Category Archives: ข่าว

GIT เปิดเวที! GIT’s World Jewelry Design Awards 2021

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GITชวนนักออกแบบไทย-เทศ ปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลงานออกแบบเครื่องประดับ ชิงรางวัล GIT’s World Jewelry Design Awards 2021 ภายใต้แนวคิด Intergeneration Jewelry ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค New Normal

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤต Covid 19 ทำให้พฤติกรรมการใช้เครื่องประดับของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ในปีนี้ เราได้ออกแบบการประกวดภายใต้แนวคิด

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

“Intergeneration Jewelry” – jewelry for every generation เครื่องประดับที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของเจนเนอเรชั่น การหลอมเป็นความคิดและประสบการณ์ของคนในแต่ละเจนเนอร์เรชั่น โดยการนำเสนอคุณค่า ความงดงาม ของวัสดุ/วัตถุดิบอันมีค่าที่เลือกใช้ ผสมผสานผ่านการนำเสนอแนวคิดในการออกแบบเครื่องประดับเพื่อทุกคน (Design for all) ซึ่งการประกวดครั้งนี้ เป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะนักออกแบบรุ่นใหม่ จะต้องนำแนวคิด ประสบการณ์ ความชื่นชอบเครื่องประดับของผู้คนในทุกช่วงอายุ มาหล่อหลอมรวมและรังสรรค์ออกมาเป็นเครื่องประดับแบบใหม่ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดคนในแต่ละเจเนอเรชั่น

เราคาดหวังจะได้เห็นผลงานออกแบบใหม่ๆ ที่ฉีกกรอบเดิม และสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเปิดให้นักออกแบบนำวัสดุใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ไม้ พลาสติก เรซิ่น รวมทั้งนวัตกรรมอื่นๆ มาออกแบบตามความเหมาะสม และจะต้องสามารถนำมาพัฒนาเป็นจิวเวลรี่ที่จำหน่ายได้จริง โดยเบื้องต้นสถาบันจะตัดสินรอบคัดเลือกแบบวาด และนำแบบวาดที่เข้ารอบสุดท้าย 4 แบบวาด มาผลิตเป็นเครื่องประดับจริงเพื่อนำไปตัดสินอีกครั้ง และประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศ พร้อมทั้งแสดงแฟชั่นโชว์ด้วยดารานางแบบชั้นนำ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จากนั้นสถาบันจะนำผลงานการออกครั้งนี้ไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าต่างๆ อาทิ โชว์ในงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ และ งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2021 เพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกของประเทศไทย” (Thailand’s Gems and Jewelry Hub of The World)

การประกวดครั้งนี้มีรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท หรือ 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 4,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 1,500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ และรางวัลชมเชย

1 รางวัล เงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ โดยจะประกาศผลการตัดสินรอบแรกจากแบบวาดในวันที่ 15 มิถุนายน นี้ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วโลก อาทิ นางสิริพร ภาณุพงศ์ อดีตอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา รองประธานกรรมการ สำนักกฎหมาย Royal Law ม.ล. คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทบิวตี้เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด นายชาญชัย เลิศกุลทานนท์ รองประธานกรรมการ การผลิตกลุ่มและผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท PANDORA PRODUCTION, ดร.ธัชวิน สุรเศรษฐ กรรมการผู้จัดการ L.S.Jewelry Group (Lee Seng Jewelry), Prof. Paolo Torriti: Professor at the University of Siena, Italy และ Mr. Saeed Mortazavi Founder & CEO of Mortazavi Design Academy, Iran, Prof. Kwon Ju Han: Professor at College of Art and Design, Faculty of Applied Arts, Republic of Korea

ทั้งนี้ นักออกแบบจะต้องส่งแบบวาดไม่จำกัดเทคนิค หรือภาพเขียนจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ตรงกับหัวข้อ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้นใน 1 ชุดหรือคอลเลคชั่น โดยในคอลเลชั่นนั้นจะต้องมีสร้อยคอเป็นหลัก และเครื่องประดับอื่นๆ เช่น ต่างหู แหวน กำไล เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2564 ผ่านทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.gitwjda.com หรือส่งผลงานพร้อมใบสมัครทางไปรษณีย์ หรือส่งผลงานด้วยตัวเองที่ฝ่ายฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 3 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ฝ่ายฝึกอบรม โทร. +66 2 634 4999 ต่อ 301-306 และ 311-313 และดูรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ www.gitwjda.com

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดตัวบัตรสมาร์ทพาสลายใหม่ และ ลายพิเศษ เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดตัวบัตรสมาร์ทพาสลายใหม่ และลายพิเศษ เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ บริษัทจึงได้ออกแบบบัตรสมาร์ทพาสลายใหม่ทุกประเภท ทั้งบัตรประเภทบุคคลทั่วไป (Adult Card) คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางปกติ , บัตรประเภทนักเรียน นักศึกษา ( Student Card ) รับส่วนลด 20% จากอัตราค่าโดยสารปกติทุกเที่ยวการเดินทางสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่อายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในสถานศึกษาในประเทศ และบัตรประเภทผู้สูงอายุ ( Senior Card ) รับส่วนลด 50% จากอัตราค่าโดยสารปกติทุกเที่ยวการเดินทาง สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสัญชาติไทย

นอกจากนั้นในโอกาสพิเศษนี้ บริษัทยังได้ออกแบบบัตรสมาร์ทพาสลายพิเศษประเภทบุคคลทั่วไป ( Adult Card) “Happy Birthday Card” และ “Happy Gift Card” ที่ออกแบบเป็นลายไทย มีลักษณะเป็น “ลายประจำยาม” ซึ่งเป็นลวดลายที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสตะแคง มีลักษณะคล้ายดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ดอกสี่ทิศ” เหมาะสำหรับให้ผู้โดยสารได้เก็บสะสมเป็นที่ระลึก หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆ

ส่วนงานบริการลูกค้าสัมพันธ์ Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

GFC (เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์) ศูนย์รวมบริการทางการแพทย์สำหรับมีบุตรยากแบบครบวงจร

GFC เผยไทยมีแนวโน้มอัตราการเจริญพันธุ์เหลือ 1.5 เทียบเคียงประเทศญี่ปุ่น
เกิดจากความพร้อมมีบุตรอายุเกิน 35 ปี ส่งผลให้เข้าสู่ภาวะมีบุตรยาก
พร้อมเปิดตัว Eeva เทคโนโลยีเลือกตัวอ่อนที่แม่นยำมาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย GFC (เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์) ศูนย์รวมบริการทางการแพทย์สำหรับมีบุตรยากแบบครบวงจร ระบุอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยลดลงเหลือเพียง 1.5 เทียบเคียงกับประเทศญี่ปุ่น

เนื่องจากกลุ่มคนวัยทำงานตัดสินใจมีลูกในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป ส่งผลให้อยู่ในภาวะมีบุตรยาก จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วยพร้อมเปิดตัว Eeva เทคโนโลยีเลือกตัวอ่อนใหม่ล่าสุดซึ่งนำมาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีประสิทธิภาพแม่นยำ สามารถเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้สูงถึง 70 %เมื่อเทียบค่ามาตรฐานทั่วไป

นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (GFC)

นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (GFC) ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเปิดเผยว่า จากผลการสำรวจและสถานการณ์ของประชากรในปัจจุบันประเทศไทยเป็น 1ใน23 ประเทศที่มีงานวิจัยระบุว่า ในอีก 80 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรจะลดลงจาก 71 ล้านคน เหลือเพียง35 ล้านคน ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ค่านิยมการอยู่เป็นโสด ผู้หญิงมีความสามารถและการศึกษาสูงขึ้น ต้องการทำงานสร้างฐานะเป็นอันดับแรก ชะลอเรื่องการแต่งงานมีครอบครัวประกอบกับข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุขพบว่าสถิติทางสาธารณสุขของอัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate – TFR) ของประเทศไทยลดลงเหลือเพียง 1.5 ซึ่งเป็นอัตราเทียบเคียงกับประเทศญี่ปุ่น และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ส่งผลให้ในอนาคตประเทศไทยจะประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัวจากการที่กลุ่มคนวัยทำงานตัดสินใจมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้น ประกอบกับความเครียดจากการทำงาน ทำให้คู่สมรสหลายคู่ต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์จากปัจจัยดังกล่าว GFC ในฐานะที่ปรึกษาและศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากที่เปิดดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 5มองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจและแสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์ของไทยโดยพบว่าในปี 2562 การให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศราว4,500 ล้านบาท

“ปัจจุบันความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทช่วยด้านการเจริญพันธุ์นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีศักยภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มลูกค้าของ GFC เป็นคนไทยประมาณ90% ส่วนอีก10% เป็นกลุ่มที่สามีหรือภรรยาเป็นคนไทยกับคนต่างชาติ”

นพ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ กรรมการบริหาร/ กรรมการด้านการเงินและพัฒนาธุรกิจ

ด้าน รศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศริริราชและประธานกรรมการบริหาร เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC) กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาการมีบุตรยากของคนไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปีเนื่องจากรอความพร้อมด้านการเงิน หน้าที่การงาน ส่งผลให้แต่งงานช้าลง โดยความต้องการมีบุตรอายุเฉลี่ยอยู่ที่35 – 40 ปีซึ่ง85% ของคู่สมรสจะสามารถมีบุตรได้ภายใน 1 ปี หลังการแต่งงานและ 95% ของคู่สมรสจะมีบุตรได้ภายใน 2 ปี หากเกินช่วงเวลาดังกล่าวจะถูกจัดในภาวะมีบุตรยากซึ่งการมีบุตรตอนอายุมากโดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 35ปี ขึ้นไปความสมบูรณ์ของไข่จะมีน้อยและคุณภาพไข่ไม่ดี ส่วนผู้หญิงที่อายุเกิน 48ปี
ไม่ควรท้องด้วยวิธีธรรมชาติ

เนื่องจากเป็นช่วงที่สุขภาพและความพร้อมของร่างกายไม่สมบูรณ์เต็มที่เหมือนช่วงวัยหนุ่มสาวส่งผลให้เด็กที่เกิดมีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรมได้ดังนั้นการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะวิธีทำเด็กหลอดแก้วและNGS เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของโครโมโซม

รศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศริริราชและ
ประธานกรรมการบริหาร เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC)

พญ. ปรวัน ตั้งธรรมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ของ Genesis Fertility Center และผู้ก่อตั้งเพจ มีลูกยาก ปรึกษา หมอมิ้งค์
กล่าวเสริมว่า GFC มีเทคโนโลยีชื่อ Eeva ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเลือกตัวอ่อนใหม่ล่าสุด ที่ GFC Clinic นำมาใช้แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีใช้ในต่างประเทศมาประมาณ 5 ปี ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว สามารถเลือกตัวอ่อนได้มีประสิทธิภาพและแม่นยำ เนื่องจากมีการนำระบบ AI มาใช้ในการตรวจจับการเติบโตของตัวอ่อน ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดในการนำมาฝังตัว ซึ่งเมื่อทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจ NGS จะสามารถเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์สูงถึง73%เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่อื่นซึ่งมีอัตราตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ30-50% สำหรับจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือการเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนแยกของแต่ละเคส โดยตู้เลี้ยง 1ตู้สำหรับ1 คนไข้ ไม่ใส่รวมปะปนกัน เพื่อลดการรบกวน พร้อมควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม เพราะเราให้ความสำคัญกับความสำเร็จของคนไข้เป็นอันดับแรก พญ.ปรวัน ตั้งธรรม -กล่าว

พญ.ปรวัน ตั้งธรรมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ของ Genesis Fertility Center
และผู้ก่อตั้งเพจ มีลูกยาก

พร้อมกันนี้ ยังได้สร้างช่องทางในการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่สนใจ โดยได้ทำ
การไลฟ์สดผ่านทางเพจเฟซบุ้กทุกๆ 2 สัปดาห์ เน้นเนื้อหาเหมือนคุณหมอมา
จัดรายการวิทยุให้ฟัง เพื่อให้คนที่มีปัญหาหรือต้องการ สอบถามข้อมูล ได้เข้ามาถาม-ตอบกันแบบสดๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.genesisfertilitycenter.co.th
หรือที่เฟซบุ้ก www.facebook.com/GFC.Bangkok/

ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวหลังวิกฤต COVID 19 “มั่นใจไทยเที่ยวได้”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และการเดินทางภายในประเทศ หลังวิกฤต COVID-19 ระลอกใหม่ ภายใต้แนวคิด “ไทยพร้อมเที่ยว…มั่นใจไทยเที่ยวได้” ระหว่างเดือนธันวาคม – เมษายน 2564 นี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางด้วยความรู้สึกมั่นใจในผู้ประกอบการไทยที่พร้อมดูแล รับผิดชอบ และให้ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับฤดูกาลการท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึงนี้

นาย อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า วิกฤต COVID-19 ที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกันอยู่นี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยวมากถึง 17.64% ตามรายงานภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ปี 2562 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ ทำให้การท่องเที่ยวภายในประเทศต้องหยุดชะงัก อัตราการเข้าพักโรงแรมเหลือเพียง 0-5% จากนักท่องเที่ยวภายในประเทศเอง และนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourism Visa (STV) เท่านั้น ส่งผลให้ธุรกิจสายการบิน และโรงแรมประสบปัญหารุนแรงที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย และสร้างความเข้าใจในกระบวนการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourism Visa (STV) พร้อมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการคัดกรอง และการกักตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่ม STV นี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกระแสที่สร้างความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของการท่องเที่ยว การเข้าพักโรงแรม และการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นอย่างมาก

ททท. จึงเร่งดำเนินการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้นักท่องเที่ยวชาวไทย ในช่วงก่อนฤดูกาลการท่องเที่ยวที่จะมาถึงนี้ ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจโดยใช้ช่องทาง Online และ Social Media ต่าง ๆ รวมถึงผนึกกำลังกับพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร ทั่วประเทศจัดกิจกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นให้ตลาดท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อาทิ สายการบิน Thaismile ร่วมสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางและสนับสนุนตั๋วเครื่องบิน ไป – กลับ ในประเทศ, บัตรเครดิต KTC ร่วมประชาสัมพันธ์พร้อมมอบส่วนลดพิเศษให้แก่ลูกค้า ทั้งตั๋วเครื่องบิน รถเช่า และที่พัก ผ่านช่องทาง KTC World Travel Service, บริษัทเทเวศประกันภัย มอบประกันโควิดผ่านกิจกรรมของโครงการ, Chic Car Rent ร่วมสร้างความมั่นใจในการเดินทาง พร้อมโปรโมชั่นรถเช่าราคาสุดพิเศษ, แคมเปญแจกที่พักในกิจกรรม Free Gift ผ่านแอพพลิเคชั่น TrueYou รวมถึงโรงแรมสุดหรูในเครือ Cape & Kantary Hotels และ Baba Beach Club ที่ร่วมเป็นพันธมิตร

ทั้งนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านการทำ Influencer Marketing โดย KOLs Bloggers Influencers และ Nano Influencers จำนวนมาก เพื่อให้เกิดกระแสความต้องการเดินทางภายในประเทศ ทั้งท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง

สามารถติดตาม www.facebook.com/munjaithaitiewdai เพจที่จะให้ความรู้กับให้นักท่องเที่ยวชาวไทย เรื่องการดูแล และป้องกันตนเองให้ห่างไกลจาก COVID-19 สร้างความเข้าใจในมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยว หรือ SHA ตอกย้ำความมั่นใจในกระบวนการการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourism Visa (STV) และเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวครั้งต่อไป ผ่านคอนเท้นต์ และกิจกรรมออนไลน์มากมาย

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เดินหน้าสู่การดำเนินงานปีที่ 10

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เดินหน้าสู่การดำเนินงานปีที่ 10 อย่างยิ่งใหญ่ จัดกิจกรรมสุดพิเศษ! ทั้งกิจกรรมการตลาดออนไลน์ และออฟไลน์ รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม ส่งมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสาร และประชาชน

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่าในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่จะถึงนี้บริษัทจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในการดำเนินงานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้มุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากลตามวิสัยทัศน์ของบริษัท โดยได้นำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 ที่บริษัทผ่านการรับรองเข้ามาใช้ทั้งในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง จนทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐาน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสาร และรายได้มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารรวมมากกว่า 190 ล้านคน และรายได้รวมกว่า 6,000 ล้านบาท รวมทั้งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทได้ดำเนินการมาตรการต่างๆตามนโยบายของกรมการขนส่งทางราง และกระทรวงคมนาคม จนสามารถสร้างความมั่นใจในการใช้บริการให้แก่ผู้โดยสารได้เป็นอย่างมาก

ดังนั้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ และการก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในการดำเนินงาน บริษัทจึงได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษ! ทั้งกิจกรรมการตลาดออนไลน์ ออฟไลน์ รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม ( CSR ) ส่งมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสาร และประชาชน โดยเริ่มจากการเปิดตัวกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ทีมที่ประกอบด้วยเหล่าคนดังทั้งพระเอกช่อง 3เด่นคุณ งามเนตร, มิสไทยแลนด์เวิล์ด 2019-2020 เกรซ นรินทร , นักแสดงช่อง 7 ซูกัส บัณฑวิช และอาธ กษิดิ์ธัช มณีพันธุ์ ทายาทผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย มาร่วมประชาสัมพันธ์การให้บริการและกิจกรรมการตลาดตลอดทั้งปี และเพื่อเป็นของขวัญชิ้นพิเศษ บริษัทได้ผลิต Video Viral ครบรอบ 10 ปีของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งจะเปิดตัวในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 และเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกตั้งชื่อ Video Viral เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ผ่านทางเฟสบุ๊ค Airport Rail Link ( Official Page ) ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ พร้อมกันนี้ในวันเดียวกันยังมีกิจกรรมการตลาดแบบออฟไลน์แจกผ้าเช็ดทำความสะอาด (Refreshing Wipe) จำนวน 10,000 ชิ้น มูลค่าชิ้นละ 65 บาท ฟรี ให้แก่ผู้โดยสารทุกคนที่ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีพญาไท และสถานีมักกะสัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

นอกจากนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล บริษัทได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ณ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีมักกะสัน และได้เชิญชวนหน่วยงานภายนอกใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม รวมทั้งหน่วยงานพันธมิตร ร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อประโยชน์สาธารณกุศลกับมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ได้มีแผนการจัดกิจกรรมการตลาดแบบออฟไลน์เอาใจผู้โดยสารตามแต่ละสถานี โดยเตรียมส่งคาราวานดารา นายแบบ เน็ตไอดอล คนดัง 10 คน ออกแจกเจลแอลกอฮอล์ ฟรี ที่สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขอนามัยให้แก่ผู้โดยสาร และลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ข้อกำหนดตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางรางอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสุข และปลอดภัยในการใช้บริการ

ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ( CSR ) ซึ่งเป็นนโยบายที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ทั้งในพื้นที่ชุมชน และโรงเรียนใกล้เคียงพื้นที่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รวมถึงพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัด เช่นล่าสุดเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา “Lost & Found สานฝันเพื่อน้อง ปี 2” มอบวัสดุอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมปรับปรุงอาคารเรียนอเนกประสงค์ ให้แก่โรงเรียนบ้านหัวแม่โถ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 10 นี้ บริษัทได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมอีกครั้ง โดยเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมแบบทุกมิติ ทั้งการมอบเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นให้แก่กรมราชทัณฑ์ , มอบข้าวสาร และอาหารแห้งให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 , มอบรถวีลแชร์ให้แก่โรงพยาบาลสงฆ์ และมอบทุนการศึกษาให้แก่มูลนิธิสงเคราะห์ชาวไทย เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งทุกโครงการจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้บริษัทยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะมุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากลเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก และปลอดภัยในการใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต่อไป

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

รพ.ยันฮี ประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13:45 น. โรงพยาบาลยันฮี จัดงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมเพื่อก้าวสู่ตลาดออนไลน์ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ล่าสุด เพื่อนำร่องสู่ตลาดออนไลน์ โดยมีนพ.สรรพสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการบริษัท ยาอินไทย จำกัด เป็นประธาน ร่วมด้วย นางสาวปิยลักษณ์ อุดมชาติ กรรมการบริษัท เอฟโวชั่นสกิน จำกัด นพ.วัสสะ วัชรากร หัวหน้าศูนย์แพทย์ทางเลือกและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลยันฮี และแขกผู้มีเกียรติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องรับรองแผนกแพทย์ทางเลือก และเวชศาสตร์ชะลอวัย ชั้น 7 โรงพยาบาลยันฮี กรุงเทพฯ

นพ.สรรพสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการบริษัท ยาอินไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท ยาอินไทย จำกัด บริษัท ในเครือ รพ.ยันฮีเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และยาสมุนไพร ให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมายาวนานโดยโรงพยาบาลยันฮีถือเป็นโรงพยาบาลชั้นนำที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยมายาวนานกว่า 34ปี ได้มองเห็นโอกาสต่อยอดความคิดที่ว่าเราสามารถย่อโลกทั้งใบ ให้ใกล้กันได้เพียงปลายนิ้ว โดยมีเป้าหมายคืออยากเห็นคนไทยได้มีสุขภาพดี ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ผ่านคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งเรามั่นใจว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ยันฮีเป็น Online Health Hospital and Digital Marketing Product ชั้นนำของเมืองไทย

การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของ 2 ผู้นำ ที่มีความสามารถคนละศาสตร์ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน ยันฮี ได้จับมือ บริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการจำหน่ายสินค้าออนไลน์มากว่า 10 ปี อีกหนึ่งแรงสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์ของโรงพยาบาลยันฮี ให้ก้าวเข้าสู่ Platform Online Marketing อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ผู้บริโภค ได้ปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้อย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และรวดเร็ว

นางสาวปิยลักษณ์ อุดมชาติ (คุณนุ้ย) กรรมการบริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด

นางสาวปิยลักษณ์ อุดมชาติ (คุณนุ้ย) กรรมการบริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางการตลาดของอาหารเสริมในเมืองไทยจะเปลี่ยนไปไม่เพียงแต่ผลลัพธ์ที่ผู้บริโภคต้องการแล้ว แต่ผู้บริโภคจะคำนึกถึงเรื่องความปลอดภัย ความมั่นใจ และผลข้างเคียงที่จะตามมามากขึ้น ซึ่งรพ.ยันฮีได้สร้างความมั่นใจ เชื่อใจ และสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยในสินค้าและบริการของโรงพยาบาลตลอดมาด้วยการทำงานที่เป็นระบบ ตั้งแต่การระดมความคิด คิดค้นและวิจัยจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยมาตรฐานและจรรยาบรรณทางการแพทย์ เพื่อสรรหา ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถวางใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของโรงพยาบาล เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

ภายในงาน มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใหม่ล่าสุดของโรงพยาบาลยันฮี
“ยันฮีอัลติเมท แอล-คาร์นีทีน (YANHEE ULTIMATE L-CARNITINE)” วิตามินรีเซ็ตรูปร่างโดยนพ.วัสสะ วัชรากร หัวหน้าศูนย์แพทย์ทางเลือกและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “ยันฮีอัลติเมท แอล-คาร์นีทีน” เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่อยากมีรูปร่างอย่างที่ใจต้องการ เป็นวิตามินที่ช่วยในเรื่องการปรับระบบเผาผลาญร่างกายโดยตรง ด้วยความจริงใจ และความใส่ใจของทีมแพทย์ ที่เน้นแก้ปัญหาอย่างถูกจุดให้กับผู้บริโภค โดยคำนึกถึงความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญที่สุดของการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดี เพื่อดูแลสุขภาพของคุณ

ติดต่อสั่งสินค้าได้ที่ บริษัทเอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด
โทร052-009599หรือ 090-3184615

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ให้ผู้โดยสาร
ได้ร่วมเฉลิมฉลอง และลุ้นรางวัลสุดพิเศษจากเทศกาลสำคัญในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แบบ New Normal ทั้ง “ตรุษจีน” และ “วาเลนไทน์”

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์สุดพิเศษในเดือนกุมภาพันธ์ ให้ผู้โดยสารร่วมเฉลิมฉลองความสุขกับเทศกาล “ตรุษจีน” และ “วาเลนไทน์” ลุ้นรับอั่งเปา และบัตรของขวัญมูลค่า 1,000 บาท รวม 60 รางวัล

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และวันเด็กที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการตลาดในรูปแบบออนไลน์ เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสารด้วยของขวัญสุดพิเศษ และลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกผ่านกิจกรรมทางเฟซบุ๊ก Airport Rail Link ( Official Page ) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้โดยสารเข้าร่วมสนุกกับกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์บริษัทจึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการตลาดแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบความสุขและให้ผู้โดยสารได้ร่วมลุ้นรับของรางวัลใน 2 เทศกาลสำคัญทั้ง “ตรุษจีน” และ “วาเลนไทน์”

สำหรับกิจกรรมการตลาดแบบออนไลน์ในเทศกาลวันตรุษจีน เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกเพียงทำตามกติกาง่ายๆดังนี้โพสต์ภาพกิจกรรมที่ทำวันตรุษจีนของตัวเองในรูปแบบใดก็ได้ไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายกับ
ครอบครัว หรือภาพกิจกรรมที่เกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีน ในโพสต์กิจกรรมทางเพจเฟซบุ๊ก Airport Rail Link ( Official Page )

เขียนพรที่อยากได้ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ใต้ภาพ

ติดแฮชแท็ก “#AirportRailLinkมั่งมีมั่งคั่งสมหวัง” ผู้โดยสารสามารถร่วมสนุกได้ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ระหว่างเวลา 06.00 – 20.00 น. โดยภาพ และพรที่ขอใต้ภาพที่ถูกใจคณะกรรมการจะได้รับอั่งเปา มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 30 รางวัล

ส่วนกิจกรรมต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุก เพียงทำตามกติกาง่ายๆดังนี้

  1. โพสต์รูปคู่ระหว่างตัวเองกับคนรัก ในโพสต์กิจกรรมทางเพจเฟซบุ๊ก Airport Rail Link ( Official
    Page )
  2. เขียนนิยามความรักในรูปแบบของคุณใต้ภาพ

ผู้โดยสารสามารถร่วมสนุกได้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 ระหว่างเวลา 06.00 – 20.00 น. โดยภาพที่ได้ยอดกดเลิฟ (หัวใจ ) สูงสุดจะได้รับบัตรของขวัญ ( Gift Card ) มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 30 รางวัล

ทั้งนี้การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นสิ้นสุด โดยจะมีการประกาศผลผู้ได้รับรางวัลผ่านการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก Airport Rail Link ( Official Page ) พร้อมกันทั้ง 2 กิจกรรมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับผู้ได้รับรางวัล บริษัทจะจัดส่งรางวัลถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการร่วมสนุกได้ทาง เฟซบุ๊ก Airport Rail Link ( Official Page )

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่
หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

วันที่ 25 มกราคม 2564 นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือกรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการย่านสาทร ร่วมเปิด GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020
ในรูปแบบใหม่ที่เพิ่มช่องทางการระดมทุนแบบ Omni-Channel รับนิวนอร์มอล
ชูแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่า และประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) จับมือกรุงเทพมหานคร กลุ่มผู้ประกอบการย่านสาทร และพันธมิตรทางธุรกิจ สานต่อโครงการ “GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ด้วยคอนเซ็ปต์ The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมปรับรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel
ให้มีความเป็นดิจิทัลเพื่อรองรับความปกติรูปแบบใหม่ในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายด้านสุขอนามัย ผ่าน 3 กิจกรรม เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2563 ต่อเนื่องถึงเมษายน 2564 นำร่องด้วย Sathorn District Charity Christmas Tree ต้นคริสต์มาสแห่งการเฉลิมฉลองในย่านสาทร สร้างสรรค์ด้วยแนวคิด “One Give One Gift – หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” ในปลายเดือนธันวาคม 63 ตามด้วย AWC Charity Market Around ตลาดนัดของคนใจบุญ ในเดือนมีนาคม 64 และกิจกรรมปันฝัน ส่งมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เพื่อร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนไทย ในเดือนเมษายน 64

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างคุณค่าและประโยชน์ เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 นี้ ที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก เรายิ่งเล็งเห็นความสำคัญของการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันฝ่าฟันและก้าวพ้นความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกันสู่อนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น โครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020 จึงเดินหน้าต่อเนื่องด้วยแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง ด้วยความเชื่อมั่นว่า พลังแห่งความร่วมมือที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในย่านสาทร จะช่วยส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมสามารถขยายผลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้างของกรุงเทพฯ ตลอดจนทั้งประเทศไทย เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังกันทำให้เทศกาลส่งความสุขท้ายปีนี้มีความหมายและคุณค่ามากยิ่งขึ้น เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ลองมาปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การบริโภคสินค้า การให้ของขวัญและแบ่งปันสิ่งของกับคนอื่น ตลอดจนรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดจะหลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อม และสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับทุกคนได้”

เนื่องด้วยสถานการณ์ด้านสุขอนามัยที่มีความท้าทายในปีนี้ เราได้จัดเตรียมช่องทางในการรับบริจาคในรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพบปะและสัมผัสระหว่างบุคคล ด้วยรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel ที่สามารถร่วมทำบุญได้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ของโครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

  1. กิจกรรม Sathorn District Charity Christmas Tree รวมพลังส่งต่อความสุขเพื่อสร้างสรรค์สังคม ด้วยต้นคริสต์มาสแห่งการแบ่งปัน เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ชวนทุกคนมาร่วมเปลี่ยนเทศกาลแห่งเฉลิมฉลองในปีนี้ให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ผ่านการส่งต่อความสุขให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ภายใต้แนวคิด “One Give One Gift – หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” โดยปีนี้ ต้นคริสต์มาสที่เป็นแลนด์มาร์กของการเฉลิมฉลองในย่านสาทร ได้รับการสร้างสรรค์และตกแต่งด้วยขวดพลาสติก bioPET ที่ใช้แล้ว เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องปัญหาขยะ และการรีไซเคิลโดยนำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ พร้อมเชิญชวนทุกคนที่เดินผ่านไปมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ โดยสแกน QR Code ที่ต้นคริสต์มาส เพื่อส่งข้อความอวยพร หรือให้กำลังใจน้องๆ ยิ่งสแกนมาก ยิ่งเพิ่มความสุขที่มากขึ้นทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือสามารถบริจาคสมทบทุนโดยตรงผ่านมูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล บัญชีหมายเลข: 483 1 15405 3 ธนาคาร กรุงศรีชื่อบัญชี: บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (บัญชีออมทรัพย์) โดยทางมูลนิธิฯ จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ มอบเป็นของขวัญมอบให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน เพิ่มเติม
  2. AWC Charity Market Around ตลาดนัดการกุศล รวมพลังแห่งการบริโภคเพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยรวบรวมสิ่งของบริจาคและสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจและผู้เช่าของแอสเสท เวิรด์
    คอร์ปอเรชั่น และร้านค้าชั้นนำ มาจัดจำหน่ายในช่วงเดือนมีนาคม 2564 ภายในงานนำเสนอสินค้าที่หลากหลายจากผู้บริจาคให้เลือกสรร อาทิ อาหาร ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเพื่อสุขภาพ และและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย โดยจะนำรายได้ไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนและกีฬามอบให้แก่เด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน
  3. กิจกรรมปันฝัน รวมพลังแห่งการให้และแบ่งปันอย่างยั่งยืน หลังจากการระดมทุนผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020 ทางมูลนิธิฯ จะนำอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และทุนการศึกษาร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับโครงการอาคารสำนักงาน และโรงแรมในกลุ่มของ AWC ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 8 โรงเรียนในเดือนเมษายน 2564 อันประกอบด้วย โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดราชสิงขร บางคอแหลม กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดสร้อยทอง บางซื่อ กรุงเทพฯ โรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ โรงเรียนบ้านหนองทะเล กระบี่ โรงเรียนบ้านทับใต้ ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนเกาะสมุย สุราษฏ์ธานี และโรงเรียนเมืองถลาง ภูเก็ต
    และสำหรับกิจกรรม “Empire Tower We Run with Virgin Active” ชวนคนไทยรวมพลังเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนกับนักวิ่งพลังสีเขียวใช้แก้วน้ำแก้วเดียวตลอดการวิ่ง เพื่อเป็นการลดขยะและประหยัดทรัพยากร ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าจะเปิดรับสมัครนักวิ่งในไตรมาสที่ 3 และจัดกิจกรรมวิ่งในช่วงปลายปี 2564ประสานพลังภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากจุดเล็กๆ ย่านสาทรสู่เยาวชนทั่วประเทศ

    มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากกรุงเทพมหานครและผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการและบริษัทในที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในย่านสาทร ในการจัดทั้ง 4 กิจกรรม ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมส่งเสริมพื้นที่ธุรกิจย่านสาทร ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ชุมชนเมืองคุณภาพและเป็นศูนย์กลางธุรกิจอันดับหนึ่งจากปัจจุบันสู่อนาคต เพื่อร่วมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

    โดยบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ ประกอบด้วย บริษัทวีจีไอ โกลบอล มีเดีย จํากัด (VGI) บริษัทเคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จํากัด (KPMG) บริษัท ซี.อี.เอส.จำกัด (CES) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ธนาคารยูโอบี จํากัด (มหาชน) (UOB) บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) (SE-ED)
    ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020และกลุ่มมูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น เพิ่มเติมได้ที่
    Website: www.assetworldcorp-th.com
    Facebook: AssetWorldCorporation
    IG: AssetWorldCorporation

“ทีเส็บ” เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติผ่านแผนแม่บท 3 ปี

“ทีเส็บ”เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยงานแสดงสินค้านานาชาติผ่านแผนแม่บท 3 ปี”ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์”พร้อมดึงงานเข้าสู่พื้นที่อีอีซีไม่ต่ำกว่า15งานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติรองรับการจัด Thailand International Air Show เต็มรูปแบบในปี 2568

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)หรือทีเส็บนำคณะสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาภายใต้แผนแม่บทอุตสาหกรรมไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ แผนแม่บทส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้แคมเปญฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์กระตุ้นผู้ประกอบการให้กลับมาจัดงานอีกครั้งด้วยการสนับสนุนด้านต่างๆจากทีเส็บทั้งในด้านของการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์อำนวยความสะดวกในการจัดงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอีกครั้งหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19

กิจกรรมเสวนาในครั้งนี้ทีเส็บมาพร้อมกับวิทยากรรับเชิญที่มาร่วมพูดคุยถึงความพร้อมและความคืบหน้าของแผนแม่บทดังกล่าว ได้แก่ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี, คุณรัตนชัย สุทธิเดชานัย ที่ปรึกษาเมืองพัทยาด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมและคุณธเนศ จันทร์เจริญ คณะทำงาน บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัดหรือยูทีเอ/หัวหน้าคณะทำงานด้านวางแผนกลยุทธ์ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา โดยมีคณะสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 30 สำนัก

นายจิรุตถ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายของทีเส็บในการเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ผ่านแคมเปญส่งเสริมการจัดงานไมซ์เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลายลงและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไมซ์ให้กลับมาเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการกระตุ้นด้วยแผนแม่บทไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนด้านงานแสดงสินค้านานาชาติเป็นหลักผ่านการประสานประโยชน์กับพันธมิตรหลักอย่างอีอีซีและเมืองพัทยาในการสนับสนุนด้านต่างๆเช่น การสนับสนุนด้านการเงินในการจัดงานแบบปกติใหม่ (new normal) การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการสำรวจพื้นที่ค่าประชาสัมพันธ์งาน รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกเมื่อเจ้าของงานเลือกสร้างงานใหม่หรือขยายงานเดิมมาลงยังพื้นที่อีอีซีและพัทยา

แผนแม่บทนี้จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้การจัดงานงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การจัดการภัยธรรมชาติและการรับมือโรคระบาด รองรับผู้ประกอบการด้วยสิทธิประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดงานประสบความสำเร็จ

สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานยุคดิจิทัลที่สำคัญอย่างยิ่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นถึง 10% (ข้อมูลปี พ.ศ. 2562) GISTDA ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจส่งเสริมพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเร่งสนับสนุนพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับสังคม กิจการด้านอุตสาหกรรมอวกาศที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น การสำรวจอวกาศ การขนส่งทางอวกาศ ระบบการหาตำแหน่งทั่วโลก (GPS) และ ดาวเทียมและระบบควบคุมเพื่อการต่าง ๆ (เช่น ดาวเทียมสื่อสาร สำรวจพื้นที่และทรัพยากร พยากรณ์อากาศ และทางทหาร)

อย่างไรก็ตาม ทีเส็บเล็งเห็นพันธกิจของ GISTDA ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนแม่บทไทยแลนด์ ล็อกอิน อีเวนท์คือการยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการจัดงานไมซ์ระดับโลกจึงเป็นที่มาของการจับมือกันระหว่าง TCEB และ GISTDA ในฐานะพันธมิตรภายใต้แผนแม่บทนี้และในฐานะเจ้าภาพร่วมการนำหนึ่งในงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือ Thailand International Air Show ลงพื้นที่ EEC ในอีก 3 ปีข้างหน้านอกจากเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานผ่านการจัดงานไมซ์แล้วอุตสาหกรรมอากาศยานยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงทำให้ส่งเสริมการพัฒนาและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมอวกาศในคราวเดียวกัน

จากนั้นเดินทางสู่ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา และเข้าร่วมงานดินเนอร์ทอล์คริมชายหาด เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทีเส็บ โรงแรมดุสิตธานี และ  องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และการนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บโดยเย็นวันนี้ มีตัวอย่างของดีชุมชนในพัทยามาจัดแสดง ให้ชม ชิม ช้อป และร่วมลองทำด้วยตัวเองอีกด้วย

โรงแรมดุสิตธานี พัทยา
การนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บ
การนำเสนอสินค้าชุมชนเข้ากับกิจกรรมของทีเส็บ

อาทิ การสาธิตการทำพวงมโหตร ชมรมผู้สูงอายุตำบลบางเสร่ , เวิร์คช้อปหน้ากากงิ้ว จากชุมชนจีนโบราบ้านชากแง้ว , กุยช่ายไส้ผัก-ฮ่อยจ๊อปู เมนูอร่อย ชุมชนบ้านชากแง้ว , สลัดโรลดอกไม้ เมนูจากผักออร์แกนิค โดยชุมชนวังน้ำดำ อ.บ้านบึง , สาธิตทำผ้าบาติก จากชุมชนบ้านเก่า ตลาดบางเสร่ อ.สัตหีบ

นับเป็นการผสานความพร้อมของศักยภาพที่มีในพื้นที่ เพื่อเตรียมเดินหน้าทันทีหลังสถานการณ์ณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งถือเป็นมิติแห่งความร่วมมือ ที่สามารถดึงพลังของแต่ละหน่วยงานออกมาเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไป โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญสนับสนุนและแผนแม่บท
ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนท์ จากทีเส็บได้ที่ exhibitions@tceb.or.th