

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการดีป้า กล่าวว่า การสำรวจมูลค่าดิจิทัลคอนเทนต์ของปี 2560 ได้มีการปรับปรุงกรอบประชากร และเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการเนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบางรายมีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการทางธุรกิจ อีกทั้งได้มีการให้ศึกษาการวิเคราะห์ระบบนิเวศและห่วงโซ่ค่าของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์เพิ่มเติมรวมถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ระดับโลก และยังได้ให้ริเริ่มการศึกษาและสำรวจพฤตกรรมผู้เล่นเบื้องต้น

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยทางตลาด กระแสนิยมต่าง ๆ ซึ่งโครงการสำรวจนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ไทย (TACGA) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) และสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BKK SIGGRAPH)

ทั้งนี้ เนื่องจากดิจิทัลคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมหลากหลายแขนง ทั้ง อุตสาหกรรมบันเทิง อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ การศึกษา สื่อสิ่งพิมพ์ และอื่น ๆ ประกอบกับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านกระแสนิยม ความสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภค และการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ผลการสำรวจมูลค่ารวมมีอัตราการเติบโตโดยรวม 14 เปอร์เซนต์ จากปี 2559 และคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มในการขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีถัดไปจากตลาดเกมและคาแรคเตอร์

“แนวโน้มการเติบโตในปี 2561  มูลค่าดิจิทัลคอนเทนต์ในไทย  คาดว่าจะแตะระดับกว่า 27,005 ล้านบาท และมีมูลค่ากว่า 29,358 ล้านบาท   ในปี 2562 โดยสาขาอุตสาหกรรมแอนิเมชันถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ
9 เปอร์เซ็นต์ และยังคงการเติบโตเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 ขณะที่สาขาเกมคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 9 เปอร์เซ็นต์และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีก 9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 สำหรับสาขาคาแรคเตอร์คาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 12 เปอร์เซนต์ในปี 2561 และ 11 เปอร์เซนต์ในปี 2562 ทั้งนี้ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามการประเมินจากปริมาณงานที่ผู้ประกอบการกำลังผลิตรวมทั้งแนวโน้มและปัจจัยบวกต่างๆของตลาดที่คาดว่าจะส่งผลต่อการขายตัวของอุตสาหกรรม” ผอ.ดีป้า กล่าว

ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ในไทยได้ ถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจประเภทการรับจ้างผลิตรับทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัง ซึ่งในปี 2560 ตัวเลขผู้รับจ้างผลิตแอนิเมชันมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 54 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าแอนิเมชันทั้งหมด ส่วนผู้จัดจำหน่ายและนำเข้าเกมมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดเกมทั้งหมด ขณะที่ผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้าและดูแลสิทธิคาแรคเตอร์มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 92 เปอร์เซ็น

“ประเทศไทยยังคงพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าลิขสิทธิ์หรือรับจ้างผลิต ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการไทยมีฝีมือและมีศักยภาพที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก การที่ผู้ผลิตไทยจะมีผลงานที่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตัวเองมากขึ้น จะช่วยลดปัญหาการถูกกดราคาจากต่างประเทศ ลดอัตราการนำเงินออกไปนอกประเทศ และสามารถเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ดีป้าพร้อมจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย และยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันและเติบโตในธุรกิจได้อย่างยั่งยืนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมให้เกิดความสนใจในอุตสาหกรรมแอนิเมชัน เกม และคาแรคเตอร์ การส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเฉพาะการพัฒนาตลาดเพื่อการส่งออก ผ่านกองทุน depa Fund เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแหล่งเงินทุน และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในระดับสากลได้ ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์หน้าใหม่ ผ่าน Digital Startup Program ส่งเสริมและสนับสนุน Internationalization Voucher เพื่อเป็นสถานที่ให้ผู้ประกอบการมาพบปะแลกเปลี่ยน และต่อยอดไอเดีย ให้เกิดร่วมมือขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัลคอน-เทนต์ และสร้างพลังในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยต่อไป” ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจดิจิทัลคอนเทนต์ของปี 2560 ยังรายงานมูลค่าการผลิตและส่งออกงานแอนิเมชัน เกม และคาแรคเตอร์ด้วยว่า มีมูลค่าถึง 1,851 ล้านบาท เป็นอัตราการเติบโตเทียบกับปีก่อนหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ โดยอุตสาหกรรมแอนิเมชันมีมูลค่าส่งออก 1,428 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปี 2559 เป็น 81 เปอร์เซนต์ซึ่งประเทศที่เป็นว่าจ้างผลิตหลักได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะที่สาขาเกมมีมูลค่าการส่งออกแตะที่ยอด 398 ล้านบาทซึ่งมีมูลค่าลดลงกว่าปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าการส่งออก
435 ล้านบาท สำหรับสาขาคาแรคเตอร์มีมูลค่าการส่งออกรวม 25 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าส่งออก 14  ล้านบาท

เปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากของโนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ เมดิคัล

เซเลปตบเท้า ร่วมงานเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากของโนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ เมดิคัล เซ็นเตอร์ คาดปี 62 เดินหน้าเต็มสูบด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและนวัตกรรม เซลล์บำบัดเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจร

นวาวิด้าจัดงานเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอย่างเป็นทางการเป็นบริการแรก ด้วยมุ่งหมายที่จะเป็น ฟันเฟืองในการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 10 ปีในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของรัฐบาล ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายในการขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม “คู่สมรสที่มีบุตรยาก” (Fertility Tourism) ซึ่งเป็นกลุ่มนักกท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและพร้อมที่จะเข้ารับ บริการ เมื่อเกิดความเชื่อมั่นในมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ระดับสากล โดยเฉพาะตลาดใน ประเทศจีน ซึ่งมีอัตราผู้ต้องการรับบริการในด้านนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว


ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 ดำเนินรายการ

โนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ เมดิคัล เซ็นเตอร์ ศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม เกิดจากผู้ก่อตั้งคือ นายทวีศักดิ์ วยากรณ์วิจิตร ซึ่งเป็นนักธุรกิจในกิจการหลากหลายประเภท และทำงานหนักจนสุขภาพเริ่มทรุดโทรม จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้านเซลล์บำบัด (Cell Therapy) เพื่อดูแลสุขภาพกับ ศาสตราจารย์อีวาน ตอร์เรนเต้ (Prof.Yvan Torrente, MD.,Ph.D.)
จากมหาวิทยาลัยมิลาน ประเทศอิตาลี


เมื่อตนเองรักษาได้ผลและมีสุขภาพดีขึ้น จึงเกิดความสนใจแบบจริงจัง และเป็นที่มาของการก่อตั้ง โนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ เมดิคัล เซ็นเตอร์ ศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ นอกเหนือความเป็นธุรกิจไว้ 2 ประการคือ คนไทยควรมีโอกาสได้รับบริการ ทางการแพทย์ที่ดี ทั้งการป้องกันและการบำบัดรักษา และประการที่ 2 คือ ต้องเกิดการต่อยอดในงานวิจัย และพัฒนา นวัตกรรมเซลล์บำบัดในประเทศไทย จึงเกิดเป็นความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างโนวาวิด้ากับสถาบันการศึกษา ชั้นนำของไทย ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี พระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่เป็นของคนไทย และโนวาวิด้ายังให้การสนับสนุน งานวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยอีกด้วย

“หากเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์เกิดจากการงานวิจัย ที่เป็นของคนไทยและสถาบัน การศึกษาไทยบ้าง เชื่อว่าต้นทุนในการรักษาจะถูกลง คนไทยควรมีโอกาสเข้ารับบริการทางการแพทย์ ที่ดีที่ทันสมัยในราคา
ไม่เกินเอื้อม และการต่อยอดงานวิจัยกับแวดวงวิชาการไทยคือหนทางหนึ่งที่ทำให้ เป็นไปได้ โดยโนวาวิด้าพร้อมจะให้สนับสนุนและร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อต่อยอดงานวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ต่อไป”  นายทวีศักดิ์กล่าว

โนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ เมดิคัล เซ็นเตอร์ ศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จากประเทศอิตาลี ให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ “New Life” โดยมีนายทวีศักดิ์ วยากรณ์วิจิตร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และมีศาสตราจารย์ อีวาน ตอร์เรนเต้ ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านการบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Therapy) และยีนบำบัด (Gene Therapy) จากมหาวิทยาลัยมิลาน ประเทศอิตาลี เป็นแพทย์ ที่ปรึกษา โดยโนวาวิด้าเปิดให้บริการใน 2 ธุรกิจบริการหลัก คือ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก (Fertility Center) และศูนย์ชะลอวัยและฟื้นฟูเซลล์ (Anti-Aging & Cell Rejuvenation Center)

ซึ่งนอกจากจะช่วยบำบัดฟื้นฟูผู้รับบริการให้กลับมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ผู้รับบริการด้วยศาสตร์ชะลอวัย สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสุขภาพดี

​โนวาวิด้าจัดงานเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 10 ปี ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของรัฐบาล ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายในการขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม “คู่สมรสที่มีบุตรยาก” (Fertility Tourism) โดยมี ศ.นพ.สมบูรณ์ คุณาธิคม อดีตประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เป็นแพทย์ที่ปรึกษา และมี พญ.กมลา เตชวิวรรธน์ เป็นแพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำแก่ผู้รับบริการ ส่วนบริการที่ 2 คือ ศูนย์ชะลอวัยและฟื้นฟูเซลล์ (Anti-Aging & Cell Rejuvenation Center) ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพในระดับยีน ที่ออกแบบมาสำหรับเฉพาะบุคคล (Personalize Medicine) เพื่อช่วยบำบัดฟื้นฟูผู้รับบริการให้กลับมีสุขภาพที่แข็งแรง และยังช่วยให้เกิดการชะลอวัย สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสุขภาพดี

​ในงานเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก  ของ โนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ  เมดิคัล เซ็นเตอร์ ได้รับเกียรติจาก คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน และมี H.E. Mr. Ahmed Abdulla Alhajeri เอกอัครราชทูตประเทศบาห์เรน, Mr. Adul Hayemasalae เจ้าหน้าที่การทูต สถานทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, Dr. Mohamed Foda เจ้าหน้าที่การทูตประเทศกาตาร์, Mr. Khalid GamarFadllalla เจ้าหน้าที่การทูตประเทศโอมาน, พญ.กมลา เตชวิวรรธน์, ปรนนท์ ฐิตะวรรโณ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), เพชรพริ้ง สาระสิน, ปริพันธ์-จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย, เพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ เจ้าของ Songland project, ออน-ชิชญาสุ์ กรรณสูต ผู้จัดการกองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์, สามขวัญ ตันสมพงษ์ ผู้บริหารค่ายเพลง What the Duck, ฐิติพงษ์ หล่อประเสริฐ, สุจิตรา จงชาณสิทโธ, ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช, หยิงหยิง-ศลิษา เอี่ยมมะโนชญ์, นาขวัญ รายนานนท์, ณฤดี เมธีวงศ์ ผู้บริหารสถาบันพัฒนาศักยภาพเด็ก Baby Genius, แนน-ชัญญ ธนเพ็ญชาติ April’s Bakery, ปุ๊กลุก- ทัชชารตี ณ ระนอง บ.Pris Priority, Tatcha Gems, รัชชต เศรษฐ์วรเดช MD บริษัท Mcfiva (Thailand), น้อยหน่า-เพ็ญสุภา คชเสนี Social Director ของ Oriental Hotel, แก้ว-ปัทม์ บุญเดช, พญ.กนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช เจ้าของ Kediglow Clinic   ร่วมในงาน โดยมี ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 ดำเนินรายการ


โนวาวิด้า อินเทอร์เกรทีฟ เมดิคัล เซ็นเตอร์/ โพธาลัย เลเชอร์ พาร์ค
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายพบแพทย์
โทร. : 02-508-5100, 02-508-5101
Line@ : @Novavida
Link : https://line.me/R/ti/p/%40novavida
Website : http://www.novavida.co.th/
FB : Novavida Integrative Medical Center
IG : Novavida_thailand


พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จประทานรางวัล “ประชาบดี”

เชิดชูเกียรติต้นแบบแห่งการให้และแบ่งปัน  เพื่อผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก

วันนี้ (10 ธ.ค. 60) เวลา 15.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จไปประทานรางวัล “ประชาบดี” แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ประจำปี 2561 จำนวน 57 รางวัล

โดยมี พลเอก อนันตพร   กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และ นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมคณะผู้บริหาร เฝ้ารับเสด็จ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ

พลเอก อนันตพร กล่าวว่า “พระประชาบดี” เทพผู้เป็นที่พึ่งและสงเคราะห์ประชาชน ด้วยพลังแห่งการให้และแบ่งปัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากสภาวะยากลำบาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้นำชื่อ “ประชาบดี” มาเป็นชื่อรางวัลแห่งเกียรติยศ อันเป็นที่สุดแห่งความภาคภูมิใจของต้นแบบความดี ในการช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก เพื่อให้ได้รับการยกย่องและเชิดชูคุณความดีเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทั้งนี้ กระทรวง พม.

โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) จึงได้ดำเนินโครงการเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ด้วยการมอบรางวัล “ประชาบดี” ตั้งแต่ ปี 2550 – 2560 โดยมีการมอบรางวัล “ประชาบดี” รวมทั้งสิ้น 730 รางวัล

พลเอก อนันตพร กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2561 นับเป็นปีที่ 12 ของการดำเนินโครงการฯ และด้วยพระเมตตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จประทานรางวัล “ประชาบดี” เป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ 11 ปี โดยมีการประทานรางวัล “ประชาบดี”
จำนวนทั้งสิ้น 57 รางวัล แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย

1) ประเภทบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 13 รางวัล เช่น นายโจนัส แอนเดอร์สัน นักร้องลูกทุ่ง เป็นต้น

2) ประเภทองค์กรที่ทำคุณประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 11 รางวัล เช่น มูลนิธิเอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เป็นต้น

3) ประเภทสื่อที่นำเสนอกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จำนวน 18 รางวัล เช่น รายการรถปลดทุกข์ ไทยรัฐทีวี เป็นต้น

4) ประเภทบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ทำคุณประโยชน์และดำรง
ชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี  จำนวน 15 รางวัล เช่น นายเซ็ง แซ่ลี ผู้ยากจนและขาพิการ 1 ข้าง ด้วยการนำหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

“ตนขอแสดงความยินดีและยกย่องเชิดชูเกียรติกับทุกท่านและทุกองค์กรที่ได้รับรางวัล “ประชาบดี” และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคมเป็นกลไกสำคัญในการหนุนเสริมภารกิจซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และพัฒนาสังคมร่วมกันอย่างยั่งยืน



ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจเพื่อการพัฒนาสังคมและคนอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสหรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน” พลเอก  อนันตพร  กล่าวในตอนท้าย

Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปีที่ 12

คู่ชนะเลิศทูตน้อย Santa Kids ปี 12  พร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม มอบรายได้ให้ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

ผ่านไปแล้ว  สำหรับการประกวด Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปีที่ 12 ซึ่งจัดโดย บริษัท แอ็คเซส เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับ  สำนักข่าว AC NEWS ซึ่งได้รับการสนับสนุนสถานที่จัดการประกวดจาก ศูนย์การค้า The Walk เกษตร-นวมินทร์ และ องค์การที่ได้ให้การสนับสนุนมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ได้แก่ เมืองไทยประกันชีวิต บัตรยูเมะพลัส ธ.ออมสิน ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.อาคารสงเคราะห์ ธ.กสิกรไทย ธ.ทหารไทย หากไม่มีผู้ใหญ่ใจดีทั้งหมดนี้กิจกรรมก็คงจะดำเนินมาไม่ได้จนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศงานมีความคึกคักเต็มไปด้วยความสดใสของเด็กๆที่เข้ามาประกวด พร้อมด้วยผู้ปกครอง ทำให้ The Walk ดูแน่นไปถนัดตา โดยรางวัลสำหรับคู่ที่ชนะเลิศในปีนี้เป็นถ้วยเกียรติยศของหม่อมหลวงสราลี กิติยากร พร้อมสายสะพาย และ ทุนการศึกษา และ นอกจากนั้นผู้ที่ได้ตำแหน่งรอง และ ตำแหน่งอื่นๆอีก 18 รางวัล ก็ยังได้รับถ้วยรางวัลและของขวัญอีกมากมาย

ตำแหน่ง Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปีที่ 12
-รางวัลชนะเลิศ
ด.ญ.วรกมล ไหมเพชร(บอส)
ด.ช.ชิณณพัฒน์ พูนหิรัญภัทร์ (วินนี่)

-รองชนะเลิศ อันดับ1 /ออมสิน Vote /บุคลิกภาพดี ได้แก่ ด.ญ.รินรดา กันทา (ลันลาบาย)
-รองชนะเลิศอันดับ 1 ทูตน้อย / รางวัลบุคลิกภาพดี ได้แก่ ด.ช.ธนาธิป พันธุ์ศรี (หมิง)

-รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ2
ด.ญ.ชมพูนุช ศรุตาเดโชกุล(บีเฟิร์ส)
ด.ช.ภูมมิภัฎ ภวภัชชกุล (ปราร์ค)

ภาระกิจแรกของ “ทูตน้อย Santa Kids”  คือ  เป็นตัวแทนนำรายได้ไปมอบให้ “มูลนิธิบ้านนกขมิ้น” ในวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 และ นอกจากนั้นก็จะทำหน้าที่ช่วยเหลืองานการกุศลขององค์กรต่างๆตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือการฝึกให้เด็กๆรู้จักช่วยเหลือสังคม อีกทั้งจะมีการไปขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้ช่วยประชาสัมพันธ์งานอีกด้วย

เนื่องในปีนี้เป็นปีที่ 12 ของโครงการ Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ทางโครงการฯได้จัดทำเพลง “รวมพลัง Santa Kids” ขึ้นเป็นเพลงประจำโครงการซึ่งจะมีการถ่ายทำมิวสิควีดีโอ โดย กลุ่ม Santa Kids กว่าร้อยชีวิตในเร็วๆ นี้



หนาวนี้…ที่บนดอย ตามรอยภูมิวัฒนธรรม

ตอน “แวะ พัก ทัก อาข่า” จังหวัดเชียงราย

การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาสัมผัสความงดงามตามวิถีธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูวัฒนธรรม และวิถีชีวิต

จากจุดเริ่มต้นการขับเคลื่อนงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ โดยอาศัยกลไกด้านการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการสังคมในระดับพื้นที่ ยกระดับการท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาสัมผัสความงดงามตามวิถีธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูงเผ่าต่างๆ

​​นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า หากกล่าวถึงชนเผ่า อาข่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก “อาข่า” มีต้นกำเนิดบริเวณที่ราบสูงธิเบต ต่อมาอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในบริเวณประเทศจีนทางตอนใต้ พม่า ลาว และอพยพลงมาถึงประเทศไทยเมื่อประมาณ 90 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งถิ่นฐานครั้งแรกที่บ้านพญาไพร อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย และขยายพื้นที่ไปอาศัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และแพร่ ซึ่งปัจจุบันสามารถพบชาวอาข่า 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ จ่อกวย ลอยมี และผาหมี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ครอบครัวของอาข่าเป็นครอบครัวแบบขยาย สามีมีภรรยาได้หลายคน ระบบความเชื่อยังมี “ลัทธิบูชาผี” ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ชนเผ่าอาข่ายังมีวิถีชีวิตที่น่าสนใจอีกมากมายให้ท่านได้ลองมาสัมผัส “แวะ พัก ทัก อาข่า”จังหวัดเชียงราย ชมความหลากหลายวัฒนธรรม การเต้นรำ แต่งกายหลายรูปแบบ พักอิงแอบธรรมชาติ ต้องไม่พลาด

โปรโมชั่นพิเศษช่วงเดือนธันวาคม 2561 – กุมภาพันธ์ 2562 มีดังนี้

  1. ที่พักโฮมสเตย์ ลด 100 บาท จากปกติ 400 บาท เหลือเพียง 300 บาท/คน
  2. แพ็กเกจท่องเที่ยว One day trip เพียง 750 บาท/คน
  3. แพ็กเกจท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน ลด 300 บาท จากปกติ 1500 บาท เหลือเพียง 1,200 บาท/คน
  4. อื่นๆ การแสดงมินิไลท์แอนซาว (อาข่าคนภูเขา) ลด 5,000 บาท  จากปกติราคา 20,000 บาท เหลือเพียง 15,000 บาท

​​ขอเชิญชวนผู้มีใจรัก อัตลักษณ์วิถีชีวิตคนบนดอย ลองมาสัมผัสความงดงามของชนเผ่าอาข่า จังหวัดเชียงราย สิ่งที่ได้รับไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่ท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการในชุมชน รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะนำมาพัฒนาชุมชน ต่อยอดกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนให้เกิดความยั่งยืน อีกส่วนหนึ่งจะนำมาจัดสวัสดิการให้แก่คนในชุมชน หรือผู้ด้อยโอกาสในชุมชน เช่น เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ คนเร่ร่อน เป็นต้น

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง เชียงราย
โทร. 0 5360 2579

วันธรรมดา…น่าเที่ยว ชิลล์กับ กิจกรรม ปิ้งหอย คอยเธอ ริมทะเลชะอำ

Outing @Cha-am 1 st (Let’s go Outing)
ตอน “ปิ้งหอย คอยเธอ”

Outing @Cha-am 1 st (Let’s go Outing) ภายใต้ Concept “Eco friendly” พบกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Let’s go Outing “ปิ้งหอย คอยเธอ” เริ่มเปิดตลาดครั้งแรกในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณชายหาดชะอำ ด้านทิศเหนือ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

นักท่องเที่ยวคึกคัก! “ปิ้งหอยคอยเธอ” ริมหาดเมืองชะอำ หาดทรายนุ่มสีน้ำตาลอ่อราวเปลือกไข่สะอาด ลมพัดเย็น คลื่นไม่แรงนัก ได้พักผ่อนเดินเล่นสัมผัสน้ำทะเลใกล้ชิดเสียงคลื่น จะมีความเงียบสงบและเป็นธรรมชาติมากโดยเฉพาะในวันธรรมดา จันทร์-พฤหัสบดี ในวันธรรมดาให้คึกคักยิ่งขึ้นนักท่องเที่ยวสามารถจอดรถริมทะเลวิ่งเฮฮาลงเล่นน้ำทะเลกันได้เลย จนกล่าวกันว่า “หาดชะอำ-ทะเลบ้านฉัน”เสน่ห์อย่างหนึ่งที่น้อยคนจะได้สัมผัส

ชวนมาเดิน…ชม..ช๊อป..ชิม.. อาหารทะเลสดๆ  ภายในตลาดคนเดิน  ริมทะเล การออกร้านค้าจำหน่ายสิ้นค้าโอท็อปของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี ชมการประกวดดนตรีเยาวชน AWARDS on the beach การประกวดประติมากรรมขยะบนผืนชายหาดโดยการใช้วัสดุเหลือใช้ มารีไซเคิลให้เป็นปลาวาฬบรูด้าขนาดใหญ่ ชมการฉายหนังกลางแปลงในบรรยากาศสุดชิวริมชายหาดทุกค่ำคืน และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

นายกอบชัย บุญอรณะ  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดงาน Outing@Cha-am 1st (Let’s go outing) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวริมหาดเมืองชะอำ ในวันธรรมดาให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยมีนายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ
นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายอัครวิทย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสำนักงานเพชรบุรี สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก มหาวิทยาลัยศิลปกร สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ผู้ประกอบการโรงแรม หน่วยงานภาครัฐ และ นางสาวมีนณิชา เล้าอรุณ มีสแกรนด์ เพชรบุรี 2018 ร่วมพิธีเปิดงาน

นอกจากนั้นยังมีการแสดง มิสเดอร์  Been Thailand, การแสดงวงดนตรี The Beatlesnania (The Beatle Thailand) มายากลเดอะแจ๊ค ดอมมินิตี้ ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนด์ม ดนตรวง Water Walk และตัวแทนชุมชนคนริมเลชะอำ คณะสื่อมวลชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

นายอัครวิทย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า
“ททท.เป็นผู้นำในการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม (Preferred Destination) อย่างยั่งยืน”

การส่งเสริมการท่องเที่ยวในวันธรรมดาถือเป็นภารกิจหลัก ที่ททท.หรือภาครัฐพยายามที่จะขับเคลื่อนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในวันธรรมดา เฉกเช่นเดียวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายไปยังเมืองรอง และอีกหนึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อ  การท่องเที่ยวก่อให้เกิดปัญหาแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมซึ่ง ททท.ได้คำนึงถึงผลกระทบเหล่านี้  มาโดยตลอด

จึงได้  กำหนดเป้าหมายของโครงการ Outing @Cha-am 1 st  (Let’s go Outing) ซึ่งเป็นแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในวันธรรมดาภายใต้แนวคิด Eco friendly ของททท.สำนักงานเพชรบุรี ที่มีเป้าหมายตามกรอบในการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก (Thailand Riviera) ตามนโยบายของรัฐบาล การพัฒนาหน้าชายหาดให้สะอาด แก้ไขปัญหาการรุกล้ำชายหาด มีการจัดงานประเพณีท้องถิ่นริมหาดเป็นครั้งคราว

กิจกรรม Outing @Cha-am 1 st (Let’s go Outing) เชื่อมโยงท่องเที่ยวเมืองรอง – เมืองหลัก ในงาน ได้รับความร่วมมือจากเทศบาลเมืองชะอำ, หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี, YEC iz Club, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี, ผู้ประกอบการโรงแรม, หน่วยงานภาครัฐและชุมชนคนริมเลชะอำร่วมกันจัดกิจกรรม Bech Food ตลาดริมเล เวทีการแสดงดนตรีและเปิดโอกาสให้เป็นเวทีแห่งการแสดงออกทางด้านความคิดเชิงสร้างสรรค์ ตามสไตล์เท่อย่างไร…เที่ยวอย่างไทยเท่ โดยการนำขยะหรือวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นประติมากรรมจากขยะ ขนาดใหญ่บนชายหาดชะอำ และนักท่องเที่ยวยังสามารถชมหนังดีชมฟรี ต้องห้ามพลาดด ฟรีกลางแปลงสุดชิลริมทะเลใน เครือ M Pictures ตลอดงาน

ททท. สำนักงานเพชรบุรี ส่งเสริมการท่องเที่ยววันธรรมดาน่าเที่ยวให้กับงาน Outing @Cha-am 1 st (Let’s go Outing)

ภายใต้งานจะจัดขึ้นทุกวันอังคาร และวันพุธ ของเดือนธันวาคม 2561 ไปจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2562 จำนวน 26 ครั้ง
ที่บริเวณชายหาดด้านหน้าโรงแรมลองบีชชะอำ

วันธรรมดา…น่าเที่ยว ชิลล์กับ กิจกรรมริมทะเล
เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2561
จนถึง 27 กุมภาพันธ์ 2562 รวมระยะเวลา 3 เดือน
กำหนดจัดทุก วันอังคารและพุธ เวลา 16.00 – 23.00 น.
ที่บริเวณชายหาดหน้า โรงแรมลองบีชชะอำ จ.เพชรบุรี

เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. ผนึกภาคีทุกภาคส่วน

ถือฤกษ์วันดินโลก แถลงความสำเร็จ
โครงการ “รวมพลังตามรอยพ่อฯ” ปี 6

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน ถือฤกษ์วันดินโลก ประกาศความสำเร็จโครงการ ’พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ปี 6 จบเฟสที่ 2 “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” ด้วยชุมชนต้นแบบใน 4 จังหวัด ทั่วประเทศ เตรียมเปิดเฟส 3 ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย ยกระดับสู่การแข่งขัน วางรากฐานการพัฒนามนุษย์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเชื่อมโยง
25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในวันดินโลก พ.ศ.2561 ที่จะมาถึงในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันดินโลก เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชา และน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน

รวมทั้งสร้างความตระหนักด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อความมั่นคงทางอาหารโลกอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด ‘Be the solution to soil pollution’ เน้นเรื่องมลพิษทางดินซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร

“โครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ เองมุ่งเน้นในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในการจัดการดิน น้ำ ป่า ตลอด 6 ปีเต็มที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จในการส่งเสริมให้ชุมชนทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำอื่นๆ ร่วมกันฟื้นฟูดิน ด้วยการสร้างหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บน้ำ การปลูกหญ้าแฝกเพื่อฟื้นฟูดินและป้องกันดินพังทลาย ส่งเสริมการทำกสิกรรมธรรมชาติ ขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์โดยให้ความรู้ใน เรื่องการใช้สารชีวภาพทดแทนสารเคมีในการป้องกันแมลงที่เป็นศัตรูพืช

การทำปุ๋ยชีวภาพ และการล้างพิษสารเคมีในดินด้วยน้ำหมักชีวภาพ เพิ่มความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นการสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร จึงนับว่าเป็นโครงการที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของวันดินโลกในปีนี้โดยตรง”

โครงการฯ ปีนี้ นับเป็นการสิ้นสุดการดำเนินงานในเฟสที่ 2 คือ ระยะของการแตกตัว ซึ่งในปีถัดไปโครงการฯ จะก้าวต่อไปสู่เฟสที่ 3 คือ การขยายผลเชื่อมโยงทั้งระบบ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย ยกระดับสู่การแข่งขัน วางรากฐานการพัฒนามนุษย์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเชื่อมโยง 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศต่อไป

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า โครงการฯ นี้ตอบโจทย์เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสังคมขององค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างคน องค์ความรู้ และจิตสำนึกที่ดี จึงทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเห็นว่าศาสตร์พระราชานั้นพิสูจน์แล้วว่าแก้ปัญหาได้ในทุกพื้นที่หากลงมือทำจริง และสามารถสร้างต้นแบบและแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลต่อไป

“เราทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ที่เป็นปีแรกที่เชฟรอนน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ในการจัดการดิน-น้ำ-ป่า-คน สู่การปฏิบัติ เพื่อหยุดท่วม หยุดแล้งอย่างยั่งยืน และขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงริเริ่มไว้ ไปสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ในปีแรกๆ สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องแปลกในสังคม วันนี้เราเห็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้กระจายตัวทั่วประเทศ และมีคนสนใจแนวคิดนี้มากขึ้น เราจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร ลงมือและเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าแบบไหนทำแล้วสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ พอไปถึงจุดหนึ่งเราจะมองหาคอขวดตัวต่อๆ ไป” นายอาทิตย์กล่าว

สำหรับปีนี้ โครงการฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามแนวคิด “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” โดยมีผู้ให้ความสนใจร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้นถึง 2,510 คน เข้าร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมใน 4 พื้นที่

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยแต่ละพื้นที่มีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “คนต้นแบบ” ที่หลากหลาย
ให้ผู้คนมาเรียนรู้และส่งต่อแรงบันดาลใจต่อไป

ในปีนี้ กิจกรรมเอามื้อสามัคคีเริ่มต้นขึ้นที่ ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนเมษายน 2561 มีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 300 คน นำโดย นายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ หนึ่งในผู้จัดตั้งฐานธรรมธุรกิจ กล่าวว่า “เราตั้งใจให้ที่นี่ เป็นตลาดกลางกระจายสินค้าของเครือข่ายจากทั่วประเทศ ในราคาเป็นธรรมต่อผู้ซื้อและผู้ผลิต และมีเป้าหมายในการสร้างให้เป็นศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง โดยวางแผนจะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน ยโสธรในอนาคตด้วย”

ส่วนกิจกรรมครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของนางแววศิริ ฤทธิโยธี เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน โดยมุ่งให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค พร้อมแนะแนวทางการรับรองมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System)

หรือ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมคือเกษตรกรด้วยกันเองเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ โดยอิงระบบการรับรองตามมาตรฐาน IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements ซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานสภาเกษตรกร จ.จันทบุรี เข้าร่วมงาน

ครั้งที่ 3 จัดขึ้นบนพื้นที่ 47 ไร่ ที่บ้านโคกสมอ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 มีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีในพื้นที่ของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดเดียวกัน มาร่วมกันพัฒนาพื้นที่เกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดย บอย-พิษณุ นิ่มสกุล หนึ่งในเจ้าของพื้นที่ พร้อมด้วย นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงาน มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ให้ข้อมูลว่า การออกแบบพื้นที่เป็นไปตามหลักภูมิสังคม คือตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิก

ซึ่งทำให้ได้พบกับบทพิสูจน์ว่า ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหนทางรอดที่แท้จริง จากเหตุการณ์ฝนตกหนักก่อนหน้าวันจัดกิจกรรมเพียง 2 วัน ทำให้พื้นที่โดยรอบโดนน้ำท่วมกันหมด เหลือแต่พื้นที่กิจกรรมที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้เกือบ 1,000 คน และทำกิจกรรมร่วมกันให้สำเร็จลุล่วงไปได้

และครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2561 ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน บนพื้นที่ของนางสาววริศรา จันธี (กานต์) ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน โดยมีนายบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่านเป็นแกนนำ ทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายจำนวน 329 คน เพื่อสร้างต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

“เดิมทีชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่ถูกกัน ผมจึงใช้แนวทางปลูกป่าในใจคน ตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยลงพื้นที่เข้าหาอย่างเป็นมิตร และทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ชวนให้ชาวบ้านปลูกข้าวแทนการกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านเข้าอบรมและลงมือทำตามแล้ว 9 คน ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งสมัครใจลงชื่อเข้าอบรมและสนใจพร้อมลงมือทำตามหลายร้อยคน เพราะถ้าทุกคนทำตามศาสตร์พระราชาแล้ว ชาวบ้านก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องบุกรุกป่า อุทยานก็จะได้พื้นที่ป่าเพิ่ม” นายบัณฑิต กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” เพิ่มเติมได้หลายช่องทาง อาทิ เฟซบุ๊ก: พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน

เว็บไซต์ https://ajourneyinspiredbytheking.org
Instagram: ajourneyinspiredbytheking
Line ID: @inspiredbytheking
YouTube: inspiredbytheking

ร้านอาหาร R.HAAN กับรางวัลแห่งความภาคภูมิ มิชลินไกด์ ๑ ดาว

ร้านอาหาร R.HAAN
สวรรค์ของคนรักอาหารไทย ใจกลางกรุงเทพ

ร้านอาหาร R.HAAN  คือ ชื่อของร้านอาหารไทยหน้าใหม่ แบบดั้งเดิมสุดพรีเมี่ยม ร้านอาหารนี้ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 131 ทองหล่อ ซอย 9 ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน

Wisdom of Thai Cuisine บรรยากาศโด่ดเด่นด้วยดีไซน์การตกแต่งศิลปะแบบไทย โถงทางเดินที่มีลายกระหนกบนผนังและฝ้าเพดาน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านเรือนไทย เชื่อมโยงทุกโซน  ด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็น รสชาติอาหารไทย และการตกแต่งแบบไทย

R.HAAN (ร้านอาหาร)  ร้านรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นสไตล์การตกแต่ง การใช้ภาชนะ และเทคนิคการทำอาหาร

ในวงการอาหารไทยของบ้านเรา ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราอาจเห็นภาพรางวัลดาวมิชลิน ที่สร้างสรรค์ร้านอาหารออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งแต่
ละร้านล้วนสะท้อนให้เห็นตัวตนและแนวคิด จนในวันนี้เราได้พบกับเชฟชุมพล แจ้งไพร ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย ผ่านความประณีต วัตถุดิบพรีเมี่ยม ผ่านกรรมวิธีการปรุงแบบไทยแท้ตามต้นตำรับจนได้อาหารไทยชั้นเลิศอันน่าหลงไหล เชฟไฟแรงสูงที่ผ่านเวทีมาหลายครั้ง และยังเป็นหนึ่งในผู้เชฟ ร้าน R.HAAN  ภูมิปัญญาแห่งไทยทั้งหลายมารวมกันที่นี่เพียงที่เดียว กับรางวัลอันยิ่งใหญ่

ร้านอาหาร R.HAAN  เป็นร้านอาหารไทยแบบ Fine Dining  ของคุณต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี ภายใต้แนวคิด “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ร่วมมือกับ เชฟชุมพล แจ้งไพร แสดงให้เห็นว่าร้านอาหารสามารถประสบความสำเร็จได้มากเพียงใด หากเชฟทุ่มเททั้งหัวใจและนำเสนอเมนูเลิศรสที่ได้รับแรงบันดาลใจภายใต้แนวคิด ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ร้านเปิดมาเพียง 6 เดือน
ในปี 2561 ได้รางวัล  เป็นมิชลิน 1 ดาว ในหนังสือ Michelin Guide Thailand 2019 (Bangkok ,Phuket & Phang-Nga)

วันนี้ คุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี มอบประสบการณ์รับประทานอาหารไทยร่วมสมัยในเเบบฉบับของ ร้านอาหาร  R.HAAN  ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ร้าน
มิชลิน 1 ดาว ของคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี  ในส่วนของเมนูอาหาร ร้านติดดาวมีความน่าสนใจ โดยอาหารของที่นี่มีให้เลือก 3 สำรับด้วยกัน คือ สำรับตรี โท และเอก มีราคาแตกต่างกันไปในแต่ละสำรับ วัตถุดิบของอาหารแต่ละจานนั้นผ่านการคัดสรรมาอย่างดีจากทั่วภูมิภาคในประเทศไทย ผ่านการปรุงละเอียดทุกขั้นตอน

เบื้องหลังครัวไทยร้านอาหาร  Totptotravel กำลังนั่งดื่ม Complimentary แบบไทย เครื่องดื่มชื่อว่า งามอย่างไทย เป็นโซดาผลไม้ พร้อมเปิดดูเมนู Exclusive Menu Samrub เมนูที่เราชิมในค่ำคืนนี้เป็น สำรับอาหารไทยฤดูฝนซึ่งอาหารเรียกน้ำย่อย  ทุกสำรับบนโต๊ะอาหาร นอกจากจะถูกแสดงออกด้วยรสชาติ อาหารไทยแท้  ที่คัดสรรและปรุงอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน
แล้ว อาหารทุกจานในแต่ละสำรับนั้นยังแฝงความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ ด้วยการใช้ภาชนะที่งดงาม เขียนลายด้วยมือช่างชั้นสูง ถอดแบบมาจากเครื่องต้น ที่ถูกใช้ในพระราชวังในสมัยรัตนโกสินทร์ที่หาชมยาก

เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทย

ด้วยความที่ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทย เป็นคนที่ชื่นชอบความท้าทาย รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ อาหารก็คือสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่ง ในสังคมหนึ่ง ทั้งวัตถุดิบและรสชาติก็ต้องประยุกต์ ความจริงแท้

Authentic ถือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของแนวคิดอาหารทุกชนิด หัวใจสำคัญหลักๆ นอกจากการปรุงที่พิถีพิถันแล้ว อยู่ที่คุณภาพของวัตถุดิบ นอกจากที่ต้องเป็นวัตถุดิบคุณภาพดีเลิศแล้ว ยังต้องรักษาความสดไว้ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน อาหารประเทศอะไรก็ตามถ้าได้วัตถุดิบชั้นเลิศจะทำให้จานนั้นอร่อยขึ้น

สำหรับเมนูแนะนำ  ขอเริ่มต้นกันที่เมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง เมี่ยงปลาทูไทยเสวย ทำจากปลาทูไทย เข้ากันได้อย่างดี

นอกจาก นี้ยังมี ยำหัวปลีป่าน่องกบนาย่างถ่าน
Wild banana flower Spicy Thai salad with charcoal Grilled frog

ทอดมันกุ้งสามน้ำ
Deep Fried Thai river Prawn cake

หมี่กรอบชาววัง
Royal recipe, crispy rice vermicelli with sweet and and Sour Sauce from ‘Somsa’ in chive & coriander pastry shells

แกงเขียวหวานพริกขี้หนูสดสวนปิติกับปลาเก๋าแดงน้ำลึกทะเลระนอง
Freshly handmade  classic bird ‘eye green curry with “Ra-Nong” Deep sea Red grouper and GI’organic coconut from “Kho Pha-ngan”

ถึงพริกถึงขิงกลิ้งหมูกรอบ
Stir fried  pork belly  with Red curry crispy pork

น้ำพริกไข่ปูพริกขี้หนูสี่ภาค
Spicy Crab’s Roe Sauce  with four bird’s eye Chilli Dip

ผัดเผ็ดหมูป่าหน่อกระวานจันทรบูร
Stir Fried Spicy with boar with Red curry paste and Chantaboon Siam cardamom

สามสายสามกษัตริย์ต้มกะทิ
Ours’s ancient across Royal kingdom of Thailand, Lotus’s coconut soups with 3 kinds Rama 5 inspirations

ข้าวหอมมะลิใหม่ยโสธรและข้าวกล้อง 5 พลัง เสิร์ฟพร้อมหัวน้ำปลาแท้ระยองกับพริกขี้หนูปิติ

กับจานพิเศษ เนื้อแบล็คแองกัสจากสุพรรณบุรี surprise

เนื้อแบล็คแองกัสจากสุพรรณบุรี

ขนมสำรับไทยคู่กับชากาแฟ /Thai fruits & Petit Fours เสิร์ฟมาเหมือนเซ็ตขนมกินกับชา 4 จาน ประกอบด้วย

ข้าวตูข้าวตอกน้ำผึ้งเกสรดอกลำไย /Roasted sun dried rice with longan Honey and coconut
เสน่ห์จันทร์หอม /Flower shaped baked rice flour
วุ้นกรอบทองคำ/Gold crispy jelly
ลูกชุปมังคุดเสวย/Mangosteen shape stirred pound golden bean
หม้อแกงอินทผาลัมมะตูมเชื่อม, ข้าวเหนียวมะม่วงภักดี, ข้าวเม่าทอดกล้วยไข่กำแพงเพชร

สำหรับเมนูแนะนำ คือ สามสายสามกษัตริย์ต้มกะทิ เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ข้าวต้มที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปรุงขึ้นโดยมี ปลาทู ปลาหมึก และ กุ้ง เป็นองค์ประกอบจุดเด่นของเมนูจานนี้ คือ เชฟเอาทั้งสาม มาต้มกับกะทิ แล้วค่อยเอาน้ำซุปใสรสชาติอร่อยมาราดลงไป ความอร่อยสดชื่นคล่องคอ และกลมกล่อม เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย

โดยภาชนะที่เลือกใช้นั้นเขียนลายด้วยมือช่างชั้นสูง ถอดแบบมาจากเครื่องต้นที่ถูกใช้ในพระราชวังในสมัยรัตนโกสินทร์ แอบสงสัย มิชลิน เค้าให้ดาวกันอย่างไร ในแง่ของการทำอาหารที่มีรากของความเป็นไทยแท้และมี Story ที่ทำให้ สาระของอาหารไทยบวกกับความเป็นไทยแบบต้นตำรับ

ขอบคุณ Exclusive Dinner ร้านอาหาร R.HAAN มิชลินสตาร์  ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับบรรยากาศมื้อค่ำลิ้มรสชาติต้นตำรับอาหารไทยที่พิถีพิถันการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างปราณีต ณ ร้านอาหาร รูปแบบ Fine Dining ที่มาจากแก่นแท้ภูมิปัญญาอาหารไทย

พบกับเมนูใหม่ของห้องอาหารได้แล้ววันนี้
ร้านอาหาร R.HAAN  “ภูมิปัญญาแห่งไทย” ทั้งหลายมารวมกันที่นี่
เพียงแห่งเดียว

ร้านอาหาร R.HAAN
131 Soi Sukhumvit 53 (Paidee-Madee) Klongtun Nua Wattana Bangkok 10110 Thailand

Tel. + 66 (0) 2 059 0433 – 34
+ 66 (0) 95 141 5524
Open Daily : 6.00 p.m. – 11.00 p.m.

#RHAAN #BestThaiRestaurant
#wisdomofthaicusine #ภูมิปัญญาอาหารไทย
#Michelinstar2019 #Michelinguide
#ร้านอาหาร R.HAAN มิชลินสตาร์

เที่ยวทั่วไทย อร่อยไปทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว การเงิน อสังหาฯ IT Hot!! คนดัง บันเทิง เซเลบ แฟชั่น ความงาม