Category Archives: Event

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล

คอนเซปต์ ช้อปเปลี่ยนโลก  ณสวนสามพราน จ.นครปฐม

สามพรานโมเดล ททท. ทีเส็บ เซ็นทรัลสสส. จังหวัดนครปฐม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เครือข่ายเกษตรอินทรีย์และภาคีพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา และภาคประชาสังคม  ผนึกความร่วมมือร่วมจัดงาน “สังคมสุขใจครั้งที่ 6  ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล” ภายใต้คอนเซปต์ ช้อปเปลี่ยนโลก  ณสวนสามพราน จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม พ.ศ. 2562   มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดลและจากทั่วประเทศนำผลผลิตอินทรีย์สดใหม่จากฟาร์ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป มาให้ช้อปสุขภาพดีอย่างจุใจ  โดยไฮไลท์เด่น ปีนี้ คือการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ThaiOrganic Platform  เชื่อมโยงคนทั้งห่วงโซ่สินค้าอินทรีย์เป็นครั้งแรกในไทย   มั่นใจช่วยยกระดับผู้บริโภคให้เป็น Active Consumer  เข้าถึงสินค้าและกิจกรรมได้สะดวกและดึงดูดคนรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อน เพื่อสร้างระบบอาหารยั่งยืน  ส่งเสริมให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมีและมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หม่อมหลวงปนัดดา  ดิศกุล  สมาชิกวุฒิสภา ประธานในพิธีเปิดงานสังคมสุขใจครั้งที่6 กล่าวว่า เสน่ห์ของงานสังคมสุขใจที่ได้เห็นจากการมาร่วมงานทุกปี คือบรรยากาศความร่วมมืออย่างกระฉับกระเฉงของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกรอินทรีย์  เดินไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มและที่น่าประทับใจมากในปีนี้ก็คือ  ความก้าวหน้าที่ก้าวไปอีกขั้นของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดลและการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ที่นอกจากจะมีจำนวนเกษตรกรอินทรีย์ผ่านการรับรองอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้นมีการขยายเครือข่ายไปในภาคอื่นๆเพิ่มแล้ว ยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เชื่อมโยงและยกระดับความร่วมมือของคนทั้งห่วงโซ่เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุลและยั่งยืนให้เกิดขึ้นอันจะทำให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่สมดุลร่วมกัน

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6  และผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมกล่าวว่า  จากสถานการณ์ระบบอาหารที่ยังคงมีความไม่สมดุล    โจทย์ของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล ในปีที่ 9และปีต่อไป ที่มุ่งให้เกษตรกร หยุดใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์และมีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคนทั้งห่วงโซ่โดยเฉพาะผู้บริโภค ให้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ให้มากขึ้น 

งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ปีนี้  จึงเน้นไปที่สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคซึ่งมีเครื่องมือสำคัญ ที่จะเริ่มใช้ในงานนี้เป็นครั้งแรกภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมคือ แอพพลิเคชั่น  ไทยออร์แกนิก แพลตฟอร์ม   ที่จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ มีความโปร่งใส  ทำให้คนต้นน้ำคือเกษตรกรมีการจัดการอย่างเป็นระบบมีโอกาสและมีช่องทางการตลาด ที่เชื่อมต่อตรงกับผู้บริโภค   ส่วนผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์  กิจกรรม  ได้สะดวก เชื่อมั่นได้ ราคาเป็นธรรรม และมีช่องทางเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมการขับเคลื่อนสำหรับแนวคิดของการจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่6 ช้อป…เปลี่ยนโลก   

คุณอรุษ กล่าวว่า  เป็นแนวคิดที่อยากให้ผู้มาร่วมงาน ได้ใช้พื้นที่ของงานจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการเปลี่ยนแปลง  “เพราะวิถีอินทรีย์สังคมอินทรีย์ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการกินแต่มันเป็นเรื่องวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังคม และดีต่อสุขภาพของเรา ผมอยากให้ทุกคนได้มาช้อปแรงบันดาลใจแล้วกลับไปเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้น ทั้งตัวเรา สังคม และสิ่งแวดล้อม”

ด้านนายสุนา วงศ์ละครปลัดอาวุโสอำเภอสามพราน ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม  กล่าวว่า  งานสังคมสุขใจ เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือ ที่ทำให้งานมีคุณค่า มีความหมายมีความก้าวหน้า  มีองค์ความรู้มีปราชญ์ชาวบ้าน มีคนต้นแบบ มากมาย  ที่ทำให้ให้คนที่สนใจอยากเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาทำเกษตรอินทรีย์สามารถเรียนลัดจากสามพรานโมเดลที่ทำมาต่อเนื่องอยู่แล้วได้เลย

คุณฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า งานสังคมสุขใจเป็นอีกความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวและการสร้างสังคมอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติ  ซึ่งหัวใจของความสำเร็จ คือ ความต่อเนื่อง จึงน่ายินดีอย่างยิ่งที่การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกๆ ฝ่าย   และควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว การช้อป…เปลี่ยนโลก ขอให้ผู้ร่วมงานได้ปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อโลกของพวกเราไปพร้อมๆกัน ด้วยการพกถุงผ้าตะกร้า กล่อง เพื่อลดการใช้ถุงหิ้วพลาสติก หันมารีไซเคิลเน้นใช้ของที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ GoGreen  เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุลให้เกิดขึ้นร่วมกัน

คุณอรชร  ว่องพรรณงาม  ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน.)  กล่าวว่า  งานสังคมสุขใจ เป็นอีกโอกาสสำคัญ ที่ผู้ประกอบการโรงแรมร้านอาหาร การประชุมที่ต้องใช้วัตถุดิบอยู่แล้ว  จะได้มาเจอกับเกษตรกร เกิดการเชื่อมโยงตรง  

ซึ่งในงานนี้ สสปน. ยินดีแชร์ประสบการณ์ โครงการ Farm to Functions  ที่ได้ทำร่วมกับสามพรานโมเดล และพันธมิตร ธุรกิจ MICE ส่งผลทำให้โรงแรมและร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพหันมาซื้อข้าวตรงจากเกษตรกรอินทรีย์ เกิดเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน  สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและเกษตรกรอินทรีย์   อีกทั้งจุดประกายคุณค่าของการประสานพลัง 3ภาคส่วน คือ รัฐบาล เอกชนและประชาชน  เพื่อการขับเคลื่อนสังคมร่วมกันสู่เป้าหมายการเป็น MICE Sustainable

ดร.นพ. ไพโรจน์  เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ  (สำนัก 5) กล่าวว่า  กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังคมขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ 4 มิติ คือกายจิต ปัญญาและสังคม โดยหนึ่งในภารกิจที่กำลังขับเคลื่อน คือการสร้าง “พื้นที่สุขภาวะ” ด้านอาหารและสุขภาวะให้เกิดขึ้น  ซึ่งสามพรานโมเดล ถือเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง ที่สสส. สนับสนุน เพราะตอบโจทย์สุขภาวะในทุกมิติ มีการส่วนร่วมของทุกภาคส่วน  ทำให้ผู้บริโภคตื่นรู้ ตระหนัก สนใจเรียนรู้ และมีความเข้าใจระบบอาหารยั่งยืน อันสามารถขยายผลไปยังภูมิสังคมอื่น ๆ ได้   จะเห็นว่างานสังคมสุขใจ สังคมอินทรีย์  ที่ผู้คนทั้งห่วงโซ่มีรอยยิ้ม มีความสุขที่ได้เกื้อกูลกันได้เรียนรู้ เป็นงานที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยง  เห็นคุณค่าของการมีพื้นที่สุขภาวะในสังคม ซึ่งมีความสำคัญและจะต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สุขภาวะที่ดีอย่างนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ งานสังคมสุขใจ สวนสามพรานเป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยทุกปีจะมีการสรุปผลการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ภายใต้สามพรานโมเดล  ที่มีการทำงานสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม

โดยในงาน ยังมีเวทีแชร์ประสบการณ์เส้นทางการเรียนรู้และการขับเคลื่อน    และมีเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วประเทศ  รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ  มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล ตลาดสุขใจและบูธของผู้สนับสนุน เช่นบูธเซ็นทรัลทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้นำผลงานการขับเคลื่อนสังคมการสร้างอาชีพ สร้างการศึกษา พัฒนาสินค้าชุมชนให้คนในท้องถิ่นมาแชร์   บูธ สสปน.  ที่มีการสรุปความรู้จากการขับเคลื่อนโครงการ Farmto Functions ที่ทำให้เกษตรกรอินทรีย์ในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดสุรินทร์มีลูกค้าเป็นโรงแรม 5 ดาว ในกรุงเทพฯ     

ผลิตภัณฑ์ในงานสังคมสุขใจที่ได้รับความสนใจมีมากมายอาทิ ข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นมือง เช่น ข้าวปะกาอำปึล  จากบ้านทัพไทย จ.สุรินทร์  ข้าวหอมนครชัยศรี จ.นครปฐม  

นอกจากนี้  ยังมีพืชผักผลไม้เมืองหนาว เช่น อโวคาโด เคพกูสเบอรี่จากบ้านห้วยขมิ้น อ.แม่แจ่ม   ฟักทองบัตเตอร์นัท จากสองแควออร์แกนิก จ.พิษณุโลก   มีผลิตภัณฑ์แปรูปจากสมุนไพร เช่น แยม ชาเก็กฮวยชากุหลาบ จากเครือข่าย PGSลำพูน และ กลุ่มม่วนใจ๋ กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติ  มีปัจจัยการผลิต เช่นเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ กว่า40 ชนิด จากสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่  มีการให้ความรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่นคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้การดูแลสุขภาพองค์รวม  การตรวจสารพิษในผัก ในส่วนกิจกรรมความรู้ มีการสอนการแปรรูปอาหารมีการสอนกระบวนการทำคราฟช็อคโกแลต สอนทำบะหมี่จากผักผลไม้อินทรีย์   มีเวทีการสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์   Organic Tourism   รวมถึงมีคนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ มาให้ข้อคิด เช่น คุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล  คุณ อาทิ คุณนคร ลิมปคุปตถาวร   หรือคุณปริ๊นซ์ เจ้าชายผัก

โดยผู้จัดงานได้จัดเตรียมรถตู้บริการรับ-ส่งจากลานจอดรถ เข้าไปชมและซื้อสินค้าในงานฟรี  
สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 034 322 588-93
ติดตามกิจกรรมของงานที่ Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6

1 ปี 1 ครั้ง…งานฮาลาลที่ดีที่สุด ยิ่งใหญ่กว่าใครในประเทศไทย !!

“Thailand Halal Assembly 2019”
งานประชุมวิชาการและงานแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติ ปีที่ 6

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย จัดงาน “Thailand Halal Assembly 2019” การประชุมวิชาการและการแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติ ปีที่ 6 ภายใต้แนวคิด Algorithmic Touch of Halal เป็นกระบวนการสร้างรูปแบบการพัฒนาฮาลาลอย่างเป็นระบบรอบครอบที่จะนำไปสู่การสร้าง halal blockchain และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างเครือข่ายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 20 – 22 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน Thailand Halal Assembly 2019 กล่าวว่า ในเวลานี้ กลับมาอีกครั้งกับงานฮาลาลที่กล่าวได้ว่าดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กับ การประชุมวิชาการและการแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติ “Thailand Halal Assembly” หรือ THA ซึ่งจัดโดย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย โดยปีนี้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สำหรับงาน “Thailand Halal Assembly 2019” การประชุมวิชาการและการแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติ ระหว่างวันที่ 20 – 22 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด Algorithmic Touch of Halal เป็นกระบวนการสร้างรูปแบบการพัฒนาฮาลาลอย่างเป็นระบบรอบครอบที่จะนำไปสู่การสร้าง Halal Blockchain และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างเครือข่ายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ

การจัดงาน THA มาตลอด 6 ปี ทำให้เราตระหนังถึงการขาดแคลนการเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ ซึ่งคอนเซปต์แนวคิดของการจัดงานครั้งนี้ เพื่อบ่งบอกให้ประชาคมโลกให้ได้รับรู้ว่าการดำเนินการธุรกิจ สร้างฐานทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งนั้นต้องการเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ คิดไตร่ตรองอย่างรอบครอบ ซึ่งประเทศไทยจะถือว่าเป็นประเทศที่นำเสนอ Halal Blockchain ประเทศแรกของโลก และจะเป็นต้นแบบให้กับการประเทศอื่นๆ ทั้งประเทศที่เป็นมุสลิม และไม่ใช่มุสลิม เฉกเช่นที่เราเคยเป็นต้นแบบด้าน “ศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับ” จนทั่วโลกให้การยอมรับมาแล้ว


ซึ่งภายในงาน Thailand Halal Assembly 2019 ครั้งนี้ ประกอบไปด้วย งานประชุมวิชาการนานาชาติ HASIB (Halal Science, Industry and Business) ครั้งที่ 12, งานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาล (International Halal Science and Technology Conference, IHSATEC) ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในปัจจุบันก็ว่าได้ รวมถึง กิจกรรมจับคู่ธุรกิจภิวัฒน์, การสร้างเครือข่ายการรับรองฮาลาล ประเทศไทย การประชุมประชาพิจารณ์มาตรฐานฮาลาล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและแสดงถึงศักยภาพฮาลาลไทยให้ผู้ร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงคุณลักษณะที่โดดเด่นในระบบและกระบวนการดำเนินงาน อันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาลของไทยเป็นที่เชื่อถือในระดับนานาชาติ และ Thailand International Halal Expo 2019 หรือ THIHEX 2019 ที่เป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาลทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 350 บูท หลากหลายประเภทสินค้า ที่ปีนี้มีไฮไลท์พิเศษๆ มากมาย ทั้งบูทผู้ประกอบการใหญ่ อย่างเช่น Central และ CP ที่จะยกร้าน 7-11 รวบรวมสินค้า Halal มาให้ช้อปกันอย่างสนุกสนาน และพิเศษสุดที่จะรวมรวมทั้งวัฒนธรรม, อาหาร, สินค้าหายากขึ้นชื่อจาก มัสยิดดังทั้ง 5 มัสยิด และสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถสอบถามข้อมูล
-รศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่ 02-218-1053 และ www.Thailandhalalassembly.com
Facebook : Thailand Halal Assembly

ททท.ร่วมกับ ปณท สมาคมขัวศิลปะเชียงราย นำร่อง “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า โครงการตู้ไปรษณีย์เพื่อบริการประชาชนด้วย QR Code “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์” ดังกล่าว สามารถกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมาสู่จังหวัดเชียงรายได้ และตู้ไปรษณีย์เหล่านี้ถือเป็นผลงานศิลปะระดับ Master Piece ของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากแต่ละตู้เป็นชิ้นงานที่รังสรรค์จากศิลปินเชียงราย และยังสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งเป็นตู้ไปรษณีย์แห่งเดียวของประเทศไทยที่วาดภาพศิลปะลงบนตู้ไปรษณีย์

ทั้งนี้ ททท. สำนักงานเชียงราย ยังมีแผนดำเนินการประชาสัมพันธ์ตู้ไปรษณีย์และทำการตลาดส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวชมตู้ไปรษณีย์ “ศิลปะบนตู้ไปรษณีย์” ตามสถานที่ตั้งต่างๆ และให้นักท่องเที่ยวร่วมสนุกโดยการเช็คอินถ่ายภาพคู่กับตู้ไปรษณีย์ 5 ตู้ ต่างสถานที่กัน และต้องเป็นตู้ไปรษณีย์ที่อยู่ต่างอำเภอกันอย่างน้อย 2 อำเภอ และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย แล้วรับรางวัลจาก ททท. สำนักงานเชียงราย และ ปณท ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563

         

สำหรับตู้ไปรษณีย์ดังกล่าวหลังจากการจัดนิทรรศการนี้จบลง ทาง ปณท จะได้นำไปติดตั้งตามสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญทั่วจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้งานจริง ได้แก่

  1. วัดร่องขุ่น
  2. สิงห์ปาร์คเชียงราย
  3. หอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (หอนาฬิกาพุทธศิลป์)
  4. ตลาดไนท์บาร์ซ่า
  5. อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
  6. สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ
  7. พระตำหนักดอยตุง
  8. สามเหลี่ยมทองคำ
  9. จุดผ่านแดนถาวรแม่สาย (วัดพระธาตุดอยเวา)
  10. วัดห้วยปลากั้ง
  11. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ
  12. ไร่ชาฉุยฟง
  13. ตลาดเชียงของ (ชายแดนไทย-สปป.ลาว)
  14. วัดแสงแก้วโพธิญาณ
  15. ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน

สอบถาม ติดต่อได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงราย
โทร. 0 5371 7433, 0 5374 4674-5
ปณท เชียงราย โทร. 0 5371 1616 ต่อ 11

58 ปี ก้าวใหม่สวนสามพราน

สู่พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ สวนสามพราน เปิดบ้าน เล่าเส้นทางการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมเปิดโซนกิจกรรม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และเทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สวนสามพราน   จัดกิจกรรม Open House  “58 ปี  ก้าวใหม่สวนสามพราน สู่พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลง”  ชวนลูกค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว  Tour Agents  ภาคีขับเคลื่อนธุรกิจและสังคม   และสื่อมวลชน มาเยี่ยมชมสถานที่ สัมผัสเส้นทางการเรียนรู้ และความเปลี่ยนแปลงใหม่ ในสวนสามพราน ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และเทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  

สวนสามพรานก่อตั้งในปี พ.ศ. 2505  โดยเป็นแหล่งนันทนาการเพื่อการเรียนรู้ใกล้กรุงเทพฯ ที่ถ่ายทอดวิถีความเป็นไทย ผ่านกิจกรรมในหมู่บ้านไทยและโรงละคร  ที่นี่จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆ อยู่เสมอ ขณะที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย รวมถึงกลุ่มครอบครัว  นิยมเดินทางมาสวนสามพรานเพื่อพักผ่อน สัมผัสความเป็นธรรมชาติ และเรียนรู้วิถีประเพณีวัฒนธรรม การละเล่น ศิลปะหัตถกรรมไทย และขนมไทย อย่างไรก็ตามหลังจากที่สวนสามพรานได้เป็นผู้นำร่วมขับเคลื่อนระบบอาหารยั่งยืนภายใต้สามพรานโมเดล(โมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม)  เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554   ได้นำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสวนสามพราน  โดยในปี 2561-2562   สวนสามพรานตัดสินใจปิดหมู่บ้านไทย  พร้อมปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในใหม่ทั้งหมด โดยใช้สามพรานโมเดล เป็นโมเดลหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์สวนสามพราน  ให้เป็นแบรนด์ ที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับทุกคน ภายใต้วิสัยทัศน์สร้างระบบอาหารยั่งยืน สู่เป้าหมายการมีชีวิตที่สมดุล

สำหรับการเปิดบ้าน Open House “58 ปี ก้าวใหม่สวนสาพราน สู่พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลง   ทีมผู้บริหารสวนสามพราน นำโดย คุณสุชาดา ยุวบูรณ์ ประธานบริหาร  คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ  คุณอรรจน์ ยุวบูรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ  และคุณอนัฆ นวราช ผู้จัดการทั่วไป ได้นำชมพื้นที่สวนสามพราน  ซึ่งมีจุดเด่นคือความเป็นธรรมชาติ  อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่  มีความครบวงจร ที่พัก ห้องประชุม ร้านอาหาร ลานกิจกรรม และมุมสวนธรรมชาติ  ที่สามารถ ปรับ จัด ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่  เทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  การท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก รวมถึงกิจกรรม Team Building  การประชุมสัมมนาที่ต้องการบรรยากาศที่ผ่อนคลาย  ขณะที่กิจกรรมการท่องเที่ยว และการเรียนรู้ภายในสวนสามพราน นั้นเอื้อต่อการคิดนอกกรอบ  โดยทุกจุดสามารถจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้อย่างหลากหลาย และมี Work Shop ให้ทดลองทำ  ที่พร้อมให้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มีคุณค่า รวมถึงยังสามารถเชื่อมโยงไปเยี่ยมบ้านฟาร์มเกษตรกรอินทรีย์ ในเครือข่ายด้วยความโดดเด่นและแตกต่างของสวนสามพราน อันเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์   ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง นั่นคือเมนูอาหาร ในห้องอาหารทั้ง 3 แห่งของสวนสามพราน  คือ อินจัน แวนด้า และห้องอาหารริมน้ำ  รวมถึงในส่วนการจัดเลี้ยง  ที่จะมีการใช้วัตถุดิบอินทรีย์ มากกว่า 70%   หรือประมาณ 15 ตันต่อเดือน  ในการทำอาหารและขนม โดยวัตถุดิบอินทรีย์ จะถูกส่งตรงจากเกษตรกรอินทรีย์ ในเครือข่ายสามพรานโมเดล

นอกจากดีต่อสุขภาพทุกคนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม ให้ยั่งยืน  ซึ่งในแต่ละจุดของห้องอาหาร และจัดเลี้ยง จะมีภาพและชื่อเกษตรกรอินทรีย์ที่ทำงานร่วมกับสวนสามพรานพร้อมบอกผลผลิตที่ผลิตด้วย  โดยปัจจุบันมเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดลจำนวน 16 กลุ่ม จำนวน 180 ครอบครัว  ในจังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์

นายอรุษ นวราช  เล่าว่า  นอกจากมาท่องเที่ยว พักผ่อนแล้ว ทุกคนที่เข้ามาสวนสามพราน  จะได้แรงบันดาลใจ จากความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ จากการทำงานขับเคลื่อนสามพรานโมเดลของสวนสามพรานร่วมกับเกษตรกรและภาคส่วนต่างๆ   ตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิตปัจจัยการผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การตลาด การพัฒนาต่อยอด และบอกเล่า  โดยพื้นที่หลายส่วนมีการบริหารจัดการ ภายใต้แบรนด์ Patom  อาทิ Patom Organic Farm, Patom Organic Village, Patom Organic Café, Patom Spa,  Patom  Shop   รวมถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์ Patom    ซึ่งนำวัตถุดิบอินทรีย์จากเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล และปฐม ออร์แกนิก ฟาร์ม มาแปรรูปเป็นของกินของใช้ และ Body Care Products  มาตรฐาน GMP ภายใต้แนวคิด Organic Living ด้วย    โดยในด้านความรู้  ยังมีการก่อตั้งสามพรานโมเดล อะคาเดมี่  โดยมีพื้นที่สำนักงานติดกับตลาดสุขใจ  เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการ องค์กรที่อยากจะนำ สามพรานโมเดลไปขยายผล ไปขับเคลื่อนในพื้นที่ของตนเอง”

ในวันเปิดบ้าน “58 ปี  ก้าวใหม่สวนสามพราน สู่พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลง”    นอกจากมีการเปิดตัวภาพยนตร์สารคดี เรื่อง Change ที่พนักงาน และ เกษตรกรอินทรีย์  เป็นผู้เล่าเรื่องการเรียนรู้ การปรับตัว กับการเปลี่ยนแปลง และคุณค่าที่เกิดขึ้นกับตนเอง ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการเปิดพื้นที่กิจกรรมต่างๆ ให้ผู้ที่มาเยือนได้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง ด้วย  เริ่มจากหมู่บ้านปฐม   ที่ปรับเปลี่ยนศูนย์แสดงวัฒนธรรมไทย (หมู่บ้านไทย) มาเป็น “ปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ”  หมู่บ้านแปรรูปสินค้าอินทรีย์ ตามวิถีชีวิตแบบไทย ที่ยึดหลักปัจจัย 4 ผ่านการทำกิจกรรมตามเส้นทางวัตถุดิบ สร้างประสบการณ์    โดยมีกิจกรรมให้เลือกทำ เพื่อเรียนรู้ระบบอาหาร ตั้งแต่การผลิต  การทำปัจจัยการผลิต การแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่าย   โดยมี 3 เส้นทาง ให้เลือกเรียนรู้ คือเส้นทางข้าวอินทรีย์ เส้นทางกล้วยอินทรีย์   และเส้นทางสมุนไพรอินทรีย์

ปฐม ออร์แกนิก ฟาร์ม   ที่ได้มีพัฒนาสวนผลไม้เก่า 30 ไร่ ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นออร์แกนิกฟาร์ม  เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงเกษตรอินทรีย์มาตรฐานสากล โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวฟาร์มที่อิงกับวัตถุดิบตามฤดูกาล  ให้เป็นที่พักผ่อนแนวธรรมชาติสำหรับนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวสามารถจองกิจกรรม เพื่อทำ Workshop การทำเกษตรอินทรีย์เบื้องต้น รวมถึงมาทำอาหาร   และได้สัมผัสกับรสชาติอาหารจากพืชผักธรรมชาติ สด สะอาดปลอดภัย แตกต่างจากพืชผักที่ขายในตลาดทั่วไปด้วยตนเอง  ทั้งนี้ในวันเปิดบ้านสวนสามพราน ได้มีการพานั่งเรือข้ามไปฝั่งฟาร์ม พร้อมให้ทุกคนสัมผัสแปลงอินทรีย์ ที่มีการปลูกพืชหลากหลาย    และชิม ชาสมุนไพร ออร์แกนิก  และสัมผัสประสบการณ์การเล่น สไลเดอร์โคลน  ด้วย

ตลาดสุขใจ   ภายในสวนสามพราน ทุกคนที่มาเยือนยังจะได้เรียนรู้ โมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม หรือสามพรานโมเดล  นั่นคือ ตลาดสุขใจ  ที่เปิดมา 9 ปี แล้ว  ทำให้เกษตรกรอินทรีย์ กว่า 180 ครอบครัว และชุมชนรอบสวนสามพราน มีช่องทางการจำหน่ายผลผลิตอินทรีย์  ได้รู้จัก เข้าใจผู้บริโภค  ขณะที่ผู้บริโภค ก็ได้เข้าถึงแหล่งอาหารอินทรีย์ด้วย 

Circular Economy  ในวันเปิดบ้าน  สวนสามพรานยังแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากมีการพัฒนาพื้นที่ให้ปราศจากยาฆ่าแมลงและสารเคมีใดๆ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานจาก สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ IFOAMมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555  ภายในพื้นที่สวนสามพราน
ยังมีการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ   

ตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy   มีการจัดการขยะจากอาหาร (Food Waste Management)  โดยขยะจากในห้องอาหาร ห้องจัดเลี้ยง ส่วนกิจกรรม จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ทำชีวภัณฑ์ในการดูแลต้นไม้ในพื้นที่ ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ทำไบโอแก๊สใช้ในกิจกรรมย้อมผ้า ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งผู้ที่เข้ามาสวนสามพรานสามารถมาเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม จากฐานสาธิต และสถานีทดลองการทำปุ๋ยหมักในหมู่บ้านปฐม   ที่มีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ พร้อมสอนทำ และแนะนำรูปแบบ  ให้นำกลับไปทำที่บ้านได้ 

ตลอด 58 ปี สวนสามพรานได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลบริหารธุรกิจ Hall of Fame ประเภทแหล่งท่องเที่ยวแหล่งนันทนาการเพื่อการเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง  โดยสวนสามพรานยังเปิดให้มีการศึกษาดูงานทั้งด้านการบริหารจัดการขยะ Zero Waste การบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์กรแห่งการเรียนรู้  การขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือ โมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม  สวนสามพราน บนพื้นที่ 130 ไร่  ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ยังคงแน่วแน่ และมีความตั้งใจที่จะให้ทุกพื้นที่ ทุกกิจกรรม ได้ทำหน้าที่จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสำหรับทุกคน สู่เป้าหมายการมีชีวิตที่สมดุล ครอบคลุมทั้ง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ   ผู้สนใจมาท่องเที่ยว มาพักผ่อน และมาค้นหาแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ สำหรับตนเอง ทีมงาน หรือครอบครัว

สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสวนสามพรานมาได้ที่
โทร.034-322-588-93  หรือเว็บไซต์ www.suansampran.com

นีออน ไวท์ จับมือเกาหลี รุกตลาดสกินแคร์ในไทย

ตลาดสกินแคร์ระอุ ผู้ประกอบการไทยจับมือนักลงทุนเกาหลี เปิดโรงงานผลิตที่เกาหลี ชูจุดเด่น การใช้สมุนไพรสูตรแท้ของเกาหลี วางแผนเตรียมรับออเดอร์ผลิตแบบ OEM ในอนาคต พร้อมเตรียมขยับ เข้ารุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านเร็วๆนี้

นายธนกฤต โรจนตรีภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีออน ไวท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้จำหน่าย ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งสกินแคร์แบรนด์ “นีออน” เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทเข้ามาทำตลาดผลิตภัณฑ์ ไวท์เทนนิ่งสกินแคร์แบรนด์ “นีออน” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ได้รับการตอบรับจากตลาดด้วยดี ล่าสุด บริษัทได้ร่วมทุนกับ นาง อี ยาง วัน (Mrs. Yang Wan Lee), ผู้อำนวยการบริษัท ฮวาชินเทค จำกัด ในการเปิดบริษัท นีออน ไวท์ (เกาหลี) จำกัด เพื่อมาดูแลเรื่องการผลิต สินค้าทั้งหมดภายใต้แบรนด์นีออน

“แรกเริ่มที่เราเข้ามาทำตลาด เป็นการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดี เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว เราจึงได้ปรับเปลี่ยนระบบการจำหน่ายจากเดิมมาเป็นระบบ ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งการร่วมทุนกับทาง นาง อี ยาง วัน ในครั้งนี้ บริษัท นีออน ไวท์ (เกาหลี) จะเป็นฐานการผลิตสินค้าทั้งหมด ภายใต้แบรนด์ นีออน รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะมีออกมาด้วย โดยเราจะเป็นเจ้าแรก ที่ใช้สารสกัดจาก สมุนไพรเกาหลี ที่ได้รับการรับรองการอยู่ในระดับสีเขียวจาก `EWG (Environment Working Group) ใน ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของนีออน ไม่เกิดอาการแพ้เพราะส่วนผสมที่มีความปลอดภัยสูงใช้แล้วเห็นผลจริงคุณภาพการผลิตสินค้าได้รับการรับรองจาก Guiness World Record ” นายธนกฤตกล่าว

สำหรับผลประกอบการที่ผ่านมา นีออนสามารถทำได้ประมาณ150-200 ล้านบาทต่อปี โดยในปีหน้าได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 500ล้านบาท หรือโต
ขึ้นจากที่ผ่านมาประมาณ 300% และมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะ ความนิยมในตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วได้ผลดี ประกอบกับเมื่อมีการร่วมทุนกับทางเกาหลี ก็จะมีการขยายไลน์ การผลิตให้มากขึ้น รวมถึงยังมีแผนการที่จะทำตลาดแบบ OEM และแผนการทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกด้วยในส่วนของตลาดความงามในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา นายธนกฤตมองว่า มีการเติบโตที่สูงมาก และยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ว่าที่ผู้สูง อายุหลายคนหันมาให้ความใส่ใจในการดูแลตัวเองไม่แต่เฉพาะเรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ยังสนใจดูแลผิวพรรณ ให้ดูดีอีกด้วย ซึ่งทำให้นีออนไวท์มองว่า จะยังมีช่องทางการทำตลาดได้อีกมากเช่นกัน ความหลากหลายของ ช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ดี แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการราย ใหม่ๆ เข้ามาในธุรกิจตลอดเวลา แต่หากผู้ประกอบการเหล่านั้นไม่มีความพร้อม และไม่ได้เรียนรู้อย่าง แท้จริงถึงความต้องการของผู้บริโภค ก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายนัก คงเหลือเพียงผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และมีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคเพื่อพัฒนาและปรับปรุงสินค้า รวมถึงช่องทาง การจัดจำหน่าย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

​“ผู้ประกอบการหลายรายที่เข้ามายังขาดความรู้ในตัวสินค้าและความต้องการตลาดอย่างจริงๆจังๆ กับสภาพตลาดในปัจจุบันที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีความฉลาดเลือกที่จะบริโภคสินค้าที่ดี และมีคุณภาพ สำหรับนีออนไวท์ เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีในราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อผู้บริโภค ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วเห็นผล ทำให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของนีออนอย่าง ต่อเนื่องต่อไป”
-นายธนกฤต โรจนตรีภูมิ กล่าวเสริม

​ส่วนการทำตลาดนับจากนี้ไป สำหรับตลาดในประเทศ นีออนไวท์ จะยังคงเน้นการจำหน่ายผ่าน ระบบตัวแทน แต่จะมีการปรับปรุงระบบที่เป็นโนว์ฮาวของทางบริษัทที่ได้พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งจะทำให้การ จัดจำหน่ายของตัวแทนมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลลัพธ์ในการจำหน่ายที่ดีขึ้น สามารถวัดผลความสำเร็จ ได้อย่างชัดเจน ส่วนตลาดต่างประเทศ จะเสริมช่องทางออฟไลน์เข้ามา นอกจากนี้ นีออนไวท์ ยังมองหา ช่องทางที่จะขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า อีกด้วย​

รายละเอียดเพิ่มเติม เว็บไซต์ www.neonwhitethailand.com
ติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊ก A NEON

OPERA กวางตุ้ง ศิลปะโบราณอันน่าหลงใหล

“งิ้ว” ในภาษาอังกฤษคือ “โอเปร่า (Opera)” ซึ่งสำหรับ “ไชนีส โอเปร่า (Chinese Opera)” ในจีนนั้นจะคนในเมืองหรือในชนบทก็ได้ดูเหมือนกัน คณะศิลปะการแสดงงิ้วกวางตุ้งแห่งประเทศไทย
โดยผู้รับผิดชอบรายการงิ้วในค่ำคืนนี้ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2551
โดยนาง โจวยั่วหมิง อดีตประธานของคณะฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนส่งเสริมวัฒนธรรมงิ้วกวางตุ้งในประเทศไทย และสนับสนุนกระชับความสัมพันธ์อันดีให้เพื่อนชาวไทยรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการเรียนร้องงิ้วกวางตุ้ง โดย คุณหลี่เซี่ยซิ่วเหลียน คุณเหอลี่ฉือ และคุณจูซิ่วหลิง ผู้เป็นสมาชิกหลักของคณะ จะร้องงิ้วกวางตุ้งสองบท เล่นดนตรีประกอบการร้องโดยวงดนตรีจีน โดยคุณโจวเหิงกับคุณโจวเสี่ยวจูน เป็นผู้นำ ทุกท่านคงรู้ว่าเราไม่ใช่นักร้องงิ้วมืออาชีพ เราหวังว่าการแสดงในครั้งนี้จะมีส่วนร่วมในการกุศล และได้มีโอกาสสนับสนุนและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ถ้าพูดถึงความลี้ลับและความมีเสน่ห์ของจีนโบราณ แทบไม่มีศิลปะรูปแบบใดที่เทียบได้กับ อุปรากรจีน ด้วยเครื่องแต่งกายที่วิจิตรตระการตา เสียงร้องสูงแสบหู อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสลับกับเสียงฆ้องและท่าทางการร่ายรำอันละเอียดอ่อนที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ แม้จะถูกท้าทายจากรูปแบบสันทนาการสมัยใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของจีน ในรูปแบบอุปรากรกวางตุ้ง ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในฮ่องกง ในฐานะศิลปะวิชาที่สวยงามและยืนยงคู่กาลเวลา

อุปรากรกวางตุ้ง เป็นรูปแบบของอุปรากรจีนที่สำคัญประเภทหนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องและเป็นรูปแบบศิลปะที่มีผู้ชื่นชอบ โดยรวมในตำนานดนตรีและละครจีนเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นรูปแบบการแสดงที่มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความหมายในเชิงสัญลักษณ์ โดยได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ชมทางตอนใต้ของจีน และบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุปรากรกวางตุ้ง ถูกรวมเข้าไว้ในรายการมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก้ในปี 2009

ดังนั้น เมื่อเสียงดนตรีเริ่มขึ้นการแสดงและความ เพลิดเพลินกับอุปรากรกวางตุ้งเริ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษากวางตุ้ง หรือคุ้นเคยกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์และตำนานปรัมปราของจีนซึ่งใช้เขียนละครเหล่านี้ขึ้น การแสดงเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะนำความสนุกสนานมาให้แล้ว ด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจของเครื่องแต่งกายสีสันสดใส การจัดเวทีอย่างวิจิตรตระการตา และรูปแบบการร้องที่เป็นเอกลักษณ์อันมีชื่อเสียง หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงงิ้วที่มีชื่อเสียงที่สุด

เนื่องจากภาษาที่แตกต่างและการขาดแคลนของคำอธิบาย งิ้วกวางตุ้งจึงยากที่จะสร้างความสนใจและความเข้าใจของผู้ชมในประเทศไทย ครั้งนี้ถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือจากท่านภริยาเอกอัครราชทูตจีนและอาจารย์หลินเจียเหวิน ซึ่งเป็นอาจารย์งิ้วกวางตุ้ง โดยเขียนเรื่องราวงิ้วจัดแสดงในคืนนี้ อีกทั้งแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถือเป็นโอกาสที่ดีได้สืบสานและส่งเสริมงิ้วกวางตุ้งของจีนในประเทศไทยให้คงอยู่ตลอดไป

ทั้งนี้ มาดามพันเผิง ภริยา ฯพณฯ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ท่านเอกอัครราชทูตและภริยาเอกอัครราชทูตจากสถานทูตต่างๆ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมชมการจัดแสดงในไทยในช่วงวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยกิจกรรมราตรีในค่ำคืนนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยต่อผู้ด้อยโอกาสในสังคมเรา รายได้รวมทั้งหมดจำนวน 600,000 บาท ร่วมบริจาคมอบให้กับ มูลนิธิชัยพฤกษ์และสมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย

ขอขอบคุณ อาจารย์งิ้วกวางตุ้ง ท่านหลินเจี้ยนเหวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะ

สำหรับกิจกรรม การแสดง งิ้วกวางตุ้ง ในค่ำคืนนี้
ขอขอบคุณ อาจารย์งิ้วกวางตุ้ง ท่านหลินเจี้ยนเหวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะ ขอขอบคุณคณะศิลปะ จีนฟังหัว ฮ่องกง ประเทศจีน และนักแสดงทุกท่าน ที่มาถึงกรุงเทพฯ เพื่อการแสดงการแลกเปลี่ยนจากฮ่องกงแห่งจีน ยังช่วยออกแบบการจัดเวทีและโปสเตอร์

NIPPON HAKU BANGKOK 2019 ครั้งที่ 5

มหกรรมเพื่อคนรักญี่ปุ่น ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย NIPPON HAKU BANGKOK 2019 ครั้งที่ 5 ณ สยามพารากอน เจเอ็ดดูเคชั่น สถาบันสอนภาษาและศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น เปิดงานมหกรรมเพื่อคน
รักญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกครั้ง กับงาน “NIPPON HAKU BANGKOK 2019” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 เป็นงานที่รวบรวมทุกเรื่องของความเป็นญี่ปุ่นมาไว้ในงานเดียว พร้อมให้คนรักญี่ปุ่นได้สัมผัสกับความ
เป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

มร.ทากุโอะ ฮาเซกาวะ (Mr.Takuo Hasegawa) ประธานจัดงาน “NIPPON HAKU BANGKOK 2019” เปิดเผยว่า จากการจัดงานที่ผ่านมา ทั้งในชื่อ “JAPAN EXPO IN THAILAND” และ “NIPPON HAKU BANGKOK”
รวมเวลากว่า 5 ปี เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ คำแนะนำ คำติชม จากผู้เข้าร่วมงาน มาปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้งานที่กำลังจะเกิดขึ้น ตอบโจทย์ตรงความต้องการ พร้อมสร้างความสุขและความสนุกสนาน ให้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมงานของเราอย่างเต็มที่ และไม่ว่าจะครั้งไหน เราก็จะยังคงจัดงานด้วยเชื่อมั่นแบบเดิม นิปปอนฮาคุอยากให้ทุกคนมาพบประสบการณ์ใหม่ๆ ค้นหาความเป็นญี่ปุ่นในมุมมองหลากหลาย เราอยากเป็นสะพานเชื่อมต่อประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น อยากให้คนไทยที่ชอบอะไรบางอย่างในญี่ปุ่น ได้รู้จักญี่ปุ่นในมุมต่างๆ มากขึ้น และสามารถนำไปต่อยอด เป็นไอเดีย เป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในชีวิต สำหรับงาน “NIPPON HAKU BANGKOK 2019” ในปีนี้ เราขนทัพความสนุก ความสุขมาไว้ที่งานให้ทุกคน ได้สัมผัสแบบครบรสส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ให้คนไทยที่รักญี่ปุ่นได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดครบทุกมิติ โดยแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ดังนี้ Education Zone, Job Zone, Travel Zone, Shopping Zone, Workshop Zone, Art Zone, Entertainment Zone และอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานในปีนี้ที่พลาดไม่ได้กับโซน Olympic and Paralympic Games Tokyo 2020

โดยบรรยากาศในพิธีเปิดงานนั้น เต็มไปด้วยแสง สีเสียง สุดอลังการ เริ่มจากการแสดงการร่ายรำแบบโบราณของศิลปินญี่ปุ่น “Yamatomai” และการแสดงโชว์วัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นจาก “Experience Tohoku Festival” ต่อด้วยโชว์พิเศษจากตัวแทนศิลปินไทยที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นอย่าง “แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข” โชว์เพลง “วาดฝัน” ซึ่งเป็นเพลงประจำงาน NIPPON HAKU BANGKOK และไฮไลท์การแสดงพิธีเปิดงานสุดยิ่งใหญ่กับขบวนพาเหรดรวมพลังจากตัวแทนผู้จัดงาน นำทีมโดยทีมไทย แสตมป์-
อภิวัชร์ และนักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นทั่วไทย 17 สถาบัน ส่วนทีมญี่ปุ่น นำโดยคุมะมง ทูตการท่องเที่ยวจากจังหวัดคุมาโมโต้ พร้อมด้วยตัวแทนศิลปินญี่ปุ่นที่เข้าร่วมงาน อาทิ Yuru และ 2o Love to sweet bullet สร้างความประทับใจให้กับผู้มารอชม ก่อนจะเริ่มพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการโดย ทากุโอะ ฮาเซกาวา ประธานกรรมการ บริษัท ไลท์เฮ้าท์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด ผู้บริหารสถาบันสอนภาษาและศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น พิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ และคุณชิเกคิ โคบายาชิ ผู้อำนวยการสำนักข่าวสารญี่ปุ่น สถานเอก
อัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย

ต่อด้วยกิจกรรมไฮไลท์ในช่วงบ่ายกับการเสวนาสร้างแรงบันดาลใจ โดยศิลปินและนักวิ่งชื่อดัง ตูน บอดี้สแลม ที่มาพร้อมกับทีม “ก้าวคนละก้าว” ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง และแพทย์หญิง สมิตดา สังขะโพธิ์ หรือหมอเมย์ โดยได้รับความสนใจจากน้องๆนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่มาร่วมงาน เข้าร่วมฟังจนแน่นฮอลล์ หลังจบการเสวนา ตูน บอดี้สแลม ก็ไปร่วมกิจกรรมที่บูธ Olympic and Paralympic Games Tokyo 2020 ทดลองเล่นกีฬา Boccia ประชันฝีมือกับนักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทย ท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนที่มาชม บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมเขียนข้อความให้เต็มต้นซากุระถึงนักกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิก
ในครั้งนี้ ก่อนจะปิดงานไปด้วยโชว์พิเศษจากศิลปิน 2o Love to Sweet Bullet วงเกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่นชื่อดังที่บินตรงมาเพื่องานนี้งานเดียว!!

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Fanpage: NIPPON HAKU BANGKOK

Hilton and THAI offer Travellers Exclusive Privileges across Hilton’s Hotels in Thailand

Travellers on THAI can enjoy exclusive discounts across all of Hilton’s F&B outlets and spas in Thailand BANGKOK – 1 August 2019 – Hilton (NYSE: HLT) today announced the signing of a Memorandum of Understanding with Thai Airways International Public Company Limited (THAI) to provide exclusive discounts to travellers flying on THAI’s flights. Through this partnership, travellers on THAI can enjoy promotional prices at Hilton’s food and beverage outlets and spas across Thailand.

The nine participating hotels nationwide across five destinations include Waldorf Astoria Bangkok, Conrad Bangkok, Millennium Hilton Bangkok, Hilton Sukhumvit Bangkok, DoubleTree by Hilton Sukhumvit Bangkok, Conrad Koh Samui, Hilton Pattaya, Hilton Hua Hin Resort & Spa and Hilton Phuket Arcadia Resort & Spa.

“The new generation of global travellers are constantly seeking fresh ways to enjoy popular destinations. One way we are doing that is by providing unique yet authentic local experiences through food and beverage and spa treatments at our hotels which we are confident that they can help capture the attention of this group of travellers. The signing of the MOU between Hilton and THAI enables us to provide elevated experiences of this nature for both business and leisure travellers coming into Thailand and we are delighted to be working with THAI on this partnership,” said Heidi Kleine-Moeller, general manager, Millennium Hilton Bangkok.

“At Hilton, we also continue to champion our commitment to responsible sourcing and sustainable meat, poultry and seafood while supporting local communities. Our food and beverage menus are carefully crafted by supporting and celebrating local cuisines and highlights seasonally produced ingredients. We look forward to inviting travellers and guests alike to experience our expanded repertoire and enjoy dining and spa experiences with us in Thailand,” added Moeller.

“We aim to encourage international tourists to travel to Thailand with THAI and to further enhance their trip by enjoying the luxury fine dining and spa experience at Hilton’s nine hotels across Thailand with these exclusive offers,” said Wiwat Piyawiroj, THAI Executive Vice President, Commercial Department. “Through this partnership, we can contribute to the growth of Thailand’s tourism within the international market and offer our guests enhanced vacation experiences, which can create lasting memories.

ประกาศผล 10 Young Bloggers ผู้ชนะการแข่งขัน Story Curator

โปรโมตชุมชนวัฒนธรรม โครงการ
Thailand Village Academy 2019

โรงแรม SC Park กรุงเทพฯ, โครงการ THAILAND VILLAGE ACADEMY ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, เว็บไซต์ Hello Local.travel และ Readme.me จัดงานประกาศผล 10 Young Bloggers ผู้ชนะจากการแข่งขัน Story Curator โปรโมตชุมชนวัฒนธรรมไทย

โดยมีบล็อกเกอร์เยาวชนจำนวน 1,423 คน จาก 86 ประเทศทั่วโลกสมัครร่วมกิจกรรม และทางโครงการได้คัดเลือกบล็อกเกอร์เยาวชนผู้เข้ารอบสุดท้าย Finalist 44 คน จาก 17 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย อังกฤษ รัสเซีย เนปาล สิงคโปร์ มาเลเซีย ภูฏาน อิสราเอล อิตาลี ยูเครน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เปรู ออสเตรเลีย ตูนิเซีย ไนจีเรีย และประเทศไทย
มาร่วมภารกิจแข่งขันใน 22 ชุมชนของไทย ระหว่างวันที่ 24-29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดยภารกิจการแข่งขันคือ ผู้แข่งขันจะได้ใช้ชีวิตในชุมชน 6 วัน เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นไทยกับ Local Hero หรือนักปราชญ์ชุมชนอย่างใกล้ชิด และผู้แข่งขันจะต้องคัดสรร นำเสนอเรื่องราวชุมชน The Village Story โปรโมตสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อออนไลน์
โดยผู้ที่ได้รับรางวัล Most Talented Story Curation ทั้งหมดมีดังนี้

Young Bloggers ชาวต่างชาติ ที่ได้รับรางวัล Most Talented Story Curation สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
• อันดับ 1 Mr.Jian Le Tan จากประเทศ มาเลเซีย ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 100,000 บาท
โปรโมตชุมชนบ้างเชียง จังหวัด อุดรธานี
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 44.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 2 Ms.Pema Choden Tenzin จากประเทศ ภูฏาน ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 70,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนบ้านภู จังหวัด มุกดาหาร
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 43.75 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 3 Ms.Madhurima Dutta จากประเทศ อินเดีย
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 50,000 บาท
โปรโมตชุมชนตำบลบ้านแหลม จังหวัด สุพรรณบุรี
คะแนนจากคณะกรรมการ
จำนวน 43.66 คะแนน
คะแนน Social Engagement
จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 1 Mr.Jian Le Tan จากประเทศ มาเลเซีย ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 100,000 บาท โปรโมตชุมชนบ้างเชียง จังหวัด อุดรธานี
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 44.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 2 Ms.Pema Choden Tenzin จากประเทศ ภูฏาน
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 70,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนบ้านภู จังหวัด มุกดาหาร
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 43.75 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 3 Ms.Madhurima Dutta จากประเทศ อินเดีย
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 50,000 บาท
โปรโมตชุมชนตำบลบ้านแหลม จังหวัด สุพรรณบุรี
คะแนนจากคณะกรรมการ
จำนวน 43.66 คะแนน
คะแนน Social Engagement
จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 4 Ms.Hofit Kim Cohen จากประเทศ อิสราเอล
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 41.10 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน
• อันดับ 5 Ms.Wadi Victoria Ben-Hirki จากประเทศ ไนจีเรีย
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนชุมชนพรหมโลก จังหวัดนครศรีธรรมราช
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 40.73 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

Young Blogger ชาวไทยที่ได้รับรางวัล Most Talented Story Curation สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
• อันดับ 1 นางสาวศรัณยา ตั้งทิวาพร ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 100,000 บาท
โปรโมตชุมชนตำบลบ้านแหลม จังหวัด สุพรรณบุรี
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 44.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 2 นางสาวกัญญาวีร์ จงจิตสำราญ
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 70,000 บาท
โปรโมตชุมชนแหลมสัก จังหวัดกระบี่
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 42.75​ คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 3 นายกิติพัฒน์ อุ่นเมือง ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 50,000 บาท
โปรโมตชุมชนบ้านลาวเวียง จังหวัด อุตรดิตถ์
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 42.50 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50คะแนน

• อันดับ 4 นายวรชัย สิงห์สมบุญ ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท
โปรโมตชุมชนสรรพยา จังหวัด ชัยนาท
คะแนนจากคณะกรรมการ จำนวน 42.16 คะแนน
คะแนน Social Engagement จำนวน 50 คะแนน

• อันดับ 5 นางสาว ลัคนา ศานติยานนท์
ได้รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท
โปรโมตชุมชน ชุมชนหล่อโย จังหวัด เชียงราย​
คะแนนจากคณะกรรมการ
จำนวน 40.41 คะแนน
คะแนน Social Engagement
จำนวน 50 คะแนน

คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “บล็อกเกอร์เยาวชนทุกคนสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวของวัฒนธรรมและวิถีชุมชนเป็นอย่างมาก ทุกคนได้เห็น ได้กิน ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน นี่คือจุดหมายสูงสุดของการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวเยาวชนค่ะ พวกเขาต้องการเรียนรู้และเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

ททท. มั่นใจว่า ผลงานสร้างสรรค์ของนักเล่าเรื่อง The Story Curators
ทั้ง 44 คนนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลกอยากเดินทางมาเที่ยว มาสัมผัสดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมของไทย และสร้างโอกาสให้ชุมชนมีรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว และชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

คุณทัศชล เทพกำปนาท ที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า
“ปราชญ์ชุมชนทุกคนในฐานะ Local Guru ได้ทำหน้าที่ของการเป็นนักเล่าเรื่อง บอกเล่าประสบการณ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า ถ่ายทอดให้เยาวชนนักเดินทางได้เรียนรู้ และช่วยเผยแพร่ ส่งต่อเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยไปทั่วโลก สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ปราชญ์ชุมชนทุกคน ในฐานะเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของทุนทางวัฒนธรรม เกิดความภาคภูมิใจ ที่ได้ร่วมส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับบล็อกเกอร์เยาวชนทุกคน และนับจากนี้ ทุกชุมชนพร้อมที่จะเปิดบ้านให้เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้วัฒนธรรมของไทยต่อไป”

กกท. ปฐมนิเทศนักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือและจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 สนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา และในฐานะผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานการเปิดงานการอบรมปฐมนิเทศและทำสัญญานักกีฬาและบุคลากรกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562 กล่าวว่า กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เป็นอีกกองทุนหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษาที่เป็นนักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่มีผลงานทางด้านการแข่งขันกีฬาเป็นที่ประจักษ์และมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน และให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

โดยให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ ในลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายเดือน , ค่าบำรุงการศึกษา แต่ละภาคการศึกษาตามที่ระเบียบกระทรวงการคลังกำหนด และยังเพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป ในกรณีที่ผู้ขอรับทุนรายนั้น ๆ มีความสามารถ ด้านการศึกษาและกีฬาตามที่หลักเกณฑ์กำหนด

นายณัฐวุฒิ เรืองเวศ กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ กองทุนฯได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการให้ความช่วยเหลือ ผลักดันนักกีฬาที่ได้รับทุน ให้สามารถฝึกซ้อม แข่งขัน ศึกษาเล่าเรียนควบคู่กันไปจนจบการศึกษา กรณีพบว่านักกีฬาคนใด เกิดปัญหา ในระหว่างศึกษา เช่น เวลาเรียนไม่เพียงพอ ไม่มีคะแนนเก็บเนื่องจาก ไม่ได้ทำกิจกรรมหรือส่งรายงาน หรือเกิดปัญหาอื่น ๆ ก็ตาม ทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬา เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลให้นักกีฬาลดความกังวล และมีสมาธิมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬามากยิ่งขึ้น

นายพงศ์ภรณ์ สุวิทยารักษ์ (แบนซ์) ม.ธรรมศาสตร์รังสิต กีฬา เทควันโด

ในการพิจารณาให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 มีผู้ได้รับทุนการสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 272 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ยื่นขอรับทุนทั้งหมด จำนวน 209 คน ได้รับพิจารณาให้นักกีฬาทีมชาติ เยาวชนทีมชาติ และนักกีฬาที่อยู่โครงการในแผนการพัฒนาของสมาคมกีฬา จำนวน 160 คน และบุคลากรกีฬา จำนวน 1 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 161 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 34,840,400 บาท
สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ยื่นขอรับทุนทั้งหมด 52 จังหวัด 112 คน ได้รับการพิจารณาให้ทุนตามประกาศฯ กองทุน รวมทั้งสิ้นจำนวน 111 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 6,395,400 บาท ทุนต่อเนื่อง อีกจำนวน 291 คน

เพื่อให้นักกีฬาและบุคลากรกีฬา ที่ได้รับทราบแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ ข้อบังคับ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกองทุน จึงจัดให้มีการอบรม ปฐมนิเทศ ให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน”