Category Archives: Event

Hilton and THAI offer Travellers Exclusive Privileges across Hilton’s Hotels in Thailand

Travellers on THAI can enjoy exclusive discounts across all of Hilton’s F&B outlets and spas in Thailand BANGKOK – 1 August 2019 – Hilton (NYSE: HLT) today announced the signing of a Memorandum of Understanding with Thai Airways International Public Company Limited (THAI) to provide exclusive discounts to travellers flying on THAI’s flights. Through this partnership, travellers on THAI can enjoy promotional prices at Hilton’s food and beverage outlets and spas across Thailand.

The nine participating hotels nationwide across five destinations include Waldorf Astoria Bangkok, Conrad Bangkok, Millennium Hilton Bangkok, Hilton Sukhumvit Bangkok, DoubleTree by Hilton Sukhumvit Bangkok, Conrad Koh Samui, Hilton Pattaya, Hilton Hua Hin Resort & Spa and Hilton Phuket Arcadia Resort & Spa.

“The new generation of global travellers are constantly seeking fresh ways to enjoy popular destinations. One way we are doing that is by providing unique yet authentic local experiences through food and beverage and spa treatments at our hotels which we are confident that they can help capture the attention of this group of travellers. The signing of the MOU between Hilton and THAI enables us to provide elevated experiences of this nature for both business and leisure travellers coming into Thailand and we are delighted to be working with THAI on this partnership,” said Heidi Kleine-Moeller, general manager, Millennium Hilton Bangkok.

“At Hilton, we also continue to champion our commitment to responsible sourcing and sustainable meat, poultry and seafood while supporting local communities. Our food and beverage menus are carefully crafted by supporting and celebrating local cuisines and highlights seasonally produced ingredients. We look forward to inviting travellers and guests alike to experience our expanded repertoire and enjoy dining and spa experiences with us in Thailand,” added Moeller.

“We aim to encourage international tourists to travel to Thailand with THAI and to further enhance their trip by enjoying the luxury fine dining and spa experience at Hilton’s nine hotels across Thailand with these exclusive offers,” said Wiwat Piyawiroj, THAI Executive Vice President, Commercial Department. “Through this partnership, we can contribute to the growth of Thailand’s tourism within the international market and offer our guests enhanced vacation experiences, which can create lasting memories.

ประกาศผล 10 Young Bloggers ผู้ชนะการแข่งขัน Story Curator

โปรโมตชุมชนวัฒนธรรม โครงการ
Thailand Village Academy 2019

โรงแรม SC Park กรุงเทพฯ, โครงการ THAILAND VILLAGE ACADEMY ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, เว็บไซต์ Hello Local.travel และ Readme.me จัดงานประกาศผล 10 Young Bloggers ผู้ชนะจากการแข่งขัน Story Curator โปรโมตชุมชนวัฒนธรรมไทย

โดยมีบล็อกเกอร์เยาวชนจำนวน 1,423 คน จาก 86 ประเทศทั่วโลกสมัครร่วมกิจกรรม และทางโครงการได้คัดเลือกบล็อกเกอร์เยาวชนผู้เข้ารอบสุดท้าย Finalist 44 คน จาก 17 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย อังกฤษ รัสเซีย เนปาล สิงคโปร์ มาเลเซีย ภูฏาน อิสราเอล อิตาลี ยูเครน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เปรู ออสเตรเลีย ตูนิเซีย ไนจีเรีย และประเทศไทย
มาร่วมภารกิจแข่งขันใน 22 ชุมชนของไทย ระหว่างวันที่ 24-29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดยภารกิจการแข่งขันคือ ผู้แข่งขันจะได้ใช้ชีวิตในชุมชน 6 วัน เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นไทยกับ Local Hero หรือนักปราชญ์ชุมชนอย่างใกล้ชิด และผู้แข่งขันจะต้องคัดสรร นำเสนอเรื่องราวชุมชน The Village Story โปรโมตสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อออนไลน์
โดยผู้ที่ได้รับรางวัล Most Talented Story Curation ทั้งหมดมีดังนี้

Young Bloggers ชาวต่างชาติ ที่ได้รับรางวัล Most Talented Story Curation สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
• อันดับ 1 Mr.Jian Le Tan จากประเทศ มาเลเซีย ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 100,000 บาท
โปรโมตชุมชนบ้างเชียง จังหวัด อุดรธานี
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 44.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 2 Ms.Pema Choden Tenzin จากประเทศ ภูฏาน ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 70,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนบ้านภู จังหวัด มุกดาหาร
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 43.75 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 3 Ms.Madhurima Dutta จากประเทศ อินเดีย
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 50,000 บาท
โปรโมตชุมชนตำบลบ้านแหลม จังหวัด สุพรรณบุรี
คะแนนจากคณะกรรมการ
จำนวน 43.66 คะแนน
คะแนน Social Engagement
จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 1 Mr.Jian Le Tan จากประเทศ มาเลเซีย ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 100,000 บาท โปรโมตชุมชนบ้างเชียง จังหวัด อุดรธานี
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 44.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 2 Ms.Pema Choden Tenzin จากประเทศ ภูฏาน
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 70,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนบ้านภู จังหวัด มุกดาหาร
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 43.75 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 3 Ms.Madhurima Dutta จากประเทศ อินเดีย
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 50,000 บาท
โปรโมตชุมชนตำบลบ้านแหลม จังหวัด สุพรรณบุรี
คะแนนจากคณะกรรมการ
จำนวน 43.66 คะแนน
คะแนน Social Engagement
จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 4 Ms.Hofit Kim Cohen จากประเทศ อิสราเอล
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 41.10 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 5 Ms.Wadi Victoria Ben-Hirki จากประเทศ ไนจีเรีย
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนชุมชนพรหมโลก จังหวัดนครศรีธรรมราช
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 40.73 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

Young Blogger ชาวไทยที่ได้รับรางวัล Most Talented Story Curation สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
• อันดับ 1 นางสาวศรัณยา ตั้งทิวาพร ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 100,000 บาท
โปรโมตชุมชนตำบลบ้านแหลม จังหวัด สุพรรณบุรี
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 44.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 2 นางสาวกัญญาวีร์ จงจิตสำราญ
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 70,000 บาท
โปรโมตชุมชนแหลมสัก จังหวัดกระบี่
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 42.75​ คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 3 นายกิติพัฒน์ อุ่นเมือง ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 50,000 บาท
โปรโมตชุมชนบ้านลาวเวียง จังหวัด อุตรดิตถ์
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 42.50 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50คะแนน

• อันดับ 4 นายวรชัย สิงห์สมบุญ ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท
โปรโมตชุมชนสรรพยา จังหวัด ชัยนาท
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 42.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 5 นางสาว ลัคนา ศานติยานนท์
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนหล่อโย จังหวัด เชียงราย​
คะแนนจากคณะกรรมการ
จำนวน 40.41 คะแนน
คะแนน Social Engagement
จำนวน 50 คะแนน

คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “บล็อกเกอร์เยาวชนทุกคนสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวของวัฒนธรรมและวิถีชุมชนเป็นอย่างมาก ทุกคนได้เห็น ได้กิน ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน นี่คือจุดหมายสูงสุดของการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวเยาวชนค่ะ พวกเขาต้องการเรียนรู้และเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

ททท. มั่นใจว่า ผลงานสร้างสรรค์ของนักเล่าเรื่อง The Story Curators
ทั้ง 44 คนนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลกอยากเดินทางมาเที่ยว มาสัมผัสดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมของไทย และสร้างโอกาสให้ชุมชนมีรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว และชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

คุณทัศชล เทพกำปนาท ที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า
“ปราชญ์ชุมชนทุกคนในฐานะ Local Guru ได้ทำหน้าที่ของการเป็นนักเล่าเรื่อง บอกเล่าประสบการณ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า ถ่ายทอดให้เยาวชนนักเดินทางได้เรียนรู้ และช่วยเผยแพร่ ส่งต่อเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยไปทั่วโลก สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ปราชญ์ชุมชนทุกคน ในฐานะเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของทุนทางวัฒนธรรม เกิดความภาคภูมิใจ ที่ได้ร่วมส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับบล็อกเกอร์เยาวชนทุกคน และนับจากนี้ ทุกชุมชนพร้อมที่จะเปิดบ้านให้เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้วัฒนธรรมของไทยต่อไป”

กกท. ปฐมนิเทศนักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือและจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 สนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา และในฐานะผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานการเปิดงานการอบรมปฐมนิเทศและทำสัญญานักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562 กล่าวว่า กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นอีกกองทุนหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษาที่เป็นนักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่มีผลงานทางด้านการแข่งขันกีฬาเป็นที่ประจักษ์และมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน และให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

โดยให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ ในลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายเดือน , ค่าบำรุงการศึกษา แต่ละภาคการศึกษาตามที่ระเบียบกระทรวงการคลังกำหนด และยังเพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป ในกรณีที่ผู้ขอรับทุนรายนั้น ๆ มีความสามารถ ด้านการศึกษาและกีฬาตามที่หลักเกณฑ์กำหนด

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ กองทุนฯได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการให้ความช่วยเหลือ ผลักดันนักกีฬาที่ได้รับทุน ให้สามารถฝึกซ้อม แข่งขัน ศึกษาเล่าเรียนควบคู่กันไปจนจบการศึกษา กรณีพบว่านักกีฬาคนใด เกิดปัญหา ในระหว่างศึกษา เช่น เวลาเรียนไม่เพียงพอ ไม่มีคะแนนเก็บเนื่องจาก ไม่ได้ทำกิจกรรมหรือส่งรายงาน หรือเกิดปัญหาอื่น ๆ ก็ตาม ทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬา เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลให้นักกีฬาลดความกังวล และมีสมาธิมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬามากยิ่งขึ้น

นายพงศ์ภรณ์ สุวิทยารักษ์ (แบนซ์) ม.ธรรมศาสตร์รังสิต กีฬา เทควันโด

ในการพิจารณาให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ยื่นขอรับทุนทั้งหมด จำนวน 209 คน ได้รับพิจารณาให้นักกีฬาทีมชาติ เยาวชนทีมชาติ และนักกีฬาที่อยู่โครงการในแผนการพัฒนาของสมาคมกีฬา จำนวน 160 คน และบุคลากรกีฬา จำนวน 1 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 161 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท
สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ยื่นขอรับทุนทั้งหมด 52 จังหวัด 112 คน ได้รับการพิจารณาให้ทุนตามประกาศฯ กองทุน รวมทั้งสิ้นจำนวน 111 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 6,395,400 บาท ทุนต่อเนื่อง อีกจำนวน 291 คน

เพื่อให้นักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่ได้รับทราบแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ ข้อบังคับ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกองทุน จึงจัดให้มีการอบรม ปฐมนิเทศ ให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน”

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ”

จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ฮาลาล 2562
พัฒนาศักยภาพด้านวิทยศาสตร์ฮาลาลไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ในโอกาสครบรอบ 16 ปีแห่งการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยมูลนิธิพัฒนาวิทยาศาสตร์ฮาลาล
จัดงาน “สัปดาห์วิทยาศาสตร์ฮาลาล” (Halal Science Week 2019) ระหว่างวันที่ 1 – 8 สิงหาคม 2562

​โดยงาน สัปดาห์วิทยาศาสตร์ฮาลาล (Halal Science Week 2019) จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์งานวิทยาศาสตร์ฮาลาล ให้แก่เยาวชนและผู้คนที่สนใจทราบ รวมถึงส่งเสริมการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และพัฒนาคุณภาพของเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีทักษะการเรียนรู้และสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเริ่มต้นงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ด้วยกิจกรรมดีๆ
อัดแน่นมากมาย
• 1 – 6 สิงหาคม 2562 : Halal Science Camp & Quiz Bowl การเข้าค่ายและแข่งขันตอบปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล
• 3-7 สิงหาคม 2562 : Halal Science Competition การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาลระดับมัธยมศึกษา
• 4 สิงหาคม 2562 : Halal Run For All งานเดิน-วิ่งการกุศล 16 ปี
ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• 7 สิงหาคม 2562 : Public Hearing การประชาพิจารณ์มาตรฐานสากล

ปิดท้ายกับงาน 16th Anniversary of HSC ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ
16 ปี แห่งการจัดตั้งศูนย์ วิทยาศาสตร์ฮาลาล, งานแถลงข่าวการเปิดตัวโปรแกรม HALPlus พร้อมด้วยงานเปิดนิทรรศการสิ่งต้องห้ามและต้องสงสัย Exhibition on Don’t and Doubt ในวันที่ 8 สิงหาคม 2562 นี้
ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารสำนักงานสวนหลวงสแควร์ จุฬาซอย 12 เวลา 08.00-16.00 น. สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม

กิจกรรมสามารถสอบถามข้อมูล หรือติดตามข่าวสารต่างๆ
ได้ที่ 02-218-1053
https://www.facebook.com/HSC.CU/ , http://www.halalscience.org/

กรมกิจการผู้สูงอายุ เปิดมหกรรมตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

ยกระดับสร้างอาชีพผู้สูงอายุให้มีรายได้

อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ

​วันนี้ (9 เม.ย. 62) เวลา 11.00 น. อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางไพรวรรณ พลวัน) เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุให้เกิดการสร้างงาน อาชีพและรายได้ พร้อมทั้งอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ภูมิปัญญาไทยไว้กับอนุชน โดยมี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ) หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ องค์กรผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุ ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

​ผู้สูงอายุเป็นทุนทางสังคมที่มีศักยภาพเพราะเป็นผู้ที่มีทั้งภูมิความรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา สมควรส่งเสริมให้เป็นทรัพยากรที่เข้มแข็งและมีคุณค่าให้ยาวนานที่สุด โดยนำจุดแข็งนี้มาสร้างโอกาสในการพัฒนาสังคม กิจกรรมที่เป็นประโยชน์นี้จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีความสุขได้บริหารกาย จิต สังคม เป็นบุคคลที่พัฒนาไปตามกาลสมัยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง พึ่งตนเองได้และสามารถเป็นพลังให้การพึ่งพาแก่ชุมชนและสังคม ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้สูงอายุที่เป็นภูมิปัญญาและมีชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้สูงอายุ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีความรู้และมีจิตอาสาพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม กว่า 20,000 คน แต่อาจยังขาดโอกาส ขาดพื้นที่ในสังคม ขาดงบประมาณ และช่องทางในการเผยแพร่ ภูมิปัญญา ทำให้สังคมเข้าไม่ถึงความรู้ที่มีคุณค่าในขณะที่ผู้เป็นภูมิปัญญาผู้สูงอายุต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ บ้านเมือง เพื่อส่งเสริมการนาศักยภาพ ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุมาถ่ายทอดต่อคนทุกวัยในสังคม

​กรมกิจการผู้สูงอายุ เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุจึงได้จัดงานตลาดนัดคลังปัญญาขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้แสดงศักยภาพ โดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมแก่บุคคลอื่นเพื่อสืบสานภูมิปัญญาให้คงคุณค่าคู่กับชุมชน และส่งเสริมการนำประสบการณ์ ความรู้ของผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยส่งเสริมการทำงานหรือสร้างอาชีพ/รายได้เสริมด้วยภูมิปัญญาให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชน

เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ประกอบด้วย การแสดงดนตรี ศิลปะของผู้สูงอายุ กิจกรรมร่วมสนุกกับการถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ บูธจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ และนิทรรศการแสดงผลงานด้านผู้สูงอายุ กว่า 90 บูธ ได้แก่ บูธถ่ายทอดภูมิปัญญ อาทิ ตะกร้าสานจากเส้นพลาสติก เพนท์ถุงผ้า การทำขนมหยกมณี น้ำยาล้านจานสมุนไพร บูธจำหน่ายสินค้า ประเภทเสื้อผ้า ผ้าพื้นเมือง เครื่องใช้ สมุนไพร อาทิ ผ้าไหม ผ้าภูอัคนี เครื่องประดับราชาวดี เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร และงานประดิษฐ์จากดินไทย

ซึ่งงานตลาดนัดคลังปัญญาผู้สูงอายุจัดระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2562
ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ณ.อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
#วันผู้สูงอายุแห่งชาติ๒๕๖๒

หน้าร้อนทั้งทีจะขาดเมนู ข้าวแช่ไปได้อย่างไร?

พร้อมแล้ว…ไปทานข้าวแช่ด้วยกันนะ ณ. ห้องอาหารศาลาไทย โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ Toptotravel ชวนไปคลายร้อน อาหารหน้าร้อนทั้งสูตรต้นตำรับจากวัง และสำหรับเมนูมื้อเที่ยงอากาศร้อนๆ หาเมนูอร่อยและคลายร้อน ด้วยการทานข้าวแช่สูตรต้นตำรับชาววัง จากเชฟอาหารไทยฝีมือดี เชฟบังอร มาลาเล็ก เชิญทุกท่าน มาลิ้มลองความอร่อย ข้าวแช่สูตรต้นตำรับชาววัง

“ข้าวแช่ชาววัง” อาหารประจำฤดูร้อนที่มีเครื่องเคียงนานาชนิด มีรสชาติอร่อย สวยงามพิถีพิถัน “ข้าวแช่” กลิ่นหอมเย็น สดชื่นรับประทานแล้วคลายร้อนในเดือนที่ร้อนอบอ้าว
อย่าลืมมาดีบร้อนกันนะคะ กับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้กันที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ สำหรับ “ข้าวแช่ชาววัง” ที่นี่นั้นถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟ บังอร มาลาเล็ก (หัวหน้าครัวไทย) ห้องอาหารศาลาไทยโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

เชฟบังอร มาลาเล็ก

หลังจากได้ลองลิ้มชิมรสความอร่อยและความหอมชื่นใจจากข้าวแช่ อบควันเทียนและดอกมะลิ พร้อมด้วยเครื่องเคียงสุดพิเศษ ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันอาทิ กะปิชุบไข่ทอด, พริกหยวกสอดไส้หมูกุ้ง, ปลาช่อนหวานแห้งผัด, หมูฝอย, ไข่เค็ม, หอมยัดไส้ปลาชุบแป้งทอด อิ่มอร่อยสดชื่นไปกับเมนูสุดชื่นใจนี้ได้ที่ห้องอาหารศาลาไทยบริเวณชั้น 1โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

คลายร้อนตำรับโบราณต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ด้วย“ข้าวแช่” ชิมรสความหอมอร่อยชื่นใจจากข้าวแช่อบควันเทียนและดอกมะลิพร้อมด้วยเครื่องเคียงปรุงสุดพิถีพิถันสูตรต้นตำรับชาววัง

Experince a traditional royal Thai dish “Khao Chae” during this Songkran Festival. Feel the authentic taste of rice soaked in cold jasmine and candle fume scented water served with flavourful side dishes to retreat the summer heat, available for lunch during 10th – 18th April 2019 at Sala Thai restaurant.

ตลอดช่วงสงกรานต์ระหว่างวันที่ 10– 18 เมษายน 2562 นี้
ในมื้อกลางวันที่ห้องอาหารศาลาไทย ตั้งแต่เวลา 11.30 – 14.30 น.
ที่หมายเลข 02-131-1111


จองผ่าน https://www.facebook.com/NovotelBangkokSuvarnabhumiAirport/
ณ ห้องอาหารศาลาไทย โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต


นิทรรศการ “ด้วยรักและภักดีจากหัวใจสุวรรณภูมิ” ​

โนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เปิดนิทรรศการ “ด้วยรักและภักดีจากหัวใจสุวรรณภูมิ” ​ชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิด นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ด้วยรักและภักดีจากหัวใจสุวรรณภูมิ” เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันพระราชสมภพ ทรงเจริญพระชนมายุ 64 พรรษา 2 เมษายน 2562

ภายในงานมีการจัดแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์มากกว่า 60 ภาพ จากฝีมือจิตรกรสุวรรณภูมิ 12 ท่าน และจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่ท่านได้ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรที่ด้อยโอกาสในชนบทห่างไกลและถิ่นทุรกันดาร ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายภาพส่วนหนึ่งจะนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อสมทบกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ​

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรตินี้ ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มศิลปินสุวรรณภูมิในการจัดแสดงผลงาน ได้แก่ วัฒนา พูลเจริญ, สุวิทย์ ใจป้อม, ดินหิน รักพงษ์อโศก, ลาภ อำไพรัตน์, บรรจบ ปูธิปิน, ชิงชัย อุดมเจริญกิจ, พรชัย สินนท์ภัทร, สุรัชต์ สดแสงสุก, นาวี เรืองระเบียบ, สมยศ คำแสง, ยุทธนา พงศ์ผาสุกและเปรมมิกา พฤฒินารากร

โดยจัดแสดงผลงานจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อปสมุทรปราการและผลิตภัณฑ์จากโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนมาบเอื้อง จ.ชลบุรี รวมถึงเวิร์คช็อปวาดภาพศิลปะ

ณ บริเวณล๊อบบี้ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ยูบีเอ็ม เอเชีย” พร้อมเปิดตลาดความงาม “ASEANbeauty 2019”
จุดประกายความงาม : โอกาสของธุรกิจความงามไทยในตลาดโลก

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตลาดความงามอาเซียน จัดงานแสดงสินค้าความงาม และสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “ASEANbeauty 2019” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ที่จะจุดประกายความงาม พร้อมเปิดโอกาสของธุรกิจความงามไทยได้แสดงศักยภาพสู่ตลาดโลก พร้อมต่อยอดธุรกิจเติบโตสู่ตลาดสากล ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ” และเป็นเวทีแสดงสินค้าของผู้ประกอบการกว่า 350 ราย ที่ขนนวัตกรรมด้านความงาม และสุขภาพ ตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ยูบีเอ็มเตรียมต่อยอดความสำเร็จงานแสดงสินค้าความงามและสุขภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน “ASEANbeauty 2019” หรือ “อาเซียน บิวตี้ 2019”
ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพ ศูนย์กลางตลาดความงามในประเทศไทย และอาเซียน บนพื้นที่ 9,600 ตารางเมตร ภายในฮอลล์ 103-104 โดยงานนี้ถือเป็นมหกรรมรวมเทรนด์ความงามจากทั่วทุกมุมโลก มาไว้ในที่เดียว งานนี้ถือโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงสินค้าความงามใหม่ ๆ ให้โลกได้เห็น

มร.เอ็ม กันดิ กรรมการผู้จัดการกลุ่ม (ธุรกิจอาเซียน) บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย จำกัด

นอกจากนี้ในงานยังถือเป็นเวทีสำคัญที่บรรดานักธุรกิจด้านความงามจะได้มาพบกัน ผ่านโปรแกรม “จับคู่ธุรกิจ”เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการ ผ่านการพบปะพูดคุยกับผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก โดยเมื่อปี 2018 โปรแกรมนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม เพราะมีการจับคู่ธุรกิจกว่า 3,200 คน หรือราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เข้าชมงาน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 9,000 ราย จาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยในงานมีการจัดบูธแสดงนวัตกรรมความงามกว่า 350 ราย ที่รวบรวมมาจากทั่วโลก อีกทั้งยังได้พบกับความรู้จากโปรแกรมสัมมนา และเวิร์คช็อปจากบรรดากูรูความงามชั้นนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน

สำหรับงาน “อาเซียน บิวตี้ 2019” นับเป็นครั้งที่ 5 ของการจัดงาน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการจากทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชียเข้ามานำเสนอสินค้าและธุรกิจของตนเองมากกว่า 350 ราย จาก 20 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2561 มีผู้ประกอบการ 250 ราย โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักธุรกิจภายในประเทศ 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% มาจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ราย

งาน ASEANbeauty 2019 ในปีนี้ มีประเภทของนวัตกรรมและสินค้าด้านความงามที่เข้าร่วมงาน ครอบคลุมครบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, ผลิตภัณฑ์ซาลอน, น้ำหอม, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์สปา, OEM/ODM, บรรจุภัณฑ์, ส่วนผสมเครื่องสำอาง, บริการความงามครบวงจร, อุปกรณ์ด้านความงาม, ผลิตภัณฑ์ตกแต่งเล็บ รวบไปถึงบรรดาผู้ประกอบด้านความงามที่เข้าร่วมงานหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง ผู้ค้าส่ง, ผู้ผลิตรายใหญ่, Makeup Artists, ผู้ประกอบการโรงแรม-สปา, โรงเรียนสอนแต่งหน้า-ทำผม ฯลฯ

นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

ทางด้าน นางสาวอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมข้อมูลงานว่า จากความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้เราจัดงาน “ASEANbeauty 2019” ขึ้นอีกครั้ง โดยในปีนี้จะมี
ผู้ประกอบการด้านความงามชั้นนำจากทั้งในอาเซียนและทั่วโลก เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นจำนวนมาก

ซึ่งจากการที่ตลาดเครื่องสำอางได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เราได้วางแผนรองรับผู้เข้าร่วมงานที่คาดว่าจะมีมากกว่า 10,000 คน ด้วยสินค้าและบริการใหม่ล่าสุดครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จัดแสดงผ่านบูธสินค้าความงามและสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 350 บูธ พร้อมผู้ซื้อที่มีคุณภาพรวม 50 ประเทศ แบ่งเป็น 50% ผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ เบลเยี่ยม และ ฮังการี โดยในครั้งนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ต้องการตอกย้ำภาพมหกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกครั้ง ด้วยการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของธุรกิจความงามอาเซียนและสากล รวมถึงตั้งเป้าพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมความงามอาเซียนให้ก้าวไปสู่ระดับเอเชียและระดับโลกต่อไป


นอกเหนือจากจะเป็นเวทีสำคัญของผู้ประกอบการความงามสากลแล้ว “ASEANbeauty 2019” ยังถือเป็นเวทียกระดับความรู้ที่สำคัญจากกิจกรรมมากมายในงาน อาทิ การสัมมนาให้ความรู้เรื่องเครื่องสำอางและการดูแลสุขภาพ, การสาธิตคุณสมบัติและการใช้สินค้าบนเวที รวมถึงสินค้านวัตกรรมล่าสุดเกี่ยวกับความงามและสุขภาพในโซน ASEANhealth and wellness รวมไปถึงความรู้ด้านการตลาดเครื่องสำอาง อาทิ การสร้างแบรนด์, กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพ รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการและผู้เยี่ยมชมงานอย่างแท้จริง

นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวต่อไปว่า ทางด้านภาพรวมตลาดสุขภาพและความงามมีแนวโน้มมาแรงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและบุคลิกภาพของตนเอง หรือมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่การมีภาพลักษณ์ที่ดีภายนอก ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดสุขภาพและความงามมีมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละ 7.6% แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.7 แสนล้านบาท และส่งออกอีก 8 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกตลาดหลักจะยังเป็นอาเซียน และประเทศเอเชียอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น และจีน นางสาวอนุชนา วิชเวช กล่าวสรุปในตอนท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถจองตั๋วการบินไทย (TG) เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า เข้างานล่วงหน้าได้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanbeautyshow.com ต่อมาใส่รหัส Event Code ที่ได้
รับจากการลงทะเบียนเข้าชมงาน “ASEANbeauty 2019” ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaiairways.com/mice หน้าการบินไทยกับธุรกิจไมซ์ และสุดท้ายเพียงเลือกจองเที่ยวบินที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น สิทธินี้สามารถใช้กับผู้ที่เข้าร่วมงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมจัดแสดงงาน, ผู้เข้าชมงาน, วิทยากร หรือคณะกรรมการผู้จัดงาน และยังสามารถนำสิทธินี้ไปใช้กับการบินไทยในทุกที่นั่ง ตั้งแต่ชั้นประหยัด, ชั้นธุรกิจ รวมถึงชั้นหนึ่งด้วย

งาน “ASEANbeauty 2019”
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา ภายในฮอลล์ 103-104 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 19.00 น.
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.aseanbeautyshow.com หรือ โทร. 02 036 0500

“กาย” จูงมือ “ฮารุ” ……..

“กาย” จูงมือ “ฮารุ” พาอัพหน้าใหม่เกาหลี
ณ “รพ.บาโนบากิ” เพิ่มรักหวาน

เป็นอีกหนึ่งครอบครัวตัวอย่างที่รักยังหวานชื่น หยดย้อยเสียจริง แม้จะมีลูกสามแล้วก็ตาม สำหรับครอบครัวหนุ่ม “กาย รัชชานนท์” และสาว “ฮารุ สุประกอบ” ที่ล่าสุดคุณสามีกาย จูงมือสาวฮารุ อัพหน้าใหม่ ซึ่งข่าววงในอัพเดทว่างานนี้สาวฮารุ อัพเกรดหน้าใหม่ ตานิด จมูกหน่อย ณ โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ประเทศเกาหลีใต้ โดยหมอคิมฮักยอง หมอศัลยกรรมมืออาชีพ (คุณหมอที่คนเดิมที่เคยอัพดั้งใหม่ให้สาวกุ๊บกิ๊บ จนสวยปัง ปัง”
ผ่านมาแค่ 2 week ยังเป๊ะได้ขนาดนี้ ถ้าทุกอย่างเข้าที่จะปังได้ขนาดไหน..พิสูจน์ความสวยได้จากภาพโฉมใหม่ของสาวฮารุนะจ๊ะ บอกได้คำเดียวว่าสวยเว่อร์ สวยวัง กันเลยทีเดียว อิอิ #banobagithailand #บาโนบากิ #toptotravel #ชัญญ่าว่าดี

เปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก

งาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก รับกระแสมิติใหม่การขนส่งระบบรางปี2020 หลังประกาศตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศลดนำเข้า70,000ล้าน พลิกโฉมไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบรางรถไฟในภูมิภาคอาเซียน ในงานมีนักลงทุนข้ามชาติ ผู้ประกอบการระบบรางไทย สถาบันการศึกษาไทย กว่า 120 รายร่วมประชันนวัตกรรมระบบราง พบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย “เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส”ผู้จัด ชูงานเป็นเจ้าแรกในเอเชียที่รวมบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบรางทั่วโลกไว้ที่เดียวกัน ในขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคมชี้อนาคตมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” เปิดโอกาสให้ ภาคเอกชกรุงเทพมหานคเป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง ด้านร.ฟ.ท.แจ้งได้งบ 300,000ล้านลงทุนรถไฟความเร็วสูง เตรียมเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย

นายเดวิด เอ็ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงานแสดงเทคโนโลยีรถไฟ รถฟ้าความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน เปิดเผยว่า การเปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จัดขึ้นวันที่ 28-29 มีนาคม 2562 ที่ลานกิจกรรม สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ถือเป็นการจัดครั้งที่ 5 ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปีเพราะมีบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีระบบรางทั่วโลกแห่มาโชว์นวัตกรรมกว่า120ราย, มีนักลงทุนต่างชาติร่วมงานกว่าพันคน

งานแสดงในปีนี้ชุมนุมความหลากหลายของ เทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค โดยล่าสุดนี้ มีบริษัทรายใหม่ยืนยันเข้าร่วมแสดงแล้ว อาทิ Bentley, TÜV SÜD, Caddy, Erico, Hoffman, Raychem, Schroff, Tracer, nVent, Damrongsilp, Siam Steel, Kangni Rail Equipment, Egis, Pt Len Industry, GMT, Duali Incorporation และ DB Schenker ขณะที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยังเข้าร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น Bombardier, CRRC, LSIS, Transdev, CRSC, Siemens, Voestalpine, Power Pusher, NuStar, Inoue Rubber, Anyang, Schneider Electric รวมถึงพาวิเลี่ยนประเทศไทย และองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ผู้ให้บริการเดินรถ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ปรึกษาโครงการ ยังมีการจัดแสดงจากพาวิเลียนสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ส่วนแสดงเทคโนโลยีใหม่ เตรียมพบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย
ในขณะเดียวกันการเปิดงาน ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Rail Car Assembly Plants Initiatives for Thailand” การริเริ่มโรงงานประกอบรถไฟในประเทศไทย
มีใจความ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงให้
ระบบรางเป็นตัวเชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อในประเทศไทย และระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จะจัดขึ้น เป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนโยบายว่า ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ภาคเอกชน “จัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศ” กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการหารือร่วมกันในการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศไทยจะเริ่มในปี 2020-2021 ซึ่งนอกจากจะมีการผลิต “Future Projects of SRT” อนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ประกอบรถไฟในประเทศแล้ว ในอนาคตโรงงานผลิตในไทยก็สามารถส่งออกรถไฟฟ้าไปสู่ประเทศในกลุ่ม CLMV ได้

คาดการณ์จะจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้าได้สูงถึง 3 โรงงาน มียอดการผลิตรวมสูงกว่า 900ตู้/ปีในปี 2027 การจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทย ในอนาคต จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศได้กว่า 10 เท่า จากเดิมมีการนำเข้ากว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงงานผลิต ประกอบในไทยจะลดการนำเข้าเหลือเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังลดค่าใช้จ่ายการซ่อม-บำรุงรักษา ได้อีกกว่า ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเสริมให้คนไทยได้มีความรู้ในการผลิต เพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมประกอบผลิตตัวรถได้อีกไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟ รถไฟฟ้าได้อีกกว่า 3,000 รายการ จากเดิมต้องนำเข้ากว่า 7,000-10,000 รายการ รวมถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟในอาเซียนด้วย

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยระบบรางใหม่ในประเทศไทยว่าระบบรางถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งในประเทศแบ่งออกได้เป็น การขนส่งทางถนน 87% , การขนส่งทางน้ำ 12%,ที่เหลือเป็นระบบราง 1 % ในอนาคตประเทศไทย จะมีการขนส่งระบบรางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งโครงการที่จะเห็นในเร็ววันนี้คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑล 10 สาย, โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในภูมิภาค(แทรม) และระบบรางฟีดเดอร์ จะเป็นการให้บริการในกรุงเทพ โดยนำรถเมล์ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เป็นฟีดเดอร์รับส่งผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าไปถึงที่หมายโดยรถเมล์ อนาคตภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิด “ฟีดเดอร์ระบบราง” มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน หรือกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง เช่น กรณี รถไฟฟ้าสายสีทอง ล่าสุด กทม. ได้เตรียมเสนอที่จะทำรางฟีดเดอร์ต่อเชื่อมจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสถานีแบริ่งไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ(รถไฟฟ้าสีฟ้าอ่อน) ซึ่งหากมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ประชาชนฝั่งสมุทรปราการสามารถเดินทางด้วยระบบรางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางทิศใต้ของสนามบินได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าสนามบินทางด้านทิศเหนือเหมือนในปัจจุบัน

ด้านนายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ปาฐกถา เรื่อง “Future Projects of SRT”แผนอนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ในการลงทุนยกเครื่องทางรถไฟทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้รถไฟไทยขนส่งสินค้าและผู้โดยสารได้รวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน รถไฟยังได้รับงบประมาณอีกเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน) และกรุงเทพฯ-ระยอง (รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน) ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย แต่การทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนารถไฟอย่างเดียวคงไม่คุ้มค่า ถ้าหากขาดแนวคิดเรื่องการพัฒนารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Transit-oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่โดยใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง
ในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มีโครงการพัฒนา TOD ขนาดใหญ่และทันสมัย อยู่บริเวณ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เพราะเมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดให้บริการในปี 2564 ก็จะกลายเป็น Grand Station แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และของประเทศไทย สามารถรองรับการเดินทางได้ทั้งรถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงรถไฟความเร็วสูง

คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการสถานีกลางบางซื่อจำนวนมาก ร.ฟ.ท. จึงมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อขนาด 2,325 ไร่ ภายใต้ชื่อ ‘โครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน โดยการการพัฒนาจะมีตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ โรงแรม หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดจตุจักร ย่านธุรกิจ ไปจนถึงแหล่งที่พักอาศัย แต่การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่เมืองใหม่ธรรมดา เพราะ ร.ฟ.ท.ได้ ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้วยการใช้เทคโนโลยี 3 ด้าน คือ ด้านคมนาคม ด้านพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะ เพื่อบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

โดยเบื้องต้นร.ฟ.ท. มีแผนจะเปิดประมูลศูนย์คมนาคมพหลโยธินบริเวณพื้นที่แปลง เอ ขนาด 32 ไร่ มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นแปลงแรก คาดว่าจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนได้ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2562 และได้ผู้ชนะการประมูลภายในปีดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนสามารถพัฒนาพื้นที่แปลง เอ บางส่วน ทันกับการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อในปี 2564 จากนั้นรถไฟ ก็จะทยอยเปิดประมูลพื้นที่แปลงอื่นๆ ในศูนย์คมนาคมพหลโยธินต่อไป